เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 3 : ตามฝันวันสัมภาษณ์

ความเดิมตอนที่หนึ่ง

ความเดิมตอนที่สอง

(ป.ล. ตอนนี้สาระมีอยู่ข้างล่าง ใครขี้เกียจอ่านการบ่นก็เลื่อนไปดูก่อนได้ ฮาๆ)

หลังจากที่เตรียมตัวสัมภาษณ์มาอย่างตื่นเต้น ก็ถึงวันสัมภาษณ์สักที

ลืมบอกไปว่า จากที่ใบแจ้งสัมภาษณ์ เค้าบอกว่า เป็นการสัมภาษณ์ความรู้ทางวิชาการอย่างเข้มข้น ความสามารถทางภาษาอังกฤษ และความเหมาะสมด้านอื่นๆ…..

ก็มาคิดว่า ภาษาอังกฤษอันกระท่อนกระแท่นของเราจะช่วยหนุนนำได้หรือไม่หนอ…

*********************************************

22 กุมภาพันธ์ 2556

วันนี้ตื่นเช้ามาก (อย่างที่ไม่เคยเช้ามาก่อน) ออกเดินทางไปที่ สสวท. เอกมัย

สสวท. นัดไว้ประมาณ 10.00 น. แต่เราก็ตื่นเต้นจัด ไปถึง สสวท. ประมาณแปดโมงกว่าๆ !

ไปถึงก็เจอพี่ตุ้ม ที่มาสัมภาษณ์พร้อมกันด้วย ก็ได้แต่นั่งตื่นเต้น

สักพักคนอื่นๆ ก็เริ่มมากัน และหลังจากนั้นก็ถึงคิวเชือดรายบุคคล

 

หลังจากคนแรกเข้าสัมภาษณ์และออกห้องสัมภาษณ์ ออกมาดูหน้าตาไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่

ทุกคนที่นั่งรอที่นั่นก็รู้สึกสะดุ้งกันไปเป็นแถวๆ…สำหรับเราเป็นคนสุดท้ายของการสัมภาษณ์ …ยิ่งตื่นเต้นไปใหญ่ !!

เราก้นั่งรอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้ถึงเรา…

ด้วยโรคตื่นเต้นกลัว (ที่เป็นทุกครั้งในการสอบ) ก็เลยขอไปเข้าห้องน้ำ

พอกลับมาปุ๊บ พี่ที่อยู่ห้องสัมภาษณ์ก็เรียกเราเข้าห้องสัมภาษณ์เลย! ตื่นเต้นกว่า

ตอนแรกๆ แข้งขาสั่นพอสมควร

 

เมื่อเข้าไปถึงห้องสัมภาษณ์ เราก็เดินไปจนถึงที่นั่งเรา [ตามที่เราเคยได้ยินมา เค้าจะต้องเชิญให้เรานั่งก่อน เราจึงค่อยนั่ง]

เริ่มต้นเราก็ยื่นแฟ้ม port folio ที่อุตส่าห์ทำให้กรรมการดู

คำถามแรกที่กรรมการถามคือ Introduce yourself in 5 minutes (ลืมบอกว่าสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ)

เราก็แนะนำตัวเอง แนะนำเสร็จนึกไม่ออกจะพูดอะไรต่อ  กรรมการเลยให้เล่าเกี่ยวกับ thesis

มาถึงตอนนี้ก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นแล้ว การตอบก็ฉะฉานมากขึ้น

เราก็เล่าพวก thesis และงานที่ทำให้ฟัง สักพักกรรมการก็ถามเป็นภาษาไทย

(เลยถามว่าตอบเป็นภาษาอะไรครับ กรรมการก็เลยบอกว่าภาษาไทยแหละ 5555+)

จากนั้นกรรมการก็ถามพวก ความคืบหน้าของงานว่าประมาณกี่เปอร์เซนต์ ประเทศที่อยากจะไป

เราตอบไปว่าประเทศญี่ปุ่น…กรรมการดูทำหน้าตกใจอยู่เหมือนกัน ก็เลยบอกเหตุผลต่างๆ ให้กรรมการ

กรรมการก็กังวลนิดหน่อยเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น

กรรมการแนะนำว่า การพูดค่อนข้าง OK แล้ว  ควรฝึกภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นอีก เพื่อ up คะแนนภาษาอังกฤษให้ถึงเกณฑ์

ซักถามอื่นๆ พวกสาขาที่อยากเรียน ทำไมถึงเปลี่ยนสาขาจากตอน ป.ตรี และอื่นๆ อีกเล็กน้อย….

ปิดท้ายจากกรรมการด้วย…ขอให้โชคดีค่ะ

 

ออกห้องสัมภาษณ์มาก็โล่ง ทำสำเร็จสักที..ได้ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ถ้าไม่ได้ยังไงก็คงไม่เสียใจแล้ว

สัมภาษณ์เสร็จก็ไปดูเรือ Logos hope ที่คลองเตย (มีช่อง 5 มาถ่ายรายการพอดี มีติดออกทีวีนิดหน่อยด้วยนะ 5555+)

ตอนเย็นไปกินข้าวกับเพื่อนๆ และน้องหลิม (ที่มาสัมภาษณ์ด้วย) ที่เยาวราช (กลับมาก็เม้ากันต่อ แต่เราขอหลับก่อนนะ)

*********************************************

หลังจากสัมภาษณ์เสร็จชีวิตก็ดูจะโล่งขึ้น (โชคดีสัมภาษณ์หลังสอบ Final เสร็จพอดี เย่ๆ)

ก็ลุ้นผลสัมภาษณ์อยู่สองสามวันหลังจากนั้น….มีน้องไปโพสใน facebook พสวท. ว่า ผลสัมภาษณ์ออกเมื่อไหร่คะ

เราก็ไปแหย่เล่นๆ ว่า ปีนี้อะไรก็เร็วไปหมด เดี๋ยวก็ออกแล้วม้างงงง

อ.โจ้แห่ง พสวท. ก็โพสว่า ตามสถิติปีที่แล้ว ใช้เวลาหลังจากสัมภาษณ์ประมาณ 20 กว่าวัน

*********************************************

28 กุมภาพันธ์ 2556

วันนั้นเป็นวันที่เราต้องไปช่วยไทน์และคณะ ทำค่ายห้องเรียนพิเศษ รร.สุรศักดิ์มนตรี

แต่เนื่องจากไปค่ายตอนบ่าย เลยนอนตื่นสายๆ ประมาณสิบโมง

ช่วงประมาณสิบโมงมีโทรศัพท์โทรมาปลุกเรื่องงานอื่นๆ ก็เลยตื่น

ตื่นสักพักก็เปิด facebook ในมือถือเชคดู wall เล่นๆ (เปิดแบบ Edge ด้วย TT)

ปรากฏว่า อยู่ๆก็ตกใจ เพราะมี notification จำนวนหนึ่งที่แบบพวก mentioned

ก็ชักเอะใจละว่ามีอะไร…ข้อความที่เห็นจากโทรศัพท์คือ ดีใจด้วย บลาๆ

ด้วยความสลึมลือ เลยสะดุ้ง เปิดคอมในทันใด…แต่คอมก็เปิดช้าาา…มาก กว่าจะติด

กว่าจะเข้าเนทได้ก็เล่นเอาตื่นเต้นเหมือนกัน จนเห็นด้วยตาตัวเอง

นาทีนั้นความรู้สึกตื่นเต้นแบบบอกไม่ถูกก็เข้ามาถึง เหมือนเป็นความดีใจ….ในที่สุดเราก็ทำภารกิจตามที่ตั้งเป้าหมายไว้สำเร็จสักที….

*********************************************

จบตอนนี้ขอยกเอาข้อความ อ.วิชาญ ที่พิมพ์ใน chatbox ไว้สำหรับเป็นการเตือนสติไว้ให้ตระหนัก ดังนี้

ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับศุภณัฐก่อนที่ได้ทุน แต่ก็ต้องรีบบอกทันทีว่าอนาคตข้างหน้ายังอีกยาวไกลและคงจะเจอความลำบากแสนสาหัสยิ่งกว่าที่เคยลำบากมาทั้งหมดจนบางทีต้องมานั่งถามตัวเองว่ามาทำอะไร กำลังทำอะไรอยู่ การได้ทุนไม่ใช่เรื่องยาก แต่การฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากในการเรียนมันยากกว่ามามายจนเทียบกันไม่ได้เลย ผมใช้คำว่าเป็นทุกขลาภ คือลาภที่ก่อให้เกิดทุกข์ คำนี้ไม่เจอกับตัวเองไม่มีวันเข้าใจ ที่พูดนี่ไม่ได้พูดให้ท้อแท้นะ แต่พูดให้ตั้งตัว มีสติ เตรียมความพร้อมทั้งกายใจและสติปัญญา

ตอนนี้ให้คิดให้แน่วแน่ว่าทำไมถึงดีใจ ทำไมถึงอยากได้ทุน จดเอาไว้ เมื่อวันนึงที่มันเหนื่อยยากลำบากจะได้เอามาดูว่าตอนนั้นเราอยากมาเพราะอะไร เพราะเวลาที่มันลำบาก ท้อแท้ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ขอให้โชคดี ประสบความสำเร็จดังใจหวัง

และอีกข้อความจากท๊อป Chutipong Suwannajak ผู้ซึ่งกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ ณ ฟลอริด้า

ขอแสดงความยินดี ดีใจกับเพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังจะก้าวออกนอกโลกใบเล็กๆ ที่เราคุ้นเคย วันนี้เรายินดี เราเริงร่า เราเฮฮา สนุกสนานกันได้เต็มที่ แต่ก็อย่าลืมหน้าที่ของเรา เก็บความสนุกสนาน ความยินดี รอยยิ้มเราในตอนนี้ไว้ เป็นเรื่องดีๆ ไว้เป็นกำลังใจให้ตัวเรา ในวันข้างหน้า ปีหน้า ที่เรายังไม่รู้ว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน จะพบเจอกับอะไร อย่าลืมหน้าที่ของเรา คำพูดที่เราเคยพูดไว้ อย่าลืมว่าเหตุผลที่เราได้มาเรียนคืออะไร และ อย่าลืมตัว ต่อไป เราต้องผ่านอุปสรรคมากมาย สิ่งยั่วยวนใจมากมาย (จริงๆ) อย่าวาดฝันว่ามาเรียนเมืองนอก คือมาการมาเที่ยว เดินสวยใส หล่อเกาหลี รวยเหมือนมุนินทร์ ลั้ลลาไปวันๆ เหมือนในซีรีย์ฝรั่ง (แต่ของอย่างนี้มันก็ต้องมีบ้าง) แต่ถ้าคิดว่าการมาเรียนเมืองนอก คือการมาเที่ยวละก็ เตรียมตัวเหนื่อยได้เลย ตอนนี้ เตรียมตัวให้พร้อมเต็มที่ เรื่องจริง ชีวิตจริง กำลังรอเราอยู่ 
#ไม่ได้พูดให้ท้อ #หรือตัดกำลังใจ #บางคนอาจคิดว่าแม่ง คนอื่นเขากำลังยินดี พิมพ์งี้มาไมวะ #อยากให้กำลังใจ #แค่ปีก่อน ไม่ได้มีใครมาพูดแบบนี้ด้วย #เลยอยากพูด อยากบอก #กำลังใจ คือสิ่งที่ทุกคนจะต้องการต่อไป #ก็เลยอยากให้ #อาจดูตรงๆ แรงๆ #แต่จริงใจ ครับผม 🙂

ขอยกเก็บไว้เพื่อเตือนตัวเองในอนาคตเวลาย้อนกลับมาอ่านบล๊อกนี้อีกในอนาคตครับ 🙂

*********************************************

ส่วนนี้มีสาระน่ะ…

Knowledge Management (KM) สำหรับเก็บไว้ :::: สรุป สิ่งที่เราควรเตรียมตัวเวลาสัมภาษณ์ทุนไปต่างประเทศ….

คำถามเหล่านี้มักเป็นคำถามพื้นฐานที่กรรมการมักจะถาม และเราควรมีไว้ในใจ

การมีคำตอบไว้ในใจจะทำให้เราเราตอบคำถาม ทั้งกับกรรมการ และกับตัวเองได้ (ทั้งแบบขายผ้าเอาหน้ารอดสำหรับตอบกรรมการ และไว้เป็น Road map ให้ชีวิตในการเรียนต่อ)

ตัวอย่างคำถามที่คิด / เตรียมตัว เกี่ยวกับชีวิต

1. ทำไมถึงอยากไปเรียนต่างประเทศ

2. อยากไปต่างประเทศ ประเทศอะไร (เวลาเราเลือกประเทศไม่ได้) เพราะอะไรเราถึงอยากเลือกไปประเทศนั้น

3. ที่จะไปนี้ อยากไปเรียน / ศึกษาสาขาอะไรกลับมา เรียนแล้วจะมีประโยชน์ยังไงกับประเทศชาติ (บางทีการเลือกเจาะจงมหาวิทยาลัย / อาจารย์ ถ้ามีข้อมูลอยู่แล้ว ก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน เพราะจะได้แสดงให้กรรมการเห็นว่า เรามีการเตรียมพร้อมหามาไว้แล้วเรียบร้อย)

4. ถ้าเวลาไปแล้วมีปัญหาชีวิต จะทำยังไงกับชีวิต

ตัวอย่างคำถามเกี่ยวกับวิชาการ

1. งานที่กำลังทำอยู่ กำลังทำงานอะไร ให้อธิบายหลักการโดยคร่าวๆ (พวก thesis / research ที่กำลังทำอยู่) ควรอธิบายให้ฟังให้เข้าใจ (เสมือนพูดให้คนนอกสาขาฟังเราให้รู้เรื่อง)

2. ที่จะไปเรียนนี้ ช่วยส่งเสริมงานที่เราทำยังไง ทำไมงานที่เราทำอยู่ถึงทำในประเทศไม่ได้ / ไม่ค่อยจะดี?

3. พวกความรู้พื้นฐานทางวิชาการในสาขา ที่เราควรรู้  (อันนี้แล้วแต่สาขา เพราะตอนสัมภาษณ์ ป.โท จุฬา หรือทุนต่างประเทศปีอื่น เค้าก็จะหยิบเอาข้อสอบเก่าที่สอบข้อเขียนไปแล้วทำไม่ได้ มาถามเราดูอีกที เพื่อดูแนวคิด)

สิ่งอื่นๆ ที่ควรจะมีประกอบการสัมภาษณ์ 

1. บุคลิกภาพ ท่วงที วาจา จะทำให้กรรมการเชื่อมั่นว่าเราจะไปอยู่ที่นู่นได้อย่างไม่มีปัญหา

2. การตอบอย่างมั่นใจ จะแสดงให้กรรมการเห็นว่า เราเป็นคนที่มีความแน่วแน่ และตั้งใจจริงที่จะไปเรียนต่อ (แต่อย่างบางคำถามที่เราตอบไม่ได้จริงๆ ก็บอกไปตามตรง ไม่ควรแถ อาจจะตอบในลักษณะคาดคะเนคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้อย่างสมเหตุสมผล)

3. มารยาททางสังคมพื้นฐาน เช่น นั่งเมื่อมีคนเชิญให้นั่ง การไม่พูดแทรกขณะที่ผู้ใหญ่พูด มารยาทในการพูด ฯลฯ

*********************************************

ตอนต่อไปอาจจะทิ้งช่วงสักพัก ขอให้ได้มีการเรียน – เตรียมสอบภาษาอังกฤษ สัมฤทธิ์ผลก่อนนะครับ แล้วจะมาเล่าสู่กันฟังต่อ 🙂

ขอบคุณที่ทนอ่านครับ

โฆษณา

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 2 : เตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์

ความเดิมจากตอนแรก ….

หลังจากคะแนนภาษาอังกฤษออกมาแล้ว ก็หมดเวลาที่จะมากังวลกับการสอบสักที

ในช่วงหลังจากนั้นก็เป็นเวลาแห่งการรันโปรแกรม และปั่น paper งาน AMM

(ส่งเปเปอร์ตอนสามทุ่มครึ่งของวันที่ 31 มกราคม ก่อนเวลาปิดรับ สามชั่วโมง 555)

ก็เป็นช่วงเวลาที่ได้พักบ้าง ถึงแม้จะต้องมี quiz วิชา foundation math ของ อ.พิมพ์เพ็ญมาก็ตาม (ลง V แต่เหมือนลงเรียนจริงๆ 5555)

ก่อนหน้านั้นเราก็เฝ้ารออย่างเลื่อนลอยว่า ผลจะประกาศเมื่อไหร่…

คืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ยังโพสสถานะ “รอฉันรอเธออยู่ แต่ไม่รู้เธออยู่หนใด…”

*****************************************************

13 กุมภาพันธ์ 2556

เรียนวิชา foundation math อยู่อย่างสนุกสนานตอนสิบโมงถึงเที่ยง…

เรียนเสร็จ…เดินลงไปที่ห้องภาคชั้น 8 เมื่อทุกคนเห็นหน้าทุกคนก็บอกว่า

“ดีใจด้วยน้าาาาาาา”

แค่นั้นแหละ…มือไม้สั่นเลยด้วยความตื่นเต้นและตกใจ !

ฉับพลันทันใด ก็รีบโทรบอกที่บ้าน โทรคุยกับ อ.สมลักษณ์ ที่เชียงใหม่ โทรไปหา อ.สุเทพผู้ซึ่งเขียน recommendation

และที่สำคัญกว่านั้น…วิ่งขึ้นไปหา อ.ที่ปรึกษา (แต่ก็ไม่เจอ – -)

ตั้งสติสักพัก กินข้าวเสร็จ ใจเลยเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ…

นึกขึ้นได้เลยรีบเมลล์ไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาว่าจะถามเรื่องหาข้อมูล…

ไปถามอาจารย์ที่ภาค แต่อาจารย์ก็ไม่มีข้อมูลของคนที่ญี่ปุ่นเลย…

เย็นวันนั้นสอนพิเศษน้องนุ๊กกับน้องมิจิที่สาธิตจุฬา ซึ่งคุณแม่น้องมิจิ (อ.พรรณงาม) ก็ถามวันนั้นพอดีว่า ที่ไปสอบมาเป็นยังไงบ้าง (เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเล่าให้ฟังเรื่องทุนเรียนต่อ และทุนประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ)

เลยบอกผลไป แต่ต้องหาข้อมูลเพิ่มอีก อ.พรรณงามเลยบอกว่า มีศูนย์ Japan foundation ที่อโศก อาคารเสริมมิตรทาวเวอร์…

เลยปิ๊งไอเดียว่า…งั้นเราลองไปหาพวกข้อมูลต่างๆเบื้องต้นที่นั่นดีกว่า

ลองหาข้อมูลเพิ่มเติม ปรากฏว่าไม่ใช่ศูนย์ Japan Foundation แต่ทำให้ได้ข้อมูลเพิ่มว่าก็มีศูนย์ JASSO อีกเหมือนกันที่ตึกเดียวกัน….

แต่ภาระหนักอึ้งเริ่มมาอีกแล้ว เพราะ requirement บอกว่าต้องมี portfolio ด้วย (ปกติไม่เห็นจะมี)

ถ้างั้นเราก็ควรทำแฟ้ม หาข้อมูล…แต่ก็มี quiz อีก ต้องทำอะไรยังไงก่อนดี….

คืนนั้นเลยลองหาข้อมูลเองก่อน ด้วยการเริ่มๆ ค้นจาก proceeding งาน TJJCCGG ดูชื่อ professor หรือคนพูด แล้วค่อยๆ สาวไปถึงมหาวิทยาลัย

รวมถึงหาจากมหาวิทยาลัย ด้วย keyword computational geometry university japan

ได้ข้อมูลมาบ้างนิดหน่อยพอเก็บไว้ให้อุ่นใจ

*****************************************************

14 กุมภาพันธ์ 2556

ตั้งแต่งาน TJJCCGG ที่ มศว ทำให้เราเริ่มมีความคิดที่อยากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

ด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง ประกอบด้วยเรื่องวัฒนธรรม สายที่อยากเรียน (ซึ่งมาดูตอนนี้ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าไปที่นู่นจะมีไหม) รวมถึงประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ การที่ญี่ปุ่นมีนวัตกรรมต่างๆ มากมาย และเรื่องการศึกษาที่โดดเด่นเรื่องการคิดวิเคราะห์ ทำให้รู้สึกอยากไปสัมผัส และเลือกนำกลับมาใช้ในอนาคตบ้าง…

วันนี้เลยไปหาข้อมูลที่ตึกเสริมมิตรทาวเวอร์กับพี่แพรว ในตอนบ่าย ดังที่ อ.พรรณงามแนะนำให้ไว้

ข้อมูลที่ไปหามาเจอ คือข้อมูลของ JASSO หรือ องค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น (เว็บ : http://www.jeic-bangkok.org) ซึ่งให้ข้อมูลที่ดีสำหรับการเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น..

ไม่รอช้า รีบไปทันใด…ปรากฏว่า…..

Office ไม่มีคนอยู่คร้าบบบ…

สอบถามเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงกัน เค้าบอกว่า พี่ๆ ไปออกบูธที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ไม่มีใครอยู่ T__T

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยว…เราจึงนั่ง MRT ต่อไปที่ศูนย์สิริกิติ์ และก็เจอซุ้มเล็กๆ อยู่ในซอกซอยในงาน…

เราได้ข้อมูลมาบ้างเล็กน้อย กับโบร์ชัวร์เล่มนึง…มาช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติม..

ตอนเย็นก็ไปต่อที่ central world เพื่อไปหาแฟ้ม port folio แต่ก็หาแฟ้มที่ถูกใจไม่ได้เลย (จริงๆ อยากได้แฟ้มสอดเแบบเรียบๆ แบบแนวนอน แต่มันหาไม่เจอสักที) สุดท้ายก็จำใจสอยมาหนึ่งอัน (ดีกว่าไม่ได้หว่ะเฮ้ย)…เลยเดินไปเดินเล่นที่ kinokuniya แล้วก็ไปสอยหนังสือญี่ปุ่นมา (ไฟแรงไปไหม 555) หาอะไรกินที่ซิสเลอร์แล้วก็แยกย้ายกลับหอ

คืนนี้ตัดสินใจอย่างหนักหน่วง เพราะจริงๆ มี CU-TEP ที่สมัครทิ้งไว้ จ่ายเงินแล้ว ตอนวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์

แต่…กับเรื่อง portfolio ถ้าจะทำ ก็ต้องให้แม่ส่งพวกเอกสารมาที่ กทม อีก..จะหายไหม จะยังไงดี หรือกลับเชียงใหม่ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้ดี….

ปรึกษา อ.สมลักษณ์ผ่าน facebook อ.ก็แนะนำให้แม่ส่งมาเหอะ….

แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้มาดลใจ ก็เลยตัดสินใจกับเชียงใหม่แบบเร่งด่วน เพื่อไปเอาเอกสารดีกว่า

*****************************************************

15 กุมภาพันธ์ 2556

หลังจากเรียนเสร็จ ตอนบ่ายไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเรื่องเลือกมหาวิทยาลัย อาจารย์เลยพาไปพบอาจารย์วนิดา ผู้กว้างขวางในวงการนี้

อาจารย์ก็แนะนำอาจารย์ให้อยู่หลายๆ คนเก็บไว้เป็นตัวเลือก

อาจารย์ที่ปรึกษาเองก็ได้ให้ปึกเอกสารพวก discrete geometry มาไว้ดูเล่น เผื่อประกอบการตัดสินใจเลือกสายที่จะทำอยู่เหมือนกัน….

คุยเรื่องนั้นเสร็จก็มาคุยเรื่อง thesis ต่อไป…ระหว่างคุยก็ได้ยินเสียงใครมาบูมๆ เสียงดัง มาถึงบางอ้อ…อุเทนถวายประท้วงหน้าจุฬา – -.

เพราะจะกลับบ้าน …วันนั้นเลย cancel สอนพิเศษตอนเย็น

รีบเดินทางกลับเชียงใหม่

*****************************************************

การเดินทางกลับบ้าน ก้ทำให้กลับไปเจอกับเพื่อนๆ ซึ่งนั่งกินข้าวและเม้าท์ตั้งแต่เที่ยงถึงสี่โมงเย็น ! (ดีร้านเค้าไม่ไล่ออกไป)

กลับไปแสกนเอกสารต่างๆ นาๆ ครบถ้วน และหาดูแฟ้ม (ซึ่งก็ได้แฟ้มที่ถูกใจก็ที่ร้านแถวคันคลองนี่เอง แต่ไม่ใช่แฟ้มแนวนอนนะ)

เริ่มเตรียมเอกสาร ทำแฟ้มสะสมงาน อื่นๆ อีกมากมาย

ว่าด้วยเรื่อง port folio

เรื่องแฟ้ม port folio เอง ที่คิดไว้ เนื่องจากเราพอจะมีความสนใจเรื่องการออกแบบ graphic อยู่จนทำเป็นงานอดิเรกประจำ (ซึ่งไม่เคยได้ตัง 555) ก็เลยคิดว่า แฟ้มของเราควรจะฉีกแนวจากคนอื่นๆ บ้าง และแฟ้มก็ควรจะแสดงออกด้วยความสามารถของเราเองด้วย…ก็เลยออกแบบและแยกส่วนประกอบไว้ดังนี้

>> Introduction แนะนำข้อมูลส่วนตัว

>> ข้อมูลด้านการศึกษา

>> ข้อมูลด้านกิจกรรมเสริมหลักสูตร

>> ข้อมูลเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของตัวเอง…

การเคยทำ port folio กับแฟ้มเอกสารประเมินนักเรียนพระราชทานตอน มัธยม ช่วยให้สามารถออกแบบแฟ้มได้เยอะเลย..(ดังนั้นนักเรียนทั้งหลายจึงควรเห็นประโยชน์ของการทำแฟ้ม port folio นะครับ :P)

แต่สิ่งที่มาคิดคือ การใส่เกียรติบัตรและรูปเยอะไป ทำให้คนอ่านเบื่อ…เราจึงกำหนดจำนวนหน้าตามขนาดของแฟ้มที่มีอยู่คือ 40 หน้า….และไม่เน้นการยัด content เยอะไป แต่คิดว่า สิ่งที่จะช่วยให้คนสนใจมากเมื่อแรกอ่านคือ รูปภาพ…ดังนั้น รูปภาพในคลังข้อมูล ทั้ง external harddisk, facebook และอื่นๆ อีกมากมายถึงถูกนำมาใช้ในงานนี้…(ประโยชน์ของการถ่ายรูปเอง การให้คนอื่นถ่ายให้ และการถูก tag ใน facebook 5555)

portfolio2

portfolio2

ตัวอย่างแฟ้ม portfolio ครับ

ทำแฟ้มยังไม่เสร็จดีเท่าไหร่ ก็เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งต้องกลับกรุงเทพแล้ว…เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ

*****************************************************

ชีวิตก่อนสัมภาษณ์ รู้สึกจะครบรสชาติจริงๆ

เพราะ quiz ก็ต้องสอบ (แต่สุดท้ายก็ขอ อ.เลื่อน จำไม่ได้ว่าเลื่อนได้ไหม) thesis ก็ต้องทำ แฟ้มก็ต้องปั่น ข้อมูลก็ต้องหา

โชคดีที่ทำแฟ้มเสร็จตั้งแต่ประมาณวันจันทร์ – อังคาร เลยค่อยๆ ตัดความโหดร้ายออกทีละอย่างๆ

เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงวันพฤหัสบดี คืนก่อนสัมภาษณ์ ซึ่งแทบจะนอนไม่หลับเลยทีเดียว….

ส่วนวันสัมภาษณ์เป็นยังไงต่อ….ขอไปเขียนภาค 3 ก็แล้วกัน

ขอบคุณที่ทนอ่านครับ

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 1 : ปฐมฤกษ์

จริงๆ เขียนบล๊อกมาตั้งแต่ตอนอยู่ ม.5 ตั้งแต่มี space ของ microsoft

จนกระทั่งมี hi5 (และก็ล้มหายตายจาก) และสุดท้ายก็มี facebook จนมาถึงปัจจุบัน

หลังจากการเริ่มเล่น facebook ทำให้บล๊อก (ซึ่งเสมือนบ้านหลังเก่านี้) ปิดร้างไว้ (อัพแค่ปีละครั้งสองครั้ง จากการกำหนดภาพรวมของปีเท่านั้นแหละ)

**********************************

เวลามองย้อนกลับไปอ่านบล๊อกตอนที่เคยเขียน มันให้ความรู้สึกที่แปลกๆ แบบบอกไม่ถูกเหมือนกัน

บล๊อกก็จะสะท้อนชีวิตของตัวเองในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงที่มีความสุขที่สุด ช่วงที่แย่ที่สุด ช่วงที่เหวี่ยงแรงที่สุดและอื่นๆ

ซึ่งจะย้อนกลับไปแบบ facebook ก็คงให้อีกอารมณ์นึงเหมือนกัน…

เหมือนที่ใครหลายคนชอบบอกว่า การ post อะไรผ่าน facebook

อาจทำให้ชีวิตเราดูไม่ได้ไตร่ตรองอะไรมากกว่าเมื่อก่อน

**********************************

เมื่อต้นปีจากบล๊อก https://nutsnc.wordpress.com/2012/12/30/happy-new-year-2013/

เราได้ตั้งวิสัยทัศน์ไว้หลายประการอยู่เหมือนกันในปีนี้ เป้าหมายอันหนึ่งคือ

3.การหาทุนและการเรียนต่อในอนาคต ในปี 2013 นี้ จะต้องมีความพร้อม และสามารถหาทุนไปเรียนต่อต่าง ประเทศให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นทุน พสวท. ต่างประเทศ (ที่สอบเดือนมกราคม) หรือทุนอื่นๆ (เช่น มอนบุโช) รวมถึงจะต้องทบทวนเนื้อหา ป.ตรี + โท และวางแผนการวิจัยที่จะเลือกทำในระดับ ป.เอกด้วย

เลยเป็นที่มาของมหากาพย์ซีรีส์ชุด “เตรียมตัวเก็บกระเป๋า” ซึ่งก็คงยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่

คิดว่าการบันทึกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเอง ในเวลาที่ท้อแท้ในอนาคต

และเป็นประโยชน์กับคนอื่น ในเวลาที่พยายามหาข้อมูลด้วย ซีรีส์จะเริ่มต้น ณ บัดนี้…..

**********************************

หลังจากที่ผ่านมรสุมชีวิตที่แสนโหดร้ายจาก ป.โทปี 1 และชีวิตเริ่มเห็นแสงสว่างหลังจากปี 1 เทอมสองของ ป.โท

เหมือนกับที่เคยเรียน econ 101 ตอน ป.ตรีว่า  คนเราถ้ามีความมั่นคงในชีวิต ก็ย่อมหาความก้าวหน้าให้กับตัวเองต่อไป

เราเลยเริ่มแอบมองๆไว้ว่า ถ้าปีนี้มีทุน พสวท. ต่างประเทศ ก็คงสอบแหละนะ…

[ทำไมถึงอยากไปนักหนา..ก็คงเป็นเพราะเปิดหูเปิดตา เปิดกะลาให้มันกว้างขึ้น ไปเห็นอะไรใหม่ๆ ที่อยากทำ (งาน + วิจัย) และสะสมประสบการณ์สำหรับอนาคต]

แต่เราก็ต้องเตรียมตัวไว้ให้ดี (เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง) เลยเริ่มตัดสินใจลงเรียนภาษาอังกฤษแบบ multiskill ของที่ BSC baptist ซึ่งอยู่ใกล้ๆ หอ

ระหว่างนั้นก็สะสมความรู้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบปี 2 เทอมหนึ่ง (ที่ชีวิตก็ไม่ได้หรูหราอะไรมาก แต่ก็พอไหวนะ)

………………………………………….

เริ่มเข้าเทอม 2 ของ ป.โท ปี 2

เราคิดว่าจะต้องมีการสอบไปต่างประเทศแน่ๆ เลย…

จากข้อมูลหลายปีย้อนหลังที่ผ่านมา ทุนปี 2554 (รุ่นที่มนต์ชัยไป) รับสมัครเดือนมิถุนายน สอบเดือนกรกฎาคม ประกาศผลก็นู่น สิงหาคม (ก่อนวันดรอป)

ทุนปี 2555 (รุ่นพี่ซิ่มที่ไป) รับสมัครเดือนเมษายน สอบเดือนพฤษภาคม ประกาศผลก็เดือนมิถุนายน

เอาล่ะ..ปีนี้คงพอๆ กันมั้ง…

ด้วยเหตุนี้เราจึงวางแผนไว้อย่างเสร็จสรรพว่า…เราจะต้องตามสอบ CU-TEP ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อไว้เก็บเป็นคะแนนภาษาอังกฤษไว้ยื่น จะได้ไม่ต้องหนักใจไปสอบกับ สสวท. อีก

สอบ CU-TEP รอบแรกเดือนพฤศจิกายน…ชีวิตดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่

รอบเดือนธันวาคม ชนๆกับงาน MPSGC เราก็เลือกที่จะไปทำงาน MPSGC (แทนที่จะไปสอบ CU-TEP) คิดว่าคงมีเวลาให้สอบอีกแน่เลย

ชะล่าใจไปจนกระทั่ง…

*******************************************

กลางธันวาคม 2555

เสียงลือจากบน wall facebook ว่าทุนปีหน้าจะรับสมัครเดือนธันวาคมนี้น้าาาาาา…ไอ้เราก็คิดว่า เอ่อ..อะไรจะเร็วขนาดนั้น คงไม่มั้ง อิอิ

จนกระทั่ง…

วันที่ 18 ธันวาคม 2555 ณ ห้องภาค ชั้น 8

เราทุกคนก็มาดูประกาศรับสมัครทุน และก็พบว่า

. . . . .

มันเป็นไปจริงๆ ด้วย

แต่เราไม่พร้อมอะไรสักอย่างเลย

แผนเรื่อง CU-TEP ล่มสลาย

. . . . .

แต่กายพร้อม ใจพร้อม เราทำได้…ณ ตอนนั้นก็คิดไว้ว่าก็สมัครไปก่อนก็แล้วกัน แล้วไว้เตรียมตัวให้ดีๆ

สุดท้ายก็ได้ไปขอ recommendation จากอาจารย์วัชรินทร์ อาจารย์สุเทพ

กรอกใบสมัคร และส่งใบสมัครที่เชียงใหม่ (ฝากพี่อ้อที่เชียงใหม่ส่งไป 5555+)

ประโยค “เป็นนักเรียนทุน พสวท. ต้องพร้อมเสมอ” ดังก้องอยู่ในหัวสมอง – -.

*******************************************

เดือนมกราคม 2556

เดือนนี้เป็นเดือนนรกเลยก็ว่าได้

ช่วงปีใหม่เราก็ต้องมาคิดเหมือนกันว่ามีงานอะไรต้องทำบ้างน๊า…

งานแรก 9 มกราคม พูดสัมมนา paper algebra ที่เป็นสาขาที่น่าหนักใจที่สุด (สำหรับเรา)

งานที่สอง 22 มกราคม สอบทุนต่างประเทศ

งานที่สาม 31 มกราคม ส่ง paper ลง proceeding งานประชุม AMM

สัมมนากว่าจะเริ่มแกะเปเปอร์ ก็ก่อนปีใหม่สักไม่กี่วัน

ทุนต่างประเทศก็ยังไม่ได้เริ่มอ่านหนังสือ เตรียมความพร้อมอะไรเลย

ส่วน paper นี่ยังไม่ต้องพูดถึง เพราะโปรแกรมยังไม่เสร็จเล้ยย….ผลยังรันไม่ออกเลย…

สรุปเลยค่อยๆ ทำงานทีละอย่างอย่างสาหัส

สัมมนาก็ต้องแกะ เตรียมพรีเซนต์ จนผ่าน (แบบปุๆปะๆ พรุนไปทั้งตัว)

จนสัมมนาเสร็จ หาคำตอบไปตอบ…ถึงได้ฤกษ์เตรียมตัวสอบไปนอกสักที

เริ่มจากการเตรียมตัวด้วยการอยากติวชาวบ้าน (ทั้งที่ตัวเองก็ไม่น่าจะรอด)

ทำแนวข้อสอบจากมรดกจากพี่ๆ  ที่ซึ่งเราทำไม่ได้ (น้ำตาจะไหลอยู่ทุกวัน)

ทบทวนเนื้อหาจากข้อสอบ GRE subject ในหนังสือที่ซื้อไว้นานแล้ว (แต่อ่านๆ ทำๆ ได้สักพักชักอารมณ์เสีย เพราะเริ่มอินทิเกรตไม่ออก คูณเลขผิด เปลี่ยนตัวแปรไม่ถูกบ้างแล้ว – -.)

ก็เลย…เอ่อ…พักไว้ก่อนแล้วกันนะ…

ส่วนภาษาอังกฤษ…ไม่ได้เตรียมอะไรเลย (กะลุยเอาสดๆ เลยนะ)

*******************************************

22 มกราคม 2556

ตื่นแต่เช้าตรู่ ไป สสวท. (ทั้งที่เมื่อคืนก่อนหน้านอนไม่หลับ กลิ้งไปกลิ้งมา)

ทักทายกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เราก็ต่างคุ้นเคยกันดี

แล้วก็ขึ้นไปสอบภาษาอังกฤษ TOEFL ITP ในตอนเช้ากัน….

พอเริ่มทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ความหวังที่มีอันน้อยนิดก็เริ่มพังทลายลงทีละเล็กทีละน้อย

เริ่มใจเสียตั้งแต่ part listening…มาถึง part reading และ structure

ออกห้องสอบมาก็แอบถอดใจเหมือนกัน….

——————————————–

ตอนบ่ายเริ่มลงมือกับข้อสอบวิชาการ

พี่ๆ ที่ สสวท. ถามสมาชิกกันว่า อยากสอบแบบต่อเนื่อง หรือมีพักด้วย

……

เราทุกคนต่างพร้อมใจกันขอสอบอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ เรานั่งสอบ ตั้งแต่ 13.00 – 17.00

กับข้อสอบ algebra, calculus, prin math, math anal, linear algebra

สิริรวมแล้ว 5 วิชาใน 4 ชั่วโมง (โหดกว่าที่จุฬาอีก)

…….

ลงมือทำข้อสอบได้….

ข้อสอบมีอยู่ 2 ปึกใหญ่ๆ ก่อนเปิดข้อสอบ

ตรวจสอบความถูกต้องของข้อสอบ …..เปิดแบบไวๆ ดูท่าแล้ว น่าจะพอสู้ไหว (มั้ง)….

 

…..กลับไปเริ่มทำข้อสอบ……

เปิดชุดที่ 1 เจอกับ Algebra……

จากการที่เคยประกาศเจตนารมณ์ว่า ไม่ทำ algebra !

เลยรีบพลิกผ่านไปที่ calculus …..ความรู้ calculus ค่อยๆ ถูกฟื้นขึ้นมา สมัยไปนั่งติวแคลชมรมวิชาการให้น้องๆ ที่ SCB1, SCB2

ข้อสอบมีทั้ง หาลิมิตที่มันดูแปลกๆ  อินทิเกรตที่โจทย์สั้นนิดเดียวแต่ทำไปหน้ากระดาษนึง อินทิกรัลสองชั้น ที่ทำได้ครึ่งหน้ากระดาษแล้วต้องเปลี่ยนวิธีทั้งหน้า

ได้เวลาพอสมควรแล้วเลยลองทำใจเปิดไป algebra สักนิดนึง…เลือกทำข้อที่ทำให้จรรโลงชีวิตได้ข้อนึง

พอทำข้อนั้นเสร็จ…ก็ควรแก่เวลา พลิกไปดูชุดสอง

เจอกับข้อสอบ prin math ที่สู้ไหว แต่นั่งลืมๆ มึน ๆ กับ sufficient condition หรือ necessary condition ที่มันชวนให้สับสนทุกที

แล้วรีบไปทำ linear algebra ต่อ เป็นเหมือนความโชคดีที่เราทบทวนพวก diagonalization และพวก linear map ที่ถูกฝังในสายเลือด

เลยพอจะแถดๆแถๆ ไปได้จนจบ….

เมื่อทำ linear หมดแล้ว..ก็เหลืออีก 15 นาที….ยังไม่ได้ทำข้อสอบ analysis เลย

นั่งคิดไปเรื่อยๆ ว้าวุ่นจิตใจ คิดยังไม่ออกก็หมดเวลาพอดี

การวิ่งมินิมาราธอนครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง….

ออกห้องสอบมารู้สึกว่าชีวิตมีความหวังขึ้นนิดนึง…แต่ไม่หวังอะไรมาก (เพราะชีวิตนี้ก็ fail อะไรมาเยอะแล้วเลยไม่อยากหวังอะไร)

จบวันด้วย shabushi สาขาเมเจอร์เอกมัย…

*******************************************

สามสี่วันหลังจากสอบ

มีข่าวว่าคะแนนภาษาอังกฤษออกแล้ว…

สถิติข้อมูลคะแนนภาษาอังกฤษถูกโพสใน facebook ของ พสวท.

ก็เลยได้ฤกษ์โทรไปถามพี่ที่ สสวท. ซะที (กระเหี้ยนกระหือรืออยากรู้นักนะ – -)

คะแนนที่ทราบก็ ช๊อค….เพราะได้ไม่เยอะ (ดังที่คาดไว้)

ลองคุยกับเพื่อนๆ ดูก็ประมาณๆ กันเหมือนกัน…

สรุปชีวิตก็เลยต้องลุ้นกันต่อไป

ชีวิตหลังจากลุ้นไว้ต่อภาค 2 ก็แล้วกัน……

ขอบคุณที่ทนอ่านครับ