จิตใสใจสะอาด

จิตโปร่งใสสักที
 
ลุยงานต่อไป เฮ่อออ สู้ๆๆๆๆๆๆๆๆ
Advertisements

สับสน?

ทุกวัน ตอนนี้ ตอนไหนรู้สึกสับสน
ว่าเราจะต้องทำอะไร อย่างไร?
 
อุตส่าห์ได้สิ่งที่อยากได้แล้ว แต่ทำไมต้องมาเจออกับเรื่องเดิมๆซ้ำๆที่มาทำให้ไม่สบายใจด้วยหนอ….
 
เอาเป็นว่าขอพูดตรงๆ แรงๆเลยละกัน กระทบใครขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ
 
หน้าที่สำคัญของตัวเรา…..ตอนนี้สรุปเป็นยังไงแน่
หน้าที่ของเรา คือต้องรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างใช่ป่าว….
หลายเรื่องที่ไม่รู้ ทำให้ตอบอะไรไม่ได้ ก็โดนคนภายนอกมาว่า…
หลายเรื่องที่ภายในตัดสินใจ นอกเหนืออำนาจการตัดสินใจของเรา เราก็โดนอีก….
 
ตัวเราเอง อยู่ในองค์กรหนึ่งตามข้อกำหนดการบริหารงาน
ตัวเราเองเปรียบเสมือนกับข้าราชการประจำในกระทรวง ที่มีคณะรัฐมนตรีคอยผลัดเปลี่ยนเป็นรายปี
หน้าที่ของเราความจริงเป็นยังไงกันแน่หนอ???
 
องค์กรที่ได้มีโอกาสอยู่ตามข้อกำหนดการบริหารงาน
ถามว่าทำงานมีความสุขไหม…ก็โอเคนะ
แต่ปัญหาก็คือว่า…เพื่อนๆหายกันไปหมดแล้ว
เพราะปัญหาที่มันถูกสั่งสมมานาน จากบุคลากรในองค์กร
บางครั้งด้วยความแรงสูง ทำให้คนภายนอกมองดูเหมือนว่าองค์กรนี้แรง
ทำให้ตัวเราเองก้พลอยติดร่างแหไปด้วย….
ทั้งๆที่ความจริงแล้วแนวปฏิบัติ / แนวคิดของเราอาจไม่เหมือนกับองค์กรแม่
 
มีคนให้คำแนะนำมากอยู่ว่า ให้ออกเถอะ ออกจากองค์กรนี้เถอะ
หลายครั้งก็คิดอยากจะ Offline หรือ Sign out เลย
แต่ลึกๆจริงๆแล้ว มันก็เหมือนกับว่าต้องอยู่ต่อไป
 
เพราะอะไรหรอ…..เหตุผลที่ 1 เพราะมันไม่มีคนทำงานแล้วสิ
 
เพื่อนๆเรามองไปทางไหน ก็ไม่เห็นจะมีใครที่จะมาเสียสละกับงานได้เลย
หลายๆคน ชวนมาทำ ก็ต้องติดนู่นนี่นั่นโดยตลอด (ในกรณีนี้ไม่ได้รวมถึงคนที่มีภาระอื่นๆหนักอึ้งอยู่แล้วซึ่งเราก็เข้าใจดี)
ทุกวันนี้ ทีมที่ทำงานด้วยกันในกลุ่มเดียวกันเหลืออยู่ไม่ถึง 15 คนเองมั้ง…
15 คนเอง หลายๆคนก็เริ่มจะ Offline ไปแล้วด้วย
 
สุดท้าย ถ้าเหลือกันอยู่ไม่กี่คน แล้วเราจะอยู่กับใคร? จะทำงานร่วมกับใคร?
 
งานรับน้องที่ผ่านมา ถ้าไม่มีคนคอยอยู่เคียงข้างสี่ห้าคนนี้
บอกตรงๆ งานรับน้องนี้ก็คงจะล่มคามือเราไปแล้ว
 
แต่สำหรับงานอื่นๆต่อไปนี้ ถ้าคนที่คอยเคียงข้างเรา ทนกับในองค์กรนี้ไม่ไหวแล้วออกไป
 
ที่พูดถึงนี่ รวมถึงเพื่อนขาจรที่มาช่วยด้วยนะ หลายคนเราชวนมาด้วยมิตรไมตรี
แต่มาเจอกับอารมณ์นี้เข้าไป….คนทำงานก็หายไปหมด เช่น องค์กรการปฐมพยาบาล
 
ถึงแม้ว่าปัญหาใจจะเคลียร์ไป (ในความคิดเรานะ) แต่มันก็ยังไม่หมดอยู่ดี
เหมือนกับแก้วใบนึงที่ทำตกพื้น ร้าวไป (นิดหนึ่งเอ๊อะ) แต่ถึงแม้ใช้งานได้
แต่ประสิทธิภาพก็ลดลงไป
 
เพื่อนๆ ถึงแม้จะเคลียร์ใจกันได้บ้างกับองค์กร แต่ความรู้สึกมันก็คงลดหายไปไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ
แล้วคนก็เริ่มจากไปเรื่อยๆ
 
แล้วเราจะอยู่อย่างไร?
จะมีใครที่คอยช่วยเรา?
แล้วจะมีใครที่เข้าใจเรา?
 
ถ้าถึงวันนั้นเมื่อไร ก็คงต้องวางมืออย่างถาวรแล้วล่ะ…..
 
เหตุผลที่ 2 เพราะใจที่รักคณะไง
บอกตรงๆเหอะ ที่มาเรียนคณะนี้เนี่ย ก็เพราะใจรักนี่แหละ
ทุกวันนี้ตัวเรามีความภาคภูมิใจในความเป็นคณะมากๆ
ทำให้ตัวเราอยากทำอะไรที่ดีๆ ที่ทำให้คณะดู OK ขึ้นจากก่อนหน้านี้มากๆ
 
งานทุกๆอย่างที่ทำ ไม่ใช่ทำเพราะหน้าที่หรอก แต่ทำมาจากใจต่างหาก
ถ้าใจไม่มีนะ…คงจะล่มตั้งแต่เขียนแผนไปแล้ว
 
แต่จากเหตุผลข้อ 1 มันก็ทำให้กำลังใจที่มีอย่างเปี่ยมล้นมากๆ มันค่อยๆหายไปแล้วอ่ะ
 
 
 
ตอนนี้เฝ้าแต่รอว่า วันไหนฟ้าจะสดใสให้ทำงานได้เต็มที่สักที
 
คำว่าฟ้าใส หมายถึงว่า
– บรรยากาศการทำงาน OK (ตอนนี้ก็ OK ล่ะ พอใช้ได้เลย)
– มีคนทำงานที่รู้ใจ เข้าใจเรา และทำงานกันอย่างสนุกสนาน
มีแค่สองอย่างที่เราก็พร้อมที่จะทำงานได้อย่างสนิทใจ และไฟท์ให้งานออกมาดีแน่ๆ
 
เฝ้ารออนาคตต่อไปว่าปี 52 จะเป็นยังไงหนอกับองค์กรนี้
 
จะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่
จะเป็นองค์กรที่คนรัก หรือเป็นองค์กรที่ถูกคนอื่นๆหมั่นไส้
อยู่ที่หัวนี่แหละ…
 
แต่ไม่สิ
บางทีหัวหน้าองค์กรดี แต่บุคลากรในองค์กรแรง องค์กรก็แย่ได้เหมือนกัน
 
ที่แน่ๆ ถ้าเกิดใครในองค์กรที่พาดพิงได้แว้บมาอ่าน
อยากให้ช่วยปรับอะไรให้ดีขึ้นหน่อยละกัน ตอนนี้กระแสมันแรงเหลือเกิน…
จะโกรธยังไงก็ได้ แค่ขอให้ได้รับรู้ความรู้สึกในในผมตอนนี้ด้วยนะ…
เพราะว่าตอนนี้กระแสมันแรงจนที่รับรู้ได้ แล้วก็ทำให้ผมไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว….
 
เฮ้อออออ……………เหนื่อยใจจริงๆ เศร้า

ฝันไปรึเปล่า???

ลองอ่าน blog เมื่อตอนเดือนมีนาคม + พฤษภาปี 49 ดูสิ
 
ตอนนั้น เพิ่งสอบโครงการมาใหม่ๆ ได้อะไรมา
 
 
ตอนเข้าค่ายโครงการ เดือนพฤษภา ปี 50 ทำอะไรมา
 
 
ตอนนี้ มิถุนายน 2551
 
ไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าจะมีวันนี้ได้ แหะๆๆ…
ที่ผ่านมานี้ fight เพื่ออะไรหนอ…ไม่เคยหวังอะไรเช่นนี้เลย
ตอนวันไหว้ครู เห็นเขาได้เครื่องเชิดชูเกียรติกัน ก็อยากได้บ้าง
เลย fight มา
 
ปีนี้ก็เลยได้อย่างที่เคยคาดหวังอยากได้ไว้
 
แล้วก็ได้ผลพลอยได้ (ใหญ่ๆ) อีกสิ่งมาอีก
 
คิดว่า คงเป็นผลจากการกระทำที่ทำไว้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา (ด้วยใจ) ไม่สิ ที่ทำมาโดยตลอดตั้งแต่ประถม มัธยมเลยมั้ง
สิ่งที่ได้ในวันนี้ จะเป็นกำลังใจให้ทำเรื่องดีๆ เพื่อตนเองและผู้อื่นในอนาคต คิดว่าอย่างนั้น
 
 
เหนื่อยมานาน ตอนนี้หายเหนื่อยแล้ว มีกำลังใจสู้อะไรต่อไปอีก
 
สัญญาว่า เงินภาษีจากประชาชน จะได้กลับพัฒนาสังคมต่อไป
 
 
สู้ต่อไป
 
Working Hard by Heart

Working Hard by Heart

วันนี้ที่ภาควิชามีกิจกรรมรับน้องภาควิชา
มีการเลือกผู้แทนภาควิชาด้วย…ซึ่งตัวข้าพเจ้าเองก็ถอนตัวไป
 
มานั่งนึกถึงเมื่อตอนเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว…..
 
 
คำถามที่ถูกถามมา สามารถตอบได้ แล้วก็ได้ภาระอันหนักอึ้ง…
เริ่มต้นการทำงาน เหมือนจะ Happy
พยายามจะสร้างองค์กรในอุดมการณ์ ว่าองค์กรนี้จะมีแต่ความรัก ความห่วงใย และร่วมกันทำงาน
 
แต่ก็อย่างที่ว่า ของจริง…ก็เหลือกันอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น หลายครั้งก็มีปัญหาข้อขัดแย้งกัน
 
จากเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาละ… ผ่านงานแรก งานสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ งานที่สอง รับน้องโควตา งานที่สาม รับน้องแอดมิดชั่น
งานที่สี่  วันแรกพบ งานที่ห้า ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษาใหม่ งานที่หก ค่ายใต้ผืนฟ้าฯ งานที่เจ็ด เปิดสายรหัส งานที่แปด วันสอนบูม
 
หลายอย่างที่คิดไว้ว่าเป็นไปได้…ก็เป็นไปไม่ได้ในหลายๆอย่าง
มีปัญหาต่างๆมากมาย ทั้งปัญหาที่เกิดจากช่องโหว่บ้าง หรือปัญหาที่ Uncontrol จริงๆ อยู่ๆก็โผล่มา
 
ช่วงที่ผ่านมานี้เหนื่อย และถอดใจอยู่หลายครั้งหลายหนอยู่
แต่ตอนนี้ก็ผ่านมันมาได้…ก็รู้สึกดี และเริ่มอยากกลับมาทำงานอีกครั้ง…
 
หลายสิ่งที่ได้จากการทำงาน บางครั้งอาจต้องอดทนกับความไร้เหตุผลบางประการ
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การทำงานเป็นทีม ที่สำคัญคือการทำงานโดยใช้ Spirit นี่แหละ
 
มาถึงวันนี้บอกได้ว่า ทำงานคณะได้อะไรเยอะ คิดรอบคอบขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น
ทุกงานที่ทำเป็นงานที่ทำมาจากใจทุกงาน…ถึงแม้หลายงานอาจมีข้อบกพร่องบ้างแต่ก็เก็บไว้เป็นบทเรียน
 
 
Working hard by heart
ทำงานด้วยใจ..ไม่เหนื่อยหรอก

หาเวลาให้ตัวเอง เมื่อไรดี?

เฮ้อช่วงนี้งานเข้ามากมายเลยเนี่ย
 
หาเวลาให้กับตัวเองไม่ได้สักที
 
ไหนจะต้องเข้าเมเจอร์ อีกทั้งยังต้องไปดูน้องๆที่ห้องเชียร์
 
ดีที่งานหลักๆหมดไปแล้วเนี่ย…..
 
 
สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ
1. ซื้อกระดาษ A4 มาใช้
2. ซื้อหมึกปรินท์เตอร์
3. เข้าเล่มหนังสือ Discrete Math
4. ถ่ายเอกสารหนังสือเรียน
5. ซ่อมขาแว่นตา
 
ในการนี้ยังไม่ได้รวมการอ่านหนังสือสำหรับทบทวนตำรานะนั่น สงสัย
 
บลาๆๆๆๆ
 
สี่สัปดาห์ฮาเฮ (ยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรอีกมั๊ย)
14 – 15 มิ.ย. กิจกรรมเมเจอร์ "รวมมิตรคณิตศาสตร์"
21 – 22 มิ.ย. ไปต่างจังหวัดกับพ่อแม่
28 – 29 มิ.ย. กิจกรรมเมเจอร์ "จิตใสใจสะอาด"
5 ก.ค. รับน้องขึ้นดอย
 
จะได้พักเมื่อไรหว่า
 
note.. แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังอาการไม่หนักถึงขนาดต้องร้องเพลง "ปลดปล่อย" หรอกนะ โฮะๆๆ

ปลดปล่อย

ชีวิตฉันมันวุ่นวายมาทั้งวัน จะเอาอะไรมากมายกับตัวฉัน
อยากหนีหนีไปให้ไกลแต่ความวุ่นวายนั้นยังคงวิ่งทัน
โอ้ว…ชีวิตของฉันนั้นมันเป็นของใคร

ผู้คนมากมายต่างเข้ามารุมล้อม สมองของฉันนั้นยังคงไม่พร้อมในตอนนี้
คำถามที่ฉันยังสงสัยว่าสมองไม่มีกันหรือไง ก็ลองคิดคิดคิดเอาเองดูแล้วกัน

ปลดปล่อยตัวเองออกไปซะที ลองเดินออกไปจากกรอบที่มี
ปลดปล่อยตัวเองออกไปซะ ปลดปล่อยตัวเองออกไปซะที…

ปล่อยฉันให้เดินออกไปจากตรงนี้
ให้ฉันได้หลุดออกไปจากกรงนี้
ชีวิตยังคงต้องเดินไป อยากจะทำอะไรก็ตามใจ
ก่อนชีวิตนั้นจะเหลือเพียง เศษเถ้าไฟ…

ปลดปล่อยตัวเองออกไปซะที ลองเดินออกไปจากกรอบที่มี
ปลดปล่อยตัวเองออกไปซะ ปลดปล่อยตัวเองออกไปซะที…

 

เปิดสายรหัส

วันนี้วันเปิดสายรหัส
 
วันนี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไรสำหรับกิจกรรม ถ้าเทียบกับวันอื่น ๆ
อารมณ์ก็แค่ เวิ่นเว้อนิดนึง เปิดสาย แล้วก็มนต์วิทยา
 
แต่อย่างไรก็ดี มีปัญหาที่แฝงเร้นอยู่
 
เวิ่นเว้อ >> Sci MNO ไม่ค่อยเท่าไร สนุกสนานดี
ไอ้น้องกันย์…จำไว้นะ ช้านนนจาฆ่าแกกกกกก….555
 
เปิดสาย วันนี้ ก็ไปเจอน้องรหัสอย่างเป็นทางการ
หลังจากหลบๆซ่อนๆมานาน คุคุคุ
ปีนี้ได้น้องผู้หญิง อิอิอิ
 
ละก็เอาของไปให้น้องเทคมากมาย น้องฮันนี่ น้องเนยสด น้องวิว
 
กิจกรรมต่อไปก็เป็นกิจกรรมสำคัญ เหมือนเป็นไคลแมกซ์ที่สุดในงานก็คือ มนต์วิทยา
การมนต์วิทยา เป็นสิ่งที่พี่ปี 2 จะให้น้อง ๆ เพื่อให้น้องได้ระลึกถึงความหมาย และนำมันไปใช้ มันมีอยู่ว่า
 
"มานะ อดทน นี่คือมนต์ของวิทยา
กลมเกลียว แกล้วกล้า วิทยาต้องสามัคคี
สปิริต สปิริต วิทยาต้องรักษาไว้ให้จงดี….
เพื่อเกียรติศักดิ์ เพื่อเกียรติศักดิ์
เพื่อสามัคคี เพื่อสามัคคี
ให้มีเราวิทยา….."
 
เราต้องร้อง 3 รอบ ด้วยกัน พร้อมทั้งกระทืบเท้าด้วย
 
ปัญหามันมีอยู่ว่า ตอนเปิดสายรหัส ฝนเกิดตกขึ้นมา
การมนต์ได้ set สถานที่ไว้ที่หน้าตึกเคมีอุตสาหกรรม
น้องอยู่ที่อาคาร SCB2 ครั้นจะให้พี่มามนต์ในนี้ ก็เดี๋ยวตึกจะถล่มอีก (เพราะตึกนี้สร้างบนบึง ต้องตอกเสาเข็ม รับน้ำหนัก)
 
ในกำหนดจะมนต์ตอนหกโมงสิบห้า
แต่ว่าฝนก็ตกมาเรื่อย ๆ
ตอนแรกจะมนต์ตอนหกโมงครึ่ง เอาเข้าจริง ฝนก็ตกเรื่อยๆ
ครั้งแรก จะไม่ให้มนต์วันนี้ (โดยหลายความเห็น)
 
แต่ที่สุดแล้ว ก็คุยกัน ขอให้มีได้ไหม ขอดูสถานการณ์ก่อน…
ใช้ไสยศาสตร์สุด ๆ เพื่อนๆ ทั้งชั้นปี 2 พากันสวดมนต์ขอพร เราก็ไปบนบานศาลเกล่าไว้
พอถึงเวลาหนึ่งทุ่มตามที่คุยกันไว้ว่า ถ้าฝนตก จะงด ถ้าฝนหยุด จะมนต์
 
แล้วฝนก็หยุดจริงๆ หลังจากนั้นก็ขนน้องไปมนต์วิทยา ตอนหนึ่งทุ่ม
 
หลังจากนั้นน้อง ๆ ก็วิ่งกันไป ( build อารมณ์ให้เหมือนว่าจะโดนว้ากเล็กๆ )
พอไปถึงคนก็วุ่นวายกัน พี่ก็ให้น้องเงียบๆจนพี่สโมสั่งให้เงียบ
แล้วก็เริ่มมนต์
 
มนต์เสร็จปุ๊ปสักพัก…ฝนก็โปรยปรายอีกครั้งหนึ่ง
อื่มมม…….ไม่รู้อธิบายยังไงดีเนอะ เหมือนฟ้าจะเป็นใจจริง ๆ
 
เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวเย็นกับครอบครัว JSTP อันประกอบด้วยข้าพเจ้า พี่ฟลุค น้องฮันนี่ และเอม กันที่หลังมอ
แล้วไปส่งเอมกะน้องฮันนี่
 
เป็นอันกลับบ้านสักที
 
 
แล้วก็เสร็จสิ้นวันเหนื่อยๆ ไปได้อีกหนึ่งวัน