สรุปชีวิตปี 2017 และเป้าหมายชีวิตปี 2018

หนึ่งปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก !~

ก็เหมือนเช่นเคยที่ทำมาทุกปีติดต่อกันเป็นปีที่ 11 แล้ว (นับตั้งแต่ปี 2007) ที่จะสรุปว่าปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรในชีวิตบ้าง และมาดูกันต่อว่าในปีต่อไปจะทำอะไรต่ออีกบ้าง ซึ่งอันที่จริงในหนึ่งปี วันที่เราจะรอก็คือปลายปีนี่แหละที่จะได้มาดูว่าปีที่ผ่านมา ตัวเองมีผลประกอบการอะไรบ้าง ~

Disclaimer:  หลายคนอาจจะจะบอกว่า ไม่เห็นอยากรู้เลยว่าปีที่ผ่านมาทำอะไร ปีหน้าหน้าเราอยากทำอะไร ในส่วนนี้ก็ขอบอกไว้ ณ ตรงนี้ว่า ก็ไม่ต้องอ่านสิ ถถถ + (เพราะเราโพสในพื้นที่ส่วนตัวของเราไง 😛 )

ปี 2017 จะว่าไป เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลายอย่างมากๆ แต่ก่อนอื่นเรามาสรุปกับสิ่งที่ตั้งเป้าหมายในปีที่ผ่านมาก่อน กับธีม “ปีแห่งการเข้าสู่ตลาดแรงงาน”

ที่มา : ปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ แต่หลังจากที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มรูปแบบแล้ว เราจำเป็นต้องมีศักยภาพต่างๆ ที่เพียงพอต่อการทำงานในที่ที่ปรารถนา ดังนั้นในปีนี้ เราจึงจะปฏิบัติตนให้พร้อมสู่การเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อรับใช้ชาติในลำดับต่อไป…

1. การวิจัย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะมันเป็นงานที่เราจะต้องทำในตลาดแรงงาน… ดังนั้นในเรื่องการวิจัย จึงขอตั้งเป้าหมายไว้สามเรื่องใหญ่ๆ ดังนี้

เกี่ยวกับงานประชุมวิชาการ

เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อ คาบเกี่ยวต่างๆ ดังนั้นเราอาจจะไม่สามารถตั้งเป้าหมายให้ไปงาน conference ทุกงานที่อยากไปได้เหมือนช่วงสองปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ก็มีงานที่ปรารถนาอยากจะไป ประกอบดัวย

  • SoCG2017 ที่ Brisbane
  • JCDCGGG2017 ซึ่งจัดใหญ่ ครบรอบ 70 ปี Prof. Jin Akiyama

สำหรับ SoCG2017 เนื่องจากไม่ได้ส่ง paper เราจึงจะขอดูความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะส่ง Young Researcher Forum / Multimedia Session ดีไหม

ส่วน JCDCGGG2017 เป็นงานภาคบังคับที่เราจะไปทุกปี ดังนั้นจะต้องมีงานส่งเพื่อไป JCDCGGG2017 ให้ได้ (ถึงแม้ถ้าต้องกลับไทย ก็จะไปงานนี้ให้ได้ล่ะ)

สำหรับเรื่องงานประชุมวิชาการ ถึงจะอยากไป Brisbane แต่เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อกลับไทยที่ยังไม่มีงาน + ไม่มีเงิน ดังนั้นก็ไปไหนไม่ได้ >__< จึงต้องพับเก็บแผนไว้ก่อน

อีกงานที่เป็นงานประจำปีภาคบังคับคือ JCDCGGG2017 ท้ายที่สุดเราก็ได้ไปที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง ~ เป็นเหมือนการกลับบ้าน เพราะการไป JCDCGGG ในช่วหลังให้ความรู้สึกแบบนั้น งานนี้ได้เรียนรู้เรื่องราวอะไรใหม่ๆ เยอะแยะ ได้ศึกษาอะไรมาจนถึงตอนนี้เลยทีเดียว

นอกจาก JCDCGGG แล้ว ปีนี้ยังมีงานของแถมที่ได้ไปมาสองงานคือ

AMM2017 ที่เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ไหนๆ มาที่เชียงใหม่แล้ว ก็มาฟัง + มาเปิดตลาดงานวิจัยที่ไทยด้วยก็น่าจะดี เลย submit งานมาพูดแบบ abstract ซึ่งจริงๆงานนี้เหมือนเป็นงานพบเพื่อนเก่าๆ มากมาย ความทรงจำต่างๆก็ย้อนกลับมา

อีกงานที่เป็นงานแถมคือ งาน conference ICSDM ที่ Wuhan เป็นงานที่เกี่ยวกับพวก Geospatial ที่ต่อยอดมาจากงานของ TJIA ร่วมกับพัทธ์, พี่ต้น และเอี่ยม ท้ายสุดเราก็ไปเป็นตัวแทนของกลุ่มไปนำเสนองานที่จีนช่วงเดือนกันยายนต่อจาก JCDCGGG

เกี่ยวกับ Journal Paper

สืบเนื่องจากงานค้างปีที่ผ่านมา เราจึงวางเป้าหมายให้เคลียร์เปเปอร์ต่อไปนี้เรียบร้อย

  • SLVD Recognition Paper (ที่โดน Reject มา)
  • Fitting the spherical Tessellation using SLVD (ที่ค้างไว้)
  • Model-based Modeling using SLVD (กำลังปั่นงาน)

อีกเปเปอร์นึง เราจะพยายามเคลียร์งานที่ค้างคาในปีที่ผ่านมาที่เป็นงานวิจัยร่วมกับน้องพัทธ์, พี่ต้น, เอี่ยม

  • Spatial Optimization using Voronoi Diagram

สำหรับเป้าหมายในกลุ่มนี้ เราก็สามารถเคลียร์ได้สำเร็จเกือบหมด ดังงานวิจัยที่ตีพิมพ์ไว้ดังรายการต่อไปนี้

  • เปเปอร์ Fitting the spherical tessellation using SLVD ตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อย ~
    S. Chaidee and K. Sugihara (2018), Spherical Laguerre Voronoi Diagram Approximation to Tessellations without Generators, Graphical Models 95, pp. 1 – 13 
  • เปเปอร์ Model-based modeling using SLVD
    กำลังจะส่งไปต้นปีหน้าซึ่งเป็น post-proceeding ของ JCDCGGG2017 ที่ไปญี่ปุ่นมา (ไม่รู้จะ accept ไหม แต่เนื่องจากเขียนเสร็จแล้วก็นับว่าเคลียร์เสร็จละกัน ถถถ)
  • เปเปอร์ Spatial Optimization using Voronoi Diagram ส่งไปงาน ICSDM2017 และออกมาเป็น proceeding เรียบร้อย ~
    S. Chaidee, P. Pakawanwong, V. Suppakitpaisarn, P. Teerasawat (2017), Interactive Land-Use Optimization Using Laguerre  Voronoi Diagram with Dynamic Generating Point AllocationThe International Archives of the Photogrammetry, Remote Sensing and Spatial Information Sciences, Volume XLII-2/W7, 2017 (ISPRS Geospatial Week 2017),  pp. 1091-1098.
  • SLVD Recognition Paper (ที่โดน Reject มา)
    แก้แล้วเรียบร้อย ส่งไปที่ Journal เดิม (ตามคำแนะนำของซุป) ก็ยังคงรอต่อไป T_T

กี่ยวกับ Research Project

ปีนี้เราวางแผนอยากทำวิจัย หลักๆ ในสามกลุ่มงานวิจัย

  • Voronoi Diagram กับ Plankton / Marine Science 
    สำหรับงานกับ Plankton บังเอิญว่าปีที่ผ่านมาเจอเปเปอร์ของอาจารย์ที่ญี่ปุ่นพอดี เลยส่งอีเมลล์ไปจีบไว้แล้ว คงจะได้ discuss ช่วงหลัง defend thesis เสร็จแล้ว ส่วน Marine Science คงเตรียมหาข้อมูลเก็บไว้ โคงานกับน้องวินในลำดับต่อไป
  • Generalization of Voronoi Diagram
    เป็นงานที่ส่ง proposal ของ JSPS ที่โดนเทไป ถึงแม้จะโดน JSPS เท แต่เราก็คงจะทำต่อด้วยตัวเอง เป็นงานวิจัยส่วนตัวในลำดับต่อไป
  • Graph Enumeration as a tool for Solving Geometry Problems
    เป็นโปรเจคภาคต่อจาก ป.โท ที่อยากจะ Generalize งานให้กว้างขึ้น เป็นโปรเจคคิดไอเดียไว้แต่ยังไม่มีเวลาลุยต่อ คิดว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องลุยแล้ว โดยงานนี้ก็ต้อง Collaborate กับ อ.ช้าง (อ.ที่ปรึกษา ป.โท) ต่อไป

ก็หวังว่างานทั้งสามส่วนจะมีความก้าวหน้าในลำดับต่อไป…

ในส่วนนี้ เนื่องจากปีที่ผ่านมามีงานสอนเยอะพอสมควร งานวิจัยเลยยังไม่ได้เริ่มเท่าไหร่นัก T_T แต่โดยคร่าวๆ ก็ได้คุยไว้แล้วในหลายๆ งาน

  • งาน Voronoi Diagram กับ Plankton คุยกับ Professor ไว้ แต่ยังรอเวลาและจังหวะที่เหมาะสมในปีหน้าที่จะเริ่มทำจริงๆจังๆ กับงานที่จะทำใหม่ในปีหน้า
  • งาน Graph Enumeration. ตอนนี้คุยกับอาจารย์ตอนกลับไทยใหม่ๆ แต่ยังไม่ได้ลงมือต่อ คงต้องรอเวลาไก่อน

2. ภาษา

ในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เรื่องภาษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ หลังจากการมาอยู่ที่นี่ ทำลายทักษะภาษาอังกฤษของเราไปพอควร ก็ถึงเวลาที่จะต้องทดสอบศักยภาพที่มีอยู่ ดังนั้น เป้าหมายแรกคือ สอบ TOEFL

หลังจากการมาอยู่ที่นี่ ช่วงหลังๆ เริ่มสนุกกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น และควรจะสอบ N3 ให้ผ่านสักที ดังนั้นเป้าหมายต่อไปคือ สอบ N3 ให้ผ่าน ไม่ว่าจะต้องอยู่ที่นี่หรือต้องไปที่อื่นก็ตาม

นอกจากภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่นแล้ว เนื่องจากเรามีเพื่อนคนจีนเยอะเหลือเกิน… เราเลยอยากเริ่มเรียนภาษาใหม่ คือภาษาจีน  (ซึ่งจริงๆแล้วเคยเรียนตอน ป.5 – 6 ที่โรงเรียน แต่พอไม่เห็นความสำคัญก็เลยทิ้งมันไป TT) ดังนั้นถ้ามีเวลาและโอกาส ในปีนี้ก็อยากเรียนภาษาจีนด้วยอีกอย่างหนึ่ง

งานแรกที่วางไว้คือสอบ TOEFL เมื่อต้นปี (เดือนกุมภา) คะแนนก็พอๆ กับตอนสอบก่อนไปเรียนต่อ แต่ก็ไม่ได้ถือว่าสวยงามมากนัก (แต่ก็ยังดีที่การไปญี่ปุ่นไม่ได้ทำให้ทักษะภาษาอังกฤษพัง 555)

การสอบ TOEFL ในโตเกียวก็สรุปไว้ใน เรื่อยไปในโตเกียว 22 : สอบ TOEFL ในโตเกียว

ส่วนการสอบ N3 ตอนแรกจะสอบเดือนธันวาคมปีนี้ (เพราะสมัครรอบ ก.ค. ไม่ทัน เนื่องมาจากยังไม่รู้จะสอบที่ไหน) ด้วยความงานยุ่งก็พับเก็บไปก่อน ไว้ว่ากันปีหน้านาจา ~

3. การรักษาสุขภาพ

ในปีที่ผ่านมา แทนที่น้ำหนักจะลด กลับเพิ่มขึ้นมากพอสมควร รวมถึงการที่ร่างกายไม่แข็งแรงทำให้จิตใจย่ำแย่ตามมาอีกทางหนึ่ง และทำให้ทุกอย่างพัง (ประสบการณ์จากการเป็นงูสวัด) ดังนั้นปีนี้เราจึงจะวางแผน

  • ลดน้ำหนัก ขอใช้เป้าหมายตามปีที่แล้วคือ ไตรมาสละ 4 kg
  • ปรับเวลานอน จะปรับนอนก่อนตีหนึ่งและตื่นให้ได้แปดโมงเช้าทุกวัน (ยกเว้นถ้าอยู่ในตลาดแรงงาน เวลานอนคงต้อง vary ใหม่ตามสมควร แต่ต้อง set ให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน)

ในข้อแรก ก็มีความพยายามที่จะดำเนินการอยู่เป็นระยะๆ ตั้งแต่ช่วงกลับมาใหม่ๆ, ช่วงเริ่มทำงานใหม่ๆ, ช่วงกลางเทอมที่ทำงาน และเด็กๆ ปิดเทอมแล้ว น้ำหนักลงบ้างขึ้นบ้าง (แต่โดยมากก็จะขึ้นมากกว่า TT) เป้าหมายนี้ไม่ประสบความสำเร็จ

ส่วนเรื่องการนอน ช่วงที่ยังว่างงานก็ยังทำไม่ได้ แต่เมื่อทำงานแล้วก็นอนเป็นเวลาตามที่วางไว้อย่างดี เป็นเป้าหมายที่สำเร็จดี ~

4. เรื่องจิตใจ

ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตใจอ่อนแอ น่าจะมาจากการที่เป็นคนใจอ่อน มีความนอยด์ และจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ ในปีนี้จึงจะพยายามปรับตัวเองให้เย็นลง และเย็นชา ใจแข็งในเรื่องที่จะทำร้ายจิตใจเรา และทำอะไรให้เด็ดขาดมากขึ้น

อันที่จริงปีนี้ก็มีเรื่องให้นอยด์เยอะมากช่วงต้นปี กลางปี แต่ก็พยายามมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คงดีขึ้นแหละมั้ง lol

เนื่องจากปีนี้เป็นช่วงรอยต่อ เราจึงยังไม่สามารถระบุเป้าหมายโดยกว้างๆ ได้มากนัก จึงขอระบุเป้าหมายไว้เพียงเท่านี้

ดังนั้น ในภาวะรอยต่อเช่นนี้ ก็ต้องขอบอกให้ทุกท่านทราบและขอความร่วมมือต่างๆ ดังนี้

  1. ณ เวลานี้กำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ณ เวลานี้ เราจะไม่สบายใจมากถ้ามีคนเรียกเราว่าด๊อกเตอร์ ทั้งเรียกจริงหรืออู้ย่อ (คำเมืองแปลประมาณว่า ประชด ฮาาา)
  2. อนาคต ณ ตอนนี้ยังอยู่บนทางหลายแพร่ง ไม่มีความแน่นอนใดๆ เลย ณ ตอนนี้จึงไม่ขอตอบเรื่องเกี่ยวกับอนาคตไว้ (จนกว่าจะรู้อะไรแน่ชัด แล้วจะบอกเอง…) ซึ่งจริงๆอาจจะมีคนถามก็ได้ว่า ใครอยากรู้กับเมิงหรอออ… แต่มันก็มีคนถามจริงๆ นะ
  3. ขออนุญาตไม่รับฝากซื้อของในเวลาที่กลับไทยนะครับ… (ขนของตัวเองกลับก็ลำบากจะแย่อยู่แล้วอะ – -“)

จึงขอความร่วมมือมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

สรุปโดยภาพรวม เรื่องข้อ 1 นี่ถึงจะจบมาแล้วทุกคนก็เรียกแบบนั้นอยู่ดี อันที่จริงเวลาเรียกอย่างนั้นรู้สึกมีความถูกอู้ย่ออยู่นัยๆ อยู่ดี ดังนั้นใครเรียกมาก็จะบอกไปว่า ไม่ต้องเรียกอย่างนั้น ให้เรียกเหมือนเดิมเถอะครับ ส่วนข้อ 3 ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ก็ขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้

ข้อ 2 ช่วงต้นปี 2017 เป็นเรื่องที่ทำให้เครียดและนอยด์มากๆ โดยเฉพาะสองเดือนแรกของปี กล่าวโดยสรุปคือช่วงสอนเดือนแรกของปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่พยายามหาตำแหน่ง postdoc ที่ญี่ปุ่น หลายๆ ที่ หลังจากโดน JSPS เทมา แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง (อาจจะด้วยความอ่อนด๋อยของเราด้วย) ก็ทำให้ไม่ได้ตำแหน่ง postdoc สักที่ T___T  แต่การไม่ได้ postdoc ที่ญี่ปุ่น ก็เหมือนกับมีจังหวะเวลาที่ลงล๊อค บนแพร่งที่ให้กลับมาทำงานที่ ม.ช. พอดี (ประมาณว่า ถ้าได้ postdoc คงอาจจะไม่ได้ทำงานที่นี่ อะไรทำนองนั้น) ดังนั้นเราก็จะขอคิดเข้าข้างตัวเองนิดนึงว่า มันคงถูกกำหนดมาแบบนี้อยู่แล้วล่ะมั้ง ~

กิจกรรมสำคัญอื่นๆ ในปี 2017

ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ สอดคล้องกับเรื่องราวต่างดังโพสสรุป [2017Songs] เพลงในรอบปี 2017 ดังนี้

มกรา 2017 : Defend Thesis ป.เอก
กุมภา 2017 : หา Postdoc แต่ไม่ได้สักที โดนเทรัวๆ
มีนา 2017 : รับปริญญา, กลับไทย
มิถุนา 2017 : สมัครงาน
กรกฎา 2017 : เริ่มทำงาน
สิงหา 2017 : ไป JCDCGGG (Tokyo)
กันยา 2017 : ไป ICSDM (Wuhan)

โดยสรุปแล้วปี 2017 เป็นปีรอยต่อที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมายในทางที่ดีมากโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ได้ทำงานที่อยากทำ ได้ช่วยงานในหลายๆ วง ซึ่งก็เหมือนได้ทำตามความฝันที่คิดไว้ตั้งแต่เป็นเด็ก  (ที่เคยตั้งเป้าหมายไว้อย่างยาวนานตามแผนพัฒนาศักยภาพ SnC สู่สากล เมื่อปี 2010 ) ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ดี มีอะไรที่ท้าทายความสามารถเข้ามาเป็นระยะๆ มีงานที่ได้ทำเยอะแยะมากมายไปหมด  ดังนั้นก็ถือว่าเป็นปีที่ดีอีกปีนึงก็แล้วกัน (ถึงแม้ต้นปีจะไม่ค่อยดี แต่เรื่องปลายๆ ปีหลายๆเรื่อง ก็ทำให้ทั้งปี 2017 นี้เป็นปีที่ดีได้นั่นแหละนะ ~)

หากจัด rank ของปีที่บวก หรือปีที่ลบ ตามที่เคยจัดไว้ปีที่แล้ว เราก็ขอจัดให้ปีนี้อยู่ในปีบวกหวือหวาก็แล้วกันนะ

  • บวกหวือหวา : 2549, 2550, 2556, 2560
  • ลบหวือหวา : 2548, 2554, 2559
  • เฉยๆ (ไม่บวกไม่ลบ ไม่รู้สึกใดๆ) : 2551, 2553
  • เฉยๆ ทางบวก : 2555, 2557, 2558
  • เฉยๆ ทางลบ : 2552

ก่อนจบเรื่องราวของปี 2017 ก็ขอขอบคุณทุกๆ คนที่คอยเป็นกำลังใจ เป็นกองสนับสนุนในทุกๆ เรื่อง คอยรับฟังเรื่องดราม่าหลายๆ อย่างนะครับ ปีที่ผ่านมาหากทำอะไรให้ใครรำคาญ หงุดหงิด ไม่พอใจยังไง ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ /|\

*******************************************************

เรื่องของปีเก่าก็ผ่านไป เรามาพูดถึงเรื่องของปี 2018 กันดีกว่า

เนื่องจากตอนนี้ก็ได้เข้ามาทำงานแล้ว แต่ถึงเราจะทำงานแล้ว แต่เราก็ยังต้องพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในเรื่องต่างๆ ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์อยู่

ดังนั้น ธีมของเราในปี 2018 นี้จึงขอตั้งให้เป็น “ปีแห่งการพัฒนาศักยภาพในการทำงาน”

การทำงานเป็นอาจารย์ ปกติก็จะต้องมีพันธกิจในหลายๆ ด้าน อาทิ การเรียนการสอน การวิจัย งานบริการวิชาการ-พัฒนานักศึกษา และอื่นๆ (นี่เล่นเอามาครบหมวดตอนกรอก TOR/JA เลย ถถถ) ดังนั้นในปีนี้เราก็จะวางเป้าหมายให้สอดคล้องกับงานเหล่านี้ก็แล้วกัน

1. เรื่องการวิจัย

เรื่องการวิจัยก็เป็นภารกิจที่สำคัญที่จะพัฒนาตัวเอง (และงานของตัวเอง) ดังนั้นเราจึงตั้งเป้าหมายไว้เป็นกลุ่มงานวิจัยต่างๆ ที่ตั้งใจจะทำในปีนี้ ดังนี้

  1. งานวิจัย UFO Catcher เป็นปัญหาที่คิดมานานตั้งแต่เริ่มไปเรียนที่ญี่ปุ่นปีแรก ปีนี้เราจะขอทำให้เป็นรูปเป็นร่าง เป้าหมายคือ ไปพรีเซนต์ที่งาน JCDCGGG ของปี 2018 นี้ล่ะ
  2. งานวิจัย Spherical Laguerre Voronoi Diagram เป็นงานที่จะขยายต่อจากงานที่ทำอยู่ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะทำต่อ และเชื่อมโยงหางานที่เกี่ยวกับ Plankton ที่เคยคิดไว้ ถ้ามีโอกาสก็ขอภาวนาให้ได้ไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นด้วยเทอญ (อันนี้เรามาลุ้นกันนิดนึง ปีหน้ารู้กัน 😛 )
  3. งานวิจัย Spatial Optimization using Voronoi Diagram เป็นงานที่จะทำต่อจากงานที่เสนอเปเปอร์ไปจีนรอบที่ผ่านมา คงร่วมทีมเดิมกันต่อไป (มั้งงง)
  4. งานวิจัย Geometry in Pharmacy เป็นงานที่กำลังลองหาความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมโลก Geometry กับโลกของเภสัชเข้าด้วยกัน ก็คงต้องลองกันต่อไป

เป้าหมายเชิงปริมาณของส่วนนี้คือ 2 papers / 1 conference (ส่วนจะทำได้หรือไม่นั้น ก็ต้องลองกันต่อไป T^T)

2. เรื่องการสอน

ในปีที่ผ่านมา เทอมแรกก็ได้สอนวิชาแคลคูลัสตามปกติ เทอมใหม่ที่กำลังจะมาถึงก็ได้รับความท้าทายมากขึ้น ในเรื่องการสอน ส่วนเทอมต่อๆ ไปก็คงมีความท้าทายมากขึ้น

เนื่องจากเราต้องมีการเตรียมการสอน และนำผลของการเตรียมการสอนไปใช้ในการพัฒนางานด้านวิชาชีพ เราจึงคาดหวังว่า ในปีนี้จะสามารถทำเอกสารประกอบการสอนเทอมปกติได้ 1 วิชา

นอกจากเตรียมเรื่องเอกสารประกอบการสอน ปีนี้เราก็มีอีกเป้าหมายที่จะปรับปรุงวิชาๆหนึ่ง ที่พยายามดำเนินการมาระยะหนึ่ง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน พอจะเห็นแนวทางแล้ว แต่ก็จะทำให้สำเร็จเพื่อให้ได้สอนในปีต่อไปสักที ~

เรื่องแถมจากเอกสารประกอบการสอนเทอมปกติ จากการสอนเทอมที่ผ่านมาก็เห็นปัญหาหลายประการเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของเด็กๆ ช่วงปลายปี พี่ต่ายชวนทำโปรเจค “หนังสือสรุปและโจทย์ทบทวนเนื้อหา ม.ปลาย” (ซึ่งเป็นงานการกุศล) สำหรับให้เด็กๆ ได้มาลองฝึกทำ ก่อนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ก็คงเป็นเป้าหมายในอีกหนึ่งเรื่องที่วางไว้สำหรับปีนี้

3. เรื่องภาษา

จริงๆ ปีที่ผ่านมาหลังจากกลับมาจากญี่ปุ่น ก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่ จนกระทั่งหลังจากกลับมาจาก JCDCGGG ก็ทำให้ได้แรงบันดาลใจบางอย่างและได้มีโอกาสใช้ภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น แน่นอน ไฟแห่งการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็กลับมาลุกอีกครั้งหนึ่ง

เพื่อไม่ให้ไฟด้านภาษามอดดับลงไป ในปีนี้ เราตั้งเป้าหมายว่าจะต้องสอบ N3 ให้ได้ อาจจะเป็นรอบ ก.ค. หรือเดือน ธ.ค. ไว้ดูความเหมาะสมอีกที (แต่คิดว่ารอบ ก.ค. อาจจะดีกว่า) ที่แน่ๆ คืออย่าลืมสมัครสอบแบบรอบที่ผ่านมาล่ะ T-T

4. เรื่องสุขภาพ

ปีนี้ขอตั้งเป้าหมายเดิมไว้คือ ลดน้ำหนักไตรมาสละ 4 กิโลกรัมก็แล้วกันนะ ~ ใครจะชวนไปออกกำลังกายด้วยก็ชวนมาได้เลยนะครับ lol

5. Work-life balance

ปีที่ผ่านมาทำงานอย่างสนุกสนาน จนบางทีก็รู้สึกว่าทำงานเยอะไปในส่วนที่ไม่ค่อย productive ดังนั้นในปีหน้านี้จะพยายามจัดสรรเวลาทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำเมื่อปี 2017 คือ การถ่ายรูป มานึกย้อนดู เราก็รู้สึกมีความสุขในเวลาที่ได้ถ่ายรูปเล่น (ที่ไม่ใช่ถ่ายรูปงานการนะ) แต่พักหลังๆ ไม่ได้ถ่ายรูปเลย ตั้งแต่กลับมาที่เมืองไทย ดังนั้นในปี 2018 นี้ก็จะพยายามไปถ่ายรูปเล่นให้เยอะขึ้นหน่อย

6. เรื่องอื่นๆ

มีอะไรที่ให้ทำก็จะทำไปตามความสามารถที่พอจะทำได้ก็แล้วกันนะ >__<

*******************************************************

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดีมากๆ หวังว่าปีต่อๆไป ก็คงเป็นปีที่ดีเช่นเดียวกันนะ

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่า Happy New Year 2018 นะครับ

明けましておめでとうございます!

(ปีนี้ต้องเขียนล่วงหน้าสองวัน เพราะพรุ่งนี้ (30/12) ต้องออกต่างจังหวัด อาจจะไม่มีอินเตอร์เนตใช้)

และขอขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่านครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหรอออออ ~)

ป.ล.  ย้อนกลับไปอ่านของเก่าๆ ก็ตลกตัวเองเหมือนกันนะ 😛

สรุปเก่าๆ เป้าหมายเก่าๆ 

Advertisements

[2017Songs] เพลงในรอบปี 2017

ทุกปีเราก็จะต้องทำ “สรุปชีวิตประจำปี และเป้าหมายชีวิตปีต่อไป” ตามประเพณีปกติ

แต่เมื่อปี 2016 เราได้ลองทำอะไรใหม่ เป็นปีที่แรกๆ ที่ Pin เพลงที่ชอบ หรืออะไรที่ชอบดูใน YouTube เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งแล้วกลับมาฟัง มันจะย้อนกลับมาถึงช่วงเวลาในตอนนั้น เก็บไว้เป็นความทรงจำ…

เนื่องจากเป็นอะไรที่น่าสนใจดี เราก็เลยมาทำต่อในปีที่สองกับ 「2017Songs」 กัน ~ ก่อนที่จะมาทำการสรุปชีวิตประจำปีและตั้งเป้าหมายชีวิตในปีต่อไป

********************************************************************

หลังจากปีใหม่ ก็เป็นช่วงปีสุดท้ายกับความหนาวในโตเกียว เปิดเทอมมาก็ส่งเล่มทีสิสเลย เพลงช่วงนั้นเป็นแนวนี้

ช่วงกลางๆ เดือนมีท่องสูตรคูณบ้าง ในช่วงที่อนาคตยังไม่แน่ไม่นอน

ตัดมาประมาณช่วงกุมภา อากาศเริ่มอุ่นขึ้น อนาคตเริ่มแน่นอนขึ้นแล้ว (ว่ากลับไทย)

เมื่อเพลงนี้มา ก็จะมีเพลงนี้ต่อ เป็นเพลงที่เปิดไปเก็บของในลังกลับไทยไป หลังจากกลับจากฮิโรชิมา

เก็บของไปพร้อมๆ กับเพลงนี้

จริงๆเพลงนี้โดนพี่นิ่มเอามาปล่อยตอนปีใหม่ แต่ก็เป็นเพลงอีกเพลงที่ฟังตอนเก็บของด้วย

จริงๆ ย้อนไปนิดหน่อยช่วงกุมภา ช่วงที่ยังสับสนกับอนาคตตัวเอง และเริ่มแพ้เกสรต้นสน

วันที่ต้องไปช่วยงานที่เมได งานวิชาการเกือบสุดท้ายก่อนกลับไทย ที่อาจารย์เล่นเพลงนี้ให้อาจารย์มิมุระก่อนเกษียณแล้วย้ายไปที่ ม.มุซาชิโน่ เป็นช่วงที่ขนของจากห้องแลปกลับมาแพคที่บ้าน

กลับไทยละ… วันแรกๆ ที่กลับไทยที่ กทม เปิดทีวีรายการนี้พอดี เพลงติดหูมาก

ไม่แน่ใจว่าเพลงนี้เข้ามาอยู่ใน list ได้ยังไง แต่เพลงนี้ก็จะทำให้นึกถึงเดือนเมษา ช่วงที่กำลังกลับบ้านใหม่ๆ เผชิญกับเรื่องราวหลายอย่างที่ไม่ได้ตั้งตัว กับอนาคตที่ยังไม่แน่ใจ ใกล้ๆ สงกรานต์

หลังสงกรานต์ เพลงนี้นึกถึงตอนไปค่าย พสวท. ม.ปลาย ที่ระยองในช่วงที่กำลังเคลียร์ใจตัวเองจาก Reverse Culture Shock และกำลังปรับตัวกลับคืนที่ไทย (เข้าใจว่าติดเพลงนี้มาจากแถวบ้านเปิดเพลงดังมากช่วงสงกรานต์)

ช่วงกำลังจะไป กทม. ดูเรื่องขอบคุณที่รักกัน ดนตรีโดนดี

ช่วงยังว่างงาน ไปดูฉลาดเกมส์โกง หนังที่ดูแล้วปวดหัวโคตร (แต่ก็สนุกมากเช่นกัน)

จริงๆ เพลง Hologram นี้ติดมาตั้งแต่ตอน 2016 ปลายๆ ปี แต่มาหาเวอร์ชัน Live และเป็นเพลงที่แวบให้นึกถึงช่วงใกล้ AMM

เพื่อนเก่าๆ จากจุฬามางาน AMM เดือน พ.ค. ต้องหาที่เที่ยวที่กิน เลยเปิดเจอพอดี

submit ไป JCDCGGG กำลังคิดเรื่องจองตั๋ว เลยฟังเพลง ANA

เพลงที่ฟังที่ กทม ไปประชุมสรุปค่าย พสวท. ไป กทม ครั้งสุดท้ายก่อนวันสัมภาษณ์งาน

ด้วยความคิดถึงโตเกียว ชีวิตจะเป็นยังไงก็ยังคิดถึงโตเกียวอยู่ดี

หลังจากได้งานแล้ว เดือนกรกฎา ก็คงเป็นเพลงฟังช่วงเริ่มทำงานแรกๆ ละ

กลับบ้านมาบ่ายๆ จากไหนสักที่ เจอรายการร้องเพลงลูกทุ่งพอดี เพลงเข้ามาแวบตอนนอนเพลินๆ เลยติดหูไปเฉย

ช่วงใกล้เปิดเทอม ปลาย ก.ค. น่าจะเป็นช่วงเปเปอร์ JCDCGGG Accept แล้ว เพลงนี้เด้งมาพอดี

ต้นสิงหา เปิดเทอมแล้ว สอนสองวิชา เริ่มตรวจควิซ การบ้านกองโต

เมไดอัพมา เพิ่งเปิดดูอีกรอบด้วยความระลึกถึงซุป

ก่อนไป Conference ที่โตเกียว เพลงรำวงโอโดริช่วงหน้าร้อนของโอลิมปิกดังพอดี

บางครั้งเราก็ต้องรักตัวเองบ้าง

ไปเจอเพลงจากน้องเบย์ กวนกาละแมกัน ช่วงใกล้ๆ ก่อนไปคอนที่ญี่ปุ่น

งานคอน JCDCGGG ปลายสิงหา ต้นกันยา อยู่ที่ญี่ปุ่น ไปร้องคาราโอเกะในคืนหลังงาน Banquet Party กับน้องโอชิโอะและน้องนิชิดะ

กลับจากญี่ปุ่น เป็นเพลงที่ทำให้คิดถึงการไปญี่ปุ่นรอบนี้

กลับมาจากญี่ปุ่นปุ๊บก็ต้องซ้อมร้องเพลงงานเกษียณ

ช่วงที่ไม่ถึงกับสุข ทุกข์ที่ไม่ถึงกับเศร้า ที่ติดอยู่ในห้องหนึ่ง ยังคงว่างเปล่ายังสะท้อนเรื่องราวฝังใจ…

เพลงบ้าอะไรไม่รู้ ฟังแล้วคือติดหู แถมผับแถวบ้านเล่นเพลงนี้แม่งทุกกกวัน ช่วงที่ฟังบ่อยๆ คงเป็นช่วงไป Weekend Science ก่อนสอบปลายภาค

เมื่อมีเพลงนี้มา มันก็จะมาต่อกัน – -”

และก็เพลงนี้

เพลงสุขภาพดี ไปฟังมาจากโรงเรียนที่ไปค่าย Weekend Science ต้น พ.ย.

สัปดาห์เริงปอยก่อนสอบของเด็กๆ ไปนั่งฟังดนตรีอินดี้ เพลงนี้ก็ติดหูมาอีก (มาเปิดอีกทีตอนตรวจข้อสอบ)

สัปดาห์สอบไฟนอลสัปดาห์แรก สิ้นเดือน พ.ย. พร้อมตรวจข้อสอบ

สอบไฟนอลเสร็จแล้วก็ทำคะแนนเด็กๆ ไป

เพลงติดหูช่วงก่อนไปงานแต่งงานพลอย

คิดว่าของปี 2017 น่าจะจบไว้แค่นี้ ส่วนเพลงที่เหลือก็คงให้ตกตะกอนอีกหน่อย แต่ก็ช่างมันเหอะ
ไว้จะมา Pin ของเพลงปี 2018 ต่อว่าปีหน้าจะเป็นยังไง

ปีที่แล้ว (2016) เป็นปีที่สุขภาพใจไม่ค่อยดีตั้งแต่ต้นปี ส่วน 2017 จะว่าไปก็เป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตมากมาย ถือว่าเป็นปีที่ดีก็แล้วกันนะ… ไว้เรามาสรุปกันอีกทีในช่วงปลายๆ ปีกัน ~

先生のダイアリー2:ความเนียน

ชีวิตเฟรชชี่เป็นได้ครั้งเดียวฉันใด ชีวิตอาจารย์ใหม่ก็เป็นได้ครั้งเดียวฉันนั้น

(ประโยคนี้ไม่มีใครพูดหรอก เรานี่แหละพูดเอง :P)

ในฐานะอาจารย์ใหม่ที่ห่างหายจากการสัมผัสความเป็นวัยรุ่นมานาน (ราวๆ 10 ปีแหนะ) เราเลยคิดหลายตลบและคิดมาหลายวันละว่า เราควรมีการได้ไปสัมผัสคลุกคลีกับวัยรุ่นยุคใหม่ที่กำลังจะต้องไปสอนแล้ว ในความหลังความทรงจำของการที่ผ่านการถูกรับน้อง และเป็นคนจัดรับน้องมาก่อน เราก็โหยหาความทรงจำเก่าๆ เมื่อครั้งสิบปีที่ผ่านมา

มานั่งคิดดู การเป็นอาจารย์ใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักในปีแรก จะเป็นปีเดียวและโอกาสเดียวเท่านั้นที่จะไป [เนียน] ได้ (เป็นต้นว่า ปีที่ผ่านมาไปเป็นพี่บัณฑิตค่าย พสวท. ม.ปลายแล้ว ดังนั้นอย่างน้อยปีหน้าก็จะเจอพวกเด็กเหล่านั้นแน่นอน, ปีนี้ถ้าได้สอนเด็กวิทยา ปีหน้าเนียนได้ไม่เนียนแน่ๆ)… นอกจากการอยากไปเรียนรู้ว่าเด็กๆ รุ่นใหม่เป็นยังไงแล้ว (จะได้รับมือกับการสอนเทอมที่จะถึงนี้ได้) สิ่งที่คิดคือ การไปทำกิจกรรมอะไรแบบนี้ก็เป็นการทดสอบสมมติฐานที่มีคนกล่าวไว้ว่า เราเป็นคนหน้าเด็ก (ยกตัวอย่างเช่น คุณน้าร้านอาหารไทยที่โตเกียวเคยบอกว่า หน้าอย่างนี้สอนหนังสือใครจะเชื่อเนี่ย ฮาาาาาา ~)

ด้วยไอเดียนี้ จึงนำไปสู่การไปเป็น [อาจารย์เนียน] สำหรับกิจกรรมรับน้องปีนี้

เรื่องราวเริ่มจากหลังวันสัมมนาภาควิชาฯ หลังลงมาจากบนดอยก็กำลังคิดสองจิตสองใจว่า อืม จะไปส่องงานรับน้องคณะดีไหม (10 ปีพอดี และเป็นปีแรกที่ได้ไปส่องรับน้องหลังจากไม่ได้ไปเกี่ยวข้องมาราวๆ ห้าปี) หรือ…จะกลับไปนอนที่บ้านต่อดี… ท้ายสุดความโหยหาความหลังชนะเลิศ จึงนำไปสู่เรื่องราวอันยุ่งเหยิงในครั้งนี้

IMG_4477.JPG

แรกพบแลกของ
เริ่มต้นวันนี้เป็นวันแรกพบแลกของของคณะ หลังจากรถตู้แลนดิ้งไปถึงที่ภาคและตัดสินใจไปแล้ว เราก็เลยเดินไปนั่งเนียนๆ นั่งดูเด็กๆ เตรียมงาน นั่งคิดนู่นนี่นั่นไป นั่งรอดูว่าจะมีใครมาทักว่าเป็นเพื่อนไหม… ไม่มีจ้า.. จริงๆ ณ ตรงนั้นมีเด็กปีหนึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ แต่เรายังเหนียมอายไม่กล้าทัก พอดี…มีน้องเดวิลมาติดกับหนึ่งคนคือ น้องอิงค์ !! มาชวนคุย เอาล่ะ เราก็เล่นตามน้ำเลยสิ

กำลังตามน้ำอยู่ได้สักพัก …

น้องลี เดวิล 51 เดินมาสวัสดีจากระยะไกล… นึกในใจว่า อ้าว หายนะละ… – -” เลยรีบส่งซิกว่า นี่กำลังเนียนๆอยู่ มันก็ไม่หยุด TT โอเค งั้นเราก็ต้องแก้สถานการณ์ด้วยการลุกหนีไปคุยกับน้องลี

ช๊อตหลังจากนั้นเริ่มคิดหนักว่าจะเล่นต่อดีไหม… ไปเจออาจารย์พี่เอ่เอ๊กับอาจารย์พี่หนุ่ยไปเดินส่องดูเด็กๆ พอดี เลยเข้าไปเม้าละถามว่า เออ ทำไงดีนะ เพราะถึงเวลาลงทะเบียนแล้ว แต่ถ้าไปลงทะเบียนก็จะแจ๊คพอตแน่เพราะเราก็ไม่มีชื่อ แต่ถ้าไม่ไปก็จะไม่ได้ของมา พี่เอ๊เลยชี้ทางสว่างให้ไปขอป้ายชื่อจากโต๊ะป้ายชื่อ เลยเข้าไปขอว่า

“นักศึกษาครับ อ.ขอป้ายชื่อหน่อย”

ดังนั้นในช๊อตแรกก็จะมีกลุ่มนักศึกษาปีสองที่รู้ละว่าจะไปเนียน >_< ปัญหาคือ จะเขียนรหัสอะไรดี… รู้มาว่าปีนี้ปีหนึ่งมีเด็กมา 595 คน ถามนักศึกษาว่าอาจารย์เอารหัสอะไรดีอะ… นักศึกษาก็บอกมาว่า เออ เด็กไม่รู้จำนวนคนอะครับ ก็เลย…งั้นบวกหนึ่งละกันนะ… ได้รหัส 596 มาไว้ในอ้อมกอดอ้อมใจ 😛

หลังจากนั้นก็เป็นช่วงว่างๆ เวิ่นๆ เราก็นั่งชิวๆไปจนกระทั่งเดวิลเรียกไปรวม… จริงๆเป็นช่วงที่ก็ลังเลอยู่จะไปเล่นต่อดีไหม แต่เอาวะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลุย…

img_4481.jpg

แอบส่องจากมุมมองของเด็กน้อย ถถถ+

นั่งเล่นไปกับเด็กๆ จนถึงแบ่งแฟม เนื่องจากรหัสเรา 596 เราก็จะอยู่ แฟม 96 ก็นั่งๆเนียนๆทำความรู้จักกับเพื่อนในแฟม จนกระทั่ง พี่ๆ เดินมาแจกป้ายชื่อที่เขียนไว้ตอนแรก ให้กรอกข้อมูลหลังป้ายชื่อ เราก็ อ้าว หายนะละสิ เลยรีบหนีออกจากงานเพื่อแก้สถานการณ์ก่อน (บอกเพื่อนแฟมว่ารีบออกไปธุระ 555)

วิ่งหนีออกไปก็ไปเจอพี่เอ่เอ๊ พี่หนุ่ย ก็หนีไปนั่งฟังว่าเด็กๆ สโมชี้แจงอะไรให้น้องๆ บ้างอยู่ข้างนอก จนถึงช๊อตที่กำลังจะกลับ ตอนนั้นตั้งใจจะเลิกเล่นแล้ว เพราะถ้าต้องเล่นก็ต้องไปในมอตั้งแต่เจ็ดโมงไปทำกิจกรรม (เอาวันตื่นสายของช้านนนคืนมาาาาา T__T) แต่.หลังจากพี่เอ๊กล่าวโอวาทด้วยหน้าตาไซโคดีกรี 500

“ถ้าเธอจะเล่นก็เล่นมันให้สุด เนี่ย ป้ายชื่อก็เขียนมาแล้ว เปลืองค่าพิมพ์ไปกี่บาท… เลิกกลางคันแบบนี้ไม่ได้อะไรหรอกเธอ”

ด้วยประโยคนี้เราก็เลย อ่ะ ลุย! (ด้วยความกลัวออร่าของพี่เอ๊ ถถถ+) เลยหนีกลับขึ้นไปใหม่ เอาป้ายชื่อไปให้น้องลีฝากไปเคลือบ แล้วตั้งเจตนารมณ์ว่า พรุ่งนี้เจอกันจ้า….. เสร็จงานนี้ก็มานั่งทำงานต่อที่ office นิดหน่อยแล้วก็เตรียมตัวเข้าสู่กิจกรรมต่อไปในวันรุ่งขึ้น ….

ค่ายใต้ผืนฟ้า ชายคาเหลือง

(เมื่อก่อนมีคำว่า ในเมืองอะตอมด้วย ตอนนี้ไม่น่าจะมีละ)

หลังจากตัดสินใจว่าจะมาค่ายใต้ผืนฟ้า วันนี้ก็เลยต้องตื่นเช้า (มาก T_T) เพื่อไปค่ายใต้ผืนฟ้า ไปถึงก็ไปเอาป้ายชื่อที่เคลือบ น้องๆ โต๊ะลงทะเบียนก็แบบ จะยกมือไหว้ละ (คิดในใจ อย่าน้าา)

เราก็ไปร่วมกิจกรรมตอนเช้าตามประสาเด็กปีหนึ่ง สอนคอมโบ ก็เหมือนกับการทบทวนท่าที่ลืมไปละ แล้วก็เดินเวียนฐานต่างๆ การเวียนฐานกิจกรรมต่างๆ ก็ย้อนความทรงจำกลับไปสมัยปี 1 เมื่อสิบปีก่อน ต่างกันตรงที่วัยที่เปลี่ยนไป ในระหว่างกิจกรรมก็เจอเพื่อนๆ แฟมข้างๆ ก็เนียนคุยไปเสมือนเป็นเพื่อนๆ

กิจกรรมรอบนี้ไม่รู้มีใครไปสั่งเมเจอร์ที่ฐานให้จัดหนักไหม เพราะว่าทุกฐานดูเหมือนพี่ฐานก็จะเพ่งเล็งที่เราเป็นพิเศษ และจากการไปเข้าฐานต่างๆ มา เราก็ได้มงกุฏและสายสะพายขวัญใจเมเจอร์ต่างๆ มาถึงสามอันเลยนะ !!!! (ตอนสมัยเป็นนักศึกษาไม่เคยได้สักอัน ฮาาาา)

20248074_1500624723330319_3278073376432367172_o.jpg

รางวัลสายสะพายจากภาค Geo. (ภาพจาก GSSC Studio)

IMG_4519.JPG

สายสะพายที่ได้มาสามภาค lol
ระหว่างการเข้ากิจกรรมก็ไม่มีใครทักอะไรเราเลย แต่ความลุ้นก็เกิดขึ้นตอนที่กำลังไปภาค Math พอดี บังเอิ๊ญญญ บังเอิญไปภาค Math ตอนช่วงที่กำลังจะต้องกินข้าวเที่ยงพอดี T_T” แสดงว่าต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการอยู่ที่ภาค Math ที่เราทำงาน จังหวะที่เดินไปที่ภาค Math หนีไปเข้าห้องน้ำ ก็เจออาจารย์พี่ฝนน้อย ก็คิดว่า ช่วงที่ Math จะอยู่หรือจะหนีดี หรือไขกุญแจไปนั่งใน ofiice รอเลย ถถถ+ แต่ท้ายสุดก็กลับมาเล่นเกมส์ปั้นน้ำเป็นตัวจนได้โดนแอบถ่ายตอนอยู่ที่ฐาน Math

20232292_690666997793094_6904336529509145129_o.jpg

โดนแอบถ่ายตอนอยู่ที่ฐาน Math (ภาพโดยชมรมโฟโต้)
ที่ฐาน Math นี่ก็มีนักศึกษาบางส่วนที่เจอหน้ากันแว้บๆ คือน้องกวิน (เด็กปี 4) จังหวะที่สบตากันคือ น้องคงคิดว่านี่ทำอาร๊ายยย แต่เรารู้กัน มองหน้าแล้วเข้าใจกันว่า ห้ามมาเฉลยนะ 😛 ช่วงทำกิจกรรม กินข้าวเที่ยงเราก็เดินแวดๆหวันๆ แถวเด็ก Math เด็ก Math จะมองหน้าเราแบบแปลกมาก นับว่ายังเป็นบุญมากที่บอร์ดอาจารย์ภาคยังไม่มีรูปเราติดอยู่ที่บอร์ด

IMG_4487.JPG

น้องณัฐ 596 ถ่ายกับเพื่อนแฟมและพี่แฟม 96 (เค้าขอโต้ดที่หลอกลวง /|\)
กิจกรรมค่ายใต้ผืนฟ้านี้ เราก็ไปร่วมกิจกรรมประดุจเป็นน้องปี 1 ยอมให้ทุกคนกระทำการปะแป้ง สาดน้ำเต็มที่เลย ที่ฐาน IC มีเพื่อนแฟมข้างๆ มาโปะแป้งเราด้วยแบบจัดเต็มเลยทีเดียว 5555

S__4505605.jpg

แป้งนี้ที่ IC >_<

เล่นกิจกรรมไปเรื่อยๆ ไปถึงฐานหลีด เจอกับ รักษ์ เพื่อนหลีดที่ยังมาดูน้องๆอยู่ มองหน้าปุ๊บก็เข้าใจกันว่าทำอะไรอยู่ ถถถ+ จนกระทั่งเสร็จกิจกรรมด้วยความยม แล้วก็มารอที่ลานอะตอมเพื่อเข้ากิจกรรมต่อไป ระหว่างเดินไป เพื่อนแฟมข้างๆก็ตบหลังแบบ ป้ะๆ ไปนั่งกันๆ อ่า เราก็ไปกันเถอะๆ

กิจกรรมหลังจากเสร็จการเข้าฐานก็เป็นเกมส์ถอดโค้ด มีเกมส์นึงเด็กต้องคิดเลข แต่ก็คิดช้า ก็เห็นแล้วก็อดไม่ได้ไปช่วยคูณเลขด้วยนิดนึง ต่อด้วยกิจกรรมเตรียมการเฉลย ระหว่างนี้มีน้องอยู่คนนึงมาทัก

“นี่ๆ นาย ถามจริงๆนะ นายอายุเท่าไหร่เนี่ย”

ด้วยความที่ยังไม่ได้เฉลย และกำลังต้องจะเฉลยในไม่ช้า เลยบอกไปแบบชะงักๆว่า

“เออ เรา 19 อยู่อะ นี่เราหน้าแก่ขนาดนั้นเลยหรอ แล้วนายคิดว่าเราอายุเท่าไหร่ล่ะ”

ยังดีที่คำตอบออกมาคือ ประมาณอายุ 21 ปี (เย่ๆๆๆ)

หลังจากนั้นก็ถึงช่วงการเฉลยพี่เนียนจาก Devil ซึ่งจริงๆแล้ว Devil มีพี่เนียนอยู่แล้ว 3 คน เราได้เตี๊ยมกันไว้กับน้องตี้เดวิล ซึ่งแชทมาหาเราในคืนวันแรกพบ (ว่าพี่จะมาเนียนไหมวันพรุ่งนี้ จะเฉลยไหม ซึ่งแน่นอน เพื่อความสนุกเราก็ร่วมกับเดวิลอยู่แล้ว ฮาาา) ระหว่างเฉลยพี่เนียน น้องที่นั่งข้างๆ กันก็หันมาคุยแบบช๊อค เราก็ตามน้ำไปสิ เอออออ เนียนมากเลยเนอะะะะ …

IMG_4493.JPG

สามพี่เนียนของปีนี้ สังเกตว่าข้างหลังมีสายรุ้งด้วยแหละ

ไฟหลังจากเฉลยพี่เนียนสามคนแรกที่พีคแล้ว เดวิลก็เฉลยต่อว่า มีอาจารย์มาเนียนในนี้ด้วยนะ ทุกคนมีเสียงช๊อคแบบเหห คนนั่งข้างๆ ก็หันไปทางอื่น ไม่รู้ว่าใคร และในที่สุดเราก็ลุกออกไปเฉลยในที่สุด ท่ามกลางความช๊อคของคนทั้งคณะ (เพราะว่ากลั่นแกล้งเราไว้เยอะ ฮือออ) การที่คนช๊อคกันก็อาจสรุปได้ว่า สมมติฐานที่เราตั้งไว้ก็ยังจริงที่ว่าไปเนียนกับน้องได้ ถถถถ

เสร็จจากการเฉลยก็ไปกินข้าวเป็นการปลอบใจกับน้องในแฟมที่ไปเนียนมา ส่วนเด็กที่ปะแป้งและตบหลังก็เข้ามาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ซึ่งเราก็ชิวๆ เพราะการเลือกมาเป็นพี่เนียนนั้นก็ต้องทำใจยอมรับความโดนตบ ความเลอะเทอะที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ถถถ+

เสร็จจากการเฉลย กินข้าวแล้ว ก็แวะไปส่องเด็กเตรียมตัวจุดไฟอะตอมดังที่จุดกันมาทุกปี ซึ่งไม่ว่าจะปีไหนก็ยังคงมีความประทับใจเช่นเคย ปิดท้ายงานด้วยการไปผูกข้อมือให้น้องๆ ที่ร่วมชะตากรรมเนียนมา ส่วนสายรหัสเราหรอ…ปีนี้ไม่มีสายรหัสที่เป็นรหัส 60 (เพราะรหัสสุดท้ายคือ 595) แต่เรายังมีน้องชมพู่ สายรหัสของเราที่ทำงานสโมให้ผูกข้อมืออยู่ ถือเป็นการจบการเนียนอย่างสมบูรณ์แบบ

 IMG_4512.JPG
ไฟอะตอม 60 สัญญาณแห่งการเริ่มต้นของเด็กใหม่ และอาจารย์ใหม่ 😀

สรุปแล้วมาเนียนแล้วได้อะไร

การไปเป็นพี่เนียนรอบนี้ของเรา ผ่านการลังเลว่าจะทำดีไหม หรือว่าไม่ทำดีหลายรอบมาก จนในที่สุดก็ตัดสินใจลุย และก็ผ่านมาอย่างสนุกสนาน กิจกรรมนี้ทำให้เราได้ย้อนวัยอีกครั้ง ไปอยู่ในจุดที่ไปทำกิจกรรมแบบเด็กๆ ลุยแบบเด็กๆ แต่ในอีกมุมที่เคยเป็นคนจัด ผ่านโลกมาหลายรอบ ก็เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งก็จะได้นำข้อเสนอแนะต่างๆ ไปแนะนำ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาในโอกาสต่อๆ ไป

ในช่วงที่กินข้าว เจอเพื่อนๆ เราก็แอบสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลมามากหลากหลาย แอบหลอกถามรุ่นพี่เรื่องการเรียน เรื่องเรียนแคล (พี่แฟมเราบอกว่าติดใจแคล Sec อาจารย์พี่ต่าย หนูลงทั้งแคล 1 แคล 2 เลยค่า 5555+) เรื่องกิจกรรม คำถามที่ถามรุ่นน้องหลักๆ ก็ทำนองว่า ทำไมถึงเลือกเรียนวิทยา ทำไมถึงเลือกเรียนที่ ม.ช. มีความฝัน อนาคตแล้วหรือยังว่าอยากทำอะไร คำตอบก็หลากหลายมาก ตั้งแต่อยากเป็นนักวิจัยตั้งแต่เด็กเล็กแล้ว หรือบางส่วนก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี ดังนั้นในฐานะรุ่นพี่ ก็อยากแนะนำให้หารีบเป้าหมายของชีวิตให้เจอ แล้วรีบพัฒนาศักยภาพในช่วงเวลาที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยก่อนออกไปสู่โลกกว้างข้างนอก ซึ่งในความเป็นอาจารย์ ก็ต้องช่วยกันคิดหาวิธีที่จะช่วยกันพัฒนาเด็กๆ ของเราด้วยอีกทางหนึ่ง

ในฐานะอาจารย์ การมาเล่นอะไรแบบนี้หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นการทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือไหม บางทีเราก็คิดเหมือนกัน แต่เราก็คิดอีกมุม การสร้างความคุ้นเคยกับเด็กๆก่อนสอนจริงก็อาจจะทำให้เราสอนเด็กๆ ได้ง่ายขึ้น รู้แล้วว่าเด็กๆ เป็นยังไง อย่างน้อย ณ ตอนนี้ เราก็ได้ข้อมูลบางส่วนเตรียมพร้อมไว้สอนแล้ว….ดังนั้น เปิดเทอมนี้เราก็จะมาพยายามเรียน (และสอน) ไปด้วยกันนะครับ 😉 ~

まとめ。。ท้ายสุดนี้

ในฐานะรุ่นพี่รหัส 50 รุ่น Ruthenium ขอต้อนรับน้องใหม่รหัส 60 รุ่น Xenon สู่คณะวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แล้วเจอกันนะครับน้องๆ

และ

ในฐานะอาจารย์ ก็ขอต้อนรับนักศึกษาสู่คณะวิทยาศาสตร์ แล้วเจอกันเทอมนี้กับแคลหนึ่งนะ หึหึหึ ~

หมายเหตุ

ปล. 1 เรื่องของการเนียนในค่ายใต้ผืนฟ้า ก็ให้จบลงที่ค่ายใต้ผืนฟ้านี้ ส่วนเปิดเทอมก็จะเป็นอีกร่างอวตารของเราแล้วล่ะน้าาาาา ~
ปล. 2 ณ เวลานี้ก็เจียมสังขารตัวเองแล้ว เพราะว่า ณ ตอนนี้ เต้นคอมโบเพลงเดียวก็เหนื่อยมากละ T_T
ปล. 3 พูดถึงเรื่องแฟม ปีนี้ครบรอบ 10 ปี สู่ปีที่ 11 ของการมีระบบ Family พอดี เป็นระบบที่เริ่มสมัยเราอยู่ปี 1 เนื่องจากตอนนั้นมีข่าวว่ารุ่นเราจะรับเด็กวิดยามา 1200 คน เลยกลัวจะไม่มีพี่รหัส เลยมีระบบแบบนี้มาเพื่อรองรับการไม่มีพี่รหัส (แต่ท้ายที่สุดรหัสเราก็แปดร้อยนิดๆอยู่ดีแหละ)

先生のダイアリー1:ยินดีต้อนรับน้องๆ สู่โลกจำลอง ตอนที่ 1

จริงๆ ตั้งใจว่าอยากจะเขียนเรื่องทำนองๆ นี้ในช่วงที่เด็กๆ นักศึกษาใหม่เข้ามาแล้ว แต่เนื่องจากกลัวว่าช่วงใกล้ๆ นั้นจะมีงานต่างๆ ที่รุมเร้าจนลืม ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลยเขียนไว้ ณ ตอนนี้เลยก็แล้วกัน (ซึ่งจะมีคนอ่านของแกด้วยหรออออ..)

เมื่อสิบปีที่แล้วสมัยที่เรายังเป็นปีหนึ่ง เรามีความสนุกสนานกับชีวิตเฟรชชี่ แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น จนกระทั่งมาอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งผ่านชีวิตการเป็นนักเรียนนักศึกษาอย่างสดๆ ร้อนๆ ก็ตื่นเต้นกับบทบาทใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามา นักศึกษาใหม่ที่กำลังจะเข้ามาก็จะกลายมาเป็นลูกศิษย์ (ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราก็ต้องตื่นเต้นกับการเป็นรุ่นพี่ที่จะมีรุ่นน้อง แต่เนื่องจากเราถือว่าอายุยังไม่มาก อาจจะพอเป็นรุ่นพี่ได้บ้าง ซึ่งใครๆ เค้าก็ว่าหน้าเราก็เนียนเป็นเด็กนักศึกษาได้อยู่นะ ฮี่ๆๆ) มานั่งคิดดูตอนนี้ก็พบว่า มันเป็นช่วงที่โลกเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมากจนหลายอย่างเราก็ชักจะตามไม่ทัน เมื่อมองย้อนกลับไปจากเวลานี้ ก็มีเรื่องหลายอย่างที่มานั่งเสียดายอยู่ว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะ…..”

เพื่อไม่อยากให้น้องๆ พลาดขบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก วันนี้เลยอยากมารับน้อง (ที่ไม่ใช่ว๊ากน้อง) ด้วยการเล่า (และเตือน) ให้น้องๆ ฟังว่า น้องๆ ที่กำลังจะเข้าสู่ “โลกจำลอง” ควรจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้พร้อมกับการก้าวออกจาก “โลกจำลอง” สู่ “โลกแห่งความเป็นจริง” ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เนื่องจากมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะมากมาย เลยขอแบ่งเป็นตอนๆ หลายๆ ตอนไว้หน่อยก็แล้วกันสำหรับตอนแรกนี้ ขอเสนอเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ….

เรื่องของภาษา

 

เมื่อสมัยสิบปีที่แล้ว การไปต่างประเทศ (เอาเป็นว่าแค่เที่ยวละกัน) เป็นเรื่องที่เราคิดว่าใหญ่มากๆ การไปต่างประเทศได้นั้นดูเป็นเรื่องที่ไฮโซมาก สมัยนั้นโปรแกรมแลกเปลี่ยนต่างๆ ยังไม่ได้อู้ฟู่เหมือนกับปัจจุบันนี้ (หรืออาจจะมีแต่เราไม่รู้สินะ T_T) สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ เราสามารถไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น มีโปรแกรมแลกเปลี่ยนต่างๆ เยอะแยะมากมาย ตั๋วเครื่องบินราคาก็ถูกลงมาก การไปต่างประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้เห็นว่า นอกประเทศไทยเค้ากำลังไปถึงไหนแล้ว… ดังนั้นหากเราไม่รวย (เช่นตัวผู้เขียนนี่แหละ ถถถ) ทางที่จะไปได้คือ ทุนต่างๆ ที่สนับสนุนเรา และสิ่งที่จะทำให้เราไปต่างประเทศได้อย่างราบรื่นก็คือ “ภาษา” นั่นเอง

ราเชื่อว่าหลายๆ คนมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ อย่างน้อยก็การพูดภาษาอังกฤษ แต่เนื่องจากเราไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ เวลาที่อาจารย์บอกให้ฝึกภาษา เรามักจะมีความเพิกเฉยว่า ช่างมันเถอะ ปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ ชิวๆ กว่าเราจะรู้ตัวในเวลาที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษจริงๆ ก็อาจจะสายไปแล้ว

สถานการณ์ปัจจุบันนี้ อยากบอกให้น้องๆ ได้รับทราบว่า การสมัครงานในหลายๆ ที่ ต้องการผู้สมัครที่มีคะแนนภาษาอังกฤษพอสมควร เพื่อวัดศักยภาพการใช้ภาษา (สายไม่วิชาการก็จำพวก TOEIC, สายวิชาการใครคิดจะเรียนต่อหรือทำงานในมหาวิทยาลัยก็ต้องใช้คะแนน TOEFL/IELTS หรือถ้าคิดจะเรียนในประเทศเองก็ยังต้องการคะแนนจำพวก CU-TEP/ CMU e-Tegs) ดังนั้นโลกปัจจุบันเราหนีภาษาอังกฤษไม่พ้นแน่นอน !

แล้วเราจะเตรียมรับมือกับเรื่องภาษาอังกฤษอย่างไรดี?

อย่างน้อยๆ น้องๆ มีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องภาษาในมหาวิทยาลัยราวๆ สี่ปี ก่อนออกไปเผชิญโลกกว้าง …. ในความคิดเห็นของพี่ เรื่องภาษาเป็นเรื่องของน้ำซึมบ่อทราย มันยากมากที่เราจะพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาพ่อแม่ให้ได้ภายในเวลาอันสั้น ดังนั้นภาษาคือเรื่องที่ต้องสะสมวันละนิดวันละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราอาจจะนึกคือ แล้วเราจะหาโอกาสไหนในการใช้ภาษาอังกฤษดีล่ะ

วันนี้เราจึงขอเสนอแนะแนวทางง่ายๆ หาได้ในมหาวิทยาลัย ดังนี้

  1. หาเพื่อนชาวต่างชาติ ทุกวันนี้ในมหาวิทยาลัย (เอาง่ายๆ ม.ช. เรานี่แหละ) มีนักศึกษาต่างชาติเยอะขึ้นกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วมาก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร Bio ก็เจอนักศึกษาต่างชาตินั่งกินข้าวแบบสไตล์ไทย ดังนั้นหากมีโอกาส อยากให้กล้าเข้าไปพูด เป็นเพื่อนด้วย อย่างน้อยก็เซย์ไฮ แล้วเดี๋ยวทักษะก็จะตามมาเอง
  2. แต่จากข้อหนึ่ง อาจมีคนเถียงในใจก็ได้ว่า ใครจะกล้าไปคุยในโต๊ะอาหารล่ะ ! เราก็ขอเสนอทางเลือกที่ง่ายกว่าข้อ 1 นั่นก็คือ การสร้างบรรยากาศภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ

    เมื่อสมัยที่พี่เรียน ป.โทที่จุฬาฯ เป็นช่วงที่พี่อยู่กับเพื่อนที่ไปเรียนด้วยกันอีกสองคน มีอยู่วันนึงเรานึกครึ้มใจกันว่า น่าจะถึงเวลาที่จะเริ่มพัฒนาศักยภาพสู่สากลได้แล้ว เราจึงคิดกิจกรรม “English Speaking Day” กันในห้องนอนของเรา ทุกวันพุธเราจะพูดสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษ มีกฏง่ายๆ คือ พูดภาษาอังกฤษ ใครหลุดพูดภาษาไทยจะต้องจ่ายค่าปรับครั้งละ 5 บาท เมื่อทดลองครั้งแรกปรากฏว่าสนุกมาก และได้ผลดี เราจึงขยายไปเป็นสองวันต่อสัปดาห์

    สรุป ทำกิจกรรมนี้ไปได้ราวๆ หนึ่งปี มีเงินในกระปุกออมสินพอที่จะจ่ายค่าไฟได้หนึ่งเดือน 😛 เป็นเรื่องขำๆ กัน ถ้าถามว่าทำแล้วมีประโยชน์อย่างไหม? ก็ขอบอกว่า มีประโยชน์มาก อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกให้พูดภาษาอังกฤษได้อย่างไม่เคอะเขิน ถึงแม้จะพูดถูกบ้างผิดบ้าง แต่การเริ่มต้นที่จะเปิดปากพูด ก็จะทำให้เราคุ้นชินกับการพูด และเกิดแรงบันดาลในให้ฝึกทักษะอื่นๆ ต่อไป

ทุกวันนี้ตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้ถือว่าเมพในการใช้ภาษาอังกฤษมาก แต่เราก็ประเมินว่าน่าจะสามารถใช้ในการสื่อสารใช้ในงานวิชาการได้ ใช้สนทนากับเพื่อนชาวต่างชาติได้อย่างสนุกสนาน และก็ยังต้องพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่อยากจะบอกให้น้องๆ ได้คิดไว้ก็คือ การเรียนภาษาอังกฤษนั้น ไม่ได้จบแค่คอร์สที่มหาวิทยาลัยบังคับสี่ตัวหกตัวเท่านั้น การเรียนภาษาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนรู้นอกห้องเรียน ดังนั้นจึงควรหาโอกาสที่ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้เสียดายมาเสียดายในภายหลังว่า “รู้งี้นะ…..”

 ท้ายสุดขอฝากไว้ให้คิสนิสนึงว่า ตอนนี้เราเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว

  1. เรามีความเข้าใจมากเพียงใดเกี่ยวกับการเปิดประชาคมอาเซียน นอกจากการรู้จักเมืองหลวง ธงชาติของประเทศในอาเซียน
  2. เราตระหนักหรือไม่ว่าประชาชนในประชาคมอาเซียนชาติอื่นๆ จะมาแย่งงานของเราไป

หากยังนึกคำตอบไม่ออก ก็อยากให้ลองชมสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงในอีกสิบปีข้างหน้า อย่างน้อยอยากให้ลองตั้งคำถามว่า เราจะยืนอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้

ปล. 1 นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ปัจจุบัน เรื่องของภาษาที่สาม ภาษาที่สี่ ก็เริ่มจะมีบทบาทในแง่ที่ว่า รู้เยอะกว่าได้เปรียบ ประเด็นนี้จะไว้มาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อๆ ไป (ถ้ามีคนอยากอ่านนะ ถถถ)

ปล. 2 รูปบนปกนี่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่ประการใด แค่อยากรำลึกความหลังเมื่อสิบปีที่แล้วแค่นั้นเอง lol

ในตอนต่อไป ก็จะมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยี ในเชิงที่ว่า เราควรเรียนรู้อะไรก่อนไปเผชิญโลกกว้างบ้าง… ไว้ติดตามกันนะครับ ~

เรื่อยไปในโตเกียว 23 : ปัจฉิมบท

ในที่สุดซีรีส์ 「เรื่อยไปในโตเกียว」ก็เดินทางมาถึงบทสุดท้ายพอดี พร้อมกับการสำเร็จการศึกษาของเราที่ประเทศญี่ปุ่น (สักที เย่ๆ)

เป็นธรรมเนียมที่เวลาเราจะจบการศึกษาในแต่ละระดับ (ตรี เคยทำไว้ที่ สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา, โท เคยทำไว้ที่ สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา (ภาค ป.โท) ) เราจะสรุปว่า ในแต่ละระดับทำอะไร และได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ดังนั้นสำหรับเรื่อยไปในโตเกียวตอนสุดท้ายนี้ ซึ่งเป็นตอนพิเศษ เราก็จึงถือโอกาสสำรวจตน หลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งก็เหมาะสมที่จะเป็นตอนจบสำหรับซีรีส์ชุดนี้ 〜

จริงๆ แล้วเราควรต้องจบซีรีส์นี้ก่อนวันที่เดินทางกลับไทย (28 มีนาคม 2560) แต่เนื่องจากความวุ่นวายจากการเก็บของกลับไทย, เก็บกวาดทำความสะอาดห้อง, วุ่นวายกับพิธีสำเร็จการศึกษา (26-27 มีนาคม) สภาพอินเตอร์เน็ทที่ไม่มีให้ใช้ (ย้ายไปอยู่บ้านพี่อาร์ตก่อนกลับ 24 มีนาคม, ตัดโทรศัพท์วันที่ 27 มีนาคม) พอกลับไทยปุ๊บ พอถึงที่กรุงเทพ ก็ไม่มีเวลาและพื้นที่สำหรับทำงาน พอกลับเชียงใหม่ (5 เมษายน) ก็ต้องเก็บกวาดทำความสะอาด Set Environment การทำงานพอควร จนกระทั่งมามีเวลาและมีอารมณ์เขียนก็วันนี้แหละ (10 เมษายน) ดังนั้นก็ขออภัยในความช้าด้วยนะครับ (ขออภัยตัวเองนี่แหละที่ทำไม่ครบตามกระบวนการ ฮาาา)

***************************************************************************

Chapter 1

บทนี้จะสรุปเหตุการณ์สำคัญ กิจกรรมที่ทำในแต่ละช่วงเวลาตลอดสามปีที่ญี่ปุ่น…

27 มีนาคม 2557 : เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น ตื่นเต้นกับซากุระบาน (ติดตามได้จาก เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 1 : สัปดาห์แรก)

เมษายน 2557 : เริ่มเปิดเทอม เริ่มทำวิจัย เขียนแผนวิจัย รู้จักเพื่อนใหม่ในแลป แกงค์เพื่อนคนจีน

พฤษภาคม 2557 : เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น

มิถุนายน 2557 : กลับไทยครั้งที่หนึ่ง เพื่อมางานรับปริญญา ป.โท

กรกฎาคม 2557 : Submit งาน JCDCGG2014, Research Boot Camp ที่ Hiroshima

สิงหาคม 2557 : เทอมแรกในญี่ปุ่นพอดี กล้อมๆแกล้มๆ พอได้ เริ่มมีเพื่อนคนญี่ปุ่นในแลป (ติดตามได้จาก เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 4 : หนึ่งภาคเรียนในโตเกียว)

กันยายน 2557 : ไป Hiroshima, JCDCGG2014, ติด F ครั้งแรกกับฮิโรชิมาพาซวย

ตุลาคม 2557 : เริ่มมีเพื่อนคนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นนิดนึง

ธันวาคม 2557 : สอบ N4 ครั้งแรก (แล้วก็ตก) เรื่อยไปในโตเกียว 7 : สอบภาษาครั้งแรกในญี่ปุ่น (Mock JLPT), เล่นสกีครั้งแรก

มกราคม 2558 : ช่วย Grad School จัด conference, Submit งานไป EuroCG 2015

กุมภาพันธ์ 2558 : เที่ยวกับ สนร. (ดูงานรถไฟ), พรีเซนต์งาน Taiwan-Japan Joint workshop, ได้รางวัล Best Research Award

มีนาคม 2558 : ช่วยซุปจัด International Conference ของ illusion, ไป EuroCG ที่สโลวีเนีย , ตะลุยซากุระทั่วโตเกียว, Submit Paper ตอน ป.โท part หลัง, แกงค์เพื่อนคนจีนสลายวง (เพื่อนกลับจีนไปแล้ว)

เมษายน 2558 : แรกพบชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น (เก๋ พี่เอ พี่ภา กุ๊กกิ๊ก กอล์ฟ), Submit paper แรก

พฤษภาคม 2558 : ไปช่วย สนร. จัดสัมมนานักเรียนทุน เรียน รอด รอบรู้ ในประเทศญี่ปุ่น, ไปเป็นอาสาสมัครค่ายภาษาอังกฤษ, ไปดูเบสบอลครั้งแรก, Submit งาน AFGS

มิถุนายน 2558 : Submit งาน JCDCGG 2015, Paper ป.โท ที่ submit โดนรีเจค และอาจารย์ให้สู้กับ Editor

กรกฎาคม 2558 : จบคอร์ส Basic Japanese ของมหาวิทยาลัย, ตะลุยฮานาบิทั่วโตเกียว

สิงหาคม 2558 : กลับไทยเพื่อมา Conference AFGS, ทำเงิน 100 ยูโรหาย, พักผ่อนที่บ้านราวๆ หนึ่งเดือน, เริ่มทำงานวิจัยคู่ขนานเกี่ยวกับ Voronoi in Architecture

กันยายน 2558 : ไป JCDCGGG 2015 ที่เกียวโต เคลียร์ปมเรื่องอาจารย์ที่คิวชูได้สักที, เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นแบบ Intermediate Course แบบทรมานๆ, ไปช่วย สนทญ. จัดรับน้องคันโตหนึ่งฐาน

ตุลาคม 2558 : สมัครแข่ง Speech Contest ภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักเรียนต่างชาติ, ได้ไปส่องโครงงานคณิตศาสตร์เด็กญี่ปุ่น

พฤศจิกายน 2558 : ไป TJIA E-Talk ที่เกียวโต, Submit งานไป SoCG ครั้งแรก

ธันวาคม 2558 : สอบ N4 ครั้งที่สอง (แล้วก็ตกอีก), แข่ง Speech Contest แบบรั่วๆ,  ตะลุย Illumination ทั่วโตเกียว

มกราคม 2559 : เจอเรื่องเฟล, Paper แรก Accept, Paper ที่ไป AFGS ได้ตีพิมพ์ในวารสารที่จีน (Invited Paper)

กุมภาพันธ์ 2559 : โดนรีเจคเปเปอร์ในงาน SoCG, เปเปอร์ใน JCDCGG2014 ได้ accept, ไปเที่ยวจีนกับเพื่อนคนจีน, เที่ยว Google Japan, ไปไต้หวันงาน Taiwan-Japan Joint Workshop, เริ่มงาน Voronoi and Architect ภาคสองกับทีมงานเพิ่มเติม

มีนาคม 2559 : ไป EuroCG 2016 ที่สวิตเซอร์แลนด์, ครอบครัวมาเที่ยวที่โตเกียว, ส่ง YRF ใน SoCG2016

เมษายน 2559 : เข้าทีมวิชาการของ TSAJ77, เริ่มเตรียมจัดประชุม TJIA2016, Submit Paper ที่แก้จาก SoCG,  Sit in วิชาเรียน ป.ตรีของที่นี่, Paper ป.โทได้ Accept อย่างเป็นทางการ

พฤษภาคม 2559 : สมัครทุนสนับสนุนไปเสนอผลงานที่จีน

มิถุนายน 2559 : ซุปไปทำวิจัยที่อิตาลีสองเดือน, ไป SoCG 2016 ที่อเมริกา

กรกฎาคม 2559 : สอบ N4 รอบที่สาม (แล้วก็ผ่านสักที) เรียนภาษาญี่ปุ่นเดือนสุดท้าย เลิกเรียนหลังจากหมดเทอม เพราะต้องเตรียมเขียน Thesis, สมัคร JSPS, เที่ยว Shizuoka กับชัยและเพื่อนคนจีน, เที่ยว Gunma กับ สนร.

สิงหาคม 2559 : ไปงาน ICGG ที่จีน, ไป Hiroshima Boot Camp พรีเซนต์งานเป็นภาษาญี่ปุ่นครั้งแรก

กันยายน 2559 : ไป JCDCGGG 2016, ไปเที่ยว Kanazawa และ JAIST, เริ่มเขียน Thesis

ตุลาคม 2559 : เป็นงูสวัด, ในหลวง ร.9 สวรรคต, จัดงาน TJIA 2016 และพรีเซนต์งาน Voronoi and Architect ภาคสอง, ปั่น Thesis

พฤศจิกายน 2559 : พรีเซนต์โปสเตอร์งานของมหาวิทยาลัย ได้รางวัลชมเชย แถมด้วยการเป็น Camera man ประจำงานสี่วันติดกัน, Paper โดนรีเจค, ปั่น Thesis

ธันวาคม 2559 : ปั่น Thesis โค้งสุดท้าย, JSPS โดนเท, ลองสมัคร Postdoc

มกราคม 2560 : ส่ง Thesis, Defend Thesis

กุมภาพันธ์ 2560 : เล่นสกีครั้งที่สอง, โดนเท Postdoc ต่างๆนานา, สอบ TOEFL ด้วยเงินของมหาวิทยาลัย, แพ้ละอองเกสรต้นสนครั้งแรก

มีนาคม 2560 : ไปงาน Taiwan-Japan Joint Workshop ส่งท้าย, Discuss งาน Voronoi and Architect ต่อ, Submit paper ที่โดนรีเจค หลังจากแก้อีกรอบนึง, Discuss งานใหม่กับอาจารย์ที่ Toyo, เก็บของย้ายกลับไทย, เที่ยวแถวบ้าน (Nakai) กับ สนร., Graduation Ceremony  เป็นตัวแทนของ ป.เอกขึ้นไปรับปริญญา

28 มีนาคม 2560 :  กลับไทย แลนดิ้งสู่สุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

รวมเวลา 3 ปี 1 วัน พอดีสำหรับการอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ~

***************************************************************************

Chapter 2

ในช่วงสามปีที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น ก็อยากสรุปโดยภาพรวมในหลายๆ เรื่อง แยกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

1. ด้านวิชาการ จากการเรียนในระดับ ป.เอก สิ่งที่ไม่เหมือนกับ ป.ตรี หรือ ป.โท คือ เราไม่ได้เป็นผู้นั่งเรียนในชั้นอีกต่อไป แต่เป็นการทำงานวิจัยที่เป็นงานวิจัยแบบจริงจัง (มีคอร์สที่ไป sit in หลักอยู่หนึ่งคอร์สคือ Computational Geometry จาก supervisor)

งานวิจัยที่เริ่ม เป็นงานวิจัยที่เริ่มจากคำถามที่ตัวเองสงสัยส่วนตัว อาจารย์ไม่ได้มีปัญหานี้มา เริ่มตะลุยงานแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันกับอาจารย์ ดังนั้นมันก็จะไม่มีปัญหาไหนที่มีอยู่ที่ตรงกับปัญหาของเรา 100% แน่ๆ ในช่วงระยะแรกๆ ที่เริ่มทำก็มืดมิดไปหมด แม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะ attack ปัญหายังไงดี แต่ก็เป็นปัญหาที่ท้าทายมากในการไปในทิศทางที่ควรจะเป็น มานั่งคิดดู เราเริ่มปัญหาจากการสงสัยว่า ผิวของขนุนจะเหมือนกับ Voronoi diagram ไหมน้า… ปัญหานี้สามารถแตกขยายไปใน part ที่เป็นงานทางคณิตศาสตร์ที่ลึกลงไปเรื่อยๆ และพยายามเชื่อมด้วยความรู้ทาง bio ซึ่งพอจบงานแล้วก็รู้สึกว่า เออ ปัญหามันสวยดีเหมือนกันนะ >_< แถมยังมีประเด็นให้วิจัยในเชิงลึกต่อไปได้อีกมากทั้งสองด้าน

ประสบการณ์การเรียนที่นี่ ทุกอย่างต้องอ่านจากเปเปอร์ จากหนังสือ อ่านเสร็จคิดงานเพื่อไป Discuss งาน ซึ่งการ Discussion กับอาจารย์ก็จะเป็นการนำเสนอความคืบหน้าจากที่อ่าน ช่วงแรกๆ ตอนที่เริ่มทำงานก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ก็ต้องอ่านเปเปอร์ อ่านหนังสือเยอะ แล้วไปเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็จะชี้หรือตบให้เข้าร่องเข้ารอยตามแนวทางงานวิจัยที่น่าจะเป็น พอเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็ต้องเป็นช่วงคิดงานของเรา ก็ต้องนั่งคิดงาน เขียนโปรแกรม แล้วเอาผลให้อาจารย์ดู ซึ่งโดยปกติแล้ว Discussion งานกับอาจารย์จะทำสัปดาห์ละสองครั้ง แถมด้วยสัมมนาทุกสัปดาห์ (แต่พรีเซนต์อาจจะไม่ใช่ทุกสัปดาห์)

ดังนั้นจากการเรียนแบบนี้ ทำให้นิสัยในการทำงานเปลี่ยนไปมากจาก ป.ตรีและ ป.โท ตั้งแต่เรื่องวินัยในการทำงาน การยึดความรู้ที่มาจากเปเปอร์ หนังสือภาษาอังกฤษ (ไม่มีหนังสือภาษาไทยเล่มไหนที่ใช้ได้เลยในการทำงาน ป.ตรี) ทักษะการอ่านเปเปอร์หรืออ่านหนังสือก็เปลี่ยนไปมาก

เนื่องจากงานหลักๆ เป็นงานที่ต้อง programming เยอะ ดังนั้นจากการเรียนมาสามปี ก็คิดว่าทักษะการ Programming น่าจะเพิ่มขึ้น และมองอะไรเป็น algorithm ขึ้นเยอะ ซึ่งถ้าให้ไปสอนหนังสือ ณ ตอนนี้เราก็จะสอนได้จากประสบการณ์ที่ใช้ในงานวิจัย ซึ่งคิดว่าเรื่องที่น่าจะสอนได้ตามประสบการณ์ก็คงเป็นพวก Geometry, Mathematical Programming, Computational Geometry ล่ะ

สิ่งที่ได้มาจากการเรียน ป.เอกอีกอย่างคือ อาจารย์จะยุให้ไปงาน Conference เยอะมาก ตอนแรกอาจารย์จะเป็นคนบอกว่า ตอนนี้มีงานอันนี้ๆ นะ ไปไหม แต่ภายหลังเราก็กลายเป็นคนหางานให้อาจารย์ดูว่าอยากไปงานนี้ จะดีไหมๆ จนอาจารย์บอกว่าไม่มีตังแล้ว (ฮาาาา) เป็นความโชคดีที่เป็นลูกคนเดียวของอาจารย์ ทำให้เงินต่างๆ ตกมาที่เราเลย (โฮะๆๆ) ด้วยการไป Conference บ่อยๆ (และ Conference ที่อาจารย์เลือกให้ไปเป็นงานระดับต้นๆ ของสาย) ทำให้เราได้ทักษะหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่การเขียน (เขียน abstract, extended abstract), การนำเสนอผลงาน ไม่ว่าจะพรีเซนต์ในสัมมนา งาน conference ทำให้ปัจจุบันนี้เราคุ้นชินกับการพรีเซนต์ละ แบบว่า ถ้าสั่งวันนี้ ให้พรีเซนต์พรุ่งนี้ ก็สามารถเนรมิตงานให้ได้เลย (แต่อย่าเลยนะ เหนื่อยไป ถถถ) รวมถึงการไป conference บ่อยๆ ทำให้เราสามารถ judge งานได้ เช่น งาน conference นี้ดี งานนี้ห่วยไม่น่าไป เปเปอร์อันนี้ไม่ค่อยโอเค ฯลฯ

ทักษะสำคัญอีกอย่างที่ได้จากการเรียนคือ ทักษะการเขียน รวมถึงการเขียนเปเปอร์ ตอนเริ่มเรียน ป.เอกใหม่ๆ อาจารย์ให้ส่ง monthly report ทุกสองเดือน ดังนั้นเราจึงได้ฝึกเขียนบ่อยมาก ถึงแม้ซุปเราจะเป็นคนญี่ปุ่น แต่เป็นคนญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญเรื่องภาษาอังกฤษในงานวิชาการพอสมควร และเขียนเปเปอร์เยอะ ทำให้ซุปแนะเรื่องเปเปอร์ได้เยอะมาก รวมถึงกลยุทธ์ในการเลือก journal,  submit paper (เช่น เวลาเขียนแบบ A ไป ซุปจะบอกว่า แบบ A เนี่ย ถ้าเขียนไป reviewer จะเอาไปกองไว้ แล้วถ้ามีเวลาค่อยมาหยิบอ่าน ดังนั้นให้ปรับเป็นแบบนี้ๆ, หรือตอนเปเปอร์โดนรีเจคด้วยความผิดที่เราไม่ผิด แสดงว่าเราเขียนไม่ชัดเจน ถ้าจะลดเวลาการ submit  ให้แก้ เขียนตอบ แล้วส่งไป journal เดิมอีกครั้ง ฯลฯ) ซึ่งจากการเขียนเยอะแยะก็ทำให้ทักษะการเขียนดีขึ้นเมื่อเทียบกับตอนเริ่มเรียน ป.เอกใหม่ๆ และด้วยกลยุทธ์ของอาจารย์เกี่ยวกับ Monthly report ทำให้เราประหยัดเวลาในการเขียนเปเปอร์หรือเล่ม Thesis ได้มากเลยทีเดียว

คิดว่าประสบการณ์จากการเรียน ป.เอก จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างราบรื่นได้ไม่มากก็น้อย..

มุมมองสำคัญจาการเรียนที่ญี่ปุ่น น่าจะทำให้เราปรับเปลี่ยนวิธีการสอน จากการสอนแบบจดกระดานให้เด็กฟังอย่างเดียว เป็นการเรียนกึ่งๆ Project-based และเน้นการ discussion-สัมมนา ลงมือปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ คงต้องลองปรับใช้กับการทำงานของเราในอนาคต รวมถึงวิธีการดูแลเด็กๆ ทำโปรเจค ทำวิทยานิพนธ์ ก็คงจะเน้นให้มีสัมมนากลุ่มวิจัยกันบ่อยๆ ลากไปงาน conference บ่อยๆ ~ (นักเรียนในอนาคตของเราก็อย่าเพิ่งหนีเราน้าาา T-T)

ท้ายสุดสิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงท้ายคือ เรื่องการมีความคิดเป็นของตัวเอง (อันนี้ซุปก็พูดเองเลย ถถถ) ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่รู้ประสีประสาอะไร เราก็ยัง follow ตามอาจารย์เรื่อยๆ จนมาถึงจุดๆ นึงที่อาจารย์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง หรืออาจารย์ไม่มีประสบการณ์ในด้านที่ต้องทำ เราก็ต้องศึกษาแล้วข้ามผ่านจุดนั้นไป จนถึงจุดที่เริ่มแย้งอาจารย์ได้ (ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่า ดีแล้ว ถถถ+)

 

2. ดัานสังคมและอารมณ์ ที่นี่เรามีเพื่อนหลากหลายกลุ่มหลายชาติมาก เพื่อนกลุ่มแรกที่เจอคือเพื่อนคนจีน ที่เจอจากคลาสภาษาญี่ปุ่น ถึงแม้เราจะได้ยินข่าวจากที่ไทยเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีน แต่เราก็พบว่า เพื่อนคนจีนนี่แหละที่ดีและจริงใจ ซึ่งก็ยังติดต่อกับเพื่อนอยู่ทุกวันนี้

เพื่อนกลุ่มที่สองคือเพื่อนในแลปทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ ตั้งแต่อิตาลี บังกลาเทศ บราซิล จีน เวียดนาม ซึ่งโดยปกติคนที่เรียนที่ญี่ปุ่นก็จะรู้กันเรื่องสังคมในแลป แต่ก็โชคดีที่ได้เจอเพื่อนและสังคมที่ดี ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว และใช้ชีวิตในห้องวิจัยได้อย่างมีความสุข

เพื่อนกลุ่มที่สำคัญที่สุดคือ แกงค์เพื่อนคนไทยที่ชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น เป็นแกงค์ที่เริ่มจาก เก๋ ลากทุกคนที่รู้จักมาเจอกันในวันที่เก๋มาโตเกียว จากนั้นก็มีอีเวนท์ต่างๆ มากมายที่ทำให้เจอกัน เม้าท์กัน มีอะไรก็ช่วยกันทุกๆเรื่อง ในเวลาที่เรามีปัญหาก็ได้เพื่อนๆ พี่ๆ ในแกงค์นี่แหละที่คอยรับฟัง ให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งก็บอกตรงๆ ว่ารักแกงค์นี้มากกกกก ❤

นอกจากกลุ่มหลักๆ แล้ว เราก็ยังเจอเพื่อนๆพี่ๆ น้องๆ กลุ่มอื่นๆ เช่น แกงค์เด็กไทยในเมได ซึ่งมีกันไม่มาก แต่ก็เฮฮาปาร์ตี้ในยามที่มีเวลามาเจอกัน แกงค์ฝ่ายวิชาการ TJIA ที่ถึงแม้จะอยู่ต่างมหาลัย แต่ก็เฮฮาและทำงานด้วยกันได้แบบสนุกสุดๆ เพื่อนจากคลาสภาษาญี่ปุ่น เช่นเพื่อนคนเยอรมัน ที่ไม่เคยเยาะเย้ยหรืออารมณ์เสียเลยเวลาที่เราตอบผิดหรือเป็นตัวถ่วงในคลาสภาษาญี่ปุ่น สมาชิกทำงานวิชาการ Voronoi and Architect ที่เสียสละเวลามาทำเรื่องสนุกๆ แบบมีสาระและไร้สาระ (ซึ่งเรากำลังติดค้างเปเปอร์อยู่ T_T) รวมถึงเพื่อนคนญี่ปุ่นอื่นๆ ที่เจอจากใน campus บ้าง กิจกรรมต่างๆ บ้าง ก็ทำให้การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นผ่านไปอย่างดีงาม

สรุปคือ สามปีนี้เจอแต่เพื่อนที่ดี ทำให้ชีวิตดี 🙂

3. เรื่องภาษา

เริ่มต้นตอนที่ไปเรียนใหม่ๆ ภาษาอังกฤษก็พอสื่อสารได้ ภาษาญี่ปุ่นด๋อยมาก โชคดีที่ในแลปมีบรรยากาศกึ่ง international และญี่ปุ่น ที่บังคับให้เราต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น (คุยกับคนญี่ปุ่น) และใช้ภาษาอังกฤษ (เวลาคุยกับอาจารย์ หรือเพื่อนต่างชาติ เช่นเพื่อนอิตาลี หรือบังกลาเทศ) ด้วยนิสัยขี้เม้าท์ของเรา เลยเป็นตัวเร่งให้เราฝึกภาษาต่างๆ ได้คล่องขึ้นทั้งสองภาษา (เช่น สามารถเม้าท์ชาวบ้านเป็นภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว ถถถ+) ซึ่งหลังจากกลับมาแล้วเราก็จะยังฝึกภาษาญี่ปุ่นต่อไป (ส่วนภาษาอังกฤษมันต้องฝึกตลอดอยู่แล้ว) และอยากเรียนภาษาที่สี่คือภาษาจีน (ทำให้เกิดความสำนึกในเรื่องที่เคยเรียนตอนประถมที่ทิ้งมันไปหมดแล้ว T_T)

4. เรื่องวัฒนธรรม มุมมองต่อโลกภายนอก

การไปเรียนต่างประเทศของเรานั้น ไปด้วยทุน พสวท. ต่างประเทศ ซึ่งเป็นทุนของรัฐบาล สิ่งที่เราเข้าใจ (และคิดว่าเราอาจจะมโนไปเอง) คือ นอกจากการเรียนรู้เรื่องวิชาการแล้ว สิ่งที่รัฐบาลหรือประเทศชาติต้องการจากการไปเรียนคือ การได้ไปดูหรือซึมซับสิ่งที่ดีของประเทศที่ไปเรียน เอามาปรับใช้ในการทำงานเวลากลับมาที่ไทย

เหตุผลหนึ่งที่เราเลือกไปประเทศญี่ปุ่น แทนที่จะไปประเทศทางยุโรปหรืออเมริกาคือ เราคิดว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศในเอเชีย มีวัฒนธรรม แนวคิดต่างๆ ที่น่าจะใกล้เคียงกัน การเรียนรู้ประเทศที่มีความคล้ายๆ กันแต่เจริญกว่า น่าจะเห็นมุมมองที่น่าสนใจหลายๆอย่าง

สิ่งที่น่าจะติดตัวมาจากการมาอยู่ที่นี่ หลักๆ คงเป็นเรื่องการมีระเบียบ และความตรงต่อเวลา ซึ่งก่อนหน้านี้เราเป็นคนมีระเบียบบ้าง (บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี) แต่พอมาอยู่ ก็รู้สึกต้องปรับตัวและมีวินัยมากขึ้น เรื่องตรงต่อเวลากลายเป็นเรื่องที่เราเปลี่ยนไปหลังจากมาอยู่ที่นี่ อาจมีสายบ้าง (ถ้านัดกับคนไทย ถถถ+) แต่โดยรวมก็น่าจะดีขึ้นมากกว่าตอนอยู่ที่ไทย

หลังจากที่ไปอยู่มาสามปี ได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เที่ยวเล่นหลายๆ ที่ เรียนรู้วัฒนธรรมหลายๆ ทาง เราก็เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นในเรื่องวัฒนธรรมที่นี่ สิ่งที่เคยมโนไว้หลายๆอย่างก่อนมาก็ไม่เป็นดังที่คิด กับญี่ปุ่น สิ่งที่อยากบอกสองอย่างคือ

  • ที่นี่น่าเที่ยว แต่อาจจะไม่ได้น่าอยู่มากนัก
  • ประเทศนี้เป็นประเทศที่ดี แต่ก็มีฮั่น(หลาย)อย่าง

ซึ่งคิดว่าคนที่มาอยู่ แค่มองตากันก็จะเข้าใจดี (แต่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ 555) ซึ่งเราคิดว่า มันไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายถ้าเราอยู่อย่างเข้าใจ

5. เรื่องงานเสริมหลักสูตร

สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อมาโดยตลอดตั้งแต่เรียนระดับมัธยมคือ การทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาตัวเองในด้านทักษะการทำงาน ความคิด ประสบการณ์ ดังนั้นถึงแม้เราจะเรียน ป.เอก แต่เราก็พยายามหากิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจและน่าสนุกทำไปเรื่อยๆ ตราบที่มีโอกาสและเวลาจะทำได้ โดยเฉพาะกิจกรรมในต่างแดน

การอยู่ที่นี่เราก็ได้ทำกิจกรรมที่นี่บ้างตามสมควร เช่น จัด TJIA, ช่วยงานที่นู่นบ้างที่นี่บ้าง ก็ทำให้ได้สะสมประสบการณ์ต่างๆ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายอื่นๆ เยอะแยะมากมาย

6. อื่นๆ

การอยู่ที่นี่ได้เรียนรู้เรื่องราวหลากหลายมิติ หลากหลายอารมณ์ ได้เจออารมณ์ดีใจ มีความสุข เสียใจ ท้อแท้ นอยด์ โดนเท เหงา รู้สึกเป็น loser ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ไม่ว่าเรื่องดี ก็เป็นพลังใจต่อไป เรื่องไม่ดี ก็ไว้ให้เรียนรู้ต่อไป ที่สำคัญคือได้เรียนรู้การทำงานอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเจออารมณ์แบบไหนเข้ามากระทบในชีวิต เราก็ต้องรักษาหน้าที่ของเราให้ดี (ซึ่งคือการเรียนการวิจัย)  ไม่ให้พังไปพร้อมกับอารมณ์แย่ๆ ที่เข้ามา ซึ่งที่ผ่านมาก็เอาตัวรอดผ่านมาได้อย่างปลอดภัย…

ท้ายสุดต้องขอบคุณทุกๆ ท่านที่คอยสนับสนุนในทุกๆเรื่อง ทั้งคำปรึกษาด้านวิชาการ ด้านดราม่า ด้านต่างๆ รวมถึงกำลังใจที่มีให้มาโดยตลอด จะจดจำในทุกการสนับสนุนที่มีให้ครับ

สรุปแล้ว ชีวิตสามปีที่นี่ ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ก็น่าจะถึงเวลาไล่ตามความฝันที่รอคอยมานานสักที แม้จะรู้สึกหวิวๆ ที่ต้องเข้าสู่ช่วงชีวิตการทำงานแล้วก็ตาม (ในขณะที่เพื่อนๆ ทำงานกันไปนานแล้ว)

ถึงแม้ว่าตอนนี้อนาคตของเราจะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหนก็ตาม แต่เราก็จะพยายามทำให้เต็มที่ กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ อันไกล ก็ขอทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

***************************************************************************

ปล. ส่งท้าย

ในช่วงที่เรากำลังเรียน ป.เอก ทุกคนก็จะชอบเรียกว่า ดร. ซึ่งเราก็จะต้องปรามไม่ให้ทุกคนเรียก เพราะมันยังไม่เป็น ดร. และมันจะขึด

แต่ถึงแม้เราจะจบ ป.เอก ที่มักจะถูกเรียกว่า ดร. ก็ตาม เราก็ขอปรามอีกครั้งไม่ให้ทุกคนเรียก ดร. นำหน้าชื่อเรา

การจบปริญญาเอกนั้น เป็นเพียงแค่การบอกว่าเราผ่านการศึกษาด้านวิชาการมาแล้ว มันไม่ใช่สถานะที่เราจะใช้ยกตัวเหนือคนอื่น การจบปริญญาเอกไม่ใช่เป็นผู้วิเศษแต่อย่างใด เราก็เป็นคนแค่ธรรมดาที่ก็อาจจะพลั้งเผลอทำอะไรผิดได้ ดังนั้นถ้าเราทำอะไรผิด ก็เตือนได้ตามปกติ อีกความรู้สึกคือ การเรียกเราด้วยคำว่า ดร. นำหน้า มันเป็นอะไรที่ดูห่างเหิน ดังนั้นจึงขอบอกไว้ ณ ตรงนี้ให้เข้าใจโดยทั่วกัน 🙂

***************************************************************************

จบแล้ว.. ขอบคุณที่ทนอ่านครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหรออออ)

ต่อจากซีรีส์นี้ จะเป็นอะไรก็ยังนึกไม่ออก ไว้นึกออกแล้วจะมาบอกกล่าวกันอีกทีเนะ ~

またね〜

 

 

เรื่อยไปในโตเกียว 22 : สอบ TOEFL ในโตเกียว

ปล. ตอนนี้เป็นฉบับย่อ ก๊อปมาจากที่โพสต์ใน facebook จ้า

********************************************************

วันนี้เพิ่งไปสอบ TOEFL มา !!

สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยของเรามีเงินให้นักศีกษา grad ไปสอบภาษาต่างประเทศอะไรก็ได้ เบิกได้ปีละครั้ง ปีที่แล้วเราเบิกค่าสอบ JLPT (ที่สอบไม่ผ่านมา) ส่วนปีนี้ ในโอกาสที่กำลังจะไม่มีสิทธิ์ให้ใช้ในไม่ช้า เราเลยต้องรีบเป็นปรสิตดูดค่าสอบจากมหาวิทยาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ในโอกาสนี้จึงสอบ TOEFL วัดความรู้ภาษาอังกฤษดีกว่า (แพงดี 5555) เนื่องจากเอกสารต้องส่งก่อนสิ้นเดือนกุมภา เราเลยดูเวลาแล้วพบว่าวันนี้เป็นฤกษ์ดีที่สุด (ที่จะเนรมิตเอกสารเบิกเงินทัน) เลยเลือกสอบวันนี้

เนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก (ตัดสินใจก่อนวัน Defend Thesis สามวันว่าจะสอบวันนี้) พอสอบ Thesis เสร็จก็มัวเอ้อละเหยไปวันๆ มาเริ่มนอยเอาก็สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ท้ายสุดก็ปลอบใจตัวเองไปว่า ประสบการณ์จากการอยู่ที่นี่จะไม่ทำให้ภาษาอังกฤษของเราพังไปนะ… แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เตรียมๆสอบอยู่บ้างนะ…

หลังจากดูสถานที่สอบ เป็นที่ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ แต่ก็อยู่แถวๆ Iidabashi วันนี้เลยแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า ตามกำหนดจะต้องไปรายงานตัวเข้าสอบ 9.30 แต่ด้วยความตื่นเต้น เราก็ไปถึงตึกสอบ แปดโมงครึ่ง – -” เป็นคนแรกที่ไปถึง ก็กินขนมปัง นั่งชิวๆ รอเวลาไป คนอื่นก็มากันเก้าโมง…

ประมาณเก้าโมงสิบห้า เจ้าหน้าที่ก็เรียกเราเข้าห้องสอบ (เพราะเรามาคนแรกไง 55555) ตอนแรกคิดว่าเป็นข้อดีที่มาไว เพราะจะได้ไม่โดนรบกวนสมาธิตอนสอบพูด ขั้นตอนวิธีสอบก็คล้ายๆกับตอนสอบที่ไทย ก่อนเข้าสอบก็โชว์เอกสารสำคัญ (คือ passport) แต่ที่นี่ก็ strict กว่าที่ไทยคือ มีการใช้เครื่องตรวจโลหะสกรีนก่อนเข้าห้องสอบด้วย ถ่ายรูปอะไรเสร็จ ก็นั่งรอเวลาที่คอมประจำตัว ตอนแรกเรากังวลว่า เราจะได้คอมเป็นคีย์บอร์ดภาษาญี่ปุ่นไหม (ซึ่งมันมีความแตกต่างกับคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยอยู่พอควร เป็นต้นว่าปุ่มเพิ่มขึ้น บางตัวเช่น @, :, ; ย้ายไปตำแหน่งอื่น) พอไปที่คอมปุ๊บก็โล่งอกเพราะคอมเราเป็นคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษ (แต่แอบดูคอมเครื่องอื่น บางเครื่องก็คีย์บอร์ดภาษาอังกฤษ บางเครื่องก็คีย์บอร์ดภาษาญีปุ่น) ซึ่งถ้าใครได้คีย์บอร์ดภาษาญี่ปุ่น เขาก็จะมีกระดาษ conversion คีย์บอร์ดให้ว่า ปุ่มนี้ เช่น @ ให้กดอะไรๆ ไป

รอจนเก้าโมงครึ่งก็เริ่มทำข้อสอบที่ Reading… ตอนซ้อมทำข้อสอบจากหนังสือ TOEFL ของ ETS (ที่ได้ฟรีมาจากน้องแนนตอนน้องแนนย้ายบ้าน จึงขอขอบพระคุณน้องแนนมา ณ ที่นี้ 😀 ) เราก็จับเวลา รู้สึกว่าทำ Reading ทัน สนุกสนาน ดีกว่าตอนสอบเมื่อสามปีก่อนเยอะเลย แต่พอมาถึงสถานการณ์จริงมันไม่ใช่แบบนั้น…

ถ้าเคยทำข้อสอบ TOEFL เนี่ย มันจะมีช่วงให้ลองไมโครโฟนเนอะครับ… เค้าก็จะให้เราพูด “Describe the city you live in” ตอนเราลองเราก็พรรณา อ่า เราอยู่โตเกียว โตเกียวเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น อยู่ทางตะวันออก บลาๆๆ ไป ด้วยความเป็นแรกก็จบไปตั้งนานละ แต่พอหลังจากที่คนอื่นเริ่มเข้ามา แล้วเรากำลังนั่งทำข้อสอบ Reading คนอื่นก็ลองไมโครโฟน (แต่จริงๆระหว่างนั้นเราใส่ headphone ด้วยแหละ) เราไม่แน่ใจว่าทุกคนเค้าเตรียมตัวมายังไง แต่ทุกคนพูดเหมือนกันหมดคือ

“I live in Tokyo. I live in Tokyo. I live in Tokyo”

ตัวเราก็ทำ reading ไป ส่วนคนที่พูดก็ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันตัด ซึ่งมันรบกวนสมาธิอยู่พอควร เจอ passage แรกก็เงิบไป ตั้งสติอยู่นาน ทำช้ามากกก แต่ระหว่างที่กำลังทำอยู่นั้น ที่พีคกว่าคือคนข้างหลังลองไมค์

“I live in Saitama. I live in Saitama. I don’t live in Tokyo.”

พอตานั่นพูดเสร็จปุ๊บ ตรูนี่คือสมาธิแตกกระเจิง ได้แต่ขำในใจ (หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันขำยังไงวะ แต่ถ้ามาอยู่ในสถานการณ์ที่ได้ยินทุกคนพูด I live in Tokyo แล้วจะเข้าใจเอง) ทำ passage แรกแบบมึนๆ อึนๆ ผ่านไปใช้เวลาไป 25 นาที (ซึ่งมันควรคุมให้ได้ 20, 20, 20) จึงทำให้ท้ายสุดกาข้อสุดท้ายของ passage สุดท้าย ข้อ 2 คะแนนไม่ทัน T_T (passage สุดท้ายข้อท้ายๆ ก็กามั่วๆ ไป ส่วนข้อสุดท้าย จริงๆ คลิกๆให้มัน จะทันแล้ว แต่เม้าส์มันลั่น ดันไปกดออก พอจะกดใหม่อีกทีก็หมดเวลาแล้ว อ๊าก)

หมด Reading ก็มาฟัง Listening ต่อ เค้าบอกว่าจะมีสอบสามรอบ รอบละ 10 นาที พอเข้ารอบหนึ่งเราก็ลืมไปว่ามันมีสามอันย่อย พอชุดแรกมาปุ๊บก็ทำไปละ 5 นาทีคิดว่าเหลือสบายๆ พอมีอันที่สองมาต่อแล้วขึ้นมาว่าเหลือสี่นาทีกว่าๆ คือคิดในใจ อ่าวเชี่ยละ -_-” ก็ก้มหน้ารับกรรมทำไป ช่วงหลังๆ ก็ดีขึ้นมา

สอบเสร็จพัก มีขนม ชากาแฟบริการอยู่ (เหมือนตอนสอบที่เกษมบัณฑิต) แต่ไม่มีอารมณ์กิน เข้าห้องน้ำเสร็จมาสงบสติหน้าคอมเตรียมสอบ speaking ต่อ เท่าที่สอบพูดอันนี้คิดว่าพอได้ (มั้ง) ดีกว่าตอนที่ซ้อมกับน้อง อ. ชาวบราซิลในแลปเมื่อวันก่อนมาก แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจตัวเองอยู่ดี

Part สุดท้ายก็คือ writing เป็น part ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เพราะคิดว่าประสบการณ์จากการเขียนเล่ม thesis ที่ผ่านมาน่าจะช่วยเกื้อหนุนได้

ข้อสอบข้อแรกก็มา ซึ่งจะให้เราสรุปว่า Reading กับ Listening มัน support หรือ contradict กัน (ซึ่งเราได้แบบ contradict) อันนี้แอบดูวีดีโอ tutorial มา ก็พอนึกออกว่าจะเขียนไปในทางไหน แต่ด้วยความสลิดบวกกับความมันส์ ก็เขียนไป 300 กว่าคำนิดๆ เหลือเวลาอีก 5 นาทีก็ตรวจทาน ซึ่งพอหมดเวลาตัดไป เพิ่งมามึ้งว่า เค้าให้เขียนใน range 150 – 225 คำนี่หว่า เลยแบบ อ่าวเชี่ยละ จะโดนหักคะแนนหรือไม่ตรวจไหมวะ – -”

ท้ายสุดมาทำข้อสุดท้ายที่เป็นเขียน ก็เขียนๆ ไป โจทย์ถามประมาณว่า ถ้าต้องให้เงินบริจาคการกุศล จะเลือกให้เงินบริจาคองค์กรที่ให้ข้าวปลาบ้านช่อง, องค์กรที่ให้เงินสำหรับทำธุรกิจเล็กๆ ตั้งตัว หรือองค์กรที่ให้ซื้อยา ซึ่งก็เขียนแถๆ ไปเกิน 300 คำตามที่เค้าต้องการ

สอบเสร็จก็เหนื่อย หมดแรงพอดี เนื่องจากศูนย์สอบอยู่ใกล้ร้านอาหารไทยที่มีบุฟเฟต์อาหารไทยตอนกลางวัน (เคยไปสองรอบตอนไปงานประชุม JCDCGGG) เลยแวะไป อ่าว สรุปไปถึงก็บ่ายโมงกว่าๆ กับข้าวบุฟเฟต์เริ่มหมดอีก เซ็งอีกนิดนึงเลย

สรุปคือ สอบรอบนี้ปัง…
.
.
ปังปิ๊นาศมาก T____T
หวังว่าคะแนนจะไม่เลวร้ายเกินไปนะ > _<

สรุป
1. การเข้าสอบก่อนก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีมากนัก
2. สมาธิสำคัญที่สุด โดยเฉพาะ passage เรื่องแรก

สรุปชีวิตปี 2016 และเป้าหมายชีวิตปี 2017

ปี 2016 กำลังจะผ่านไป (ไวเหมือนโกหก…)

แล้วก็เป็นประจำมาจนถึงปีที่ 10 แล้วววว ~ ที่เราจะต้องมาสรุปว่า ชีวิตในปีที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง จะดีร้ายอย่างไร ท้ายสุดเราก็จะต้องยอมรับความจริงเพื่อนำไปปรับปรุง พัฒนาในปีต่อๆ ไป

ก็จึงเป็นโอกาสพิเศษในรอบปีที่จะมาสรุปว่า ในปีที่ผ่านมา เราได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้ไหม และมาวางเป้าหมายกันว่าในปีต่อไปเราจะทำอะไรบ้าง

ก่อนอื่นเรามาสรุปเรื่องราวของปี 2016 กันก่อน กับธีม “ปีแห่งความเข้มข้นทางวิชาการ” ดังที่กล่าวไว้ในปีที่แล้ว

ปีที่แล้ว Theme ของเราเป็นปีแห่งความเข้มแข็ง ซึ่งเน้นการทำงานเยอะๆ เรียนรู้เยอะๆ ผิดพลาดเยอะๆ นอยด์เยอะๆ มาถึงปีนี้ ถ้าเป็นไปตามกำหนด เราก็ต้องเริ่มเขียนเล่ม Thesis และเตรียมความพร้อมก่อนจบแล้ว (ย้ำว่า ถ้าเป็นไปตามกำหนด ขึ้นอยู่กับอาจารย์ lol) ดังนั้นปีนี้เราต้อง Set เป้าหมายให้มีความเข้มข้น ทำตัวเองให้พร้อมก่อนจบ ด้วยเป้าหมายที่เข้มข้นกว่าเดิม (2014 เน้นภาพรวม 2015 เน้นภาพลึก 2016 เน้นภาพลึกแบบเข้มข้น)

เรามาดูกันดีกว่าว่า แต่ละข้อของปีที่แล้วทำอะไรได้ หรือไม่ได้บ้าง…

1. การวิจัย

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องหลักของเราเลยทีเดียว ในส่วนนี้เราจะแบ่งออกเป็นส่วนหลักๆ ดังนี้

เกี่ยวกับงาน Conference

ปีนี้เรามี Check Point หลักๆ ของงาน Conference ดังนี้

  1. 26 February – 1 March 2016 : The 7th Taiwan-Japan Joint Workshop for Young Scholars in Applied Mathematics @ Taiwan
  2. 30 March – 1 April  2016 : EuroCG2016 @ Switzerland
  3. 14 – 18 June 2016 : SoCG2016 @ USA
  4. (TBA) : JCDCGG2016 @ Japan

ซึ่งสำหรับเบอร์ 1. เราต้องไปอยู่แล้ว เบอร์ 2. เรากำลังปั่นงานข้ามปี เบอร์ 3. ส่ง paper ไปแล้ว รอผลตอบรับ (ถ้าไม่ได้ คงจะส่งไปอีกรอบที่ Young Researcher Forum ในงานนั้นอีก) และ 4. ยังไม่มีรายละเอียด แต่คงจะส่ง

ดังนั้น เป้าหมายของปีนี้สำหรับงาน Conference คือ เก็บงานพวกนี้ให้หมด ! (และคิดว่าซุปอาจจะหางานคอนให้ไปอีก ก็ยินดีที่จะไป เย่)

สำหรับเรื่องการไปงาน Conference นั้น ปีนี้ถือว่าบรรลุเป้าหมายอย่างงดงาม (แถ่นแท๊นน) ในปีที่ผ่านมาเราได้ไปงานหลักๆ ดังต่อไปนี้

  1. 26 February – 1 March 2016 : The 7th Taiwan-Japan Joint Workshop for Young Scholars in Applied Mathematics @ Taiwan
    งานนี้เป็นงานของมหาวิทยาลัย เลยได้ไปตามปกติ
  2. 30 March – 1 April  2016 : EuroCG2016 @ Switzerland
    สำหรับ EuroCG2016 ตอนแรกกลัวจะปั่นงานไม่ทัน แต่ท้ายสุดก็ปั่นทัน และเค้าก็ accept  (เย่) เราเลยได้เที่ยวฟรีจากเงินวิจัยเซนเซเลยทีเดียว อ่านเรื่องเล่าได้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว 19 : ตะลุยสวิตเซอร์แลนด์ไปกับ EuroCG2016!!
  3. 14 – 18 June 2016 : SoCG2016 @ USA
    สำหรับเปเปอร์ที่เราส่งไปนั้น ก็โดนรีเจคไป (ฮาาา) แต่เราก็ทำตามแผนด้วยการส่งไปที่ Young Researcher Forum และก็ได้ accept ไป (ซึ่งจริงๆ แล้ว ส่งไป session นี้เค้ารับซะหมด 555) แต่เป็นประสบการณ์ที่ดีมากกกกที่ได้ไปเห็นงาน Conference อันดับหนึ่งในสายวิจัย ซึ่งก็จุดไฟในตัวได้มากเลยทีเดียว เราได้เขียนไว้อย่างละเอียดมากกใน เรื่อยไปในโตเกียว 20 : ตะลุยอเมริกาไปกับ SoCG2016!!
  4. 4-8 August 2016 :  ICGG2016 @ China
    เป็นงาน Conference ที่ได้ไปแบบงงๆ เกินเป้าหมาย เพราะว่าที่ grad school มีให้เขียน proposal ขอเบิกเงินไปงาน Conference พอดี พอเห็นงานนี้ และเขาเปิด Poster session เลยคิดว่า น่าส่งไป เลยลองส่งทั้ง Poster presentaion และ proposal เบิกเงิน สรุปก็ผ่านทั้งคู่ (เย่) เลยได้ไปงาน conference อีกงานนึงที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Geometry และเรื่องที่เกี่ยวข้อง (แต่มันไม่ค่อยตื่นเต้นเท่ากับงานฝั่ง SoCG / EuroCG / JCDCGG เท่าไหร่)
  5. 2-4 September 2016 :  JCDCGGG2016 @ Japan
    ท้ายสุดงานนี้จัดที่โตเกียว… ซึ่งเป็นงาน Conference ที่เหมือนกับบ้านทางวิชาการของเราที่เราต้องมางานทุกปี !! เพราะงานนี้เหมือนเป็นงานที่ทำให้อยากทำวิจัยสายนี้ อยากมาเรียนที่ญี่ปุ่น และได้อาจารย์ที่ปรึกษาคนปัจจุบัน สุดท้ายก็ส่งงานมาในงานคอนนี้ได้ เป็นการปิดงานคอนอย่างเป็นทางการประจำปีนี้

เกี่ยวกับ Paper

ปีนี้ เราคิดว่า น่าจะเขียนเปเปอร์อย่างน้อย 2 เปเปอร์ เป้าหมายตั้งไว้ที่ 2 เปเปอร์ เปเปอร์แรกเกี่ยวกับงานที่กำลังทำคาบเกี่ยวข้ามปี คิดว่าจะรวบ extended abstract ที่ส่งไป EuroCG กับงานที่ทำต่อเป็นหนึ่งเปเปอร์ และเปเปอร์ปิดท้ายโปรเจค ป.เอกอีกหนึ่งอัน เป็นเปเปอร์ที่รวบเรื่องทั้งหมดไปอธิบายเกี่ยวกับพืช หวังว่าจะเป็นไปตามแผน

เป้าหมายที่วางไว้ปีนี้ที่จะได้ 2 เปเปอร์นั้น ไม่บรรลุผลสำเร็จเลย  T_T เนื่องจาก

  • เปเปอร์ที่ทำงานข้ามปี รวบระหว่าง EuroCG กับงานที่ทำต่อ ยังอยู่ในกระบวนการเขียน ตอนแรกตั้งใจอยากให้เสร็จก่อนเดือนกันยา แต่มันมีปัญหาเรื่องโปรแกรมมิ่ง กว่าจะเคลียร์เสร็จก็เข้าสู่การเขียนเล่ม Thesis ที่เราต้องจดจ่อแล้ว… ดังนั้นเราจึงจะจัดการทำให้เสร็จในปีหน้าก่อนจบ
  • เปเปอร์เกี่ยวกับพืช ก็ทำนองเดียวกันกับอันข้างบน คือยังเขียนไม่เสร็จเช่นกัน เพราะเจอ Thesis ที่ต้องปั่น

ส่วนเปเปอร์บุญเก่าที่ทำมาเมื่อปี 2015 นั้น ก็ accept เกือบหมดแล้ว ดังรายการต่อไปนี้

  • S. Chaidee and K. Sugihara (2016), Fitting Spherical Laguerre Voronoi Diagrams to Real World Tessellations Using Planar Photographic Images, J. Akiyama et al. (eds.): Discrete and Computational Geometry and Graphs (LNCS 9943), Springer, 2016, pp. 73-84.
  • S. Chaidee and W. Wichiramala (2016), Optimal Partitioning of a Square : Numerical Approach, ScienceAsia 42:2, 150 – 157
    • อันนี้เป็นเปเปอร์ ป.โท ที่กว่าจะรบกับ Editor จนสำเร็จก็เหนื่อยไปข้างนึง ฮาาาา
  • S. Chaidee and K. Sugihara (2015), Numerical Fitting of Planar Photographic Image with Spherical Voronoi Diagrams, Computer Aided Drafting, Design and Manufacturing (CADDM) 25:4, 26-31.
  • S. Chaidee and K. Sugihara (2016), Approximation of Fruit Skin Patterns Using Spherical Voronoi Diagram, Pattern Analysis and Applications
    DOI 10.1007/s10044-016-0534-2

ส่วนอันนี้ หลังจากโดนรีเจคที่ SoCG เราก็แก้แล้วส่งไปที่ Journal แล้วก็โดนรีเจคมาอีกรอบ T___T ซึ่งก็จะแก้แล้วส่งไปหลังจากเคลียร์ Thesis เสร็จเรียบร้อยอีกทีนึง (อันนี้ซุปบอกเลยว่า ให้ทำเล่มให้เสร็จ ค่อยมาแก้หลังจากนั้น >_< )

  • S. Chaidee and K. Sugihara, Recognition of the Spherical Laguerre Voronoi Diagram

เกี่ยวกับ Thesis 

ปีนี้เป็นปีที่น่าจะต้องเขียนเล่มให้เรียบร้อย ดังนั้นเป้าหมายที่ง่ายที่สุดคือ เขียนเล่มให้เสร็จนั่นเองงงง

นี่ยังไม่ถึง 31 ธันวาคม นี่ยังไม่ประเมินใช่ไหมมมม…

สำหรับเล่ม Thesis หลังจากการคุยกับอาจารย์ เราก็เริ่มอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน เขียนยาวนานมาก ผ่านมรสุมต่างๆ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ปัญญา (ความวิบัติมันมาพร้อมกันในทีเดียว) จนที่สุด เล่ม First Draft ฉบับที่อาจารย์ตรวจก็เรียบร้อยแล้วล่ะ เหลือแต่มาเชคดูความเรียบร้อย และเพิ่มส่วนที่อยากเพิ่ม (ที่ถ้าทำ simulation ทัน) ก่อนกำหนดส่งคือวันที่ 10 มกราคมนี้ล่ะ  ~ งั้นเอาเป็นว่าบรรลุเป้าหมายละกันนะ..

เป้าหมายอื่นๆ

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทำงานเขียนเยอะมากกกกก และเป็นปีที่แก้งานเยอะมากกกกก ซึ่งซุปเราก็ใจดี ตรวจงานละเอียด รวมถึงส่งงานไปให้บริษัท correcting company ตรวจภาษาให้อีกรอบ สิ่งที่เรามานั่งคิดคือ ในอนาคต หลังจากที่เราจบไป เราก็ไม่มีใครมาเชคภาษาให้ละเอียดแบบนี้อีก ดังนั้น เราต้องยืนให้ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ดังนั้นปีนี้จะพยายามลดความผิดพลาดของงานเขียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนที่จะส่งให้ซุป หรือบริษัทตรวจภาษาอ่านดู

เรื่องภาษา ปีนี้ถ้าเทียบกับปีสองปีก่อนก็คิดว่าดีขึ้นมาก ซุปไม่ค่อยวงแดงเท่าตอนมาใหม่ๆ แล้ว หลังจากเรามีโปรแกรมช่วยตรวจแกรมม่า Grammarly ที่ช่วยเชคเรื่องเล็กๆ น้อยๆ การใช้โปรแกรมนี้ก็ช่วยให้สามารถรู้ข้อผิดพลาดของตัวเองได้ด้วย แต่ก็ยังมีวงแดงมาบ้างเป็นสีสัน ก็จะเรียนรู้ต่อไป…

2. ด้านการเรียน + ความรู้

ปีนี้จะขอซ้ำเป้าหมายปีที่แล้วที่ยังทำไม่ได้ นั่นคือเริ่มเขียนหนังสือ Computational Geometry ของเรานั่นเอง!

ส่วนเป้าหมายอีกอย่างของปีนี้ เนื่องจากจบกลับไป เราคงต้องสอนหนังสือแน่ๆ ดังนั้นปีนี้เราจะไปนั่งดูการเรียนการสอนของเด็ก ป.ตรี ที่นี่ว่าเค้าสอนอะไร ทำอะไรกันบ้าง (เป็นภาษาญี่ปุ่น)

เนื่องจากเราต้องเขียนเล่ม Thesis ดังนั้นปีนี้เราจะต้อง wrap up สิ่งทั้งหมดที่เรียนรู้ไปใน Thesis ด้วย ซึ่งก็เป็นการบังคับให้ได้เรียนรู้เยอะๆ อ่านเยอะๆ เขียนเยอะๆ อยู่แล้ว

สรุปเรื่องการเขียนหนังสือ Computational Geometry ของเราก็ยังเป็นความฝันอยู่ แต่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างด้วยการ draft outline ไว้แล้วว่าจะเขียนอะไรบ้างลงในวารสารของสมาคมคณิตศาสตร์ (ซึ่งก็ยังไม่บรรลุนั่นแหละ – -“)

เรื่องการไปนั่งเรียนวิชา ป.ตรี ปีที่ผ่านมาได้ไปนั่งเรียนวิชาที่เป็นวิชาเรียนรวมของเด็กปีสอง ชื่อวิชา Introductory Course for Interdisciplinary Mathematical Sciences I ซึ่งถ้าเทียบแล้วก็เหมือนกับวิชาคณิตศาสตร์บูรณาการที่ ม.ช. นี่ล่ะ โดยใช้ Theme หลักเรื่อง โทรศัพท์มือถือ เป็นแกนในการร้อยเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวกับ Math, Comp, Stat, Physics, … มาด้วยกัน ซึ่งจากการไปนั่งฟัง (รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง) ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก และได้ไอเดียกลับไปไว้ใช้ในเวลาที่ต้องไปสอนเด็กๆ (ซึ่งถ้าได้ทำงานสอนในอนาคต เราก็จะแย่งไปสอนวิชาพื้นฐานแบบนี้มาสักวิชานึง เผื่อทำให้เด็กๆ ชอบเรียนคณิตศาสตร์บ้างไม่มากก็น้อย ฮาาา)

รายละเอียดที่เคย note ไว้ อยู่ใน Status facebook ในซีรีส์ #เรื่องเล่าเมาท์ในคลาส ตอน วิชานี้เรียนอะไรบ้าง กับ หุ่นยนต์กับมือถือ

เรื่องการเขียนเล่ม ปีนี้ก็อ่านหนังสือ อ่านเปเปอร์ อ่านทุกอย่าง แตะเรื่องนู้น ดูเรื่องนี้ ข้ามฟิลด์ไปมามากมาย ทั้ง math, comp, bio, stat , etc. ก็น่าจะโอเค มั้ง… (แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองโง่อยู่ดีแหละ TT)

3. ด้านภาษา

หลังจากปีที่ผ่านมา ภาษาญี่ปุ่นก็พัฒนาขึ้น ปีนี้เราก็ยังอยากพัฒนาด้านภาษาให้มากขึ้น แต่เนื่องจากเราอาจจะต้องให้ความสนใจกับการวิจัยมากขึ้น ดังนั้นการนั่งเรียนใน class ภาษาญี่ปุ่นแบบเทอมที่ผ่านมาอาจจะไม่ไหวแล้ว… นอกจากภาษาญี่ปุ่นแล้ว เรายังวางแผนที่จะกลับมา fit ภาษาอังกฤษให้เข้าร่องเข้ารอย หลังจากพังๆ มาเกือบปีสองปี เพื่อเตรียมพร้อมหลังสำเร็จการศึกษา

ปีนี้ เป้าหมายทางภาษาเราประกอบด้วย

  • สอบ N3 ให้ผ่าน (น่าจะรอบเดือนธันวาคมนี้)
  • สอบ TOEFL iBT หนึ่งรอบก่อนจบ (เบิกเงินมหาลัย เย่)

เรื่องภาษาญี่ปุ่นนั้น ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ที่เราตั้งไว้ เนื่องจาก N4 ตอนเดือนธันวา 2015 สอบไม่ผ่าน ทำให้เราต้องอยากแก้มือ และท้ายสุดก็ผ่านมาได้แบบกิริกิริ (ฉิวเฉียด)

เทอม Spring เราก็ไปนั่งเรียนภาษาญี่ปุ่น วิชาก็ยากขึ้น (แต่เหมือนจะเรียนรู้เรื่องขึ้น) แต่ก็สอบตกอยู่ดี ฮาาา เพราะงานมันยุ่งมากจนไม่มีเวลาได้ทบทวน พอเข้าเทอม Autumn หลังจากที่เริ่มเขียน Thesis ส่วนปลายปีเนื่องจากเราเล็งเห็นว่า ทีสิสต้องทำเราปวดหัวตายแน่… เราจึงไม่ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะต้องตื่นเช้ามาก… (ซึ่งถ้าจะเรียนต้องลงซ้ำของเทอมก่อน) ซึ่งมาดูแล้วก็เป็นการตัดสินใจที่ดี เพราะว่าช่วงที่เขียนเล่มนี้ก็นอนเช้าตื่นเที่ยงบ่อยๆ เลยทีเดียว – -” เลยเป็นสาเหตุที่ไม่ได้สอบ N3 ในรอบเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องสอบภาษาอังกฤษ ตั้งใจไว้ว่าจะเลื่อนไปเป็นช่วงปลายเดือนมกรา (ให้ทันเบิกเงินมหาวิทยาลัย ฮาาา) ดังนั้นขอเลื่อนไปก่อนนะ ~

4. การรักษาสุขภาพ

เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ปีที่แล้วเราก็พอทำได้บ้างนิดหน่อย แต่ปัญหาที่พบคือขาดความต่อเนื่อง เลยทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น ปีนี้เราจะแบ่งเป้าหมายออกเป็นสี่ไตรมาส โดยให้น้ำหนักลดลงไตรมาสละ 4 kg.

เป้าหมายปีนี้ในข้อนี้คือ พังงงงงงงง !!! อันเนื่องมาจากการเขียนเล่ม อากาศเปลี่ยนแปลง บลาๆ

สรุปคือข้ออ้าง.. เพราะจริงๆแล้วมันขี้เกียจนี่เอง (อ๊ากกกก…)

ที่รุนแรงกว่าคือ ช่วงกลางเดือนตุลาคม ได้สวัสดีกับงู (เลยกลายเป็น งูสวัด .. หืมมม?) อันเนื่องจากร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนไม่พอ เครียด…. ท้ายสุดก็ทำให้แผนเขียนเล่มดีเลย์ไปนิดนึง T__T (แต่โชคดีที่เสร็จตามเป้าหมายพอดี) หลังจากงูสวัด ซุปจะพูดทุกครั้งตอน discussion ว่า  “Don’t work too much”, “Please take care of your health.” ให้เราต้องคำนึงถึงสุขภาพตลอดเวลา

5. การทำงานเพื่อส่วนรวม

ถึงแม้ปีนี้ก็ต้องเขียนเล่ม Thesis แต่ถ้าใครมีอะไรให้ช่วยก็จะช่วยตามความสามารถก็แล้วกัน

เป้าหมายในข้อนี้ ปีที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสไปทำงานประชุมวิชาการของ สนทญ. ภายใต้งาน TJIA2016 ซึ่งก็ไปเป็นมือขวาช่วยพิมพ์ เฮดงาน TJIA จัดงานอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี อ่านเรื่องเล่าได้จาก เรื่อยไปในโตเกียว 21 : TJIA ในความทรงจำ ก็ได้ย้อนวัย ทำในสิ่งที่สนุกและท้าทายไปอีกทาง

ที่ Grad School ก็มีงานที่ไปช่วยและไปร่วมบ้าง เช่น ไปช่วยงานประกวดโครงงานคณิตศาสตร์เด็กมัธยมอีกปีนึง ไปแอบดูว่าเด็กๆ เค้าทำงานอะไรบ้าง, ไปช่วยถ่ายรูปงาน conference ของที่ grad school (ซึ่งเหนื่อยมาก ถ่ายรูปคนเดียวสี่วันติดกัน)

6. การมีวินัยในตนเอง

ปีนี้ตั้งใจจะตื่นให้เช้าๆ ขยันให้มากขึ้นเรื่อยๆ เคลียร์งานให้เสร็จตามกำหนดเวลาที่วางไว้

เรื่องการตื่นนอน ปีนี้ขอบอกอีกว่า พังงงงง !!!

ช่วงกลางปีที่ต้องลากสังขารไปเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็ยังโอเค แต่พอหลังจากที่เริ่มเขียน Thesis เลยเริ่มนอนไม่เป็นเวลา นอนเช้า (เช้ามืด ตีสี่ตีห้า) ช่วงหลังๆ กลับบ้านตีสามตีสีบ้างตามงานที่เสร็จ ซึ่งก็ทำลายชีวิตไปพอสมควร ส่วนงานที่จะเคลียร์ให้เสร็จ หลายงานก็มีความดีเลย์ (เช่น เปเปอร์ที่วางแผนไว้) จึงต้องปรับปรุงตัวเองใหม่ในปีต่อไป

7. อื่นๆ สิ่งที่ต้องทำ และอยากทำ

  • วางแผนหาที่ทำ Postdoc พยายามหาที่ที่จะทำวิจัยหลังจบที่ญี่ปุ่น จีบอาจารย์ หา Professor สำหรับทำ postdoc (เอาจริงๆ ที่เมจิที่อยู่ก็มีสถาบันวิจัยอยู่แล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาตอนนี้ก็โคตรรรดีอยู่แล้ว แต่เพื่อความหลากหลายของชีวิต ก็ขอลองหาที่อื่นก่อน แล้วค่อยมาดูที่นี่อีกทีนึง)
  • เตรียมตัวหาหัวข้อวิจัยใหม่ๆ เนื่องจากเราก็อาจจะใกล้จบแล้ว หลังจากจบควรมีเรื่องที่เตรียม start up งานวิจัย (ที่จะต้องลุยงานด้วยตัวเอง) รวมถึงเรื่องน่าสนใจไว้หลอกเด็กๆ ลูกศิษย์ในอนาคตมาลุย Senior Project/ โครงงานด้วย
  • เริ่มลองทำงานวิจัยร่วม อยู่ที่นี่เห็นหลายๆ คนมีการทำโปรเจควิจัยร่วมด้วย เราคิดว่าเป็นอะไรที่น่าสนุก และเป็นการสร้างเครือข่ายวิจัยด้วย เราเลยจะลองหาเครือข่ายสำหรับทำวิจัย ไม่เฉพาะแต่ในสายหลักที่ทำ แต่เป็นงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย (connect ไปหาข้อข้างบน)
  • เยี่ยมชมโรงเรียนญี่ปุ่น ปีที่แล้วตั้งเป้าหมายไว้แต่ไม่ได้ทำ เพราะอะไรหลายๆ อย่าง ปีนี้จะลองหาที่ไปเยี่ยมชมให้ได้
  • ศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น ปีใหม่นี้จะพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นให้มากขึ้น เรียนรู้วัฒนธรรมที่น่าสนใจ และปีนี้จะต้องลองฝึกทำอาหารญี่ปุ่นให้ได้ !
  • ข้อ 1 : สมัครไปแล้วกับ JSPS (ลองสมัครดู แบบเร่งด่วนไปนิด) สรุปคือโดนเทจ้า….. (เป็นอะไรที่คนสมัครเยอะมาก และรับน้อยมาก) แต่ก็พอรู้ว่าเราบกพร่องจุดไหน ซึ่งเราก็จะไว้เอามาแก้ไขต่อไปในโอกาสอื่นๆ
  • ข้อ 2 : เตรียมหาหัวข้อวิจัยใหม่ๆ ก็มีไอเดียต่างๆ ผุดขึ้นเรื่อยๆ note  ไว้บ้าง เซฟเปเปอร์เก็บมาดูบ้าง ก็เก็บตุนไว้สำหรับนักเรียนในอนาคตของเราแล้ว มาทำโปรเจคกับเราเถอะะะ 😛
  • ข้อ 3 : ปีที่ผ่านมาเป็นนิมิตรหมายอันดีมากที่เราได้ลุยงานที่ทำไว้กับน้องพัทธ์ที่ TJIA E-Talk 2015 ร่วมกับพี่ต้นและเอี่ยมจากโทได และไปพรีเซนต์งานที่ TJIA2016 ใน E-Talk Session ซึ่งก็ยังต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะเสร็จ เป็นประสบการณ์อีกอันนึงที่สนุก และได้งานด้วย
  • ข้อ 4 : อยากไปแต่ก็ยังไม่ได้ไป T_T
  • ข้อ 5 : เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นของเราเริ่มรู้เรื่องขึ้นในระดับหนึ่ง เราก็เริ่มสัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิต มารยาท (และด้านมืด :O ) มาพอสมควร (เช่น ฟังคนนินทารู้เรื่อง เริ่มสังเกตพฤติกรรมคนญี่ปุ่นบนโต๊ะอาหาร บลาๆ) ซึ่งก็จะต้องเรียนรู้ต่อไป ส่วนเรื่องการทำอาหารญี่ปุ่นนั้นก็ยังไม่ได้ทำสักที

อื่นๆ ที่ได้ไปในปีนี้ที่เก็บเป็นความทรงจำ

  • ไปเที่ยว Google Japan มาจากการขอพี่แน๊คไป (กราบขอบพระคุณพี่แน๊คมา ณ ที่นี้อีกรอบครับ) ไปอ่านได้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว 18 : เที่ยว Google Japan!
  • ไปเที่ยวจีน เป็นการไปเยี่ยมเพื่อนสนิทคนจีนที่เจอกันที่ญี่ปุ่น (ซึ่งกลับจีนไปก่อน) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเที่ยวแบบไม่ได้เกาะงานคอนเฟอเรนซ์ไป แต่หลักๆ คือไปพักผ่อน นอนอยู่บ้านเพื่อนเฉยๆ ในช่วงตรุษจีนพอดี ซึ่งก็ทำให้ไปเจอเรื่องน่าสนใจว่า คนจีนเรียนคณิตยังไงบ้าง ก็เลยเขียนไว้ ซึ่งอ่านได้ในโน๊ตของ facebook เกร็ดจากเมืองจีน : คนจีนเรียนคณิตยังไงกัน?
  • ปีนี้มีโอกาสดี ได้ไปร่วมงานของสมาคมคณิตศาสตร์ ที่คนอุตสาหกรรมมาพบปะกับคนคณิตศาสตร์ อันนี้เคยแปะในเฟสบุคใน status ในซีรีส์ #เรื่องเล่าเม้าท์แคมปัส เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก เป็นเรื่องที่น่าสนใจไปดูว่า ที่ญี่ปุ่นเค้ามีการเชื่อมโยงระหว่างภาควิชาการ กับภาคอุตสาหกรรมยังไงบ้าง (เค้าไม่เห็นมีด่ากันเลยเรื่อง วิจัยขึ้นหิ้งเนี่ย มีแต่บ้านเราที่พูดเรื่องนี้ซ้ำๆซากๆ อย่างไม่ได้เข้าใจธรรมชาติของวิชา) รายละเอียดไปอ่านดูได้จากลิงค์ เรื่องเล่าเม้าท์แคมปัส ในสเตตัส facebook
  • ปีนี้มีปัญหาทางการเงินนิดหน่อย (เพราะต้องต่อสัญญาบ้าน คือจ่ายค่าบ้านหนึ่งเดือนเต็ม TT และไปหลายงาน conference) เลยไปทำงานพิเศษคุมสอบใน campus ก็ได้ทำอะไรสนุกๆ เกี่ยวกับการคุมสอบ ได้รู้ว่าที่นี่คุมสอบยังไงบ้าง เขียนไว้ใน status facebookในซีรีส์ #เรื่องเล่าเม้าท์แคมปัส ในลิงค์ เรื่องเล่าเม้าท์แคมปัส : ระเบียบการคุมสอบ เรื่องเล่าเม้าท์แคมปัส  : สรุปตอนสอบเสร็จ (ทั่วไปเกี่ยวกับข้อสอบญี่ปุ่น)
  • งานอื่นๆ ปีนี้ไม่ได้เก็บ Hanabi, Illumination มากนัก พอได้ดูเป็นพิธี
  • ปีนี้กล้องถ่ายรูปจะพังแล้ว แต่ก็ยังไม่มีตังซื้อใหม่อยู่ดี ต้องทนใช้ของเก่าไปก่อน T_T

ปีที่ผ่านมา ก็เป็นปีที่โอเคอีกปีนึง หวังว่าปีต่อไปนี้จะเป็นปีที่เยี่ยมยอดที่สุดไปเลยนะ lol

ปีที่ผ่านมาโดยสรุป เป็นปีที่ไม่ดีเท่าไหร่สำหรับเรา มีเรื่องหลายเรื่อง (จากที่เล่ามา) ที่เราโดนเทมา… นั่นคือโดนเทตั้งแต่ต้นปี ยาวจนมาถึงปลายปี มีเรื่องที่ไม่ค่อยดีเข้ามารบกวนจิตใจ เครียดจากหลายๆเรื่อง ปีที่ผ่านมาจึงขอบอกว่าเป็นปีที่ร่างกายและจิตใจอ่อนแอที่สุด… พลังกายพลังใจสูญสิ้น รู้สึกหมดไฟไม่อยากทำอะไรมาก มีอะไรที่อยากทำแต่รู้สึกว่าเหนื่อยเกินที่จะทำแล้ว… แย่จนกระทั่งไม่อยากจะเขียนแม้แต่ blog อันนี้ เพราะการเขียนสรุปแบบนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งเช่นกัน (ทั้งที่ทุกปีนี่ เฝ้ารอจะเขียนสรุปประจำปี) แต่ท้ายที่สุดเราก็จะต้องทำให้สอดคล้องกับที่ทำมาโดยตลอด และสรุปจบกลายเป็น blog อันนี้นั่นเอง…

ถึงแม้จะเจอเรื่องแย่ บัดซบแค่ไหนก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน ปีนี้ก็เป็นปีที่ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างอีกมากมายดังที่ได้เขียนไว้… จึงนึกถึงคำที่ อ.ช้างกล่าวไว้ว่า “มากมายหลายสิ่ง ชีวิตจึงมีความหมาย” ก็เป็นสีสัน (แบบ dark ๆ ) ไปอีกแบบ

เราเคยเทียบว่าแต่ละปีที่เคยจำได้เป็นปีที่ดีหรือไม่ดี ดังที่เคยสรุปไว้ใน  สรุปชีวิตปี 2013 และเป้าหมายชีวิตปี 2014 ที่กล่าวไว้ว่า

ตัวอย่างบวกหวือหวาเช่น ปี 2549, 2550, 2556
ตัวอย่างลบหวือหวาเช่น ปี 2548, 2554
ตัวอย่างปีเฉยๆ เช่น 2551, 2553, 2555 และ 2552 ที่เฉยไปทางลบ

ถ้าเพิ่มเติมข้อมูลไปอีกสองปีที่ผ่านมา (2557, 2558) จึงขอจัด Category เท่าที่จำความได้ไว้ดังนี้

  • บวกหวือหวา : 2549, 2550, 2556
  • ลบหวือหวา : 2548, 2554, 2559
  • เฉยๆ (ไม่บวกไม่ลบ ไม่รู้สึกใดๆ) : 2551, 2553
  • เฉยๆ ทางบวก : 2555, 2557, 2558
  • เฉยๆ ทางลบ : 2552

ขอจัดให้ปีนี้เป็นปีลบหวือหวาไปข้างนึงเลยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

นอกจากนี้ปีที่ผ่านมา ประเทศของเรายังมีการสูญเสียครั้งใหญ่ด้วย คือในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ขอร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย และจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในการพัฒนาชาติต่อไป…

*********************************************************

เอาล่ะ เรื่องร้ายๆ ก็ให้มันจบที่ปี 2559 เรามาเตรียมตัวเตรียมใจ เข้าสู่ปีต่อไปดีกว่า

คิดว่าก็คงน่าจะได้เวลาที่ต้องเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่เป็น Full time student มากว่ายี่สิบกว่าปี T_T

ดังนั้น ธีมในปีนี้ จึงขอกำหนดเป็น “ปีแห่งการเข้าสู่ตลาดแรงงาน”

ที่มา : ปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ แต่หลังจากที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มรูปแบบแล้ว เราจำเป็นต้องมีศักยภาพต่างๆ ที่เพียงพอต่อการทำงานในที่ที่ปรารถนา ดังนั้นในปีนี้ เราจึงจะปฏิบัติตนให้พร้อมสู่การเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อรับใช้ชาติในลำดับต่อไป…

 

มาถึงเรื่องเป้าหมายกันดีกว่า ….

1. การวิจัย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะมันเป็นงานที่เราจะต้องทำในตลาดแรงงาน… ดังนั้นในเรื่องการวิจัย จึงขอตั้งเป้าหมายไว้สามเรื่องใหญ่ๆ ดังนี้

เกี่ยวกับงานประชุมวิชาการ

เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อ คาบเกี่ยวต่างๆ ดังนั้นเราอาจจะไม่สามารถตั้งเป้าหมายให้ไปงาน conference ทุกงานที่อยากไปได้เหมือนช่วงสองปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ก็มีงานที่ปรารถนาอยากจะไป ประกอบดัวย

  • SoCG2017 ที่ Brisbane
  • JCDCGGG2017 ซึ่งจัดใหญ่ ครบรอบ 70 ปี Prof. Jin Akiyama

สำหรับ SoCG2017 เนื่องจากไม่ได้ส่ง paper เราจึงจะขอดูความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะส่ง Young Researcher Forum / Multimedia Session ดีไหม

ส่วน JCDCGGG2017 เป็นงานภาคบังคับที่เราจะไปทุกปี ดังนั้นจะต้องมีงานส่งเพื่อไป JCDCGGG2017 ให้ได้ (ถึงแม้ถ้าต้องกลับไทย ก็จะไปงานนี้ให้ได้ล่ะ)

เกี่ยวกับ Journal Paper

สืบเนื่องจากงานค้างปีที่ผ่านมา เราจึงวางเป้าหมายให้เคลียร์เปเปอร์ต่อไปนี้เรียบร้อย

  • SLVD Recognition Paper (ที่โดน Reject มา)
  • Fitting the spherical Tessellation using SLVD (ที่ค้างไว้)
  • Model-based Modeling using SLVD (กำลังปั่นงาน)

อีกเปเปอร์นึง เราจะพยายามเคลียร์งานที่ค้างคาในปีที่ผ่านมาที่เป็นงานวิจัยร่วมกับน้องพัทธ์, พี่ต้น, เอี่ยม

  • Spatial Optimization using Voronoi Diagram

เกี่ยวกับ Research Project

ปีนี้เราวางแผนอยากทำวิจัย หลักๆ ในสามกลุ่มงานวิจัย

  • Voronoi Diagram กับ Plankton / Marine Science
    สำหรับงานกับ Plankton บังเอิญว่าปีที่ผ่านมาเจอเปเปอร์ของอาจารย์ที่ญี่ปุ่นพอดี เลยส่งอีเมลล์ไปจีบไว้แล้ว คงจะได้ discuss ช่วงหลัง defend thesis เสร็จแล้ว ส่วน Marine Science คงเตรียมหาข้อมูลเก็บไว้ โคงานกับน้องวินในลำดับต่อไป
  • Generalization of Voronoi Diagram
    เป็นงานที่ส่ง proposal ของ JSPS ที่โดนเทไป ถึงแม้จะโดน JSPS เท แต่เราก็คงจะทำต่อด้วยตัวเอง เป็นงานวิจัยส่วนตัวในลำดับต่อไป
  • Graph Enumeration as a tool for Solving Geometry Problems
    เป็นโปรเจคภาคต่อจาก ป.โท ที่อยากจะ Generalize งานให้กว้างขึ้น เป็นโปรเจคคิดไอเดียไว้แต่ยังไม่มีเวลาลุยต่อ คิดว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องลุยแล้ว โดยงานนี้ก็ต้อง Collaborate กับ อ.ช้าง (อ.ที่ปรึกษา ป.โท) ต่อไป

ก็หวังว่างานทั้งสามส่วนจะมีความก้าวหน้าในลำดับต่อไป…

2. ภาษา

ในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน เรื่องภาษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ หลังจากการมาอยู่ที่นี่ ทำลายทักษะภาษาอังกฤษของเราไปพอควร ก็ถึงเวลาที่จะต้องทดสอบศักยภาพที่มีอยู่ ดังนั้น เป้าหมายแรกคือ สอบ TOEFL

หลังจากการมาอยู่ที่นี่ ช่วงหลังๆ เริ่มสนุกกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น และควรจะสอบ N3 ให้ผ่านสักที ดังนั้นเป้าหมายต่อไปคือ สอบ N3 ให้ผ่าน ไม่ว่าจะต้องอยู่ที่นี่หรือต้องไปที่อื่นก็ตาม

นอกจากภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่นแล้ว เนื่องจากเรามีเพื่อนคนจีนเยอะเหลือเกิน… เราเลยอยากเริ่มเรียนภาษาใหม่ คือภาษาจีน  (ซึ่งจริงๆแล้วเคยเรียนตอน ป.5 – 6 ที่โรงเรียน แต่พอไม่เห็นความสำคัญก็เลยทิ้งมันไป TT) ดังนั้นถ้ามีเวลาและโอกาส ในปีนี้ก็อยากเรียนภาษาจีนด้วยอีกอย่างหนึ่ง

3. การรักษาสุขภาพ

ในปีที่ผ่านมา แทนที่น้ำหนักจะลด กลับเพิ่มขึ้นมากพอสมควร รวมถึงการที่ร่างกายไม่แข็งแรงทำให้จิตใจย่ำแย่ตามมาอีกทางหนึ่ง และทำให้ทุกอย่างพัง (ประสบการณ์จากการเป็นงูสวัด) ดังนั้นปีนี้เราจึงจะวางแผน

  • ลดน้ำหนัก ขอใช้เป้าหมายตามปีที่แล้วคือ ไตรมาสละ 4 kg
  • ปรับเวลานอน จะปรับนอนก่อนตีหนึ่งและตื่นให้ได้แปดโมงเช้าทุกวัน (ยกเว้นถ้าอยู่ในตลาดแรงงาน เวลานอนคงต้อง vary ใหม่ตามสมควร แต่ต้อง set ให้ได้ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน)

4. เรื่องจิตใจ

ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตใจอ่อนแอ น่าจะมาจากการที่เป็นคนใจอ่อน มีความนอยด์ และจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ ในปีนี้จึงจะพยายามปรับตัวเองให้เย็นลง และเย็นชา ใจแข็งในเรื่องที่จะทำร้ายจิตใจเรา และทำอะไรให้เด็ดขาดมากขึ้น

 

เนื่องจากปีนี้เป็นช่วงรอยต่อ เราจึงยังไม่สามารถระบุเป้าหมายโดยกว้างๆ ได้มากนัก จึงขอระบุเป้าหมายไว้เพียงเท่านี้

ดังนั้น ในภาวะรอยต่อเช่นนี้ ก็ต้องขอบอกให้ทุกท่านทราบและขอความร่วมมือต่างๆ ดังนี้

  1. ณ เวลานี้กำลังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ณ เวลานี้ เราจะไม่สบายใจมากถ้ามีคนเรียกเราว่าด๊อกเตอร์ ทั้งเรียกจริงหรืออู้ย่อ (คำเมืองแปลประมาณว่า ประชด ฮาาา)
  2. อนาคต ณ ตอนนี้ยังอยู่บนทางหลายแพร่ง ไม่มีความแน่นอนใดๆ เลย ณ ตอนนี้จึงไม่ขอตอบเรื่องเกี่ยวกับอนาคตไว้ (จนกว่าจะรู้อะไรแน่ชัด แล้วจะบอกเอง…) ซึ่งจริงๆอาจจะมีคนถามก็ได้ว่า ใครอยากรู้กับเมิงหรอออ… แต่มันก็มีคนถามจริงๆ นะ
  3. ขออนุญาตไม่รับฝากซื้อของในเวลาที่กลับไทยนะครับ… (ขนของตัวเองกลับก็ลำบากจะแย่อยู่แล้วอะ – -“)

จึงขอความร่วมมือมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

*******************************************************

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่แย่สำหรับเรา หวังว่าปีต่อไปจะเป็นปีที่ดีสำหรับเรานะ…

ท้ายสุดนี้ ก็คงต้องกล่าวคำว่า Happy New Year 2017 ครับ.

明けましておめでとうございます! 😀 (ล่วงหน้าไปวันสองวันไม่เป็นไรมั้ง)

และขอขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่าน (มีคนอ่านด้วยหรอ – -“) และติดตาม facebook ตลอดปีที่ผ่านมา ขออภัยที่บ่น นอยด์ ดราม่า รก wall ท่านตลอดปีที่ผ่านมา

ป.ล. ย้อนกลับไปอ่านของเก่าๆ ก็ตลกตัวเองเหมือนกันนะ 😛

สรุปเก่าๆ เป้าหมายเก่าๆ