เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 3 : ข้าวโพดฮอกไกโด

#เรื่องเล่าเมาท์ในแลป
กำลังนั่งทำงานอย่างเงียบเหงาอยู่ในห้องแลป อยู่ๆ ก็มีรุ่นพี่แลปห้องข้างเคียงมาเรียกให้ไปกินข้าวโพดจากฮอกไกโดที่ Louge Room (อาเฮียแกมาจากฮอกไกโด เมื่อวันก่อนก็มี party เมล่อนญี่ปุ่นไปทีนึง) ก็เปรียบเสมือนกับการรวมพล เพราะทุกคนก็ไปรวมตัวกันที่ห้อง Louge เพื่อไปกินข้าวโพดกันพอดี

รุ่นพี่ก็ถามทั้ง Grad school เลยว่ากินไหมๆ แล้วก็ไปถาม Sensei ที่เป็น Director ของศูนย์วิจัย ไม่รู้ได้ความว่ายังไง รู้แต่ว่า ตอนกำลังตั้งวงกินข้าวโพดอยู่ เซนเซถือข้าวโพดมาพร้อมกับบอกว่า เนี่ยๆ จัดโต๊ะสัมมนาเลย เดี๋ยวจะถ่ายรูป (สงสัยไว้ใช้ทำสื่อประชาสัมพันธ์)

เผอิญมีเซนเซอีกคนนั่งอยู่ในห้องนั้นพอดี ก่อนหน้านี้คงกำลังนั่ง discuss งานอยู่ สุดท้ายเลยได้จัดฉากถ่ายรูปกันเป็นการใหญ่ ต่อคอมกับ projector พรีเซนต์งานกันไป

PS1 : ข้าวโพดหวานมาก อร่อยฝุดๆ (วันก่อนเมล่อนก็อร่อย)
PS2 : สรุปนั่งเซทท่าถ่ายรูปกันก็เกือบๆครึ่งชั่วโมง (เซนเซก็พรีเซนต์งานแบบจริงจัง ก็ถามกันจริงๆ จังๆ กึ่งเล่นนิดหน่อย)
PS3 : หน้าร้อนแบบนี้ ตอนนี้ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ไปแลปแล้วจ้าาาา

โฆษณา

เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 4 : หนึ่งภาคเรียนในโตเกียว

จากวันที่เดินทางมาเมื่อ 26 มีนาคม มาถึงวันนี้ (9 สิงหาคม) ก็สี่เดือนกว่าๆ พอดี

จากอากาศสบายๆ ปลายฤดูใบไม้ผลิ ต้อนรับด้วยซากุระทั่วโตเกียว มาถึงฤดูร้อน Ship hide ที่เมืองไทยอาจจะต้องเรียกพี่

ถ้ามานั่งนับเวลา เพิ่งผ่านไปแค่ 4 เดือน จาก 36 เดือนเอง นานเนอะ

แต่ถ้ามานับในแง่ภาคการศึกษาแล้ว…นี่มันผ่านไป 1 ภาคการศึกษาจาก 6 ภาคการศึกษาแล้วหรอ ….

***********************************

เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 4 นี้ จะมาสรุปว่า เทอม 1 ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ซึ่งคงเล่าคร่าวๆ แยกเป็นประเด็นๆ ดังนี้

ชีวิตการเรียนและเรื่องราวทางวิชาการ

โปรแกรมที่เราเลือกมาเรียนนี้เป็นโปรแกรมแบบ Research base ก็คือเน้นทำวิจัยเลย (โดยจะมี Intensive lecture ที่ต้องลงอย่างน้อยสองวิชา) เราก็มาทำวิจัยตามที่เราอยากทำ (ฟังดูดี เหมือนจะว่างเนอะ แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย TT)

ในหนึ่งสัปดาห์ จะมีที่เป็นการเรียนก็คือ วันอังคารกับศุกร์ ก็จะเรียนภาษาญี่ปุ่นตอนเช้า สำหรับวันอังคารจะมีเรียนภาษาอังกฤษตอนบ่าย อันนี้ก็คือวิชาเรียนนอกภาคนี่เอง

มาดูเวลาทำวิจัยในภาคบ้าง เนื่องจากไม่ได้เป็นการเรียนแบบ course work หลายคนก็คงจะคิดว่ามันก็สบายๆ อยากไปแลปเมื่อไหร่ก้ได้

เหมือนเคยเล่าแล้วคร่าวๆ ครั้งนึงว่า นักศึกษาแต่ละคนก็จะมีห้องทำงานสังกัดอยู่ (จริงๆ คือห้องพักนักศึกษาเฉยๆ นั่นแหละ แต่โดยปกติก็จะเรียกสั้นๆ ว่า แลป) แต่ละคนก็จะมีโต๊ะส่วนตัว ป.เอกก็โต๊ะใหญ่หน่อย มีคอมพิวเตอร์ macbook air ให้ยืมใช้ตลอดการเรียน มีจอคอมพิวเตอร์ใหญ่ให้ยืมใช้ด้วย (ในรูป กำลังรกได้ที่) ป.โทก็จะโต๊ะแคบๆ บรรยากาศถือว่าใช้ได้เลยIMG_0602

ในห้องแลปเรา มี ป.เอกอยู่ 4 คน (เป็นคนอิตาลีสองคน คนญี่ปุ่นอีกหนึ่งคน) ป.โทอีก 5 คน (ปี 1 อยู่สี่คน ปี 2 อยู่อีกคน แต่ไม่ค่อยอยู่ห้องเท่าไหร่) บรรยากาศก็ค่อนข้างน่าทำงาน เวลาทำงานทุกคนก็นั่งทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ทำให้เราก็ต้องขะมักเขม้นตาม (แอบเปิดเฟซบุคบ้างนิดหน่อย) ส่วนกลุ่มวิจัย นักศึกษาแต่ละคนจะมีอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ 3 คน เรียกว่า Team fellow แต่ละคนจะมาจากสาย Modeling, simulation และ analysis สายละหนึ่งคน แต่ก็จะมี main supervisor สำหรับคุยงานกันหลักๆ

 

วิธีการทำวิจัยของแต่ละแลปก็จะแตกต่างกันไป อย่างพี่ชาวเวียดนามที่อยู่แลปออริกามิ ต้องไปเข้าแลปแต่เช้า แต่กลับสักห้าโมงหกโมงก็ได้
สำหรับเราเอง อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้ซีเรียสอะไรว่าจะอยู่กี่โมงกลับกี่โมง แต่ตัวเราเองก็พยายามอยากอยู่ที่แลปนานๆ เพราะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ควรต้องอยู่แลป และอีกอย่างคือ อยู่แลปแล้วจะได้งาน อยู่บ้านมักไม่ได้งานอะไร 5555+ ตัวเรานี่พยายามตื่นเช้า แต่ก็ไม่ค่อยเช้าเท่าไหร่ ปกติเวลาอยู่ที่แลปก็จะตั้งแต่ 11 โมงเช้า ถึงประมาณสามทุ่ม campus เป็นตึก จึงมีเวลาเข้าออกว่า ออกจากตึกได้ไม่เกินสี่ทุ่มครึ่ง ถ้าเกินจากนี้ต้องทำหนังสือขอ ซึ่งหลังจากกลับมาจากช่วงรับปริญญาก็ทำเรื่องขอไว้ตลอดล่ะ (กลับดึกสุดก็ เที่ยงคืน ช่วงเร่งงานสุดๆ) ปกติวันที่ไม่มีเรียนภาษาก็จะปั่นจักรยานไปเรียน ส่วนวันที่เรียนภาษานั้น ต้องไปที่ campus อีกที่ เลยต้องใช้รถไฟแทน

สาย math เราต้องทำวิจัยอะไร? น่าจะเป็นคำถามที่ชอบมีคนถาม เนื่องจากธีมของที่เราไปเรียนเป็นแนว applied math ซึ่งประกอบไปด้วย Modeling, simulation, analysis ประกอบกับงานวิจัยที่ส่งไปตอนสมัครเป็นเรื่อง geometrical analysis on fruit surface ดังนั้นมีหลายเรื่องที่ต้องอ่าน

ตอนที่มาในช่วงเดือนแรก เราก็ต้องมาลองวางแนวทางการวิจัยดูว่าจะไปในแนวทางไหน ภายในเดือนเมษายน จะมีการส่ง proposal เป็นแนวๆ ทิศทางการวิจัยว่าจะไปทางไหน ซึ่งเหมือนที่อาจารย์เคยพูดไว้ว่า ให้เราเขียนหัวข้อที่สนใจ สุดท้ายอาจารย์กับตัวเราก็จะมีการปรับเข้าหากันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว 

ตอนมาเดือนแรกแทบจะไม่ได้แตะ paper ทาง math เลย เพราะต้องศึกษาผลไม้ที่เรากำลังศึกษาอยู่ นั่นคือขนุน อ่านถึงว่า ขั้นตอนการ formulation จนมันเป็นลูกมาจากไหน ตรงนี้แหละที่เราจะต้องทำไปสร้าง model เพื่อมาดูว่า ทำไม อย่างไร ขนุนถึงมีผิวที่เป็นแบบ polygonal tessellation แบบนั้น… พอมาเดือนที่ 2 ก็เริ่มดูปัญหาที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับ math structure ก็คือ Voronoi diagram ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งในงานด้าน computational geometry เราก็ศึกษาถึงสมบัติพื้นฐาน algorithm พื้นฐาน อ่านเปเปอร์เรื่องที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เกี่ยวมั่ง ไม่เกี่ยวมั่ง บางอันอ่านก็ไม่รู้เรื่อง จนมาเดือนที่ 3-4 ก็เริ่มทำ model ง่ายๆ ในการตรวจสอบว่าผิวขนุนกับ Voronoi diagram มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ด้วยการสร้างเกณฑ์การตรวจสอบ เปเปอร์ทางนี้ก็มีน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งก็ทำให้เราต้องเริ่มคิดอะไรใหม่ๆ บ้าง ปัญหางานวิจัยก็จะเริ่มมีอะไรให้ค้นหาเรื่อยๆ งานที่ดูเหมือนว่าง่ายๆ สุดท้ายพอทำไปเรื่อยๆ ก็มีอะไรที่น่าสนใจใหม่ๆ ซ่อนอยู่ในนั้นเยอะมาก แต่เฉพาะงานส่วนนี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น (1 เทอมทำอะไรได้ไม่มากจริงๆ) ส่วนงานโปรแกรมมิ่งก็เพิ่งเริ่มนิดๆหน่อยๆ เขียนโปรแกรมง่ายๆ จาก mathematica ไว้รอสำหรับการลงข้อมูลเพื่อตรวจสอบตามวิธีที่วางไว้ (ที่นี่มี mathematica ให้ใช้แบบถูกลิขสิทธิ์ด้วยนะเออ) สรุปหนึ่งเทอมนี้ อ่านเปเปอร์ทั้งแบบผ่านๆ และเจาะลึก น่าจะมากกว่า 50 เปเปอร์ละ ต้องบอกว่าเป็นความโชคดีที่ตอน ป.ตรี ป.โท อดทนเรียนตัวเพียวมาหลายตัว เลยทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร (ถึงแม้จะลืมไปบ้าง แต่ก็รู้ว่าควรไปหาอ่านตรงไหน ก็น่าจะโอเค)

โดยปกติเราก็จะมีสัมมนาทุกวันจันทร์ การสัมมนาก็จะมีเราซึ่งเป็นนักเรียนอยู่คนเดียว ที่เหลือเป็นอาจารย์ 2 คน กับ Post doctoral อีกสองคน เวียนกัน อารมณ์ประมาณว่า อยากพูดอะไรก็พูดไป แต่ส่วนมากก็จะเป็นการเล่างานวิจัยของตัวเอง เล่าว่าอ่านเปเปอร์อะไรไปบ้างช่วงนี้ เทอมที่ผ่านมาวนมาที่เราอยู่สามรอบ (มีวันหยุดเยอะเหมือนกัน เช่นอาจารย์ไปประชุม ก็งดสัมมนาไป) อาจารย์ที่ดูจะใจดีก็จะแลดูโหดในช่วงสัมมนาเลยทีเดียว เท่าที่สัมมนามาสามครั้งยังรู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรได้ไม่ดีเลย ต้องปรับปรุงในสัมมนาเทอมถัดไป

ในแต่ละสัปดาห์ เราก็จะมีเวลานัดคุยและ discuss กับอาจารย์ สัปดาห์ละสองครั้ง คือวันจันทร์หลังสัมมนา และวันพฤหัสตอนบ่าย (อาจารย์ว่างช่วงนั้นพอดี) ก็จะเริ่มจากรายงานความคืบหน้าว่าตอนนี้ทำงานไปถึงไหนแล้ว คุยงานกับอาจารย์ หลังๆ ก็จะเริ่มรู้ว่า อาจารย์ทำหน้าแบบไหนคือ OK แบบไหนคืองงๆ แบบไหนคือ ที่เราคิดมานี่มันไม่ใช่ (โหมดนี้อาจารย์จะหน้ามุ่ยๆ แล้วก็หัวเราะเบาๆ แล้วก็ชี้แจงแถลงไขต่อไป T_T) ฯลฯ มีปัญหาการสื่อสารบ้างเวลาเราพูดภาษาอังกฤษแบบสดๆ ทำให้อาจารย์ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องในบางที (ถึงอาจารย์เป็นคนญี่ปุ่น แต่ภาษาอังกฤษโอเคมากๆ) บางทีเราเองก็ชอบเบลอ บางทีที่ไม่มีงาน (เช่น คิดงานไม่ออก หรือทำงานอื่นอยู่ จนยังไม่มีงานใหม่) ก้แอบไม่อยากไปคุยกับอาจารย์ (นอยด์ไปเอง) แต่พอไปคุย อาจารย์ก็โอเค ไม่ได้ว่าอะไร (แต่การไม่ว่าอะไรนี่แหละที่ทำให้เรากลัวมากกว่า เลยเป็นแรงกดดันอีก 5555) สิ่งที่เราจะต้องทำทุกเดือน (หรือสองเดือน) ก็คือ รายงานความก้าวหน้าประจำเดือน ซึงหนึ่งเทอมนี้ก็ทำไปสามครั้งพอดิบพอดี (ตอนแรกจะทำทุกเดือน แต่หลังๆ อาจารย์บอกว่าบ่อยไป ทำสองเดือนครั้งก็โอเค) รายงานนี้ทำเสร็จก็ส่งให้ main supervisor ดูก่อนว่ามีอะไรต้องแก้หรือเพิ่มไหม จากนั้นเรียบร้อยแล้วส่งไปให้อีกสองท่าน

เทอมแรกนี้ดูเหมือนไม่ค่อยคืบหน้ามาก เพราะเน้นเริ่มงาน อ่านเปเปอร์ แต่ก็ไม่ทันคิดเหมือนกันว่าจะได้งานพอที่จะไปพูด งานแรกที่จะไปปลายเดือนสิงหาคือ Meeting สามมหาวิทยาลัย (Meiji U, Hiroshima U, Ryukoku U) ด้วยความอยากไปเที่ยวเลยสมัครไป (แต่สุดท้ายดูแล้วไม่ได้ไปไหน grad school จัดการตั๋ว ที่พักทุกอย่างให้หมด ฮาาาาา) จริงๆ งานนี้มีพรีเซนต์โปสเตอร์ กับปากเปล่า ใจจริงอยากพรีเซนต์โปสเตอร์ แต่ด้วยความเป็นนักเรียน ป.เอก ก็ถูกจับให้ไปพูดปากเปล่าแทน T_T

อีก Conference นึงก็คือ JCDCGG 2014 ซึ่งเรายกให้เป็น Conference ที่เหมือนกลับบ้าน (ที่ตัดสินใจมาญี่ปุ่นก็เพราะงานนี้ตอนปี 2012 ที่ไทย ที่ได้ supervisor คนนี้ก็งานนี้ ตอนปี 2013 ที่โตเกียว กะรอไปเกียวโตปีหน้าอีกนะ) ตอนแรกก็ไม่คิดว่าปีนี้จะมีจัด เพราะมันควรไปจัดต่างประเทศ แต่ตอนปลายกรกฎาคมก็มีอีเมลล์จากทีมจัดงานแจ้งว่าจะจัดพอดีที่เดิมกับปีที่แล้ว ! ตอนแรกก็คิดว่าจะไปฟังเฉยๆ คุยกับ sup. ก็บอกว่า ผมจะไปนั่งฟังนะครับ อาจารย์ก็ อื่มมม… แต่ผมว่าคุณก็เอางานคุณไปพูดก็ได้นะ… ท้ายสุดก็ต้องส่งไปงานนี้แบบงงๆ (ส่งไปแล้ว รอผลตอบรับอยู่)

โดยสรุปแล้ว เรื่องการเรียนการวิจัย ก็กำลังไปได้เรื่อยๆ แต่เราอาจจะต้องปรับสมองปรับความคิดหลายๆ เรื่องให้ดีกว่านี้ในเทอมต่อๆ ไป

สังคมรอบข้าง

ตอนมาใหม่ๆ เดือนแรก ภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาแทบใช้ไม่ได้เลย เพราะว่าไม่ได้เคยใช้ในสถานการณ์จริงมาก่อน เดือนแรกๆ เอง เวลาคุยกับสมาชิกในแลปก็ไม่ได้คุยกับใครมากเท่าไหร่ คุยกันหลักๆ ก็รุ่นพี่ ป.เอกโต๊ะข้างกัน (มารู้ทีหลังว่าอายุเท่ากัน) กับรุ่นพี่ชาวญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้ ช่วงเดือนแรกๆ ก็มีเด็กในแลปมาชวนคุย ฝึกภาษาญี่ปุ่นบ้าง ก็เก็บเอาวันละนิดวันละน้อย

มาอยู่ใหม่ๆ ก็มีความเหงา ไม่ได้มีใครให้คุยเหมือนตอนอยู่ไทย ก็ต้องอดทนไป หลักๆ มีเพื่อนที่สนิทๆหน่อยก็เป็นเพื่อนชาวจีนซึ่งเป็นโปรแกรม double degree ป.โท ที่เรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยกัน (แต่อยู่คนละ school กัน) ก็มีชวนกันไปเที่ยวบ้าง มี party บ้าง ก็ทำให้หายเหงาได้พอสมควร

ช่วงหลังๆ ก็เริ่มได้คุยภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น เด็ก ป.โทสองสาว ที่นั่งหลังโต๊ะ ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยได้คุย แต่พอเริ่มพูดได้บ้าง ตอนหลังก็เริ่มตั้งวงเม้าท์กันตอนเย็นๆ ค่ำๆแล้ว (สุมหัวสี่คน มีเรา เพื่อนชาวอิตาลี กับน้อง ป.โท) คุยนู่นคุยนี่ เปิด google map โชว์บ้านเมืองของแต่ละคน เปิด google หารูปภาพประกอบการสนทนา เวลาฟังไม่รู้เรื่อง เพื่อนชาวอิตาลีก็ช่วยแปลให้ (เพื่อนคนนี้มีความเมพภาษาญี่ปุ่น เพราะเป็นสาวกอนิเมะ) หลังๆ ก็มี ป.โท ต่างแลปเข้ามาเม้าท์กันเพิ่มเติมอีก ชีวิตก็เริ่มหรรษาเลยทีนี้! (การตั้งวงเม้าท์ก็เป็นการฝึกภาษาได้อย่างดีเลยทีเดียว เชื่อไหม)

เพื่อนคนไทย ก็เริ่มพบปะสังสรรค์คนคุ้นเคย ทุกสัปดาห์ก็จะได้สนทนากับน้องอู๋ (ผู้ซึ่งบ้านอยู่ตรงข้าม มาใช้บริการเครื่องซักผ้า) บางโอกาสก็จะมีเพื่อนๆ ชักชวนมากินข้าว เช่น ชมรม JSTP แห่งโตเกียว นอกจากนี้ที่สมาคมนักเรียนไทยในญี่ปุ่น มีงานรับน้องคันโต เราก็ไปย้อนวัยเด็กอีกครั้งหนึ่งด้วยการไปเป็นน้อง (ฮาาา) ก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่อยู่บ้างพอสมควร

เรื่องราวความเป็นอยู่

เริ่มต้นตอนมาอยู่ ที่พักว่างเปล่าไม่มีอะไรให้เลย อาศัยค่อยๆ ซื้อมาทีละชิ้นสองชิ้น เพิ่งจะมีครบของที่จำเป็น เมื่อเดือนกรกฎาคมนี้นี่เอง (ตอนนี้กำลังมีกิเลสอยากซื้อโซฟา แต่กลัวเปลืองตังจัง 555)

เรื่องอาหารการกิน ก็ไม่ต้องมีอะไรห่วงมากนัก แต่หลังๆ เริ่มเบื่ออาหาร น่าจะเป็นเพราะว่าเข้าหน้าร้อนเลยไม่ค่อยอยากกินอะไร ช่วงแรกๆ ก็พึ่งอาหารกล่องพอสมควร หลังๆ เริ่มมีเครื่องปรุงไทย ก็เริ่มทำอาหารบ้างแล้ว (ยิ่งตอนกลับจากรับปริญญา ยิ่งได้รับโลโบ้ปริมาณมหาศาล ก็คงอยู่ได้เป็นปีๆ) บางสัปดาห์ที่วันเสาร์อาทิตย์อยากทำกับข้าว ก็จะทำข้าวกล่องแบบ mass กล่าวคือ ทำหนึ่งครั้งกินได้ทั้งสัปดาห์ 😛 เดือนที่สองที่มาอยู่ก็เริ่มทำข้าวกล่องไปกินตอนเที่ยงที่แลป (เดือนหลังๆ ไม่ค่อยได้ทำ ขี้เกียจ) จนตอนนี้เพิ่งมีไมโครเวฟ ทำให้อะไรสะดวกขึ้น ก่อนหน้านี้เวลาทำข้าวกล่อง ทำได้สำหรับเบนโตะ (เพราะเอาไปอุ่นที่แลป) แต่ตอนนี้อยู่บ้านก็อุ่นได้แล้ว lol

เรื่องที่ดูเป็นปัญหามากที่สุด ณ ตอนนี้คือเรื่องการนอน ที่นี่พระอาทิตย์ขึ้นตั้งแต่ตีสีกว่าๆ ดังนั้นปกติเราจะหลับประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ตึสอง ประมาณตี 4 ก็มีแสงมาแยงตา (ทั้งๆ ที่มีผ้าม่านกั้น) และชอบสะดุ้งตื่นเองประมาณหกโมงถึงเจ็ดโมงเช้า (แต่ก็นอนต่อ) เลยทำให้ตื่นสายตลอด ก็คงต้องพยายามหลับให้ไวขึ้น แล้วก็ลองปรับ biological clock ใหม่ดู

เรื่องการเที่ยว มาที่นี่เองยังไม่ได้ไปไหนเท่าไหร่เลย ปกติก็ไม่พ้นที่ชินจูก (แถวบ้าน) ที่เคยไปมาแล้ว ณ ตอนนี้ก็เป็น Takato Castle Ruins Park (ไปทริปกับน้องเด็กแลกเปลี่ยนหนึ่งปี) กับ คาวากุจิโกะ ไปดูภูเขาไฟฟูจิ (ตอน Golden week) ไปโอไดบะ (ไม่ถือว่าเป็นการไปเที่ยวละกัน เพราะยังอยู่ละแวกโตเกียว) ย่านยอดฮิตก็คงเป็น ชินจูกุ (ใกล้บ้าน) อะกิบะ (ไปหนึ่งครั้ง หาซื้อของตอนช่วงกลับไทย) ฮาราจูกุ ชิบูย่า (หาซื้อเสื้อผ้าตอนมาใหม่ๆ แต่ไม่มีไซส์สักที่) โยโยงิ (ตอน Thai Festival) อูเอโนะ (ตอนดูซากุระบาน กับตอนเมย์มาเที่ยว)

หวังว่าปิดเทอมนี้จะได้ไปเที่ยวบ้างตามโอกาสบ้างนะ… (สัปดาห์หน้า campus ปิด หมายถึงไม่ให้เข้า campus นอกจากจะมีใบอนุญาต จริงๆ ทำไว้แล้ว แต่ก็แอบอยากอู้งานอยู่เหมือนกัน 😛 )

กิจวัตรประจำวัน (โดยสรุป)

จันทร์ – ศุกร์ (~10.30 – 22.00) ไปมหาวิทยาลัย ทำวิจัย (เรียนภาษาวันอังคารกับศุกร์)

เสาร์ บางสัปดาห์ที่มีอารมณ์ทำงานก็จะไปแลป ไปนั่งทำงาน แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีอารมณ์ทำงาน ก็จะนั่งๆ นอนๆ ทำกับข้าว ซักผ้า ทำความสะอาดห้อง พักผ่อน ยิ่งช่วงนี้กำลังมีฮอร์โมนซีซันสอง วันเสาร์ตั้งแต่สองทุ่มกว่าก็ไม่ได้ทำอะไรล่ะ ใจจดใจจออยู่กับฮอร์โมนจนถึงตีสอง (เที่ยงคืนที่ไทย)

อาทิตย์ บางสัปดาห์ก็เปลี่ยนที่นั่งทำงาน ไปนั่งทำงานที่อื่นกับเพื่อน

จริงๆ วันเสาร์อาทิตย์นี่ ก็แล้วแต่อารมณ์ของแต่ละสัปดาห์ว่าอยากทำงาน หรืออยากพักผ่อน ถ้าอยากพักผ่อนก็อยู่บ้าน บางสัปดาห์อยากเที่ยวก็ออกไปที่ไม่ไกลมาก เช่น หอของเพื่อนที่โอไดบะ ชินจูกุ

*****************************

มีคนถามว่าถ้าย้อนเวลาได้ ยังจะมาที่นี่อยู่ไหม…

ก็คงตอบไปอย่างไม่คิดว่า ก็มาที่นี่แหละ ! รู้สึกอยู่อย่างดี มีความสุข ไม่ home sick (อาจมีบ้างตอนเหงาๆ นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้มีความอยากกลับบ้านเหมือนตอนเรียนที่ กทม) กลับบ้านหลังจากรอบรับปริญญาอีกที ก็คงจะปีหน้าเลย (ยังไม่รู้ว่าช่วงไหนด้วย) โดนส่วนตัวรู้สึกว่า ช่วงมาเรียนที่นี่ การกลับบ้านบ่อยไม่ค่อยเป็นเรื่องดีเท่าไหร่ มันทำให้งานวิจัยขาดตอน ที่สำคัญคือ พัฒนาการด้านภาษามีการเปลี่ยนแปลง (ช่วงกลับมารับปริญญานี่ ตอนกลับไปญี่ปุ่นในคลาสภาษาญี่ปุ่น ถึงขั้นเอ๋อ ฟังไม่ทัน นึกไม่ออกบอกไม่ถูก จนเซนเซบอกว่า กลับไปนี่ภาษาตีกันลยนะ – -.)

หนึ่งเทอมผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตก็ดูโอเค เข้าที่เข้าทางแล้วเรียบร้อย ก็หวังว่าชีวิตต่อๆ ไปก็คงจะดีเรื่อยๆ

ส่วนเพื่อนที่อยากมาเที่ยวหา ก็คงไม่อาจรับปากได้ว่าจะได้เจอกันไหม คงต้องขึ้นอยู่กับเวลาและโอกาส (เพราะคงจะมีงานด่วนแทรกมาได้เสมอ) แต่จะพยายามเจอเท่าที่เป็นไปได้ก็แล้วกัน

*****************************

がんばって ください!