เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 3 : พบหมอ

เมื่อปีที่แล้ว ตัวเรามีปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้ากับอากาศร้อนช่วงเดือนกรกฎาคม อาการคือ คัน แสบหน้าและสิวขึ้นเต็มไปหมด (นี่เป็นการยืนยันว่าหน้าไม่ได้หนาแต่อย่างใด) กระทั่งได้ไปหาหมอ จนอาการค่อยทุเลาลงในช่วงหน้าหนาว ช่วงที่มาอยู่ญี่ปุ่นก็มาช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย (เข้าใกล้ความหนาว)

เรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ที่อากาศเข้าใกล้กรุงเทพมหานครทุกทีๆ ในฤดูร้อน ประกอบกับกลับไทยเมื่อสองสัปดาห์ก่อน อาการเดิมเลยเริ่มอุบัติขึ้นอีกครั้งนึง (ตอนที่ไทยว่าจะไปหาหมอ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป) อาการก็ทรงๆ ทรุดๆ จนกระทั่งเมื่อวาน (วันจันทร์) เข้าห้องน้ำที่มหาวิทยาลัยแล้วมีกระจกอันใหญ่ เลยเห็นสภาพแล้วตกใจ!

เพิ่งเกิดความตระหนัก เลยลองไปคลีนิคของมหาวิทยาลัยดู ปรากฏว่า คลีนิคของมหาวิทยาลัยเป็นคลีนิคพื้นฐาน รักษาอาการป่วยแบบทั่วไป (อารมณ์คลีนิคไผ่ล้อมของ ม.ช. หรือคลีนิคจาม 9 แบบจุฬา) ไม่มีหมอโรคผิวหนังประจำ ซึ่งจริงๆ มันก็โดย sense อยู่ละ ในการนี้คลีนิคมหาวิทยาลัยก็เลยแนะนำให้ไปที่คลีนิคข้างนอกแถวๆ บ้าน ซึ่งมีหมอผิวหนังประจำอยู่พอดี

พอพูดถึงคลีนิคก็จะรู้สึกตกใจ เพราะไม่แน่ใจว่าค่ารักษาพยาบาลจะแพงแค่ไหน… ด้วยความงกเลยทำหน้าประมาณว่า โอ้ว มันจะแพงไหม…สงสัยเจ้าหน้าที่คลีนิคจะดูออก เลยบอกว่า ราคา max สุดไม่น่าจะเกินสามพันเยนมั้งนะ….แต่..คลีนิคนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้ไหม ต้องลองหาล่ามไปดู

กลับขึ้นมาที่แลป ไปคุยกับเพื่อนในแลปชาวต่างขาติ (นามย่อ คุณ ล.) คุณ ล. มีประสบการณ์พอสมควร (เพราะพูดญี่ปุ่นคล่องปรื๋อ) คุณ ล. ก็แนะนำให้ลองไปดู เพราะถ้าจะไปโรงพยาบาล ก็คงจะไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้… ตัวเราเองก็นึกถึงภาพโรงพยาบาลเมืองไทยที่นั่งรอคิวข้ามวัน… เราก็เลยวางแผนว่าจะไปคลีนิควันนี้ (วันอังคาร) หลังเรียนภาษาอังกฤษเสร็จ

ก่อนจะเข้าสู่การรักษาพยาบาล ขออนุญาตเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพที่ญี่ปุ่นก่อน … ที่นี่ระบบการรักษาพยาบาลจะเป็นแบบ 70 : 30 ซึ่ง 70 นี่คือ รัฐช่วยออกให้ แต่การที่รัฐจะออกให้นั้น เราจะต้องทำเป็นแบบประกันสุขภาพ จ่ายเบี้ยประกันทุกเดือน ราคาปกติก็ประมาณเดือนละ 4,000 เยน ถ้าเป็นนักศึกษาก็จะได้ลดราคาเหลือประมาณพันกว่าเยน (อยากรู้ว่าเป็นเงินไทยเท่าไหร่ เอาสามไปหาร) ในเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสถานพยาบาล ก็จะจ่าย 30% ของค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเจ้า 70% ก็มาจากที่เราจ่ายเป็นประจำทุกเดือนนี่ล่ะ…. (ซึ่งกรณีที่มีประกันของมหาวิทยาลัย : ซึ่งเราก็จ่าย แต่ยังไม่ได้เชครายละเอียดเพิ่มเติม มหาวิทยาลัยก็จะจ่ายอีก 30% อันนี้สำหรับมหาวิทยาลัยของเรา)

วันนี้หลังเรียนเสร็จก็เดินดุ่มๆ ไปคลีนิคแบบงงๆ ซึ่งอยู๋ใกล้บ้านพอดี พอไปถึงก็เงิบ! ตั้งสติสักพัก จากนั้นจึงยื่นบัตรประกันสุขภาพ พูดตามสคริปต์ที่มีอยู่ในหัว บลาๆ แต่ทว่า……เจ้าหน้าที่งงๆ พอเข้าใจสักพักจึงบอกว่า… อ่อ คลีนิคผิวหนังอยู่ชั้นสอง -.-

เจ้าหน้าที่ที่เคาท์เตอร์พาขึ้นไปชั้นสอง ก็บันทึกข้อมูลต่างๆ แล้วก็ไปคุยกับหมอ ซึ่ง….ในวันนี้ก็ได้ใช้ความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่มีอยู่ทั้งตัว(อันน้อยนิด) จนหมด บวกกับ mix ร่วมกับภาษาอังกฤษ (จริงๆ คุณหมอสามารถฟังภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่เราก็มีความสลิดอยากฝึกภาษา เลย mix ๆ มันนี่ล่ะ 555) ท้ายสุดคุณหมอก็ diag อาการและวิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นที่สิวซะมากกว่า -.- ในการนี้คุณหมอเลยสั่งยาให้เป็นวิตามิน B ยา antibiotic ยาทาสิว ยาทาเวลาคัน สบู่ล้างหน้า นัดครั้งต่อไปสัปดาห์หน้า จากนั้นให้เรารอ…..

ตอนรอนี่บอกตรงๆ ว่าลุ้นระทึกมากว่า ตรูจะจ่ายเท่าไหร่ -.- จนถึงเวลาจ่ายก็โล่งอก เพราะจ่ายไปประมาณพันเยนนิดๆ (ประมาณสามร้อยบาทบ้านเรานี่แหละ) แต่ว่าคลีนิคที่นี่ไม่ได้จัดยาให้ด้วย หน้าที่ของคนไข้ก็คือ ถือใบสั่งยาจากคลีนิคไปซื้อยาที่ร้านขายยา ซึ่งที่คลีนิคก็เขียนในคำบรรยายภาคภาษาอังกฤษไว้ว่า ร้านขายยาอยู่ด้านซ้ายของคลีนิค! (ไม่รู้ว่าตอนเค้าตั้งร้านนี่วางแผนกันไว้รึเปล่า 5555+)

ออกจากคลีนิคก็ตรงไปร้านขายยา เท่าที่พอจำแนกแยกแยะจากที่เห็น (ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกไหม วอนผู้รู้ช่วยบอก) ร้านขายยานี้มีอยู่สองสไตล์ สไตล์แรกคือร้านขายยาและอุปกรณ์เสริมความงาม พวก Matsumoto (ร้านที่ชอบมีลดแลกแจกถาม ขาย SKII) กับร้านยาแบบร้านยา (งงๆ ไหมเนี่ย) ซึ่งเราก็จะถือใบสั่งยาไปให้เภสัชกรจัดยาให้พร้อมกับบัตรประกันสุขภาพ เราก็รอเภสัชจัดให้ จนเภสัชกรเรียก (รอนานหน่อย เพราะว่าก่อนเค้าจะจัดยาให้เรา เหมือนว่ามีปัญหาอะไรสักอย่าง เลยต้องโทรไปเชคกับหมออีกที) ก็ได้รับยา พร้อมทั้งคำอธิบายการใช้ยาอย่างละเอียดดังสิ่งที่แนบมาด้วย 1 พร้อมทั้งจ่ายเงิน เบ็ดเสร็จประมาณพันนิดๆ อีกเหมือนกัน ก็เลยโล่งใจ (นึกว่าต้องจ่ายโหดๆ ซะแล้ว)936064_10152194186350811_6355055036330901375_n


สรุป…วันนี้ก็ได้เห็นระบบการจัดการด้านสุขภาพของที่นี่ที่แปลกไปจากบ้านเรา นี่บอกตรงๆ ว่าตอนอยู่ไทย หลังๆ เวลาไม่สบายเล็กๆ น้อยๆ ก็ไปร้านขายยาก่อน (เพราะทำใจลำบากในการรอ -.-) มาเห็นที่นี่ก็มีระบบการจัดการที่ดี คลีนิคสะอาด มีการแยกการบริหารจัดการระหว่างคลีนิคกับการจ่ายยา โดยในคลีนิคก็มุ่งเน้นการรักษาเลย ส่วนยาก็ไปซื้อที่ร้านขายยาอย่างเดียว (ประเด็นนี้ไม่ค่อยแน่ใจว่าแบบไหนดี ระหว่าง one stop service จ่ายยาที่คลีนิค กับ จ่ายยาที่ร้านขายยาเท่านั้น รอคุณหมอกับเภสัชกรมาช่วยอภิปราย) ซึ่งการจัดยาก็ดูดีมีการอธิบายให้ผู้ป่วยอย่างละเอียด (แต่ ณ เวลานี้ตรูยังอ่านไม่ออก รู้แค่ว่า กินยาตอนไหน กี่เม็ดบ้าง – -“) ซึ่งก็น่าดูมาเป็นตัวอย่างได้บ้าง

เห็นอะไรแปลกใหม่เลยมาเล่าสู่กันฟัง หวังว่าจะได้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
เอวังละประการฉะนี้เอย…

โฆษณา