Hoh…โฮะ!!!!

คำว่า “ โฮะ ” แปลว่า รวม
แกงโฮะ ก็คือการนำเอาอาหารหลาย ๆ อย่าง มารวมกัน เช่นเดียวกับ “ จับฉ่าย ” ของจีน
ในสมัยก่อน แกงโฮะ มักจะทำจากอาหารที่เหลือ หลายๆ อย่างนำมารวมกัน
โดยมีการ ปรุงรส แต่งกลิ่น ใหม่อีกครั้ง แต่ในปัจจุบัน นิยมใช้ของสดปรุงขึ้นมา หรือ นำเอาอาหารใหม่มาทำก็ได้

ที่มาของแกงโฮะ
จากการศึกษาของ อุบลรัตน์ พันธุมินทร์ ทำให้เห็นได้ว่า
แกงโฮะ อาจมาจากแกงที่มีชื่อ“ แกงฮินเล – ฮังเล ” ของพม่า
ยังอาจกล่าวได้ว่า น่าจะเกิดที่วัด เนื่องจากในเทศกาลสำคัญทางศาสนา เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา สงกรานต์ จะมีชาวบ้านนำอาหารมาถวายพระ เป็นจำนวนมาก
พระ และเณร จึงฉันไม่หมด ในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีตู้เย็น ครั้นจะปล่อยทิ้งไว้
ก็อาจบูด เน่า เสียหาย เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง
เพราะอาหารส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านนำมาถวาย ล้วนถือว่า เป็นอาหารอย่างดี เช่น ห่อนึ่ง หมูปิ้ง หมูทอด แกงอ่อม แกงฮังเล ลาบ แคบหมู และอาจมีแกงประเภทใส่กะทิบ้าง เป็นต้น
ลูกวัดจึงนำเอาอาหารที่เหลือเหล่านี้มา ” โฮะ ” คือรวมกัน
อาจมีการเติมน้ำ แล้วเทน้ำออก เพื่อล้างความบูดออกบ้าง
จากนั้น ก็นำขึ้นตั้งไฟ หรือ ผัดในน้ำมัน เติมเกลือ น้ำปลา พริกสด หรือพริกขี้หนู
ปรุงรสตามชอบ และอาจเติมบางอย่างลงไปเพิ่มอีก เช่น วุ้นเส้น หน่อไม้
และแต่งกลิ่น โดยใส่ใบมะกรูด ตะไคร้ บ้างก็เติม ผงกะหรี่ เพื่อให้กลบกลิ่นบูด
หากเป็นการปรุงใหม่ คือเป็นการตั้งใจทำแกงโฮะขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ มิได้นำของเหลือใดๆ มาทำ จะใช้เนื้อหมูติดมัน และผักต่าง ๆ เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักตำลึง หน่อไม้ดอง วุ้นเส้น มะเขือ ใบมะกรูด

เครื่องปรุง
น้ำพริก มีพริกสด หัวหอม กระเทียม เกลือ กะปิ
โขลกเข้าด้วยกันให้ละเอียด แล้วเอากะทะตั้งน้ำมัน เอาเครื่องปรุงลงผัดกับเนื้อ
เอาผักต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ ลงผัด เติมน้ำพอสมควร เคี่ยวให้แห้งแล้ว
เอาวุ้นเส้นใส่ลงไป ชิมรส ปรุงตามชอบ โรยพริกขี้หนูและใบมะกรูด เพื่อเพิ่มความสวยงาม
และยังช่วยทำให้มีกลิ่นหอม น่ารับประทานอีกด้วย
ในอดีตเมื่อผู้เขียนยังอยู่ในวัยเยาว์ ยามเมื่อมีเทศกาลสำคัญ ๆทางพุทธศาสนา
ชาวบ้านส่วนใหญ่ ที่เป็นพุทธศาสนิกชน มักจะนิยมไปทำบุญ และนำอาหาร หวาน คาว
ไปถวายพระที่วัด ( เรียกว่า ตานขันข้าว ) กันเป็นจำนวนมาก
หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนาแล้ว พระกับลูกวัด จะนำเอาอาหารที่ชาวบ้านนำมาถวาย
มาปรุงรวมกันเป็นแกงโฮะ แล้วแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน ที่มาร่วมทำบุญกันทุกคน
แกงโฮะวัด ถือว่าเป็นสุดยอดของ แกงโฮะเลยก็ว่าได้ เนื่องจากวัสดุในการนำมาปรุง ล้วนแต่เป็นอาหารดี ๆ อร่อยน่ารับประทาน ทั้งสิ้น
แกงโฮะที่เหลือบางส่วน จะถูกนำไปกรอกใส่ในกระบอกไม้ไผ่บ้าง น้ำต้น ( คนโฑ )บ้าง
ปิดปากให้แน่น แล้วนำไปฝังดิน หรือเก็บไว้ในที่ ๆ ปลอดภัย
อาจเก็บไว้ได้นานหลายเดือน ยามขาดแคลนอาหาร สามารถนำเอามาอุ่นรับประทานได้ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณล้านนา ในการถนอมอาหาร ที่น่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่ง
เรียบเรียงจาก: ล้านนาคดี

 

เหตุผลที่เอาเรื่องนี้มาพูดวันนี้เพราะว่า

วันนี้มีการประชุมคณะทำงาน Atom Game พร้อมกับการสัมมนาสโม
Topic หนึ่งที่พูดคือ…Vote ชื่อ Mascot กัน ตอนแรกเสนอกันไปดังนี้…

หลินปิง นำชัย พลายแก้ว อิงดอย ลำไย
น้องสุเทพ ขันโตก ฮังเล ไส้อั่ว จ๊างน้อย
น้ำปิง อ่างแก้ว โฮะ

รอบแรกตัดชื่อออกให้เหลือ 5 ชื่อ

เราตัด หลินปิง ออกเพราะ…ซ้ำกับแพนด้า
ตัด พลายแก้วออก เพราะฟังดูทะแม่งๆ
ตัด ลำไย ขันโตก ฮังเล ไส้อั่ว ออกเพราะมันเป็นของกินที่ฟังดูทะแม่งๆ (แล้วโฮะไม่แม่งกว่าหรอ)
ตัด จ๊างน้อยออก เพราะ…อะไรไม่รู้ 555+
ตัด น้องสุเทพ ออก เพราะเด๋วเสื้อแดงจะมาบุก ATG 555+

เหลือชื่อเข้าชิง 5 ชื่อสุดท้าย…พร้อมความหมาย

1. นำชัย เป็นสัญลักษณ์ที่นำชัยชนะมายังการแข่งขัน
2. อิงดอย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ
3. น้ำปิง แม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงใหม่
4. อ่างแก้ว อ่างเก็บน้ำหลักของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5. โฮะ อาหารพื้นเมืองของภาคเหนือ และยังมีความหมายแปลว่า “รวม”

สุดท้ายเราก็มาโหวตลงคะแนนกัน….
ผลโหวตสรุปว่า “โฮะ” ชนะ “อิงดอย” (หรือน้ำปิงนี่แหละ สักอย่าง) ไป 1 คะแนน!!!

เรามาดูนิยามของคำว่า โฮะกันแบบหรูหรา (ออกจะตอแหลนิดนึง) กัน 555+

atg2[1]

“แกงโฮะ เป็นอาหารทางภาคเหนือที่เกิดจากการรวมเอาอาหารประเภทต่าง ๆ รวมกันและปรุงรสเพิ่มเติม จนได้อาหารประเภทใหม่ที่มีรสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้คำว่า “โฮะ” ยังมีความหมายถึงการรวมกันโดยปราศจากเงื่อนไขต่าง ๆ

เราเปรียบเทียบแกงโฮะ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “โฮะ” กับการอยู่ร่วมกันของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ร่วมการแข่งขันอะตอมเกมส์ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละมหาวิทยาลัย ย่อมมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคม เมื่ออยู่ร่วมกันโดยผ่านการแข่งขันกีฬาและกิจกรรมสัมพันธ์ เปรียบกับการปรุงรสเพิ่มเติมของแกงโฮะ ทำให้ชาววิทยาศาสตร์จาก 18 มหาวิทยาลัย สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนทัศนคติในด้านวิชาการ และด้านอื่น ๆ ต่อไป

สัญลักษณ์ช้าง แทนสัญลักษณ์ของภาคเหนือ อีกทั้งยังเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยที่ถูกใช้ในการสงคราม จะเห็นได้ว่า ช้างมีความอดทน เข้มแข็ง และ เสียสละ ซึ่งเป็นไปตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักกีฬา

คบเพลิง แสดงถึงความรุ่งโรจน์ และเป็นแสงสว่างที่จะนำนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ 18 มหาวิทยาลัยไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ เกิดความสามัคคีระหว่างนักศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัย และการเป็นบัณฑิตที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน”

เว่อร์ดีไหม ฮ่าๆๆๆๆ

 

สรุปว่า…Mascot ช้างของอะตอมเกมส์ครั้งที่ 20 นี้มีชื่อว่า “โฮะ” หรือ Hoh นั่นเอง 55555+

Advertisements

สัปดาห์วันวิทย์…ที่แสนจะเหนื่อย…….

วันนี้วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

คณะวิทย์ ม.ช.ก็ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ในปี 2552 นี้

ดังนั้น….มีงานเข้า มีงานเข้า มีงานเข้าาาาาา…(เสียงเพลงของหลิวอาจารียาดังแว่วมา)
แต่ก็รู้สึกว่า ง งาน มันหายไป ฮ่าๆๆๆๆ เพราะงานที่รับผิดชอบครั้งนี้มันดูน้อย (เกินไปรึเปล่า – -“)

เริ่มต้นวันนี้ พิธีเปิด ความจริงนัดกัน 8 โมงที่สโม
ด้วยการที่นอนตี 3 เมื่อคืน (ด้วยอารมณ์ที่ หลับแล้วตื่น แล้วก็หลับ = =") ก็เลย ง่วงๆ
นาฬิกาพร้อมทั้งเสียงแม่ปลุก “เจ็ดโมงๆ” แต่ตัวผมเองนั้น….ไม่ตื่น 555

สะดุ้งอีกทีก็แปดโมงแล้ววววววว O_O
รีบอาบน้ำ แต่งตัวโดยเร็ว…แล้วก็..รีบบึ่งรถมาที่ ม.ช.
วันนี้แอบเลี่ยงเส้นทาง (ปิดถนน รถติดแน่) ก็เลยไปถึงคณะเร็วหน่อย

ออกจากบ้าน 8 โมง 20 ถึงที่คณะ 8 โมง 40 พอดิบพอดี
พิธีเริ่มนิดหน่อย ก็ไม่รู้ทำอะไรก็เลยไปช่วยเค้าไปเรื่อยจนพิธีเสร็จ

หลังจากนั้น…ไม่มีงานทำ = = แต่เนื่องจากโอมมาพอดี
งานเข้าไปเข้าโอมแทน โดยการ…ตั้งโต๊ะขายสมุดคณะที่สโมเลย O_O

เวิ่นเว้อไปมา ไปดูเต็นท์มัคคุเทศก์ (งานเก่าที่เคยทำตอนปี 1) เห็นไม่มีอะไร
เลยโฉบไปดูที่ Science Show
ไปนั่งดูจนถึงสัก 11 โมง…โหๆ เด็กไทยเดี๋ยวนี้ช่างกล้าแสดงออกจริงๆ
การแสดงเด็กๆเว่อร์ได้อีก ฮ่าๆๆๆๆ

ตอนเที่ยง หาข้าวฟรี เริ่มมองลู่ทางการค้าขาย
เลยแบกสมุดไปขายที่หน้าตึก SCB1 หลังจากนั้นชีวิตก็วนเวียนกับการค้าขาย และการไปนั่งดูเค้าตอบปัญหาวิทย์
ซึ่งเราเองต้องไปเป็นพิธีกรในวันที่ 19 ทั้งวัน (ดูซิว่าจะเปนไงบ้าง)

ขายของเสร็จสรรพแล้วก็กลับ SCB2 ประมาณสามโมงครึ่ง รอรับสมุดฉีกที่เพิ่งสั่งจากโรงพิมพ์
สมุด สวยมากกก เว่อร์ได้อีก (ทำที่โรงพิมพ์นันทกานต์ เป๊ะมากๆ ขอโฆษณาไว้ให้ ณ ที่นี้)
ซึ่งเพิ่งจะสั่งพิมพ์เมื่อวันเสาร์ (เร็วโคตรๆ)

เหมือนว่าไม่ค่อยได้ทำงานเท่าไหร่ แต่ที่บ่นว่าเหนื่อยเพราะว่า….

อากาศมันร้อนนนนนนนนนนนนน

อากาศแบบอ้าวๆทำให้ถึงแม้ไม่ได้ทำงานมาก แต่มันก็เพลีย…จริงๆนะ

อาบน้ำแล้วก็ค่อยสดชื่นหน่อย ^^’

เป็นงานวันวิทย์ที่รู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้ทำงานเลย = =”

ชีวิตช่วงเดือนนี้…..

ไม่ได้อัพ Space มานานมากกกก….

เพราะว่าตอนนี้ไม่มีเวลาเลยที่จะอัพ Space เลย…..

ภาวะชีวิตตอนนี้…รู้สึกว่าชีวิตวุ่นวาย มีแต่งานเข้ามากมาย

อย่างแรกก็คือ การเรียน
แอบรู้สึกว่าความรับผิดชอบต่อการเรียนมีเท่าเดิมกับตอนปี 1 และ ปี 2
แต่ว่าพอปี 3 แล้วจะรับผิดชอบเท่าเดิมไม่ได้แล้วสินะ….
วิชายากขึ้นหลายวิชา แต่ก็ยังชิวๆเกินไป..รึเปล่าหนอ?
สอบมิดเทอมที่ผ่านมา…ทำไมเกิดอารมณ์ “เส้นผมบังภูเขา” ตั้งหลายวิชา
นั่งมองไปไกลมากๆ จนทำข้อสอบติดไปครึ่งข้อสักข้อสองข้อทุกวิชา
แต่พอมาดูอีกที…แอ๊ ดูแค่นี้ก็ได้แล้ว…มองอะไรลึกไปหนอ…

แนวทางแก้ไข…ทบทวนเนื้อหาให้มากขึ้น (ไม่ใช่ช่วงก่อนสอบอย่างเดียว)
เพราะในห้องก็ตั้งใจเรียนแล้ว เหลือแต่เวลาทบทวนนอกห้องละ
สอนเพื่อนๆด้วยก็จะดี (แต่ปีนี้ไม่ได้ติวหรือสอนใครเลย เด๋วไปดูจากเหตุผลต่อไป)
แล้วก็…ทำสมาธิจิตด้วย

อย่างต่อไปคือ งานอื่นๆที่สุมเข้ามา
เทอมนี้ทำงานที่จู่ๆก็เข้ามากับ…การต้องมาเป็นอุปนายกสโมพ่วงกับ Head Atom Game โดยไม่ได้ตั้งตัว
ทำให้ชีวิตต้องปรับอะไรหลายๆอย่าง ทำให้แต่ละวันกลับบ้านดึกนิดนึง (สองทุ่ม สามทุ่ม)
แต่ก็พบว่า การกลับบ้านสองทุ่ม สามทุ่ม เกิดการการชิว (ทั้งๆที่ก็ไม่มีงาน = =”)
กลับบ้าน…เนื่องจากเพลียมาทั้งวันก็งีบ…แล้วก็หลับยาว ตื่นอีกทีก็ดึก
ทำให้ไม่มีโอกาสได้ทบทวนเนื้อหาในห้องเรียนเท่าไหร่

แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนปีที่แล้ว…
ปีที่แล้ว รู้สึกเหนื่อย ท้อใจยังไงก็ไม่รู้ บอกไม่ถูก รู้สึกไม่อยากทำอะไรสักอย่าง
แต่ปีนี้ ถึงงานจะเยอะกว่าปีที่แล้วหลายเท่า แต่ทำๆไปก็สนุก รู้สึกอยากทำอะไรๆมาก
คงเป็นเพราะ…ปีนี้ได้ทำงานกับสิ่งแวดล้อมใหม่..ที่ไม่ต้องมาเจอความกดดันที่ว่า ทำอะไรก็ผิดไปหมด เหมือนกับที่เป็นมาช่วงก่อนเปิดเทอมที่ผ่านมา

ถ้าถามว่าปีหน้ายังอยากทำงานต่อไหม…ความรู้สึกลึกๆคือก็อยากทำอยู่ เพราะว่ามันก็สนุกดี และมีอะไรอยากทำเยอะ
แต่….ตอนนี้รู้สึกว่า ถ้าปีหน้ายังคงทำต่อไป อาจต้องเสียโอกาสต่างๆหลายอย่างแน่
ทั้งโอกาสในการทำโปรเจค (ที่จะทำให้มัน Perfect หน่อย) หรือการเตรียมเรียนต่อ (นอก) ตามที่เคยฝันไว้
งั้นปีนี้ก็จะขอทำให้ได้ดีที่สุด…สำหรับปีหน้าก็คงหยุดทุกอย่างแล้วล่ะ….

ส่วนแนวทางแก้ไขความวุ่นวายนี้…กลับบ้านให้เร็วขึ้น นอนแต่หัวค่ำ (สักห้าทุ่มเที่ยงคืนก็ถือว่าเป็นหัวค่ำอยู่นะ 555)
ส่วนเรื่องงานยังไงก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว….ตอนทำงานก็เป็นส่วนทำงานไป แต่ตอนเรียน
การเรียนต้องสำคัญกว่าแน่นอน

ชีวิตต้องสู้ตลอดเวลา สู้กันต่อไป

NOTE””””

1. Life Schedule ในอนาคต เดือนตุลา
6 – 10 ตุลาคม (มั้ง) : ค่ายอาสาพัฒนาการศึกษา ครั้งที่ 5
11 – 18 ตุลาคม (มั้ง) : ความจริงมีค่ายอื่นอีก แต่ปีนี้ขอโดดบ้างสักปี 555+ จะได้ทำ Atom Games และพักผ่อนบ้าง (ชวนเพื่อนๆ jstp10 มาเที่ยวกันดีกว่า ^^’)
24 ตุลาคม : ประชุม กวส. ครั้งที่ 2 ก็ต้องเตรียมงานให้มีความคืบหน้าสำหรับประชุมครั้งที่ 2 ช่วงปิดเทอมละ

2. Summer Project ก็ยังไม่เสร็จดี เข้าใจว่าโครงหลักๆก็พอจะเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่จะเขียน Report ยังไงให้ดูดีและให้ดูเหมือนว่าได้ทำมาเยอะ จริงๆ 555 (ตอแหลสิ้นดี แหะๆๆ) ต้องเตรียมพรีเซนต์แล้วล่ะ…22 ส.ค.นี้ละ

3. Math390 (สัมมนา) ก็เพิ่งเริ่มทำได้นิดนึง ต้องทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือนนี้หลังเคลียร์ summer project แล้ว ก่อนที่จะโดน อ.ต่ายวีน … /|\ ..Topic : Some Properties of sequence of prime number

4. เลือกใช้ชีวิตในสาย Math สายไหนดี…ก้ำๆกึ่งๆระหว่าง Analysis กับ Algebra เกิดความรู้สึกรักพี่เสียดายน้องแฮะ = = สาย Algebra ก็เหมือนว่าจะตรงๆตัวไม่ต้องใช้จินตนาการอะไรมากมาย เหมือนมีอะไรพอจะจับต้องได้ แต่สาย Analysis ก็รู้สึกสนุกดีนะ (จากการเรียน Real Analysis และทำสัมมนา) แต่มันก็รู้สึกเหมือนเป็นอะไรที่จับต้องลำบากเหมือนกัน  ^O^

 

 

นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์เน้อ