ความทรงจำสีจางๆ ของวัน Sports Day

ตั้งแต่จำความได้ตั้งแต่มาเรียนในมหาวิทยาลัย กิจกรรมที่ได้ร่วมทุกๆ ปี นอกจากวันรับน้องขึ้นดอย ก็คือ วัน Sports Day
หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกว่า ทำไมเราถึงอินกับงาน Sports Day ได้มากขนาดนั้น…

ตอนอยู่ปี 1 เราอยู่ในบทบาทของน้องที่ทำตามที่พี่วางแผนไว้ให้ ก็ได้อีกอารมณ์หนึ่ง เราได้อยู่บน stand cheer ตั้งแต่เช้าจนดึก ถึงแม้หลายคนอาจจะมองว่าเป็นกิจกรรมไร้สาระก็เถอะ แต่ถ้าเรามองหาประโยชน์จากงานดังกล่าวนี้มันก็มีไม่น้อย กับ Sports Day ทำให้รู้จักเพื่อนมากขึ้น ทุกวันนี้ก็ยังเจอ พูดคุย ติดต่อกับเพื่อนๆ ที่อยู่รอบๆ ทิศอยู่เหมือนกัน รวมถึงทักษะการทำงานอื่นๆ อีกมากมาย

จากบทบาทผู้ร่วม ก็มาสู่บทบาทการทำงาน การวางแผน
ตอนปี 2 เป็นพยาบาล Sports Day อาจจะยังไม่ได้อินกับงาน Sports Day มากเท่ากับบทบาทของผู้ร่วม

ณ ปีนั้น เรายังไม่ได้เห็นภาพอะไรที่ชัดเจนมากมาย แต่สิ่งที่เราเห็นคือ การทำงานที่ยังไม่ค่อยประสานกันดีพอ ทำให้มีปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ ไฟหลีดฉายบังแสตนด์ แสงเสียงสโมไม่ยอม set ลำโพงให้พี่เชียร์ ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ผลจากปีนั้นสะท้อนได้ทั้งภาพโดยแจ้ง คือรางวัลที่ได้(ที่แย่ๆ) และภาพที่คนอื่นมอง

มาถึงปีที่คงต้องพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นปีที่จดจำมาจนถึงทุกวันนี้ (และคงจะตลอดไป) คือปี 52 ซึ่งเป็นปีสวรรค์ล้านนา
รู้ๆ กันว่าปีนั้นสโมมีปัญหาอะไรกัน (ช่างมันเถอะ) จนสุดท้ายต้องมาช่วยกันก่อร่างสร้างตัวใหม่ (มีอะตอมเกมส์อีกต่างหาก)
Head Sports Day ปีนั้นคือพี่ภู ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ต้องจัดสรรงบประมาณอันน้อยนิด เพื่อใช้ของระยะยาว
(ปีนั้นไม่ได้รับผิดชอบงานหลักอะไรมากเพราะต้องรับผิดชอบอะตอมเกมส์ แต่ก็ช่วยนู่นช่วยนี่ ไปนั่งเฝ้าดูน้อง เสนอความเห็นต่างๆ ไปบ้าง ไม่รู้ใครจะรำคาญบ้างไหม)
งบ Sports Day คณะเรามีไม่มาก แต่ละปีเราใช้ของเก่า ของเก็บ และของหาซะส่วนใหญ่ เมื่อเทียบกับคณะอื่นๆ เรากล้ารับประกันได้ว่า งบเราน้อยกว่ามากๆ
ปีนั้นการคิด Theme เริ่มมาจาก idea ที่ว่า “เราจะพยายามคิดเผื่อไว้ใช้ในงาน Atom Games”
ด้วย idea นี้ จึงบีบให้ concept กลายเป็นสวรรค์ล้านนานั่นเอง
มีหลายคนบอกว่า ในวิกฤตมักสร้างโอกาสเสมอ …ปีนี้ก็คงเป็นอย่างนั้น

กับข่าวที่ช๊อคที่สุด ที่คณะแพทย์ มือวางอันดับ 1 มาชี้ว่าจะอยู่แสตนด์ข้างวิดยา (เดาว่าปีนั้นคงจะกระทืบให้จมดินไปข้าง อันนี้เปรียบเปรย 555)
ทำให้ทุกคนตกใจ และต้องมาวางแผนอะไรสักอย่างกันซะแล้ว…
ปีนั้นเป็นปีที่น้อง 52 ไม่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเท่าไหร่
ห้องเชียร์มากันไม่มาก ณ วันสุดท้ายของห้องเชียร์ เป็นปีแรกที่น้องสอบเพลงคณะไม่ได้สักเพลง

แต่สุดท้าย ผลที่ได้กลับมามันตรงข้ามสุดๆ เพราะได้ All day ที่ 1 Climax ที่สอง (คะแนนเฉือนในระดับทศนิยม) Parade ที่ 1 ซึ่งเราทุกคน (ทีเป็นคนทำงาน) ตกใจมากกว่าตอนประกาศรางวัลอีก….ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?!?
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า เวลาเราทำงาน เราทำงากันแบบเพื่อนๆ พี่ๆ ไง…

แต่ละฝ่ายไม่ได้ตั้งแง่กันว่า ฝ่ายนี้อย่างนั้น ฝ่ายนั้นอย่างนู้น
แต่ด้วยการทำงานแบบเพื่อน เวลาเรามีปัญหา เราก็จะมาคุยกันว่าเป็นยังไง เวลาใครมีความคิดเห็น idea ดีๆ ก็จะเสนอให้แก่กัน
และเราคุยกันแบบเพื่อนกันตลอด อะไรที่คุยกันได้เราก็คุยกัน และหาจุดร่วมกัน (อาจะเป็นเพราะเราเคยเห็นผลร้ายของการไม่พูดกันก็ได้)
ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะคัทเอาท์ เพลท พาเหรด สตาฟวิ่ง และเชียร์ เราคุยกันตลอดแบบเพื่อน (ใครเจออะไรลี้ลับก็มาเล่าสู่กันฟัง 555+)
ที่สำคัญเราไม่ได้คุยเฉพาะในที่ประชุม แต่เราคุยกันนอกรอบบ่อยๆ ด้วยความเป็นเพื่อน เป็นพี่
มันเลยเป็นผลที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในท้ายที่สุด ถึงแม้จะมีอะไรที่ยุ่งยากลำบากก็ตาม
(จริงๆ ปี 53 เราก็ทำงานแบบนี้เหมือนกัน แต่ความทรงจำมันไม่ได้จดจำได้แบบตอนปี 52)

น่าจะเป็นบทเรียนหนึ่งที่ช่วยเตือนให้เราคิดเสมอว่า การทำงานเราควรประสานงานกันให้ดีๆ และคุยกันแบบเพื่อน พี่น้อง การ order คำสั่งไม่น่าจะใช่วิธีที่ดีเลย….
ในความคิดเห็นส่วนตัว งาน Sports Day นี่แหละ ที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการทำงานสโมสรนักศึกษาตลอดทั้งปี ว่าจะมีความสามารถในการประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ได้ดีมากน้อยแค่ไหน

ตั้งแต่ปีสวรรค์ล้านนาเป็นต้นมา เราจึงพยายามกลับไปดูน้องๆ เพื่อรำลึกถึงความหลังที่สวยงามของ Sports Day (รับน้องขึ้นดอย ความทรงจำก็ไม่มากเท่า)
ถึงแม้การทำงานตอนนั้นจะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่พอหันหลังกลับไปมอง มันเป็นความทรงจำที่สวยงาม และเก็บเรื่องราวเป็นประสบการณ์เตือนใจในการทำงานในอนาคตได้มาก…

ปีนี้ คงจะเป็นปีสุดท้าย ก่อนที่จะต้องไปทำหน้าที่ที่สำคัญของตัวเอง และหวังว่าจะได้กลับมาดูอีกครั้ง หลังจากภารกิจลุล่วงเรียบร้อยแล้ว….

ปิดท้ายด้วยวีดีโอ ที่ไม่ว่าดูจะดูกี่รอบ ความรู้สึกดีๆ ก็มาหาทุกครั้ง

Advertisements