สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา

วันนี้วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554

ณ ขณะนี้มั่นใจได้ว่าจะสำเร็จการศึกษาในเทอม 2/2553

(ส่งเล่มโปรเจคฉบับสมบูรณ์ ได้รับประทับลายเซ็นจากอาจารย์แล้วเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และหน่วยกิตครบแล้ว!)

 

การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าเข้ามาเีรียน 4 ปี เรียนๆไป เดี๋ยวก็จบ…

แต่การจบออกไปมีหลายแบบ หลายเรื่องราว บางคนเอาประสบการณ์ต่างๆ ติดตัวออกไปบ้าง

บางคนจบออกไปแล้วเฉยๆ เพราะรู้สึกว่าเรียนมาตั้งนานได้แค่กระดาษแผ่นเดียว

เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า เรียนไปเรียนมาได้กระดาษแผ่นเดียว

จึงจะขอสรุปและสะท้อนตนเองว่า ที่เรียนไป 4 ปีที่ผ่านมา ได้อะไรบ้าง ในภาพรวม

 

1. ด้านสติปัญญา แน่นอนว่าเรียนผ่านมา 4 ปี ต้องเกิดปัญญา และองค์ความรู้ต่างๆ เป็นแน่แท้

แต่ที่สำคัญคือ การเปิดความคิดจากมัธยม สิ่งหลายสิ่งที่เราคิดว่าใช่ มันก็ไม่ใช่เมื่อเรียนอย่างชัดแจ้ง

ผลจากการเรียน 4 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีบางช่วงที่เกรดดูดี 😀 หรือบางช่วงก็เลวร้าย TT

แน่นอนว่ามีความคิดว่าเรียนๆไปอยากได้ A A A A แต่เมื่อเวลาผ่านไป A ก็ไม่สำคัญเท่าความรู้….

4 ปี ที่ผ่านมา สุดท้ายสิ่งที่ได้คือการจัด Logic ของความคิด

และความรู้ในเนื้อหาที่เรียน….เรียนๆไปไม่เข้าใจหรอกในตอนแรกๆ

แต่หลังจากเวลาผ่านไปก็จะค่อยๆตกผลึกแล้วเอาไปใช้ได้ สถานการณ์ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น

ตอนปี 3 จบ course Real Analysis มาก็เฉยๆ จำๆไปสอบ พอถึงเวลาที่ผ่านไป เริ่มต้องใช้บ่อยๆ ก็เริ่มหยิบๆปัดๆมาใช้

เคยปรึกษากับอาจารย์ว่า จบปี 4 ไปกลัวจะไม่มีความรู้จัง.. อาจารย์บอกว่ายังไงมันก็มี

แล้วมันก็มี…

สรุปก็คือ ความรู้พวกนี้มันต้องใช้เวลาตกผลึก แล้วมันก็จะเข้าใจเอง…..

 

2. ด้านสังคมและอารมณ์ เข้ามหาวิทยาัลัยก็มีเพื่อน เพื่อนหลายกลุ่มมากมาย

โชคดีที่ได้เจอเพื่อนที่ดีๆ ที่เข้าใจเรา ทำให้อยากทำอะไรก็ได้ทำ…ไม่ค่อยเหมือนกับเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ต้องเกรงใจคนอื่นๆ เพราะเดี๋ยวจะเกินหน้าเกินตา…สรุปว่าการจะทำอะไรต้องดูคน support ด้วย….และก็ต้องรู้เวลาด้วย…ซึ่งก็ดูดีขึ้นกว่าตอนเป็นเด็กน้อย….

กิจกรรมที่ทำในมหาวิทยาลัย : ผู้แทนชั้นปี 1-4, อุปนายก (จำเป็น) สโมสรนักศึกษาคณะ และประธานจัดอะตอมเกมส์ !

ประสบการณ์จากสามงานทำให้เรารู้ว่า การทำงานต้องอดทน อดทน และอดทน….

…อดทนต่อแรงเสียดทานจากภายใน ภายนอก…

…อดทนต่อความขัดแย้งที่ถูกกระทำมา หรือว่าเรากระทำมันเองโดยไม่รู้ตัว…

…อดทนต่อความจุกจิก เรื่องมาก ไร้สาระ บางประการจากคนอื่นๆ…

มีหลายเหตุการณ์ที่ถูกกดดัน…ไม่ขอฟื้นฝอยไว้ ณ ที่นี้ แต่มองย้อนกลับไป เหตุการณ์ที่กดดันเรา (ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงจากการทำงานที่ไม่ได้สร้างสถานการณ์) ทำให้เราอดทน….ความอดทนต่อสิ่งพวกนี้ทำให้ ณ ปัจจุบันนี้ มีความใจเย็นกว่าเดิมเยอะ และสามารถจัดการกับอารมณ์หงุดหงิด โมโห ของตัวเองได้ดีมากๆ (ถ้าเทียบกับช่วงเข้ามาใหม่ๆ หรือตอนมัธยมก็จะัชัดเจน)

ขอบคุณเพื่อนชั้นปี เพื่อนสโม เพื่อนภาควิชา เพื่อนคณะ ที่เข้าใจกันมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีทะเลาะหรือตกข่าวหลายๆเรื่องบ้างก็ตาม

 

3. มุมมองโลกทัศน์ต่อโลกภายนอก ยอมรับว่าช่วงที่อยู่ในระดับมัธยม อยู่ในโรงเรียน ความคิดค่อนข้างแคบ และเป็นไปตามเพื่อนๆ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เป็นโลกกว้างกว่าเดิม ทั้งอาจารย์ เพื่อนๆ การออกไปค่ายตามเขตรอบนอกเมือง ทำให้เห็นภาพว่า ในระหว่างที่เรากำลังมีความสุขอย่างสนุกสนานในรั้วมหาวิทยาลัย รับน้องกันม่วนๆ นั้น ยังมีคนอื่นที่ต้องทำงานๆๆ ประชาชนทั้งหลายกำลังส่งเสียเราเรียนอยู่ในทางอ้อม เด็กน้อยขาดโอกาสในการเรียนอีกมาก ดังนั้นจึงต้องก่อนที่จะมีความสุขก็ต้องคิดให้มากว่า เรากำลังมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นหรือไม่? สรุปก็คือ การเรียนที่ ม.ช. ช่วยทำให้เราเห็นภาพจริงของสังคมได้จริงว่า โลกที่แท้จริงเป็นยังไง…ทำให้ต้องตระหนักในหน้าที่ของตัวเองอีกเยอะ…เลยคิดว่าถ้า ป.ตรีไม่ได้เรียนที่นี่ ตอนนี้ก็อาจจะติดอยู่กับภาพมายาในโลกของความสุขสนุกสนานในรั้วมหาวิทยาลัยไป จนลืมดูโลกความเป็นจริงเลยก็ได้….

 

4. มุมมองต่อระบบการศึกษา ก่อนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยมีความอยากสอนเป็นทุนเดิม เลยมีโอกาสติวน้องบ้าง สอนพิเศษเล็กๆน้อยๆ บ้าง ยอมรับว่าเคยคิดว่า การเรียนรู้คือการรับรู้จากการสอน (แต่ความคิดที่ไม่เปลี่ยนคือต้องสอนให้เข้าใจถ่องแท้จริงๆนะ) แต่หลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย และหลังจากไปทำค่ายองค์รวมหลายๆค่าย ทำให้การคิดเปลี่ยนไปว่า การเรียนรู้คือการคิดแทน แทนที่จะให้ 100% หลังๆ ก็เลยเปลี่ยนเป็นกระตุ้นให้คิด 100% ผ่านคำถามนำแทน…ซึ่งลองแล้วมันก็เข้าท่าแฮะ! ดังนั้นอีกหน่อยถ้าได้ไปเป็นอาจารย์เข้าจริงๆ ก็คงจะใช้วิธีนี้แหละสำหรับสอนเด็กน้อยที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป ตอนนี้ประสบการณ์ชั่วโมงบินในการสอนก็เริ่มมีเยอะขึ้น ก็เริ่มปรับวิธีคิด วิธีสอนได้มากแล้ว 😉

 

5. มุมมองต่อกิจกรรมรับน้อง เมื่อเป็นน้องปี 1 ใหม่ๆ หรือขึ้นปี 2 เราเห็นว่าพี่ทำอย่างนี้ๆกับเรา เราก็คงต้องทำอย่างนี้ๆ ต่อไป จริงอยู่ว่าตอนที่เราได้ทำงานให้น้องปี 1 ก็คิดถึงเหตุผล แต่ความคิดหลายอย่างมันก็ยังไม่ดีพอ….เมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นภาพ ก็เลยคิดว่า มันไม่มีความจำเป็นที่ว่าพี่จะใหญ่กว่าน้อง แต่เราคุยกันด้วยเหตุผลกันดีกว่า….โชคดีที่คณะวิทย์ ม.ช. เรานี้คุยกันด้วยเหตุผลกันอยู่แล้วตั้งแต่เข้ามา เลยไม่ต้องมาต่อต้าน และถูกต่อต้านเรื่องรับน้องนี้ให้เป็นประเด็นรกสมองไป…

 

สุดท้ายนี้สิ่งที่ได้จากมหาวิทยาลัยจากการประเมิน 4 ปีที่ผ่านมา มีอะไรที่ได้ไปเยอะ

มีหลายสิ่งที่ไม่ได้ทำ บางเรื่องหมดเวลาแล้วสำหรับการจะทำ ฝากให้คนอื่นทำต่อ

บางเรื่องไว้ไปทำต่อในโลกที่กว้างขึ้น ก็คือระดับ ป.โท ที่กำลังจะเรียนต่อนั่นเอง !

อย่างน้อย ณ ตอนนี้ก็ทำให้สบายใจได้ว่า จบ 4 ปี ไป ไม่ได้แค่กระดาษแผ่นเดียว

แต่ 4 ปี มันก็หล่อหลอมให้ความคิดโตขึ้น (ตัวโตอยู่แล้วตามวัย)

 

สิ่งที่ต้องปรับปรุงสำหรับระดับที่สูงขึ้นของตัวเอง

1. ความตรงต่อเวลา ตอนสมัยปี 1 ใหม่ๆ เป๊ะมากๆ แต่พอเข้าปี 3-4 เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ช่วงหลังๆนี้รู้สึกเฉื่อยยยยยยยย ดังนั้นหวังว่าการไปเรียน ป.โท ที่ กทม. จะช่วยปรับจูนจังหวะชีวิตให้กลับมาปกติเหมือนเดิม

2. ผลัดวันประกันพรุ่ง นิสัยเดิมๆที่แก้ไม่หาย จะต้องพยายามๆๆทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน !

 

ไว้จบ ป.โท จะประเมินอีกรอบนึงนะ 😀

 

Advertisements