Summer Trip

เล่าเรื่อง ค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเล ปีการศึกษา 2550 กันดีกว่า
แบบว่า trip นี้ เป็น trip ที่ตอนแรกคนลงชื่อจะไปเยอะมาก ซึ่งจ่ายค่ามัดจำ 500 บาท (ลงชื่อประมาณ 60 คนได้)

ปรากฏว่า จาก 60 คน เหลือกันอยู่ 22 คน….จ๊ากกกก
สาเหตุหลักๆคือ ติดเรียน summer และอีกทั้งหลายคนได้ยินเสียงแว่วว่ามีทำค่ายด้วย เลยบ๊ายบายกัน…
ป้าเลยชวนเด็กๆค่ายห้วยน้ำจางไปด้วย เฮฮาอีกแบบ

งวดนี้ยาวไปหน่อย อย่าเพิ่งเบื่อละกันเข้าเรื่องละกัน อิอิ

20 เมษายน ออกเดินทางสู่ชัยนาท

นัดหมายกันไว้ทุ่มนึง แต่เอาเข้าจริง นัดกับรถไว้ 3 ทุ่ม ก็เอาเป็นว่านั่งเวิ่น ระหว่างรอก็ประชุมกันเล่น ๆ ซึ่งทำให้ทราบว่าค่ายนี้มีเรื่อง shock ๆ มากมาย ประชุมเสร็จ อ.มัลลิกา (ต่อไปจะเรียกว่าป้ามัลหรือเรียกย่อๆ ว่า ป้า ซึ่งเป็๋นผู้จัด trip) ก็มา เวิ่นๆกันไป ป้าก็มาดูดวงให้เลยรายบุคคล คนแรกที่เจอคือภัทร 555 แม่นมากมาย แล้วก็ขึ้นรถแล้วก็ เสวนาปัญหา โดยป้ามัล เกี่ยวกับปฏิทินของโลก (เรื่องราวมากมาย จำไม่ได้แล้วววว) จนหลับกันทีเดียว

21 เมษายน ตะลอนทัวร์ชัยนาท

ถึงที่จังหวัดชัยนาทตอนตี 5 กว่า ๆ วันแรกนี้เราจะพักกันที่วัดสองพี่น้อง ทานข้าวเช้าสักพักก็เดินเล่นแถววัดข้างๆ (วัดโตนดหลาย)

ป้ามัลก็ให้เอาไม้บรรทัดวัดมุมของป้ามาวัดมุมตามจุดต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ซึ่งเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ (ป้าว่ามาอย่างนั้น) เสร็จแล้วเราก็เดินทาง ตามจุดหมายที่วิทยากร (ที่ป้ามัลจัดมา เห็นว่าเป็นพี่ชายป้ามั้ง) จัดให้ ไปที่แรกผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ไปดูเขาทำปลาร้าแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ภายใต้อากาศอันแสนร้อนระอุ เดินทางต่อไปดูหุ่นฟางนก แล้วก็ไปดูต่อที่ปลาร้า อ.ย. (ไปบ่อยจังแฮะ) หลังจากนั้นก็ไปทานอาหารที่เขื่อนเจ้าพระยา

ตอนบ่าย ตะลอนกันไปต่อที่สวนส้มโอ ดูเขาคัดพันธุ์เข้าสำหรับปลูก ทำน้ำตาลจากต้นตาล และไปวัดธรรมิการาม (จำชื่อไม่ค่อยได้แฮะ ประมาณนี้แหละ)

กลับมาก็เหนื่อยกันไปทีเดียว (ร้อนก็ร้อน ไปก็หลายที่ เหนื่อยสาดดดด) มาถึงก็ทานข้าวเย็น หลวงพ่อที่วัดจัด Camp ไฟให้ตอนกลางคืน [Camp ไฟโดยเทียน 1 อัน นั่งสมาธิ สงบจิตประมาณครึ่งชั่วโมง] ก็ทำให้จิตใจผ่องใสขึ้นเยอะ คืนนี้นอนที่วัด เพื่อให้เข้าบรรยากาศก็เลยปักกลดนอนซะเลย (เนื่องจากอากาศร้อนมาก ตอนแรกคิดว่านอนในโบสถ์จะร้อน แต่กลายเป็นว่าปักกลดร้อนกว่าอีก)

note…วันนี้กินทั้งวัน เพราะไปตามที่ต่าง ๆ ทุกที มีขนมเลี้ยงหมดเลยยยยย อิ่มจัง ตังอยู่ครบ ฮ่าๆๆๆ

22 เมษายน จากชัยนาท ไปสิงห์บุรี

ออกเดินทางจากวัดสองพี่น้องไปยังที่เตาเผาเครื่องดินเผา ข้าพเจ้าไปได้เตาหมูกระทะ (กระทะพร้อมเตาอังโล่) ในราคา 160 บาทสำหรับทดแทนเตาที่กำลังจะพังไป

ต่อมาไปดูเขาทำขนมถ้วยฟู (ภายใต้แบรด์เนม อีฟถ้วยฟู) ด้วยการที่ชิมอย่างเอร็ดอร่อย ทำให้ป้าซื้อไปเลยสำหรับให้พวกเราทานกัน 200 ลูก ซึ่งพวกเรารู้สึกซาบซึ้งในความใจดีของป้ามากกก…

 หลังจากนั้น เราก็ไปค่ายบางระจันกันต่อ ตอนนี้เราเริ่มเห็นนรกลอยมาแต่รำไรๆแล้วเพราะว่าขนมถ้วยฟูที่ป้าซื้อมาอย่างมหาศาล (และเพื่อนๆที่ซื้อกันมาอีก 2 – 3 ถุงเล็ก) ทำให้พวกเราเริ่มเกิดอาการเบื่อเพราะกินเยอะ แถมยังฝาดลิ้นอีกต่างหาก….

ตอนบ่าย เราไปพักกันที่โรงเรียนวัดการ้อง ไปจัดกิจกรรมองค์รวมย่อมๆให้เด็กๆที่นั่น (วันที่ 20 และ 21 เด็ก รร บ้านการ้องก็ไปเที่ยวกับเราด้วย ตอนแรกกะจะจัดค่ายใหญ่อยู่มั้ง แต่ป้าได้ยินว่ามีคนบ่นเรื่องค่ายทะเล ป้าเลยงอนละก็ไม่จ่งไม่จัดมันละ) ตกเย็นเราได้ทานอาหารอันแสนวิเศษจากโรงเรียนบ้านการ้องคือ "ปลาช่อนแม่ลาเผา" และอื่น ๆ (ขึ้นชื่อมากสำหรับปลาช่อนแม่ลา) ตอนกลางคืนก็ตั้งวงประชุมค่ายโครงการปีนี้ แต่ก่อนที่จะประชุมนั้นก็แอบเมาท์กันเรื่อง trip นี้ก่อน กำลังเมาท์กันได้ที่ป้าเดินเข้ามาพอดี เปลี่ยนเรื่องกันกระทันหัน อ้อ…วันนี้พายุเข้าด้วย ยุงก็ชุมมาก มี big surpirse ด้วย ต้นไม้ล้มขณะกำลังนอนหลับอยู่

"ตูมมมมมม….."
"อะไรกันๆๆๆ" (ด้วยอารมณ์ว่าคืนนี้นอนเอากลดที่ รร จัดให้ แขวนบนเชือกฟาง ห้อยไว้ ละนึกว่ามันร่วงลงมา)
ปรากฏว่า ดูนอกหน้าต่าง ต้นไม้ล้มครับ ดีไม่ล้มใส่ตึกเอา

23 เมษายน เดินทางสู่ ทะเล!~…

กว่าจะได้ไปทะเล เฮ้อหลายวันแฮะ เดินทางจาก รร.วัดการ้องไปที่สุพรรณบุรีที่ศูนย์เกษตรอินทรีย์ (มั้งนะ) ตอนสัก 9 โมง วันนี้ตอนแรกมีแผนว่าจะได้ดำนากัน พอไปถึงที่เกษตรอินทรีย์ เราก็ไปฟังบรรยายจากวิทยากร

"ลูกชายผมไม่เก่ง เรียน ป.ตรี พิสิกส์ จุฬา โทก็ที่พิสิกส์จุฬา ป.เอกเรียนไม่จบ ไปต่อที่อเมริกา"
ลุงแกเป็นชาวนาที่สามารถทำกินได้ด้วยการอยู่แบบพอเพียง แต่ดูแกก็โม้มากไปนิดละก็ต่อต้านวิทยาศาสตร์ เพราะแกด่าแต่ "พวกสารเคมี" และดูแกจะแอนตี้ต่างชาติด้วย เพราะแกก็ด่าๆโดยตลอด

โม้ไปโม้มาก็ 11 โมงกว่า ไม่ได้ดำนากันพอดี แต่ที่แน่ๆที่นี่ได้โปรเจคใหม่สำหรับ summer แล้วก็คือ เราจะมาทดสอบ "จตุคามรามถ่าน" ที่ลุงแกโม้ไว้ว่าดีจริงหรือเปล่า เอาไว้เล่าให้ฟังอีกที

หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางไปยังประจวบคีรีขันธ์ แต่ก่อนอื่นไปแวะที่ตลาดสามชุก ไปทานข้าวเที่ยงละก็ shopping เล็กๆน้อยๆ แล้วก็นั่งอยู่บนรถแบบอืดอนาถ แต่มีคาราโอเกะให้ร้องด้วย ร้องกันตั้งแต่ราชบุรีถึงประจวบกันเลย ช่วงนี้ก็ไปนั่งคุยกับป้าปรึกษาเรื่องงานวิจัยทางคณิตศาสตร์ (ที่ยังสับสนตัวเองมาหลายครั้งอยู่) ทำให้ได้ idea สำหรับหัวข้อโครงงาน jstp รุ่น 12 แล้วววว

ถึงที่พักก็สมทบกับเด็กค่ายอัจฉริยภาพรุ่น 1 ที่ไปที่ mwit ตอนก่อนหน้านี้ (เกือบได้ไปแล้วอะเนี่ยยยย) ที่อ่าวมะนาว หรูหรามากมาย กินข้าว เดินหาดแล้วก็ประชุมค่ายองค์รวมต่อ แล้วก็หลับ

24 เมษายน ลั่นล้าในประจวบฯ

วันนี้ตื่นมาด้วยความระทมนิดๆ เพราะวันนี้นัดกันไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมชายหาด แต่ทว่าเมฆมาบังเลยอดซะงั้น

สายๆไปอุทยานวิทยาศาสตร์หว้ากอ ไปเดินดูความรู้ดาราศาสตร์กัน วิทยากรที่หว้ากอก็ดุจริงๆ ให้เดินดูแป้บเดียว แถมยังมาแซวเราอีกต่างหาก

ป้า : จาได้ไปดำน้ำให้อาหารปลารึเปล่าอ่ะ (ถามเล่นๆ)
วิทยากร : อ่อ ไม่ค่ะ ขาวอยู่แล้ว (ชี้มาที่เรา) นู่นค่ะ ดำแล้ว
ข้าพเจ้า : = ="

ระหว่างอยู่ที่หว้ากอ ฝนก็ตกแรงมากๆ ตามแผนวันนี้ตอนบ่ายเราจะเล่นน้ำทะเลกัน
ออกจากหว้ากอก็กลับมาที่อ่าวมะนาว มาทานข้าวกลางวัน ป้าเสนอว่าไปด่านสิงขรกัน (ชายแดนไทยพม่า) เพราะฟ้าครึ้มๆเหมือนฝนตก ตอนแรกจะไฟท์กัน แต่ทว่าเกิดเรื่องขึ้น

ป้า : นี่ ที่หว้ากอโทรมา ใครกระโดดที่ตัวหนอน มีรอยเท้าติดไว้ข้างฝาน่ะ เข้าถ่ายวีดีโอเก็บไว้ อาจารย์ต้องขอโทษขอโพยเค้าไปมากมาย บลาๆๆๆ

เป็นอันว่าการไฟท์สิ้นสุดลง

ไปด่านสิงขร ระหว่างทาง โจ้ก็ร้องเพลง "อิ่มจัง" สร้างบรรยากาศกันอีกแบบ
ที่นั่นไม่มีอารายเรยยนอกจากเพชร พลอย กล้วยไม้
ป้าเดินขึ้นรถมาด้วยรอยยิ้ม หันแหวนให้พวกเราชมกัน เป็นสัญญาณว่าป้าอารมณ์ดีละ
พี่ตุ๊ก็เลยไปไฟท์ แล้วก็กลับมาเล่นน้ำทะเล (ตอนแรกจะไปเขาช่องกระจกกัน)
เล่นน้ำทะเลกันถึงเย็นก็ทานอาหาร ตัวข้าพเจ้าเองเล่นไม่ได้มากเพราะแก่แล้ว เมาคลื่น
เลยมานั่งพักที่ริมชายหาด อันมี บอล ภัทร พี่ป๊า (พี่กล้า) นั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ข้าพเจ้าจึงร่วมวงเฮฮา ทานกับเขาด้วย สั่งมาเพิ่มกันอีก

ตอนเย็น ทานอาหารเย็นกัน วันนี้ทานได้น้อยเพราะถูกตัดกำลังจากมื้อบ่าย หลังจากนั้นก็เดินเล่นแถวๆนั้น นั่งกินปูผัดผงกระหรี่ต่อ กับพี่ๆ เพื่อนๆ หลังจากนั้นก็นั่งเวิ่นเว้อคุยกับพี่ซิ่ม ละก็น้องจิวเวอร์รี่ (น้องค่ายอัจซึ่งเป็นน้องโรงเรียน) น้องผล (น้องค่ายอัจ) และน้องแซม (น้อง พสวท. ที่ถูกเชิญมา trip นี้ด้วยเพราะคนขาด โชคดีจริงๆเลยเนี่ย) คุยเรื่องทั่วๆไป สักพักพี่บ่ายก็มาร่วมวง เสร็จละก็เดินกลับไปตั้งวงเมาท์ต่อที่บ้านพักต่อ ไปที่บ้านพี่บ่ายซึ่งมี อ.ตั้ง อยู่ อาจารย์ลงมา ก็เมาท์เรื่องต่างๆกับอาจารย์เป็นต้นว่า เรื่องในเมเจอร์ เรียนอย่างไร ทำโปรเจคยังไง การเมืองสหรัฐ นู่นนี่นั่น แล้วก็หลับ….คืนนี้พายุมาด้วยแฮะ ไฟดับตอนกลางคืนด้วย

note ขนมถ้วยฟูที่ซื้อที่สิงห์บุรีก็ยังคงมาหลอกหลอนให้เห็นในวันนี้อยู่ อิอิ

25 เมษายน เดินทางกลับ

วันนี้เราตื่นแต่เช้ากัน เก็บข้าวของออกเดินทางจากประจวบฯพุ่งตรงมาเชียงใหม่ แวะซื้อของที่ระลึก
เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะว่าน้องค่ายอัจจะแยกเดินทางกับเรา โดยมีภัทร พี่ซิ่ม พี่บ่าย ไปกับค่ายอัจด้วย

เนื่องจากค่ายอัจเขาจะไปที่เขาวัง และป้าก็ไปธุระต่อ เลยแยกคันกัน เดิมไม้บรรทัดเข็มทิศอยู่ที่เรา ก็ฝากไว้ที่ภัทร ปรากฏว่าภัทรลืมเอามา นั่นหมายถึงระเบิดลูกใหญ่เต็มๆ
รถค่ายอัจมาจอดที่ร้านชิดชนกที่เพชรบุรี ป้าเดินขึ้นมาบนรถมาเยี่ยมเยียน
ก่อนจากประโยคที่น่ากลัวไว้ว่า…"เจ็บใจจริงๆเลยเนี่ย เข็มทิศชั้นหายไปไหนไม่รู้"

เดินทางวันนี้ก็เรื่อย  ๆ ดูหนังจบไป 3 เรื่อง โปงลางสะออนอีก 3 แผ่น และคาราโอเกะอีก

ถึงบ้าน ห้าทุ่มครึ่งพอดิบพอดี

สลบบบบ

Trip นี้ถือว่าสนุกสนาน มันส์ ได้ความรู้
ที่สำคัญ ได้หัวข้อโครงงาน 2 เรื่องแหนะ…ได้คิดอะไรหลายๆอย่างมาก
ที่สำคัญที่สุด Trip นี้จะเป็น Trip ที่ไม่ลืมไปจากใจตลอดไป…..

 

Advertisements

(เกือบ) ครบรอบ 1 ปี กับสิ่งดีๆ ที่ไม่เคยลืมเลือน

วันนี้วันที่ 20 เมษายน

ครบรอบ 1 ปี JSTP รุ่น 10 (นับจากวันเข้าค่าย 1 ความจริงคือวันที่ 23 เมษา แต่เดี๋ยวจะไม่อยู่ละ)

1 ปีทีแล้ว กับปีนี้ ช่างแตกต่างกันมากมาย ทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
พัฒนาการต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
โครงงานจากการเริ่มต้นด้วย 0 ตอนนี้ค่าที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนจริงบวก

การตั้งคำถามหลังจากที่หายไป จากตอนเรียน ม.ปลาย เริ่มกลับมาอีกครั้ง
หลายอย่างที่ดีๆ ที่เคยหายไป (ตอนอยู่ ม.ปลาย) เริ่มกลับมาอีกครั้ง
เช่น ความละเอียดในการทำงาน เริ่มกลับมา
และก็ยังได้กระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบด้วย
ทัศนคติต่อการทำโครงงานเพิ่มขึ้นมากๆ
และก็มีเพื่อนใหม่ (ที่คุยได้อย่างถูกคอ) เพิ่มขึ้นด้วย

ถึงแม้จะผ่านไปแล้ว แต่ช่วงเวลาดีๆ ที่มีอยู่ก็จะไม่ลืม

แล้วเจอกันใน JSTP#12

Note…
1. ที่จะทำ JSTP12 ก็เพราะ อยากพัฒนาการทำโครงงานให้ Strict มากขึ้น (ถ้าไม่มีอะไรเป็นตัวบีบก็คงไม่มีระเบียบในการทำงานมาก)
2. คงจะเริ่มทำงานชิ้นใหม่หลังจากหมดกิจกรรมรับน้อง 51 โดยสมบูรณ์ (หลังพิธีถอดไทด์) คงเป็นช่วงหลังมิดเทอมเลย และก็ พักงานคณะไว้ (ไม่ระบุระยะเวลา)
3. 20 – 26 เมษา ไม่อยู่เน้อ ไปค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเล

ขอบคุณกันและกัน

ยังมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับความรัก
หากลองหยุดพัก จงฟังซะก่อน
จะรู้ว่าเราไม่เดินอยู่เดียวดาย
ยังมีผู้คนบนทางอีกหลากหลาย อีกมากมาย
ที่เราก็ต่างมองหาความรักมาเติมให้เต็มหัวใจ

มีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับความรัก
บ้างสุขสมหวัง บ้างจะร้องไห้
แต่นั่นกลับทำให้ใจเรามีพลัง
จนนานๆ ไปมันก็กลายเป็นความหลัง
ที่ในทุกครั้ง เรานึกถึงเมื่อไหร่ ก็ไม่รู้จะขอบคุณมันยังไง

ถ้าหากว่า ใจเราไม่เคยจะรักเลยสักที จิตใจวันนี้คงจะไม่แข็งแกร่ง
และในวันที่ล้มลงคงไม่มีแรง ถ้าเรามัวระแวงในมือของกันและกัน

(*) ถ้ามันเป็นเพลงบนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
และไม่มีวันที่ฉันและเธอจะเดินจากกัน ไปที่ไหน
และถ้าชีวิตคือท่วงทำนอง เธอคือคำร้องที่มีความหมาย
ให้ใจได้ซึ้งและมีพลังจะเดินต่อไปให้ไกล

มองจะมองทางไหนมีใครสักคนที่หวังจะเดินเข้ามา
นั่นคือปัญหา ยิ่งรอยิ่งนาน ยิ่งผ่านอะไรไปนานๆ ใจยิ่งหวั่นไหว
และถ้าวันหนึ่งมีคนที่รอเข้ามา ว่าฟ้าก็คงไม่ทำเราเสียใจ
แต่ถ้ามันไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่ ก็ได้แต่ถอนหายใจมองเหม่ออ้อนวอนให้
ใครๆ บางคนบนนั้นช่วยฉันที่อยากมีความรักกับเขาบ้าง
หากมีอะไรๆ ฉันยอมได้ทุกทาง เพียงคำว่ากันและกัน ฉันขอคำอธิบาย

(*) ถ้ามันเป็นเพลงบนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
และไม่มีวันที่ฉันและเธอจะเดินจากกัน ไปที่ไหน
และถ้าชีวิตคือท่วงทำนอง เธอคือคำร้องที่มีความหมาย
ให้ใจได้ซึ้งและมีพลังจะเดินต่อไปให้ไกล … ให้ไกล

เหนื่อย เหนื่อยจนถอนใจไม่รู้เมื่อไรว่าเราจะมีความหวัง (ไม่รู้เมื่อไร)
แค่เพียงสักครั้ง ได้เจอสักครั้ง แต่มันต้องเจ็บ ต้องปวด อย่างน้อยก็ยังได้รู้ว่ารักเป็นไง
คนเราจะเสาะจะหาทำไม และมันจะเป็นจะรักยังไง ตะเกียกตะกายจะได้มา
สุดท้ายบางทีต้องเสียน้ำตา แต่ให้ทนไว้ อาจเจ็บใจ และรอวันหนึ่งที่เราเติบโตจะขอบคุณ
ว่าใจที่ไม่เคยมีรักให้ใคร และนานต่อไปจะเป็นใจที่ไร้ค่า
หากมันจะมีอะไรที่ต้องแลกเพื่อได้มา ฉันว่ากันและกัน มีค่าที่จะแลกได้มากมาย

(*) ถ้ามันเป็นเพลงบนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
และไม่มีวันที่ฉันและเธอจะเดินจากกัน ไปที่ไหน
และถ้าชีวิตคือท่วงทำนอง เธอคือคำร้องที่มีความหมาย
ให้ใจได้ซึ้งและมีพลังจะเดินต่อไปให้ไกล … ให้ไกล (ให้ไกล)

มีทางเดินให้เราเดินเคียงและมีแต่เสียงของเธอกับฉัน
มีทางเดินให้เราเดินเคียงและมีแต่เสียงของเธอกับฉันแสนนานเท่านาน … แสนนานเท่านาน

——————————————————————————————-

ฟังแล้วนึกถึง JSTP นะเนี่ย

เพลงนี้ฟังมาตั้งนานแล้วแหละ…แต่ฟังทีไรก็ชอบทุกที (เพื่อนโผมๆๆๆๆ) อิอิ

http://media.imeem.com/m/ubcp93N-pw

คิดถึง Space

โหะๆๆๆ สวัสดีพ่อแม่พี่น้อง
 
กลับมาอีกครั้งกับ Space
 
ไม่ใช่เบื่อ Hi5 หรอก แต่รู้สึกคิดถึงมากกว่า
(เหมือนกับว่า Hi5 ไม่ค่อยมีสาระเท่าไร ขัดกับ Concept blog เรา อิอิ)
เอาเป็นว่า อัพมันทั้งสองที่ละกัน 555
 
แต่รูปคงไว้สักที่นึงนั่นแหละ ดูอีกที
 
 
ยินดีต้อนรับกล้บบ้านเก่า หุหุ