เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 2 : บุฟเฟต์ญี่ปุ่น

วันนี้หลังจากฟังบรรยายจากนักคณิตศาสตร์รางวัล Field Medal แล้ว ก็บึ่งกลับมาที่ Campus
ในวันนี้มีบรรยายประจำเดือน ซึ่ง MIMS ที่เป็นสถาบันร่วมกับ Grad school จัดเป็นประจำทุกเดือน โดยเชิญ Prof. ภายนอกมาบรรยายในตอนเย็นวันศุกร์

หัวข้อวันนี้เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ โดย Prof. จาก Tohoku University
เสร็จจากบรรยายก็มี Banquet Party….

ในวันนี้จะมาเล่าถึงเกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินที่ญี่ปุ่นในงานเลี้ยงบุฟเฟต์ครับ..

********************************
ปกติเวลาเราไปค่าย สัมมนา หรือกิจกรรมต่างๆ ที่เมืองไทย สิ่งที่เรามักนึกถึงคือเรื่องอาหารการกิน คิดว่าทุกคนคงคุ้นเคยเวลาไปค่ายที่เวลามีงานเลี้ยง โดยเฉพาะพวกงาน Banquet Party จะเป็นแบบบุฟเฟต์ตักราด วางเป็นแถวๆ แล้วก็มานั่งโต๊ะ กลุ่มใครกลุ่มมัน…(พิมพ์ไปน้ำลายไหลไป คิดถึงอาหารไทย) (ก็เพราะอย่างนี้เลยไม่ผอมสักที 5555+)

เล่าย้อนไปตั้งแต่ตอนวันปฐมนิเทศนักศึกษาต่างชาติ International Student Banquet Party ย้อนไปวันนั้นก็เซ็งนิดหน่อย อาหารไม่พอ 😛

หลังจากนั้นอีกวันที่ Grad School จัด Banquet Party อีกงาน เป็น Welcome party

สิ่งที่เราตกใจมากอย่างใหญ่หลวงคือ

Asahi Beer ถูกหิ้วมาเสริ์ฟบนโตีะเลยจ้าาาาา….พร้อมทั้งไวน์ สำหรับ Professor และอาจารย์ในภาค..

เรารู้สึกขัดๆ เพราะวัฒนธรรมของบ้านเรา(ในอุดมคติ) จะไม่อนุญาตให้นำเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ารั้วมหาวิทยาลัยเด็ดขาด (นึกถึงเจ๊ระเบียบรัตน์ขึ้นมาในบัดดล) ทุกโต๊ะมี Asahi Beer มาโต๊ะละสองสามขวด เบียร์มาซะขนาดนี้เราก็อึ้งเลย! แต่ก่อนจะเทเบียร์เค้าก็จะถามเราว่า เราดื่ม alcohol ไหม..ซึ่งเราไม่ดื่มอยู่แล้ว ก็จะมีชาอู่หลงมาให้แทน

เวลาเริ่มงานปาร์ตี้ จะต้องมีประธานกล่าวเปิด และชนแก้วพร้อมกัน พร้อมกล่าวคำว่า かんぱい!
********************************
หลังจากงาน Party ของ Grad School เราก็ได้ร่วมปาร์ตี้แบบ Banquet Party อีกงานสองงาน แต่ละงานก็สไตล์คล้ายๆ กัน จนกระทั่งวันนี้

หลังจากที่ Prof. บรรยายเสร็จแล้ว เราก็กลับขึ้นไปที่ lab ตัวเราไม่แน่ใจว่า Banquet นี้เราเข้าไปได้ไหม เพราะสงสัยอยู่ว่าเมื่อเดือนที่แล้วมีประชุม มี Banquet ด้วย แต่ไม่กล้าเข้าไป ด้วยความเคอะเขินและเหนียมอาย
รุ่นพี่ใน lab ที่นั่งข้างกันก็บอกว่า เนี่ย สำคัญกว่าฟังบรรยายก็กินฟรีนี่แหละ 😛 (ประโยคนี้ชวนให้นึกถึงมนต์ชัยคู 555) ไปเถอะๆ เราก็คิดในใจว่า เออ….เดือนที่แล้วตรูพลาดไปซะละ T_T

รอสักพัก Prof. ผอ.ศูนย์ MIMS ก็ตามที่แลปให้ไปที่งาน Banquet (สรุปคำตอบคือ ไปได้อะเส่ะ 😀 ทำเป็นเล่นตัวนิดหน่อย แต่แอบยิ้มในใจ เสร็จตรู) คราวนี้ก็จัดเต็มเช่นเคย ไวน์ เบียร์กระป๋องมาพร้อม

อาหารส่วนใหญ่ที่มักจัดใน Banquet Party ที่นี่มักเป็นอะไรที่กินง่ายๆ ส่วนมากอาหารจะเป็นพวก แซนด์วิซแบบพอดีคำ หมูสไลด์ พวกของกินแบบมันฝรั่งทอด (อารมณ์เลย์) ป๊อกกี้ เพรช ขนมกระจุกกระจิก อาหารที่เราสามารถคีบใส่จานได้ เบ็ดเสร็จก็ประมาณสองสามถาดใหญ่ๆ (ซึ่งเราคิดว่า ถ้ามาจัดแบบนี้ที่เมืองไทย คงหมดตั้งแต่ 3 นาทีแรกละ) โดยทั่วไป Banquet Party จะมีโต๊ะกลางตั้งไว้เป็นจุดๆ บนโต๊ะก้จะมีน้ำชา น้ำอัดลมหลากหลายชนิด (แต่งานนี้ไม่มีโต๊ะกลางแบบนั้น เพราะจัดในห้อง Louge ของ Grad school) ดังนั้นเวลาเราจะกิน ก็ต้องยืนกิน หาที่วางแก้ว เดินไปคีบไปทีละนิดๆ ตามมารยาท

ถามว่าอิ่มไหม…ถึงแม้อาหารดูไม่มาก แต่ก็รู้สึกไม่หิว แถมจบงานอาหารยังเหลืออีกหน่อย (อารมณ์สองชิ้นมารยาทประมาณนั้น) \ footnote{ คำว่าไม่หิวมันไม่ได้เป็น complement ของอิ่ม มันหมายถึง ก็ไม่ได้หิว แต่ก็ไม่ได้อิ่มแปล้ อารมณ์เซตเปิดปิดอะไรประมาณนั้นมั้ง }

ด้วยการเดินไปคีบไป ทำให้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่อยู่ Grad school ด้วยกัน ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ อารมณ์ว่า พี่มีลูกเมียกี่คน งานวิจัยเป็นยังไงบ้าง ทำกับข้าวกินเองไหม มามหาวิทยาลัยยังไง เม้ามอยชาวบ้านกันไป… Prof. หรืออาจารย์ในภาคก็จะมาร่วมวงด้วย เดินวนไปมา เปลี่ยนกลุ่มไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ใครที่ไม่เคยรู้จักก็รู้จักกันในงาน Banquet เล็กๆ ในงานนี้ ตัว Prof. ที่มาบรรยายก็ร่วมวงเฮฮาด้วย นอกจากไถ่ถามเรื่องไร้สาระ เอ๊ย เรื่องทั่วๆไป เรื่องวิชาการก็ discuss กันได้ เวลามีข้อแนะนำหรือข้อเสนอแนะก็คุยกันในวงนี้เหมือนกัน ก็จะเห็นว่าบรรยากาศเป็นกันเองมากๆ

สิ่งที่ได้สะท้อนคิดจากงาน Banquet Party วันนี้ ทำให้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อย่างแรกที่ชาวญี่ปุ่นที่ไหน มีเบียร์ที่นั่น (ฮาาาาา) เรื่องวัฒนธรรมการดื่มของชาวญี่ปุ่นจะเป็นสิ่งที่เราจะพยายามเรียนรู้เหตุผลความเป็นไปต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญที่เห็นวันนี้คือ buffet แบบญี่ปุ่นอาจจะเป็นกุศโลบายหนึ่งที่ทำให้เราได้พูดคุยกันมากขึ้น เมื่อเทียบกับวัฒนธรรมไทย ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นงานประชุมวิชาการบ้านเรา เวลาเราไปเราก็ค่อนข้างคาดหวังที่จะได้รู้จักกับอาจารย์ หรือคนที่เรียนสายเดียวกัน แต่สิ่งที่พบคือ เราตักอาหารในไลน์บุฟเฟต์ นั่งกับกลุ่มตัวเอง กดมือถือกันไป กินเสร็จก็แยกย้ายกันไปเป็นกลุ่มๆ ทำให้โอกาสที่จะทำความรู้จักและสร้างเครือข่ายค่อนข้างยาก

ก็จึงมาเล่าสู่กันฟัง และหวังว่าสักวันนึงจะได้มีโอกาสจัดอะไรแบนี้ที่บ้านเราบ้างครับ

Higashi-Nakano, Tokyo, Japan
May 17, 2014

Advertisements

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 1 : AKB48

วันนี้ตอนค่ำๆระหว่างนั่งมึนๆ อยู่ พี่ ป.เอกชาวญี่ปุ่นก็เอาเพลงนี้เปิดละซ้อมเต้น (จากฉบับเต้น cover) ก็เลยสงสัย ถามไปว่า อะไรหรอเนี่ย…ได้คำตอบว่า กำลังซ้อมเต้นสำหรับงานแต่งงานเพื่อนอยู่เลย!

‪#‎วอนผู้รู้ช่วยวิเคราะห์‬
1. เลยเกิดความสงสัยว่า ที่ญี่ปุ่นเวลาแต่งงานนี่เค้ามีการแสดงช่วงแต่งงานด้วยหรอเนี่ย แต่เห็นเต้นกันแบบนี้ก็เลยคิดถึงหญิงลีสไตล์เลยทีเดียว (แต่ไม่ได้เปิดหญิงลีให้ดู กลัวช๊อค 555)
2. เพลงนี้มันมีความหมายเกี่ยวกับความรักอะไรอย่างงี้รึเปล่า หรือว่าเต้นกันขำๆ แบบควิโยมิ