กูเป็นนิสิตนักศึกษา…..

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
วาสนาสูงส่งสโมสร
ย่ำค่ำนี่จะย่ำไปงานบอลล์
เสพเสน่ห์เกสรสุมาลี

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
พริ้งสง่างามผงาดเพียงราชสีห์
มันสมองของสยามธานี
ค่ำนี้กูจะนาบให้หนำใจ

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เจ้าขี้ข้ารู้จักกูหรือไหม
หัวเข็มขัด กลัดกระดุม ปุ่มเน็คไทร์
หลีกไปหลีกไปอย่ากีดทาง

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
มหาวิทยาลัยอันกว้างขวาง
ศึกษาสรรพรสมิเว้นวาง
เมืองกว้างช้างหลายสบายดี

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เดินเหินดูสง่ามีราศี
ย่ำค่ำกูจะย่ำทั้งราตรี
กรุงศรีอยุธยามาราธอน

เฮ้ย กูเป็นนิสิตนักศึกษา
มีสติปัญญาเยี่ยมสิงขร
ให้พระอินทร์เอาพระขรรค์มาบั่นรอน
อเมริกามาสอนกูวชาญ

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
หรูหราแหลมหลักอัครฐาน
พรุ่งนี้ก็ต้องไปร่วมงาน
สังสรรค์ในระดับปริญญา

ได้โปรดฟังกูเถิดสักนิด
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เงียบโว้ย-ฟังกู–ปรัชญา
กูอยู่มหาวิทยาลัย…

…กูอยู่มหาวิทยาลัย
รู้ไหม เห็นไหม ดีไหม
อีกไม่นานเราก็ต่างจะตายไป
กอบโกยใส่ตัวเองเสียก่อนเอย.

กูเป็นนิสิตนักศึกษา. สนพ.ประพันธ์สาส์น พิมพ์ครั้งที่สอง ตุลาคม 2529.โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ "กูเป็นนิสิตนักศึกษา"
รวมบทกวีนิพนธ์ของสุจิตต์ วงษ์เทศ – ขรรค์ชัย มกราคม 2512

ไม่น่าเชื่อว่าบทกวี "กูเป็นนิสิตนักศึกษา" ที่สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนไว้ตั้งแต่มกราคม 2512 จะกลับมาเป็นภาพปัจจุบันของสังคม ภาพทุกภาพที่บทกวีนี้พูดถึง ยังคงทาบลงไปได้เป็นเนื้อเดียวกันกับนิสิตนักศึกษาในทุกวิทยาลัยและทุก มหาวิทยาลัย

ความคลั่งสถาบัน ความหลงตัวเอง ความคับแคบทางความคิด การดูแคลนและเหยียดหยามผู้อื่น ในอีกแง่หนึ่งก็คือ "ลัทธิเหยียดผิว" ซึ่งฝังรากลึกและมีอยู่จริงในสังคมไทย ทั้งในอดีตถึงปัจจุบัน และคงดำเนินต่อไปในอนาคต
โดยถ้อยคำ ใครๆ ต่างเรียกสังคมไทยว่าสังคมทุนนิยม บ้างเลยเถิดกระทั่งว่าไทยก้าวสู่โครงสร้าง Globolization แล้วแต่โดยเนื้อหาสาระที่เป็นจริง ไทยก้าวพ้นจากระบบศักดินา และระบบไพร่เลิกแล้วจริงหรือ
เสรีชนมีอยู่จริงๆ ในสังคมไทยหรือ เสรีภาพมีอยู่อย่างแท้จริงแล้วหรือ มีใครกี่คนในสังคมไทยที่ไม่เซ็นเซอร์ตัวเองในการพูด และการแสดงออก

ว่ากันจริงๆ กระทั่ง "การคิด" คนในสังคมไทยก็ยังมักต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ความคิดขบถจึงมีอยู่น้อยเป็นอย่างยิ่งในสังคมไทย

เปิดเทอมแล้ว คนจำนวนหนึ่งไปเรียนหนังสือในชั้นสูงขึ้น ไปฟอกย้อมข้อมูลและความคิดให้เหมาะกับความแปลกประหลาดของสังคมมากขึ้น คนอีกจำนวนหนึ่งไปสู่สายการผลิตสู่การเป็นเบี้ยล่าง

ไปเป็นมนุษย์มาตรฐาน ISO ที่ไร้จิตสำนึก เพื่อให้สายพานการผลิตของทุนนิยมรื่นไหล และกลืนกินความเป็นคนได้คล่องๆ คอ

 

Reference : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=naigod&month=05-2007&date=28&group=1&gblog=74

โฆษณา

เรื่องนี้กำลังสอนอะไรเรา?

ลองดูวรรณกรรมเพื่อชีวิตเรื่องอารยธรรมที่ปลายตรอก 12 อันว่าด้วยเรื่องคนลาวนาม ถุ่น เป้าน้อย กับนางเที่ยงและลูกสาวชื่ออรดี (อีดี) ในชานเมืองหลวงดูบ้างปะไร!

ถุ่น เป้าน้อย ใช้เวลาตอนสองทุ่มของคืนนั้นนั่งด่าเมียของเขาเป็นเวลาประมาณสองชั่วโมง แล้วก็ต่อด้วยการบ่นซ้ำซากและพึมพำ ขุดคุ้ยเรื่องเก่าและเรื่องใหม่ขึ้นมาต่ออีกประมาณชั่วโมงเศษก็ยังไม่มีท่าว่าจะหยุดและไม่มีกำหนดจะหยุดลงในตอนใด

ยิ่งด่าและยิ่งพูด ถุ่น เป้าน้อย ก็ยิ่งรู้สึกตัวว่าเหมือนคนที่กำลังลงไปลอยคออยู่ในกระทะน้ำร้อนของนรก เขาเร่าร้อน ขัดเคืองและเจ็บปวดไปหมด

ประเด็นสำคัญที่สุดที่เขาหยิบยกขึ้นมาด่าวนไปเวียนมาก็คือ การที่นางเที่ยง เป้าน้อยเมียของเขาได้ปล่อยให้ อรดี เป้าน้อย ลูกสาววัยสิบหกของเขานอนอยู่ในห้องโดยไม่ทำมาหากินอะไรมาเป็นเวลาสองสามวันมาแล้ว เป็นความระยำต่ำช้าที่สุดของทั้งแม่และทั้งลูก

เขาโกรธขึ้นมาอย่างหนักเมื่อนางเที่ยงบอกเขาว่า “มันไม่สบาย”

ถุ่น เป้าน้อย ถือว่าเป็นคำแก้ตัวที่ไม่สามารถจะรับฟังได้ เขาเริ่มตลุยด้วยเสียงและท่าทางอันแสนแสบว่า “มึงมีสิทธิ์อะไรจะมาไม่สบาย คนอย่างมึงอย่างกูหรืออย่างอีดี หน้าที่ของมึงต้องทำมาหาแดก กะอีเป็นไข้หวัดเจ็บเนื้อเจ็บตัวนิดหน่อย มึงจะมาอ้างเอาว่าเป็นความไม่สบายไม่ได้ มึงจะว่าไม่สบายได้ก็ต่อเมื่อมึงขาขาด แขนขาดหรือคอขาดเท่านั้น อย่าเสือกพูด”

นางเที่ยงไม่เถียง เช่นเดียวกับหล่อนไม่แก้ไขหรือสำทับลูกสาวที่นอนซมอยู่ให้ตื่นขึ้นมายิ่งเพิ่มโทสะให้ ถุ่น เป้าน้อย หนักยิ่งขึ้น เขาจะตะโกนออกมาอีกว่า “ถ้ามึงยังไม่มีจะแดก มึงยังเป็นคนจน มึงจะอ้างว่าไม่สบายไม่ได้” ไม่มีเสียงตอบอีกเช่นเคย เขาก็พล่ามต่อไปอีกสักพัก พักสุดท้ายนั้นเขาเงียบ

เป็นการเงียบชนิดเป่าสาก คือไม่ได้ยินทั้งเสียงเป่าและเสียงลมวิ่งเข้าไปในรูของสากเพราะสากไม่มีรู

ที่เขาเงียบชนิดนั้นเพราะนางเที่ยงของเขาตะโกนออกมาบ้างว่า “หยุดทีเถอะอ้ายหงอกนี่เดี๋ยวกูถีบ” หล่อนชี้ให้เห็นในประโยคต่อมาว่า ที่ตัดอกตัดใจบอกว่าจะต้องถีบนั้นก็เพราะว่า “อีอรดีมันไม่ใช่สบายอย่างมึงเข้าใจ แต่มันไม่สบายเพราะมันถูกฉุดไปข่มขืน”

In fact, heaven and hell are also available on earth.

 

ที่มา…เอกสารที่ รศ.สมัย ยอดอินทร์ แจกให้ในคาบ Geometry

ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง…จริงๆ เฮ้อเหนื่อยๆ