อะไรที่ shaped เราให้เดินมาทางนี้บ้าง?

นานๆ เขียน blog (in wordpress) / note (in facebook) ทีนึง…ก็ขอจัดเต็มเบาๆ (ยังไงเนี่ย จัดเต็ม เบาๆ?)

น้องๆ กิฟเต็ดที่โรงเรียนจู่ๆ ก็ make admin page Gifted math ของโรงเรียน เลยค้นหารูปเก่าๆ หว่านลงไปในเพจ

พลันก็นึกย้อนกลับไปว่าอะไรที่ทำให้เราเดินทางมาสายนี้ได้บ้างหวังว่าบทความนี้อาจเป็นประโยชน์ให้กับการวางแผนอนาคตด้านการศึกษาของประเทศชาติได้ไม่มากก็น้อย 😛

ยาวหน่อย ทนอ่านก็ยินดีครับ..

 

ถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่อยากเป็นตั้งแต่ตอนเป็นเด็กคือครู ตอนเด็กเราชอบสอน ชอบพูด (มาก) ด้วยความชอบพูด ตอน ป.5 เลยไปสมัครเป็นนักเรียนเสียงตามสาย ตั้งแต่นั้นมาการอยู่ในโรงเรียน ตั้งแต่ประถมจนจบ ม.6 ก็ผูกพันกับเสียงตามสายของโรงเรียนมาโดยตลอด ที่เสียงตามสายโรงเรียนทำให้เราฝึกพูด ฝึกการอ่าน และการใช้ภาษาไทย ทั้งการใช้ที่ถูกต้องและการเกลาภาษาให้สละสลวย มีโอกาสได้ไปอบรมเยาวชนอ่านข่าว (ของช่อง 11) ไปทำหนังสือพิมพ์เยาวชน (ผู้สื่อข่าวกะทิข้น) จัดรายการวิทยุ (ของโรงเรียน ที่ไปร่วมกับวิทยุชุมชน) ไปประกวดแข่งพูดในวันไปรษณีย์สากล (ได้รางวัลชมเชยมาด้วย ^^) หลังๆ ก็ไปต่อยอดกับสโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ (แต่หลังๆ ไม่ได้ไปเพราะไม่มีเวลาแล้ว หลังจากเข้ามหาวิทยาลัย) ส่วนนี้เลยทำให้พูดได้แคล่วคล่อง มีบุคลิกภาพที่ดี  (แต่บางทีก็อาจจะปากไวปากเสียไปบ้าง – -“)

ย้อนกลับไปเรื่องความฝัน…เคยจำได้ว่าตอนเด็กอยากเป็นครูมาก (ถึงขนาดให้คุณป้ามานั่งฟังสอนหนังสือตอนเด็กๆ) พอโตขึ้นประมาณ ป.5 – ม.1 ดูเป็นช่วงที่เคว้งคว้าง ตอนนั้นอยากเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ (เพราะที่บ้านมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ตอนเด็กน้อย และดูเหมือนจะเป็นอะไรที่ทำเป็น) จนกระทั่งชีวิตเริ่มพลิกผันตอน ม.1 เทอม 2 เมื่อวันเลือกชมรม

ตอน ม.1 เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขกับการเรียนวิทยาศาสตร์มาก เพราะครูที่สอนวิทยาศาสตร์ (Refer ชื่อเลย ครูณัฐนรี ไทยาภิรมย์) ให้ทำ Lab เกือบทุกคาบ (สิ่งที่ทำหลังจากทำ lab คือต้องรีบเขียน report lab ส่งแข่งกับเพื่อน – -“) ตอนเทอม 1 ที่จำความได้ เข้าชมรม “คณิตศาสตร์แสนสนุก” ของครูแกม (ครูรัตนาภรณ์ วงค์ชัย) ที่มีสมาชิก 2 คน ! (เกือบโดนยุบชมรมแล้วไหมล่ะ)

**จำได้ว่าตอนนั้น Pk.Mac เข้าชมรมมายากลเคมี แล้วก็บ่นๆ อุบว่าอะไรกันเนี่ยย.. ตอนแรกนึกว่าจะได้ทดลอง แต่ต้องไปหา lab มาพรีเซนต์ซะงั้น 5555 (แอบพาดพิงเล็กน้อย)

พอเทอม 2 ก็มีการเลือกชมรมใหม่อีกรอบ ชะตาชีวิตพัดให้ไปอยู่ชมรม “คลีนิคทักษะวิทยาศาสตร์” ด้วยชื่อที่น่าสนใจมาก เราจึงเลือกชมรมนี้ ปรากฏว่าเมื่อเข้าชมรมนี้ก็ถึงขั้นตกใจ เพราะทั้งชมรมมีแต่พี่ ม.ปลาย (มี ม.ต้นอยู่สามคนแค่นั้นเอง คือ เรา กอล์ฟ และกาญจน์ (ปัจจุบันเป็นว่าที่ตำรวจแล้ว)  เมื่อก่อนสมัยตอน ม.1-2 คาบชมรมจะเข้าชมรมกันทั้งโรงเรียน))ด้วยความเป็นเด็กที่สุดก็จะได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษจากครูนงลักษณ์ เล็กศิริ (ครูนภ) ต้องบอกว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ได้รับโอกาสพิเศษมาก ๆ เพราะเราได้หยิบจับสารเคมีที่ดูน่ากลัว อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ประหลาดๆ กล้องจุลทรรศน์แบบไฟฟ้า (ซึ่งปกติห้อง lab ม.ต้นเป็นกล้องที่แสงเข้าด้วยกระจกแค่นั้นเอง – -) มีผ่าด้วง ดู anatomy เราก็รู้สึกตื่นเต้นมากในวัยเด็ก เวลาเข้าชมรมเราจะได้รับตราปั๊มและลายเซ็น เมื่อครบก็จะได้เกียรติบัตร (ของแค่นี้ล่อตาล่อให้เราอยากได้ !) ช่วงปิดเทอม summer เลยใช้เวลาหลังตอนเที่ยงไปทำ lab เพิ่มเติม (เพื่อหวังเกียรติบัตร 5555+) จากแลปเคมี และฟิสิกส์ ตอนนั้นเริ่มใช้ปิเปตครั้งแรกตื่นเต้นมาก ^^ และด้วยหวังเกียรติบัตร (โลภเนอะ) ก็เลยไปทำกิจกรรมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ด้วย (อยู่อะไรมั่งก็ไม่รู้ จำไม่ได้ละ 555) ชีวิตช่วงนั้นเลยจะคลุกคลีและชอบทางวิทยาศาสตร์มากเลยทีเดียว !

(ลืมโม้ไปเรื่องนึง ตอน ป.6 ก็ได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไปประกวดด้วยนะ เพื่อนร่วมทีมเราตอนนั้น ตอนนี้เป็นดาราหนังและนักร้องที่ดังไปแล้วว :P)

จุดหักเหจริงๆ มาอยู่ที่ตอน ม.3 ช่วงปิดเทอมก็รู้สึกชีวิตว่างๆ เลยคุยกับชัยวัฒน์ใน MSN (สมัยนั้น) ก็ชวนไปเรียนคณิตศาสตร์ที่บ้าน ม.อินทร์ส่ง (เป็นครูเก่าที่เกษียณไปนานแล้ว และสอนในราคาที่ไม่แพงเลย) ก็เลยไปเรียน เริ่มสนุกกับคณิตศาสตร์ ตอน ม.3 (ที่ทุกคนขู่กันไว้ว่า คณิตศาสตร์ ม.3 ปราบเซียนมาก นำทีมโดย ม.เสรี กิจสวัสดิ์ไพบูลย์) ด้วยความที่ถูกขู่ไว้ ก็ยิ่งลุยๆ (ม.3 เรียนคณิตศาสตร์กับครู CN’ Pink Surround จ้าาา) ตอน ม.3 ทำให้เราเห็นคณิตศาสตร์ในมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้น (เพราะไปนั่งเรียนฟรีตอนเช้า ที่ ม.เสรีเปิดสอน) ประกอบกับตอนนั้นรุ่นพี่ที่โรงเรียน (พี่ศรัณย์ อาฮูยา) ไปได้เกียรติคุณประกาศ IMO ตอนปี 2546 ทำให้เริ่มอยากไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า (บ้าง) ทำให้เบนความสนใจจากวิทยาศาสตร์มาทางคณิตศาสตร์ก็ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

ชีวิตตอนนั้น ได้ยินโครงการ พสวท. มาบ้าง (แต่เนื่องจากถ้าอยู่ พสวท. ต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่ รร.ยุพราช) แต่ตอนนั้นไม่สนใจ ตอนนั้นไม่รู้จักโรงเรียนมหิดลวิทย์ รู้จักแต่เตรียมอุดมฯ เป้าหมายชีวิตอย่างนึงคือความอยากไปเรียนที่เตรียมอุดม แต่ที่บ้านก้ไม่อนุญาต..ก็เลยต้องอยู่ที่เชียงใหม่ต่อไป

ช่วงกำลังจะขึ้น ม.4 ได้ข่าวมาว่า Gifted ที่โรงเรียนจะเปิดรุ่นแรก ปีนั้นเปิด 3 กิ๊ฟ คือ ไทย คณิต และอังกฤษ ด้วยความคิดว่าคณิตเราไม่เจ๋งพอ กลัวสอบไม่ติด แต่เราพอจะมีความสามารถทางภาษาไทยอยู่บ้าง เลยสมัครกิ๊ฟเต็ดไทยไว้เลย พอถึงวันสอบปรากฏว่า คนสมัครกิ๊ฟเต็ดไทยมีน้อยมาก เปิดไม่ได้ จึงถูก transfer ให้เลือกสอบอันอื่นแทน ณ ตอนนั้นเลยเลือกสอบ Gifted คณิตแทน (จะติดไหม) สรุปว่าก็ติดแฮะ ! (ปีนั้นรับ 40 คนแหนะ ฮาๆ แต่สุดท้ายออกกันไปจนเหลือจนจบโครงการก็ 13 คน – -“) ชีวิตเลยเริ่มเจอคณิตศาสตร์ที่เริ่มหนักหน่วงขึ้น

กิ๊ฟเต็ดสมัยนั้นมีวิชาเพิ่มพูนประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ วันศุกร์สองคาบสุดท้าย เรียนร่วมกับเพื่อนๆโรงเรียนเครือข่าย สัปดาห์เว้นสัปดาห์ เริ่มเรียนด้วยวิชาระเบียบวิธีการพิสูจน์ อำนวยการสอนโดย ศ.ดร.สมพงษ์ ธรรมพงษา และคณะ (ตอนนั้นบอกตรงๆว่าไม่รู้เรื่อง !) ปีนั้นที่โรงเรียนเป็นปีที่หลักสูตรคณิตศาสตร์แปลกที่สุดเท่าที่เคยเจอมาแล้ว (ไม่คิดว่าจะเจอตอนนั้น และไม่รู้ว่าตอนนั้นทำไมครูจัดแบบนั้นได้ ?!?) ปลายเทอม 1 ก็สอบค่าย สอวน. แล้วก็ติดค่าย 1 ความฝันไปสู่ดวงดาวเริ่มมาแล้ว 🙂 แต่ด้วยความอ่อนหัด (ตั้งแต่เยาว์วัย ถึงทุกวันนี้?) ก็กลายเป็นดาวหางที่ตกลงไปจากค่าย 1 (5555+)

โครงการ Gifted เอง เวลานั้นบอกได้ตามตรงว่า ทำให้เรามุ่งมาเรียนทางภาควิชาคณิตศาสตร์ (แทนที่จะเบนไปทางสายการสอน : อันนี้พ่อ Induce ด้วยว่า ป.ตรีน่าจะเรียนทาง science ให้ logic ดีๆ ก่อน ซึ่งมาดูตอนนี้มันก็จริง!) ช่วงเวลานั้นได้เรียนรู้อะไรเยอะพอสมควร มีการแกะเปเปอร์จาก Mathematics magazine ด้วย ! บรรยากาศคล้ายกับวิชาสัมมนาตอนนี้ (แต่ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่หรอกนะ) การได้เจอกับอาจารย์ผู้มีความรู้ ทำให้เราเห็นอะไรที่กว้างขึ้น และดูจะมีประโยชน์มากเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย

เป้าหมายการเลือกมหาวิทยาลัยตอนนั้น คิดถึงที่ ภาควิชาคณิต จุฬา (เทรนตอนนั้นไปจุฬา เพราะ Noomnim Chaidee เพิ่งสอบติดที่จุฬา) ก็ตั้งเป้าไว้เรื่อยๆ จนกระทั่ง….

สมัครค่ายฝึกวิจัยทางวิทยาศาสตร์ภาคฤดูร้อน สำหรับเยาวชนภาคเหนือ ครั้งที่ 25 (Science Camp)มีพี่ประธานค่ายคือ พี่ก้อง และพี่วิชาการคือพี่โจ (ที่รู้จักกับขวัญ ในค่ายนี้แหละ ฮิฮิ) ค่ายนี้ประชาสัมพันธ์โดยครูสุนิสา จินะชิต และส่งใบสมัครวันสุดท้ายของกำหนดส่งใบสมัคร – -” (ที่จำได้อีกอย่างคือ วันที่แนะแนวของ ม.ช. เราไปดูงานที่คณะวิทย์ด้วย ปรากฏว่าแอบไปถามพี่หทัย ที่ตอนนั้นเป็นพี่สโมเรื่อง scicamp นี้ด้วย ^^)  ค่ายนี้ทำให้เรารู้ว่าที่เชียงใหม่ คณะวิทยาศาสตร์ก็มีดีเหมือนกัน ด้วยบรรยากาศค่ายที่อบอุ่นทำให้เราเลือกที่จะสอบโครงการพิเศษของคณะวิทยาศาสตร์ ม.ช. แทน และตัดสินใจเลือกเรียน (ทั้งๆที่สอบได้แค่ วพ. ไม่ได้ทุนในตอนแรก) คำถามในห้องสัมภาษณ์โดย อ.มัลลิกาคือ คะแนนไม่ถึงทุนนะ ได้แค่ วพ. เอาไหม? คำตอบที่ตอบไปตอนนั้นคือ เอา ครับ ! รวมถึงคำถามน่ากลัวๆเช่น”เคยไหม สอบได้คะแนนน้อยขนาดนี้” (ตอนนั้นกลัวป้า 55555) เรียนคณิตชอบอะไร ตอนนั้นตอบว่าชอบพวก พีชคณิต พวกสมการ แล้วก็เจอคำถามต่อว่า แล้ว DE เป็นสมการพีชคณิตไหม ? เงิบเลยตอนนั้น 555555 ด้วยการมีที่เรียนตอนนั้นทำให้เป็นคนแรกที่มีที่เรียนของชั้น ม.6 (เพราะประกาศผลก็สิ้นเดือนพฤษภาคม สัมภาษณ์เดือนมิถุนา ประกาศผลปลายเดือนมิถุนา เซ็นสัญญาเดือนกันยา)

ด้วยความที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่เรียน ทำให้เราเริ่มมองหาอะไรทำ สิ่งที่เคยสมัครไปตอน ม.4 คือโครงการ JSTPตอนนั้นสมัครไปตอน ม.4 ติดรอบสัมภาษณ์ แต่ไม่ผ่าน (JSTP8) (เพราะสมัครสาย Bio)[note นิดหน่อยว่า ตอนแรกๆชอบเรียน bio มาก จนกระทั่งเจอเรื่อง Phylum ตอน ม.4 เทอม 2 เกรด bio ร่วงลงมาเหลือที่ 2 โลด ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็พยายามหนีหน้าออกมาจาก bio] รอบนี้เลยดูจุดอ่อนของครั้งก่อน และสมัครในสายคณิตศาสตร์ ด้วยการอยู่ Gifted และค่ายโอลิมปิกที่เจอ อ.จินตนา (ตอนนั้นเห็นรายชื่อใน list ของ mentor ในเว็บ) เลยคุยกับอาจารย์หาหัวเรื่องที่น่าสนใจ ปรากฎว่า ณ ตอนนั้นได้หัวเรื่อง “สมบัติทางพีชคณิตบางประการของ O(Zn)” ซึ่งเป็นงาน Algebra! (ตอนนั้นยังไม่เห็นความงามเท่าไหร่ เลยทำๆไปเรื่อยๆ จนเพิ่งมาเจอความงามที่น่าสะพรึงกลัวของ Algebra ตอนปี 3 เป็นต้นมา และทำให้พยายามจะลาขาดในที่สุด) สัมภาษณ์โครงการ JSTP10 ก็พบกับคณาจารย์จากจุฬา นำทีมโดย ศ.ดร.กฤษณะ เนียมมณี, รศ.ดร.ไพศาล นาคมหาชลาสินธุ์, ผศ.ดร.ณัฐพันธ์ กิติสิน และอื่นๆ ก็ผ่านเข้าโครงการ ทำวิจัย 1 ปี

ช่วงที่อยู่ในโครงการ JSTP เองทำให้เห็นว่าการเรียนทางนี้เราต้องทำวิจัย (ได้มุมมองเพิ่มขึ้นนอกจากการจะเรียนคณะวิทย์เพื่อสอนหนังสืออย่างเดียว) ที่จำได้คือค่าย 2 โดย รศ.ดร.พิเชษ ยิงในค่าย (และก็โดนยิงต่อตอนมาเรียน ป.โทที่จุฬาจนต้อง W Topology 55555555+) และค่าย 3 พบกับ ผศ.ดร.วัชรินทร์ วิชิรมาลา (ซึ่งตอนนี้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ป.โท!!!! โลกกลมมากจริงๆ ^_^)

จบ JSTP10 ถึงแม้จะไม่ได้ระยะยาว (แอบเฟลเบาๆ) แต่ปีนั้นเป็นปีที่ พสวท. ปี 1 ว่างลง 3 ตำแหน่ง ด้วยการนี้จึงไม่รอช้าที่จะสมัครและเข้า พสวท.ทดแทน… ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า พสวท. ให้อะไรบ้าง (เพราะมากมายเหลือเกิน) เส้นทางชีวิตก็เดินทางมาจนถึงปัจจุบันนี้…..

 

คำถาม 1. บทความนี้ให้อะไรแก่ผู้อ่านนอกจากการโว – -“

สิ่งที่อยากให้เห็นคือ วัยมัธยมเป็นวัยที่สำคัญ การได้รับ inspiration จากอะไรบางอย่างที่เหมาะสม และจังหวะชีวิต (อันนี้แล้วแต่ความบังเอิญ) จะทำให้ชีวิตเรามีเป้าหมาย และมีคุณค่าที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างในอนาคต จึงสำคัญมากกับการให้แรงบันดาลใจกับเด็กๆ ในสิ่งที่เขาชอบ…

คำถาม 2. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะย้อนตรงไหนไหม อย่างไร

ถ้าถามคำถามนี้ มันก็มีหลายอย่างที่ว่า ถ้าย้อนกลับไปแล้วก็อยากทำอะไรหลายๆอย่างให้ดีกว่าเดิม แต่ตอนนี้มามอง สิ่งที่เราทำพลาด ก็มาเป็นสิ่งที่เราจะไม่ก้าวซ้ำในครั้งต่อๆไป…เรื่อง พสวท. เองเคยแอบถามตัวเองหลายๆ ครั้งว่า เราคิดถูกไหมที่ให้ พสวท. ผูกมัดเรา ซึ่งในบางอารมณ์ก็ขัดแย้งในใจว่าเราอยากเป็นแค่ครูทีสอนหนังสือธรรมดาๆ แค่นั้นเอง…แต่เมื่อเรามองประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะได้รับ และสร้างสิ่งสร้างสรรค์ให้สังคม มันก็มหาศาลเหมือนกันนะ (และทำให้เราเห็นว่าตัวเราเองในอนาคตก็อาจจะพอมีพลังเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย)

ท้ายสุดก็ต้องขอบคุณคุณครู อาจารย์ ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ช่วยจุดประกายชีวิตมาถึงทุกวันนี้ครับ

 

ชีวิตเดินไปข้างหน้า มองกลับหลังได้บ้างเมื่อคิดถึง…

สิ่งที่พลาดไปก็จะช่วยให้เราไม่ทำมันพลาดอีกในอนาคต….

 

ลองคิดเล่นๆท่าจะสนุกว่า ถ้าเราเปลี่ยนอะไรในอดีต จะทำให้ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างไร 😉

โฆษณา