เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 6 : พารานอยด์

เว็บไซต์เด็กโบห์มดอทคอม (http://www.dek-d.com/board/view/1504280/) ได้กล่าวถึงคำว่าพารานอยด์ไว้ว่า

พารานอยด์ (paranoid) หรือ หวาดระแวง หมายความถึง อาการทางจิตอย่างหนึ่ง ได้แก่ ความสงสัยคิดเกินเลยจนเป็นความระแวง มีตั้งแต่น้อยๆ นั่นคือคนอื่นอาจพูดคุยโน้มน้าวใจด้วยเหตุผลก็พอจะโยกคลอนได้ ไม่เชื่อแบบฝังแน่น

************************************

ความเดิมจากตอนที่แล้ว : อาจารย์ที่ Meiji University ตอบรับให้เข้าไปใน Lab ของอาจารย์แล้ว

ตอนที่ 6 จะต่อเนื่องมาจากตอนที่ 5 (ไม่อยากเขียนตอนที่ 5 ให้ยาวเกินไป เดี๋ยวมันยาวเกิน)

*************************************

หลังจากที่อาจารย์ตอบรับให้เข้าห้อง lab อาจารย์แล้ว ทาง Grad School ก็ส่งเอกสารการสมัครมาให้ ซึ่งต้องขอบคุณทาง Grad School ที่เป็นห่วงเรา กลัวว่าเอกสารจะมาถึงช้า ส่งไฟล์เอกสารนั้นมาให้ด้วย จะได้มีการเตรียมตัวก่อนเวลาสมัคร คือวันที่ 6 ธันวาคม ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2556

ทาง Grad School ส่งเอกสารมาให้วันที่ 27 พฤศจิกายน (Professor ตอบรับกลับมาวันที่ 26 พฤศจิกายน!) เอกสารถึงไทยประมาณ 30 พฤศจิกายน (โดย EMS ซึ่งไวพอดู) เปิดเอกสารมาจึงต้องเตรียมพวก เอกสารการจบ คะแนนภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือการกรอก Research Plan ซึ่งเทียบได้กับการสอบ Entrance Examination นั่นเอง ตัวเราไม่ต้องไปสอบสัมภาษณ์ที่ญี่ปุ่น แต่ต้องส่งเอกสารเหล่านี้ไปให้ (คนที่ไปสัมภาษณ์ กรรมการก็จะถามพวก Research Plan / งานที่กำลังทำอยู่) หลักๆ มีคำถามให้เราตอบอยู่ประมาณ 4 ข้อ ข้อละหนึ่งหน้ากระดาษ ดังนี้

  1. งานที่กำลังทำอยู่ตอนนี้
  2. แผนการวิจัยที่สนใจ (เขียนแบบ Conceptualization ได้)
  3. ประสบการณ์ทางวิชาการ
  4. ข้อ 4.1 ให้บอกว่าเราเคยได้รางวัล หรือมีความภูมิใจอะไรในชีวิตบ้าง 4.2 นักวิจัยในอุดมคติของคุณเป็นยังไง

ข้อ 1, 3 และ 4 ไม่เป็นปัญหา เพราะเราสามารถแถไถได้อยู่แล้ว ปัญหาหลักคือข้อ 2 เพราะว่าเรายังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี (ยังเคว้งคว้าง) ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา ก็ดูเหมือนยังไม่มีประเด็นที่น่าสนใจ ในการนี้ก็เลยใช้วิธีเขียนโดยกว้างๆ ถึงวิธีการที่เราจะทำวิจัย แนวทางที่ชอบที่สนใจ และยกตัวอย่างปัญหาที่เป็นปัญหาที่ link มาจาก Thesis เก่ากับเรื่องที่น่าสนใจ…

ปัญหาที่นึกออกมันตลกมาก!! นึกออกว่าตอนเดือนเมษายน เราเคยตั้งความสงสัยเกี่ยวกับผิวรูปขนุน กับปัญหาการแบ่งรูป ?!? เราสงสัยว่ามันจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับ Thesis เราได้ไหม หรือจะเป็นปัญหา Voronoi Diagram …ตอนนั้นได้แต่ถ่ายรูปมาคิด จนนึกอะไรไม่ออกในใบคำถาม ก็เลยเอามันมาเขียนใน Research Plan เลย! แต่ก็ไม่ลืมที่จะบอกไว้ว่า เรายัง open หัวข้อได้อยู่นะ 😛

เขียน ๆ แก้ๆ นึกไม่ออกๆ ไปจนถึงวันที่ 7 – 8 จึงได้ฤกษ์เขียนให้เสร็จ มีเซนเซตั๊กช่วยตรวจให้อย่างสุดความสามารถ (ขอบคุณมากครับ ^^)  แต่ยังไม่ได้ให้ อ.ที่ปรึกษาช่วยดูให้ ด้วยความร้อนใจว่าเอกสารจะส่งไปถึงไหม (ช่วงนั้นมีม๊อบ…ซึ่งก็เหมือนช่วงนี้ -*-)  เราเลยรีบทำและส่งไปให้ที่ญี่ปุ่นเลย การส่งเอกสารก็กลัวๆ จะมีปัญหา ด้วยความนอยด์ว่าจะมีปิดสนามบินอีกไหม…เลยส่งไปเลย DHL!

ส่งเอกสารไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยพลานุภาพของ DHL ทำให้การส่งที่ส่งไปตอนสายวันที่ 9 ธันวาคม ถึงที่มหาวิทยาลัยวันที่ 10 ธันวาคมตอนเย็น !!! (แหงละสิ ส่งแค่เอกสารซัดไปเรียบร้อย แปดร้อยกว่า – -) ทางที่นู่นก็ส่งเมลล์ตอบกลับว่าได้เอกสารแล้ว และจะประกาศวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

หมายเหตุ เนื่องจากตัวเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไปญี่ปุ่น ดังนั้นจึงทุบหม้อข้าวตัวเองไปหมดแล้วสำหรับการสอบ GRE/ GRE Subject รวมถึงคะแนน TOEFL รอบที่สอบไปได้อยู่ 77 ซึ่งที่ญี่ปุ่นหลายที่ไม่ได้ Strict คะแนนขั้นต่ำ ในการนั้นเราจึงไม่ได้เพียรพยายามสอบให้คะแนน Eng เกินอีก (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสุดๆ) แต่ตอนแรกเราวางแผนจะสอบ IELTS ไว้ต้นปี 2557 อยู่เหมือนกัน…

ช่วงเวลาหลังจากนี้ไปก็เป็นช่วงเวลารอ ซึ่งเค้าว่ากันว่าเป็นเวลาที่ทรมานที่สุดเลยก็ว่าได้…..

ช่วงแรกๆ เราก็ยังรื่นรมย์มีความสุขดี…ไม่คิดอะไรมาก

จนกระทั่งล่วงเลยมาปีใหม่ 2557….

ทริปแรกที่ไปต้นปีคือ สิงคโปร์ กับมาเลเซียในงาน MPSGC จะว่าไปเที่ยวก็เรียกไม่ได้ เพราะไปแบบไม่ค่อยมีความสุข กระวนกระวายใจมาก ตัวเราเองก็อยากรู้ว่าทิศทางจะเป็นยังไง เลยปรึกษากำนัน กำนันก็แนะนำตั้งแต่ปลายปีละว่า น่าจะส่ง สคส ไปให้ Prof. … เราก็…ส่ง E-mail ไปให้อาจารย์ช่วงปีใหม่ซะเลย (หลังจากวันปีใหม่ประมาณหกวัน -*-) เพื่อหยั่งเชิงดูกระแส

อาจารย์ก็ตอบกลับมา ในโทนกลางๆ (แต่เราก็อดจะตีความเข้าข้างตัวเองไม่ได้ – -? แต่สุดท้ายเค้าก็ตอบกลางๆนั่นแหละ)

กลางเดือนมกรา เริ่มเกิดความนอยด์หนักขึ้น เพื่อนเริ่มบ่นว่า กูยังไม่มีที่เลย….[กำหนดการตัดทุนรอบนี้คือ 28 ก.พ. 57 ถ้าไม่มีที่ Accept ก็ต้องทำเรื่องขอขยายระยะเวลา ซึ่ง….ไม่น่าเสี่ยง] ความนอยด์ก็เริ่มบังเกิด การทำอะไรหลายๆ อย่างซึ่งเป็นผลจากความนอยด์ก็เกิดขึ้น

เริ่มคิดอยากสอบ IELTS แต่ก็สงวนท่าที ยังไม่อยากสอบ (ถ้าสอบก็ต้องจ่ายอีกห้าหกพัน…แถมตอนเตรียมสอบที่ผ่านๆ มา เตรียมมา TOEFL มาทั้งนั้น!) เลยยังไม่ได้สอบ…กะว่าถ้าผลที่ญี่ปุ่นออกมาไม่ได้ก็คงสอบทันล่ะมั้ง…(หวังน้ำบ่อหน้าอีกละ นิสัยเสียจริงๆ)

มือเริ่มไปหาข้อมูลที่อื่นเพื่อสำรองที่เรียนไว้ (จริงๆ ควรคิดไว้นานแล้ว) เริ่มจากการส่ง E-mail ไปหาที่เรียนที่สเปน…วันที่ 22 มกราคม 2557
นอยด์อีกพักใหญ่ประมาณสัปดาห์กว่า ปรากฏว่าอาจารย์ตอบเมลล์กลับมาวันที่ 29 มกราคม 2557

ผลการตอบรับ Lab ของเรายังไม่รับนักศึกษา Ph.D.

อย่างไรก็ตาม แต่อาจารย์ได้ให้เมลล์ไว้เผื่อไปติดต่อต่ออีกสองท่าน คนแรกอยู่ที่อิหร่าน – – อีกคนอยู่สเปนเหมือนกัน ครั้นจะคิดส่งไปที่สเปนอีกเจ้า พอหาข้อมูลมหาวิทยาลัยก็หาข้อมูลได้ไม่มาก เลยยังไม่ได้ส่ง

นอยด์ไปอีกพักใหญ่ๆ เริ่มนับถอยหลังวันประกาศผล จนคืนวันที่ 31 มกราคม เครียดจนนอนไม่ได้! ถ้านอนไม่ได้ก็ไม่ต้องนอนสิ…!!

วันนั้นตีห้า นั่งคุยใน facebook กับน้องแน๊คผู้ไปเรียนที่อังกฤษ แน่นอน เราก็ระบายถึงความนอยด์ของเราให้รับทราบ น้องก็ช่วยหาอาจารย์ที่อังกฤษ พร้อมดูเงื่อนไขเรียบร้อยว่า ค่อยตามส่งคะแนน IELTS ไปก็ได้…ด้วยความวู่วาม เลยส่งอีเมลล์ไปที่ที่หก Lancaster University

ผลการตอบรับ สองวันต่อมา อาจารย์ตอบกลับมาว่า background ของคุณ fit กับงานวิจัยของเรามากเลย ถ้าคุณสนใจก็สมัครมาได้เลย !

ใจเริ่มชื้นขึ้นมา 20% อย่างน้อยถ้าพลาดที่ญี่ปุ่น ยังมีอ้อมกอดของ Lancaster University ที่อาจจะรับอยู่ (แต่คงเหนื่อยที่จะไปสู้กับ สสวท. เพื่อขอขยายระยะเวลา เพราะคะแนนก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ดีเท่าไหร่ -*-)

สัปดาห์นั้นกลับบ้านมาเลือกตั้ง ช่วงนี้จิตใจเริ่มว้าวุ่น เริ่มพึ่งพาบุญธรรมกรรมแต่ง แอบเสี่ยงเซียมซีในอินเตอร์เน็ตดูนิดหน่อยอีกต่างหาก

สามวันก่อนประกาศผล เริ่มมีความรู้สึกแบบแปลกๆ เหมือนใจหายแบบวูบวาบ เริ่มจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ หลับได้สองชั่วโมงตื่นนอน
โชคดีที่วันที่ 5 กุมภา มี Events ให้ทำคือการไปเข้าแถวรอเพื่อต่อ passport เลยมีการได้นอนหลับตอนกลางวันทั้งวัน

ตอนเย็นๆ ก็นอยด์มาก ชมรมบุฟเฟต์คณิตศาสตร์นำโดยวสนนท์ ชวนไปกินบุฟเฟต์ ตอนแรกจะปฏิเสธไม่ไป แต่ก็ตัดสินใจว่า ถ้าจมอยู่กับความเครียดชีวิตคงไม่ได้ดีขึ้น เลยออกไปร่วมแจมกับชมรมบุฟเฟต์…เดินคุยบ่นๆ กับพี่ต้องอีกสักพักเลยได้กลับหอสักสามทุ่ม โล่งอกขึ้นนิดนึง….

แต่ตอนกลางคืนนี่แหละ ทรมานที่สุด….ตั้งใจจะนอนตั้งแต่เที่ยงคืน…เพื่อจะตื่นเช้าประมาณเจ็ดโมงมารอลุ้นผล (7 โมงที่นี่คือ 9 โมงเช้าที่นู่น) แถมด้วยการเปิดเสียงใน iPad เพื่อให้มันเตือนถ้ามีเมลล์เข้า

ประมาณตีสอง เสียงเมลล์เข้า ตึ้ง ตึ่ง…..

….

เมลล์โฆษณา แสรดดดดด!

ตื่นนอนสักพัก มานอนต่อ หลับๆ ตื่นๆ ตลอด จนรำคาญ ตื่นตีห้าไปเลย… มานั่งเล่นเนทไปด้วยใจตื่นเต้น พอง่วงก็ไปนอน รอแล้วรอเล่าจนกระทั่ง 11 โมงเช้า ก็ต้องจรลีเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อไปคุมสอบ (วันที่ 6 นี้มีสองคุมสอบติดกัน – -.)

เวลาล่วงเลยไปจนถึงการคุมสอบแรกตอนเที่ยงสี่สิบห้า (เวลาที่นู่นบ่ายสองโมงสี่สิบห้า) ซึ่งเป็นการคุมสอบของ อ.วนิดาพอดี (เราก็บ่นให้อาจารย์ฟังเหมือนกันว่าช่วงนี้เครียดสุดๆ เลย อาจารย์ก็บอกว่า ไม่น่ามีปัญหามั้งนะ) ระหว่างคุมสอบ ไม่ค่อยมีกระจิตกระใจทำงาน refresh mail ใน iPad เรื่อยๆ จนเริ่มปลงละว่า มันคงจะไม่มาหรอกตอนนี้ เลยหยิบเอาเปเปอร์มานั่งเขียนต่อ

บ่ายสองโมงแปดนาที….บังเอิญเปิดเมลล์ทิ้งไว้พอดี (ช่วงเวิ่นเว้อ) เลยกด refresh …ปรากฏว่าเมลล์เข้า !!!!

เป็นข้อความจาก Grad School ดังความว่า

Dear Mr. Chaidee,

I hope all is well with you today.

In regards to your application for the Graduate School of Advanced Mathematical Sciences, I am happy to inform you that we would like to accept you as a student for our doctoral course commencing from April 1, 2014. We have sent you the enrollment documents by EMS today so please make sure to return the necessary documents before March 10.

If you have any questions about the documents, etc., please feel free to contactus at any time.

Congratulations and look forward to seeing you in April.

Office of the Graduate School of Advanced Mathematical Sciences
Meiji University

ณ เวลานั้นอธิบายความรู้สึกไม่ถูก ดีใจสุดๆ อยากตะโกนดังๆ ให้สมกับที่ได้ปลดปล่อยความเครียดตลอดสองเดือนที่ผ่านมา (แต่ทำไม่ได้ ต้องสงบสติอารมณ์เพราะกำลังคุมสอบอยู่) สุดท้ายสติก็มา และนั่งคุมสอบต่อไปอย่างมีความสุข จนจบวันหลังจากคุมสอบวิชาที่สอง ก็ซดชาบูไปด้วยความปวดหัว (กลายเป็นว่าปวดหัว เพราะพักผ่อนไม่พอมาหลายวัน -*-)

มหากาพย์การส่งอีเมลล์เพื่อติดต่อมหาวิทยาลัยก็จบลงแต่เพียงนี้ ซึ่งผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
แทบเรียกได้ว่าโชคดีก็ว่าได้ เพราะไม่ได้หาที่สำรองไว้เลย ไม่ได้เตรียมแผนสำรองอื่นได้ไว้อีก ถ้าเกิดไม่ได้ขึ้นมาชีวิตคงต้องเครียดต่อไปอีกหลายระลอกเลยทีเดียว…

***********************************

นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้เรารู้ว่า การมีแผนสำรองจะช่วยทำให้ชีวิตมีความนอยด์ลดลงมาก

ตัวเราอาจจะยึดติดกับธรรมเนียมที่บอกว่า ญี่ปุ่นให้ส่งไปทีละคน (แต่ทำไมเราไม่ส่งไปที่อื่นด้วยล่ะ ทำไมเพิ่งมาคิดได้ตอนนี้ !!)
คะแนนภาษาอังกฤษก็เป็นอีกเรื่องที่อยากตีตัวเองมาก เพราะรู้สึกว่ารอบที่สองที่สอบ ไม่ได้ทำอย่างเต็มความสามารถ (เพราะมาเข้าใจว่าคะแนนเท่านั้นก็พอได้แล้วสำหรับญี่ปุ่น ทำให้ปิดประตูสำหรับทางออกไปหลายๆ ทางเหมือนกัน) ด้วยทุกเรื่องเลยทำให้ชีวิตที่ผ่านมามีความนอยด์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ลุ้นมากกว่าตอนนอยด์ช่วง ป.โท ปี 1 เยอะเลย)

หลังจากนี้คงจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อๆ ไป ถ้าได้ VISA อะไรเรียบร้อยแล้วก็คงจะมาเล่าสู่กันฟังต่ออีกนิดนึง….

ท้ายบล๊อกนี้ ต้องขอขอบคุณหลายคนมากๆ ที่ช่วยรับฟังการบ่นและระบายในช่วงที่นอยด์มากๆ

ที่บ่นให้ฟังเยอะเลยคงเป็นพี่ ดร.เป็นหญิง ที่บ่นให้ฟังบ่อยมากจนเจ๊แกคงจะเบื่อซะแล้ว lol ไทน์แห่งมหิดล ที่คอยรับฟังตลอดเวลา กำนัน พี่แจ้ ที่คอยตอบคำถามเกี่ยวกับการนอยด์ที่ญี่ปุ่น น้องแน๊คที่แนะนำที่อีกที่ ทำให้ความนอยด์ลดลงไป 20% พี่แม๊ก สำหรับการรับฟังการบ่นทั่วๆไป อาจารย์วิชาญที่ช่วยเชียร์ให้สมัครที่สเปน (ได้เติมตัวเลือกเพิ่มขึ้น) คนอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงขอโทษทุกคนที่ช่วงที่ผ่านมานอยด์มาก จนไปรก wall facebook ของทุกคน

***********************************

ช่วงนี้ชี้แนะ

มีทริคที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตอบคำถามใน Research Plan ของผมที่ส่งไปรอบนี้

เวลาที่โจทย์ถามเกี่ยวกับ ความภูมิใจ รางวัลที่ได้รับ ถ้าเราต้องการสมัครมหาวิทยาลัย หรือทำงานต่อ เราควรจะมีการเชื่อมโยงว่า รางวัลหรือความภูมิใจของเรานั้น จะมีผลทำให้งานของเราที่กำลังจะเริ่มดีขึ้นอย่างไร ซึ่งคิดว่ามันจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กรรมการพิจารณาเรา ในฐานะที่เราสามารถนำประสบการณ์ หรือรางวัลที่ได้รับ ไปพัฒนาต่อยอดเป็นงานหรือศักยภาพของตนเองต่อไป…

ต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างที่เขียนไปคร่าวๆ

ส่วนแรกได้ชี้ให้กรรมการเห็นว่า เรามีพัฒนาการด้านการเรียนอย่างไรบ้าง จากการรับทุนการศึกษา ส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเราในด้านการวิจัย ส่วนต่อมา เนื่องจากเราทำกิจกรรมเยอะ ดังนั้นเราจึงเลือกเอากิจกรรมที่เป็นจุดเด่น มาชี้ให้เห็นว่า เราสามารถ balance เวลาในการทำกิจกรรมไปควบคู่กับการเรียนได้ และการทำกิจกรรมยังช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีด้วย….ส่วนสุดได้พูดถึงความสนใจเฉพาะตัวเกี่ยวกับการทำ Graphic Design และการที่เคยอยู่เสียงตามสายมาก่อน ก็ช่วยทำให้เรามีความสามารถในการ Presentation งานได้ดีด้วย

หวังว่าจะช่วยเป็นแนวทางให้ไปเขียนตอบอะไรแนวนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ 🙂

โฆษณา

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 5 : เส้นทางสู่มหาวิทยาลัย

อะแฮ่มๆ สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน (หันหน้ากลับแล้วด่าดังๆ ว่า มีใครมาอ่านของเมิงด้วยฟระแสรดดดด)

หลังจากที่ร้างราจากการอัพมานาน ก็ถึงเวลามาอัพเดทสักที ว่าชีวิตนี้มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว…

ณ เวลาที่เขียนตอนนี้ การศึกษาไปต่างประเทศด้วยทุน พสวท. ต่างประเทศของผู้เขียน นับว่ามีความก้าวหน้ามาแล้ว ถ้าเทียบกับการเดินทาง ตอนนี้ก็ได้ฤกษ์ที่จะเก็บกระเป๋า เก็บของเตรียมตัวเดินทางได้แล้ว (เย้)

มหากาพย์ตอนนี้จะยาวนิดนึง จะแบ่งเป็นสองตอน ตอนนี้จะจบที่อาจารย์ตอบรับอีเมลล์ ส่วนอีกตอนจะเขียนเกี่ยวกับความนอยด์ของการรอคอยในรอบสองเดือนที่ผ่านมา…

****************************************

หลังจากที่ผ่านการสอบ TOEFL มาอย่างสะบักสะบอม และคะแนนก็ปริ่มๆ น้ำ ก็คงจะเริ่มถึงเวลาที่เราจะได้ติดต่อมหาวิทยาลัยสักที โดยประเทศในดวงใจที่คิดไว้ก็คือ ญี่ปุ่น นั่นเองง!! (เหตุผลดูได้ที่ตอนที่ 2)

ตามธรรมเนียมที่ได้รับทราบมานั้น ที่ประเทศญี่ปุ่นเราจะต้องติดต่อกับ Professor เองก่อน เพื่อให้มี contact กันก่อน จากนั้นจึงค่อยผ่านขั้นตอนการสมัครของมหาวิทยาลัย ซึ่งแล้วแต่ว่า บางมหาวิทยาลัยก็ต้องมีการสอบเข้าด้วย แบบในไทยที่ต้องมีการสอบเข้า ป.โท- เอก

จากตอนที่เตรียมข้อมูลไว้ก่อนสัมภาษณ์ เราได้มี list อาจารย์ที่เคยร่างไว้ว่าน่าสนใจบ้าง ก็จึงถึงเวลาที่จะพลิก list นี้มาดูสักที

ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดทั้งหมด คงต้องพูดถึง requirement ในการหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่เราวางไว้ก่อน เนื่องจากสาขาที่เราสนใจคือ Computational Geometry หรือ Discrete Geometry ดังนั้นเราก็ควรที่จะได้ทำงานในสายตรง หรือสายที่เฉียดๆ ใกล้ๆ กัน ข้อกำหนดเพิ่มเติมที่เจอว่าเป็นปัญหาคือ สาขานี้ต้องอยู่ในภาควิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากเรารับทุนสาขาคณิตศาสตร์ (ส่วนใหญ่ Computational Geometry มักจะตกอยู่ในสาขาคอมพิวเตอร์ หรือ Information Sciences ซะส่วนใหญ่ ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการขออนุมัติไปเรียนจากทุน พสวท. ได้)

เดือนกรกฎาคม 2556

ต้นเดือนกรกฎาคม เริ่มต้นที่แรกที่ Kyushu University ที่เมือง Fukuoka ไปหาข้อมูลแล้วเจอ Faculty of Mathematics (คิดว่าหรูหรามาก) ในการนั้นมีสาขาวิจัย Computational Mathematics แต่ไม่ได้มีสายที่สนใจโดยตรง เจออาจารย์ที่ดูเหมือนงานน่าจะใกล้เคียง (แต่จริงๆ ไม่ได้ใกล้เลยแหะ) เลยส่งอีเมลลล์ไป ก็เลยจัดแจงร่างจดหมาย แล้วให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูให้ ณ เวลานั้นยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ในตอนนั้นเราคิดว่าจะลองส่งไปถามก่อนว่าต้องทำอะไรบ้างถ้าอยากทำวิจัยด้วย เลยยังไม่ได้ใส่รายละเอียดของตัวเราไปมาก (บอกรายละเอียดแค่ว่า เราเป็นใคร ทำอะไร ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ มีทุนไปนะ แต่ยังไม่ได้แนบ CV : รายละเอียด CV ที่ดีอยู่ตรงข้างล่างจ้า)

ผลตอบรับที่แรก เงียบสนิท….เราเลยลองส่งรายละเอียดไปถามในหน้าเว็บไซต์ของภาควิชา…
คนที่ตอบกลับมาคืออาจารย์คนที่เราส่งเมลล์ไป !

ช่วงการรออีเมลล์เป็นอะไรที่ทรมานมาก เราจึงหว่านไปอีกที่นึงคือที่ Keio University เนื่องจากเราหาข้อมูลทิ้งไว้ มีข้อมูลอาจารย์อยู่ (ใช้เมลล์อันเก่าที่ส่งไปที่ Kyushu University นี่แหละ)

ผลการตอบรับ เงียบสนิท….(จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ตอบมาเลยมั้ง -.-)

พอคนแรกตอบกลับมาจากเว็บไซต์ของภาควิชา เราเลยเห็นว่า เค้ายัง active งานอยู่ (ถึงจะดูอาวุโสแล้ว) เลยจัดแจงส่งอีเมลล์ไปอีกรอบ รอบนี้มีข้อมูลแล้วว่า เราเคยส่งหาตอนถามข้อมูลที่ภาคที่อาจารย์ตอบกลับคราวที่แล้วเลยนะ (ตีเนียน) แต่รอบนี้แก้ตัวด้วยการส่ง CV ไปเพิ่มด้วย

ผลการตอบรับ อาจารย์ส่งเมลล์กลับมาว่า เราน่าจะทำงานคนละสายกันนะ ! แต่อาจารย์ก็ได้แนะนำ Professor อีกคนนึงมาให้ ให้เราลองส่งเมลล์ไปคุย

หลังจากที่เราส่งเมลล์ เราก็ได้ลองหาข้อมูลคร่าวๆ ดู เนื่องจากเคยได้ยินว่าในการติดต่ออาจารย์ที่ญี่ปุ่นมีธรรมเนียมว่า ติดต่อแบบคนต่อคน (เพื่อน (กำนัน) เคยเล่าว่า มีคดีที่นาย A ติดต่อ Prof B ทีนี้ B ไม่ติดต่อกลับมา เลยติดต่อ Prof. C ปรากฏว่า Prof. C เป็นลูกศิษย์ Prof. B ผลสุดท้ายก็เรือหาย โดนด่าเละเทะ) เราเลยไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นเช่นนี้ เราควรจะทำยังไง เวลาเราติดต่อกับคนที่ Prof. แนะนำไว้ ควรจะ cc. mail ไปหาไหม…

ช่วงนั้นก็หาข้อมูลเพิ่มเติม เจอ Lab ที่ University of Tokyo มีคนไทยทำงานที่นู่นอยู่ เลยส่งเมลล์ไปหา สุดท้ายมาดูว่า งานอยู่ที่คณะวิศวะ เกรงว่าจะมีปัญหาแน่ถ้าต้องไปขอกับ สสวท. เลยคุยกับพี่ที่นู่น เก็บไว้เป็นข้อมูล

เดือนสิงหาคม 2556

เราเห็นว่าไหนๆ เราก็ได้ไป Conference ที่ Tokyo เดือนกันยา…ถ้าเราได้ไปเที่ยวชมมหาวิทยาลัย ไปเจออาจารย์ที่ Prof. แนะนำ (ถ้าส่งเมลล์แล้ว) น่าจะเป็นการดีที่ได้ดูที่ดูทาง ให้ อ.เห็นหน้าเห็นตา เราเลยส่งเมลล์ไปบอกว่า เราจะเดินทางไปที่ Fukuoka เลยจากโตเกียว ตอนนั้นเป็นความโง่เขลาเบาปัญญามากเพราะคิดว่าไป Shinkansen ได้ในราคาที่ไม่น่าแพง

อาจารย์ตอบเมลล์กลับมาว่า มาชมได้เลยด้วยความยินดี ให้บอกด้วยว่าจะมาไฟลท์ไหน… จากนั้นเลยหาข้อมูลเรื่องตั๋ว

ปรากฏว่า Ship…hide…… ค่าตั๋ว Shinkansen แพงมาก…ครั้นจะซื้อ JR Pass ก็ไม่คุ้มเพราะไม่ได้เที่ยวทุกวัน แถมยังเดินทางใช้เวลา 5 ชั่วโมงอีกต่างหาก… เลยแอบดูตั๋วเครื่องบิน ….ผลปรากฏว่า ราคาถูกกว่า JR!! (ANA มีโปรโมชั่นลดราคาในการบินภายในประเทศ สำหรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ) ก็เลยได้ฤกษ์จองตั๋วไปที่ Fukuoka (บินไปวันศุกร์ กลับโตเกียววันเสาร์))

เดือนกันยายน 2556

โชคดีที่เดือนกันยายน 2556 มีงานแนะแนวการศึกษาต่อญี่ปุ่นที่จัดใหญ่โดย JASSO พอดี! มีบูธที่ Kyushu University มาตั้ง เลยเข้าไปปรึกษาหาข้อมูลจากที่ซุ้ม ถามไถ่ ที่ซุ้มบอกว่า ส่งไปได้เลย cc. ด้วยก็ดี เสร็จวันงานปุ๊บก็เลยจัดแจงส่งในบัดดล!

รออีเมลล์จากอาจารย์คนที่สองนานมาก…จนสัปดาห์ก่อนไป conference…….

ปรากฏว่า อาจารย์คนที่ Prof คนแรกแนะนำ ส่งอีเมลล์กลับมาว่า อาจารย์ทำงานสาย Discrete Optimization งานวิจัยของเราไม่ตรงกัน ! ลองหาอาจารย์คนใหม่ที่ทำงาน Computational Geometry ดูนะ !!!!

Shock ล่ะสิ…ตั๋วเครื่องบินก็จองไว้เรียบร้อยแล้ว…เอาวะ ลูกตื้อ ลองไปคุยกับเค้าดูดีกว่าตอนที่บินไป Fukuoka

สัปดาห์ต่อมาไป Conference ที่โตเกียว เป็นงานทางสาย Computational Geometry / Discrete Geometry โดยเฉพาะ งานนี้จึงมีโอกาสที่พอจะจีบ Professor ทำงานวิจัยได้ อาจารย์ที่ไปด้วย (อ.รตินันท์ / อ.วนิดา) ก็ช่วยเป็นกองเชียร์สนับสนุน แนะนำเราให้กับอาจารย์ท่านต่างๆ ด้วยเลย (ขอบพระคุณมากครับ) แต่ไม่ค่อยได้คุยกับอาจารย์เท่าไหร่ (เราก็อายๆ ไม่กล้าไปถาม)

มีอยู่ท่านนึงที่ Meiji University ที่บรรยาย ซึ่งเราดูแล้วชอบมากๆ เกี่ยวกับ Geometry in the Brain ก็คืองานเกี่ยวกับภาพลวงตา อาจารย์ท่านนี้ไปประกวดระดับโลกได้รางวัลมาสองปีด้วย (ดังพอสมควร) อ.บรรยายเสร็จเราก็สนใจ เข้าไปคุยกับอาจารย์นิดนึง แล้วก็ขอถ่ายรูปด้วย (ฮาาา) นึกจะจีบไปทำวิจัยด้วยเหมือนกัน แต่ก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ เข้าไปคุยด้วยไม่ได้ (รอวันที่สองหรือสาม อ.ก็ไม่ได้ไปประชุมแล้ว – -.)

เสร็จจาก Conference เลยบินไปที่ Fukuoka ไปเจอกับอาจารย์ท่านแรกที่นัดไว้ คุยๆ ตอนแรกก็ดูเกร็งๆ ยังไม่กล้าคุย อาจารย์ท่านที่สองปฏิเสธไปในเมลล์ แต่ด้วยความตื้อบื้อของเรา เลยขอ อ.ท่านแรกติดต่อให้อีกที (เพราะพออาจารย์ปฏิเสธมาก็ไม่ได้ส่งเมลล์ไป คิดว่าคงได้เจอตัวจริงแน่) พอได้เจออาจารย์ท่านที่ปฏิเสธเราก็ดู OK ปรากฏว่าคุยกันว่า อาจารย์จะให้เราลองดูหัวข้องานวิจัยที่เราอยากทำที่ใกล้ๆ กับอาจารย์ (ตอนนั้นเราเพิ่ง Defend Thesis ก่อนไป Conference สมองทุกอย่างยังไม่มี Topic อะไรใหม่ๆ เลย ยิ่งนอกสาย Computational Geometry ยิ่ง Blank!) อาจารย์เลยให้ส่ง plan ดู….อย่างไรก็ตาม อาจารย์ท่านแรกของ Kyushu ที่ติดต่อไป ก้ได้แนะนำหาข้อมูล Professor ที่ทำงานเกี่ยวกับ Computational Geometry มาให้หลายๆ คน ซึ่งคนที่อาจารย์แนะนำก็คืออาจารย์ที่ Meiji University คนที่ไปเจอที่ Conference! (โลกกลมสุดๆ)

จากข้อมูลที่เราไปหาของ Meiji University รอบที่สนใจจะเปิดรับสมัครภายในเดือนธันวาคม ดังนั้นเพื่อที่จะให้มีตัวเลือกอื่นในชีวิต ก็ต้องเคลียร์ว่ากับ Professor คนนี้จะต้องปิด deal ให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน

เดือนตุลาคม 2556

กับจาก Conference ที่นั่น เลยเริ่มดูมีความหวังนิดนึง แต่การที่เริ่มทำอะไรที่เราไม่ได้สนใจจริงๆ มันเป็นความอึดอัด มันจะไม่ค่อยกระตือรือร้น ช่วงระหว่างที่รอก็ต้องเขียน Plan การวิจัย ซึ่งเราก็หา idea อะไรไม่ค่อยได้ จนงมๆ กับมันสักพัก เลยพอเห็นว่าสนใจอยากทำอะไร

ในช่วงที่กำลังทำงาน เราก็กลัวจะขาดการ contact เลยส่งอีเมลล์รายงานความคืบหน้าให้อาจารย์ทราบ…ผลปรากฎว่า เงียบฉี่……ไม่มีสัญญาณตอบกลับมา (เริ่มใจเสียนิดนึง)

เดือนพฤศจิกายน 2556

เดือนพฤศจิกายนมีงานแนะแนวของ กพ. จัดให้นักเรียนทุนรัฐบาล มี Kyushu University มาตั้งบูธด้วย (อีกละ) เลยเข้าไปคุยซะที่แรกๆ เล้ย….ในงานนี้มีหลายประเทศมาก จริงๆ เป้าหมายที่ไปมีที่ Kyushu นี่แหละ U เดียว แต่เวลาว่างเกิน เลยเดินเข้าออกบูธนู่น นี่ นั่น อังกฤษ ออสเตเรีย หลายประเทศเลย ! (กอบโกยเอาโบร์ชัวร์มหาวิทยาลัยมาดูเล่น) จบจากงาน กพ. คิดว่า IELTS คงต้องไปสอบซะแล้ว….

ช่วงที่อึดอัดมากๆ ก็คิดไปว่าเราจะส่งเมลล์ไปหาอาจารย์ที่ Meiji University เลยดีไหม…แต่ว่าเราก็ยังทำของที่ Kyushu ไม่ค่อยเต็มที่เลยนี่นา…สุดท้ายตัดสินใจว่า ลองลุยของที่ Kyushu University ก่อน ด้วยการทำ plan เกี่ยวกับ Discrete Optimization ช่วงนี้ก็ได้ปรึกษาพี่ที่นู่น (พี่บ๊อบ) และส่งไป

กลับจากงาน กพ. ก็มาลุย ร่าง Proposal ต่อ งานลากยาวมามากๆ จนถึงเกือบปลายๆ เดือน หลังงานศพอาจารย์สมัย กลับ กทม ปุ๊บก็คงได้ฤกษ์ส่ง proposal ให้อาจารย์เลย ส่งไปเย็นวันจันทร์ อาจารย์ตอบกลับมาใน 10 นาทีว่า เดี๋ยวจะอ่านดู !

27 พฤศจิกายน 2556

วันต่อมาเราก็ได้รับอีเมลล์ตอบกลับจากอาจารย์

ผลการตอบรับ ปฏิเสธ

อาจารย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ proposal เยอะมาก แต่จบด้วยบรรทัดสุดท้ายว่า ” It is difficult for me to accept the current proposal. ” (แสดงว่า Proposal เรายังไม่ดีพอ กระซิกๆ) และคิดว่าอาจารย์คงปฏิเสธเราแล้ว T_T  (ด้วยความนอยด์….จนตอนนี้ยังไม่ได้ตอบเมลล์กลับไปหาคนนี้เลย -.-) ถือเป็นวันเฟลสุดๆ วันนึง เพราะลุยอ่านและทำงานมานานนับเดือนเหมือนกัน…

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็จะไม่ท้อ ยังเฝ้ารอสิ่งใหม่ ได้โอกาสเหมาะส่งเมลล์หาอาจารย์ที่ Meiji University สักที  การส่งรอบนี้ดูน่ากลัวมากเพราะกำหนดการที่ Meiji University (Meiji Institute for Advanced Study of Mathematical Sciences (MIMS))จะเปิดรับสมัคร ตั้งแต่ 9 ธันวาคม ถึง 19 ธันวาคม และต้องส่ง Research Plan ไปด้วย งานก็เข้าล่ะสิ…

หลังโดน Reject จากอาจารย์ที่ Kyushu เราก็เลยส่งอีเมลล์ไปในบัดดล รอบนี้แต่งเติมอีเมลล์เก่าด้วยการให้ข้อมูลว่า เราเจออาจารย์จากที่ Conference ด้วย รู้สึกสนใจมากๆ ในงานนั้นเราก็ Present งานด้วย พร้อมแนบ CV (ฉบับอัพเดท) ไปหา

เย็นวันนั้นเรียนภาษาอังกฤษแทบไม่รู้เรื่อง นอยด์สุดๆ โศกเศร้ามาก กลับมานั่งเล่นคอมแก้นอยด์…จู่ๆ อีเมลล์เข้ามาตอนเกือบห้าทุ่มบ้านเรา (เกือบตี 1 ที่นู่น) ด้วยอีเมลล์ที่ CC. หา grad office ที่นู่นด้วย เนื้อความมีดังนี้

Dear Supanut Chaidee,
cc: Administration office of the Graduate School of Advanced Mathematical Sciences

Thank you for your e-mail and for your interest in my lab.
I looked through your curriculum vitae, and found that is great.

It is my pleaseure to accept you to my lab. as a Ph.D. student. However, for that purpose
you should pass the entrance examination of the graduate shcool of Advanced Mathematical
Sciences of Meiji University. You can take the entrance examination by submitting documents
to our university while you are staying in your country; you need not come to Japan for the
entrance examination.

The deadline of the submission is December 6. So, you should be hurry. Please visit
the web page about the entrance examination of our gradulate school:

http://www.meiji.ac.jp/cip/english/graduate/ams/index.html

and also please contact the administration office of our graduate school to get the full package of
the documents for the submissoin. The address of the administration office is

ams@mics.meiji.ac.jp

(I am CCing this message to the administration office of our gradulate school.)

I hope you can submit your entry before the deadline.

Best wishes,

ผลการตอบรับ รับแล้วววว เย้ 😀

อารมณ์พลิกขั้วจากนอยด์สุดๆ กลายเป็นดีใจสุดๆ ไม่คิดว่าอาจารย์จะตอบกลับไวขนาดนี้!!
แต่งานที่หนักต่อจากนี้ไปก็คือ การรีบสมัครมหาวิทยาลัยให้ทัน ภายในเวลาประมาณสิบกว่าวัน ในขณะที่หัวข้อวิจัยยังนึกอะไรไม่ออก !!!

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป โปรดติดตามตอนที่ 6

***********************************************

ช่วง มุมนี้มีสาระ

จากการที่ Meiji University รับเข้าเรียน ทำให้เห็นความสำคัญว่า CV ดี มีชัยเกินครึ่ง จึงเป็นคุณูปการสำคัญว่า เราควรทำ CV ให้ออกมาดีๆ ไปเลย ช่วงมุมนี้มีสาระประจำตอนนี้ เราจึงจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ CV ที่ดีควรมีอะไรบ้าง และอีเมลล์ที่ส่งไปหาอาจารย์ ควรมีข้อมูลอะไรปรากฎอยู่บ้าง

1. ว่าด้วยเรื่องของ CV

CV (Curriculum Vitae) เป็นเหมือนประวัติ Timeline ชีวิตว่า ที่ผ่านมาเราเคยทำอะไรไปบ้าง เปรียบเทียบก็คงเหมือนๆ กันกับ Resume สำหรับสมัครงาน แต่ทีนี้ CV เรามักใช้กับงานทางวิชาการ (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหมนะ)

CV สำหรับการเรียนต่อ ควรประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

1. ข้อมูลเบื้องต้น เช่น เกิดเมื่อไหร่ ที่อยู่ที่ติดต่อได้ E-mail เบอร์โทร

2. ประวัติการศึกษา เคยเรียนอะไรที่ไหนมาบ้าง ในแต่ละระดับเรียนสาขาอะไร ได้เกรดเท่าไหร่

3. ทุนการศึกษาที่ได้รับ ถ้าจะหาที่เรียนต่อต่างประเทศ แล้วเคยมีประวัติการรับทุน ตรงนี้จะช่วยเพิ่ม credit ให้แก่เราพอสมควร เพราะการรับทุนการศึกษาเป็นการรับรองอย่างหนึ่งว่า เรามีศักยภาพอยู่พอตัวเหมือนกันนะ

4. งานวิจัย การตีพิมพ์ ถ้ามีส่วนนี้จะเป็นอะไรที่ดู Hi-so มาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความสามารถและประสบการณ์ทางวิชาการ ดังนั้นถ้าเรียนแล้วต้องคิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับสูง การมีเปเปอร์หรืองานวิจัยจะช่วยสร้างภาษีให้ตัวเราได้มากๆ

5. ประสบการณ์ทางวิชาการ เช่นการนำเสนอผลงานปากเปล่า การนำเสนอผลงานโปสเตอร์ ถึงจะไม่ได้ Hi-so เท่าการตีพิมพ์ แต่มันก็ทำให้เรามีประสบการณ์ไม่แพ้กัน พอกล้อมแกล้มได้ถ้ามีประสบการณ์เยอะแต่อาจจะยังไม่ได้พิมพ์งานวิจัย (ดังนั้นเวลามีโอกาส เช่นมี Conference หรือนำเสนอผลงาน อย่าได้กลัวที่จะไปนำเสนอเลย…ไปนำเสนอผลงานจะได้ประสบการณ์เยอะ รู้จักคนใหม่ๆ แยะ)

6.  รางวัลที่เคยได้รับ เลือกเอางานที่คิดว่าเด่น ๆ จริงๆ เพื่อเป็นการการันตีความสามารถของเรา

7. กิจกรรมเสริมหลักสูตร ส่วนนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้เค้าเห็นว่า เราไม่ได้เรียนอย่างเดียว แต่เรามีความสามารถในการทำงานอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เค้าเห็นว่า เราสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากในการทำงานวิจัย ตรงนี้เลือกเอาที่เด่นๆ มาก็พอ

8. ความสามารถอื่นๆ เช่น ความสามารถเรื่องภาษา คอมพิวเตอร์ ความสนใจอื่นๆ

9. Reference ถ้าเราสมัครทางวิชาการ เราควรให้อาจารย์ที่ปรึกษาของเรา หรืออาจารย์ที่เราพอจะสนิทช่วยเป็น Referee ให้ใน CV (เวลาที่เค้าสงสัยในตัวเราว่าเราเจ๋งจริงไหม เค้าอาจจะส่งเมลล์มาคุยกับอาจารย์ของเราก็ได้)

ตัวอย่าง CV ที่ผมทำ http://www.student.chula.ac.th/~54721219/CV.pdf เผื่อพอจะเป็นแบบอย่างได้บ้าง (อาจจะไม่ดีเท่าไหร่นะครับ)

 2. ว่าด้วยเรื่องของ E-mail

อีเมลล์ที่ใช้ในการติดต่อกับอาจารย์ ควรใช้ภาษาระดับสูงเลยทีเดียว เพราะว่าเราเป็นผู้น้อย เมื่อเทียบกับอาจารย์ ควรให้ความเคารพอย่างมาก

สิ่งที่ควรมีในอีเมลล์ติดต่ออาจารย์ ประกอบด้วยส่วนหลักๆ ดังนี้

1. แนะนำตัว แนะนำตัวว่าเราเป็นใคร ตอนนี้กำลังทำอะไร อาจจะกำลังเรียนอยู่ (ถ้ากำลังเรียนอยู่ก็อาจจะต้องบอกว่า เราวางแผนจะสำเร็จการศึกษาเมื่อไหร่) หรือกำลังรอ (ถ้ารอก็บอกว่าทำอะไรอยู่ตอนนี้)

2. แนะนำงานที่เราสนใจ สาขาที่ชอบ ปกติส่วนนี้เวลาเราเลือกอาจารย์ เราต้องเลือกจากคนที่มีความสนใจคล้ายๆกันอยู่แล้ว แต่เราควรต้องระบุว่า เราสนใจในงานไหนบ้าง งานที่เรากำลังทำวิจัยอยู่ตอนนี้ทำอะไร คิดว่ามีความใกล้เคียงกับงานที่อาจารย์ทำไหม แสดงให้เห้นถึงความสนใจของเรากับงานของอาจารย์เขาไว้

3. ทุนการศึกษา กรณีไปแบบมีทุนควรต้องนำเสนอตัวเองว่าเราไปแบบมีทุน ไม่ต้องกังวลว่าเราจะลำบาก (อาจารย์ทางนู้นเค้าค่อนข้างอยากได้เด็กที่มีทุนติดตัว เพราะเป็นการการันตีถึงศักยภาพของเด็กในระดับหนึ่งอยู่แล้ว) กรณียังไม่มีทุนอาจจะต้องแสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำงานได้อย่างดี คุ้มเงินที่เค้าอาจจะจ้างเรา (ถ้าไปทางยุโรป เรียน Ph.D. มีเงินเดือนด้วยอ้ะ)

4. แนบ CV พร้อมบอกว่า เราได้แนบ CV มาให้ท่านพิจารณาด้วยนะ

5. Paragraph ตอบขอบคุณ และเราจะเฝ้ารอด้วยความตั้งใจ (เขียนให้สุภาพ)

จากนั้นก็เฝ้ารออีเมลล์ที่ตอบกลับมาได้เลย!

การส่งเมลล์ควรระวังให้รอบคอบ เหตุการณ์ฮาๆ อาจเกิดขึ้นได้ เช่น copy mail ที่ส่งหา Prof. A จะส่งหา Prof. B แต่ลืมเปลี่ยนชื่อ เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นหายนะขั้นรุนแรงที่จะตามมาได้ ฮาาาาาาา

โปรดติดตามตอนต่อไป 🙂