เรื่อยไปในโตเกียว 6 : ฮิโรชิมาพาซวย

ใน เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 5 : ตะลุยฮิโรชิมา ได้เล่าให้ฟังถึงการไป Meeting สามมหาวิทยาลัยที่ฮิโรชิมามา ซึ่งฟังดูก็โอเค

แต่สุดท้าย ผลจากการไปฮิโรชิมา และการสื่อสารที่ผิดพลาด ทำให้เกิดเรื่องราวที่ช๊อคแก่ตัวเอง ฉลองเบญเพสอายุ 25 ปีพอดี

********************************************************************

ตามการบังคับของหลักสูตร ตัวหลักสูตรเราเป็นหลักสูตรแบบวิจัย แต่ในหลักสูตรวิจัยนี้ ก็จะมีวิชาเรียนให้ลงสองตัว เป็น Intensive course ซึ่งแต่ละเทอมก็จะมีหัวข้อที่หมุนเวียนสลับกันไปเรื่อยๆ (ให้อารมณ์แบบสัมมนา แต่เราก็ต้องนั่งฟัง) ซึ่งจะมีการตัดเกรด ซึ่งที่นี่เกรดเป็น S = 4, A = 3.5 , B=3, C=2, D=1 ตามลำดับ ตามด้วย F = 0 และ T (เท่ากับ F ขาดสอบ) การจัด intensive lecture นี้ ส่วนใหญ่ก็จะจัดกันในช่วงปิดเทอม เทอมละครั้ง แล้วแต่การบรรยาย บางการบรรยายก็จะมี report ให้เขียนส่งเป็นการตัดเกรด บางการบรรยายก็อาจจะมี assignment ให้ทำ เป็นต้น

เมื่อต้นเทอม ช่วงที่ลงทะเบียนเรียน เราก็ได้ลงทะเบียน โดยคุยกับอาจารย์ว่า ปีนี้จะลงวิชา intensive course 1 ตัว และปีหน้าอีก 1 ตัว อาจารย์ก็โอเคตามนั้น จนกระทั่งอีเมลล์ชักชวนไปฮิโรชิมา ปรากฏว่าเชควันแล้ว สองงานนี้ตรงกัน

เอายังไงล่ะทีนี้…ฮิโรชิมาก็อยากไป แต่วิชา intensive course ก็ลงไปแล้ว…

ปัญหาเกิดขึ้น เราเลยนั่งคุยกับอาจารย์ว่า สรุปยังไงดี เราเองก็ตัดสินใจไม่ได้ อาจารย์ก็นั่งคิดๆ ดู ก็เลยตัดสินใจให้เลยว่า อ่ะ ไปฮิโรชิมาละกัน! แล้ววิชานี้เดี๋ยวไปลงใหม่ปีหน้า (ปีหน้าลงสองตัวรวดเลยนะ)

ด้วยสถานการณ์ที่ตรงกันแบบนี้ เลยถามอาจารย์ต่อว่า แล้วตัวเรียนต้องทำยังไงล่ะครับ…อาจารย์ก็บอกว่า ผมคิดว่าไม่น่าจะต้องทำอะไรนะ ก็แค่ไม่ต้องเข้าเรียนน่าจะโอเคอยู่ !

โอเค อาจารย์ว่ามาอย่างนี้แล้ว เราก็ตามอาจารย์ แต่เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ก็ไปถามที่ grad school ต่อว่า วันมันตรงกัน จะต้องทำยังไงดี… ที่ Grad school ก็บอกว่า คงต้องเลือกเอาว่าจะไปงานไหนนะ (แต่ก็ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม บอกแต่ว่าตัววิชานี้กำหนดจัดไว้นานแล้วอ่ะ น่าจะเปลี่ยนวันไม่ได้)… แต่ในเมื่ออาจารย์เราบอกว่าโอเค เราก็โอเค

เรื่องราวก็ผ่านไปจนกระทั่งส่งเอกสารบทคัดย่ออะไรเรียบร้อย ประมาณเดือนสิงหาคม เราก็ไปถามที่ Grad Office อีกครั้งนึงว่า เอ เราต้องมีถอนกระบวนวิชา หรือทำอะไรยังไงไหม ที่ Grad office ก็ตอบว่า ไม่เป็นไรๆ ไปบอกอาจารย์ที่รับผิดชอบ (ต่อไปนี้แทนนามย่อว่าอาจารย์ ฮ) ก็โอเค ถ้ามีปัญหายังไงจะให้เราบอกให้ก็ได้นะ… เราก็เบาใจไปเปลาะนึง

สัปดาห์ก่อนไปฮิโรชิมา เราก็เจออาจารย์ ฮ. พอดี แล้วก็เลยบอกอาจารย์ ฮ ว่าเราลงทะเบียนวิชานี้ไป แต่ว่าเราต้องไปฮิโรชิมา ไป present งานสองวัน (lecture มีสามวัน งานสัมมนามีสองวัน ทับซ้อนกันสองวันแรก) อาจารย์ก็เลยบอกว่า อ้อ ไม่เป็นไร มาเข้าฟังวันที่สามก็แล้วกันนะ อาจารย์บอกแบบนี้ก็ โอเค… ด้วยการนี้ วันเดียวกันหลังจากที่บอกอาจารย์ เป็นวันซ้อมพรีเซนต์ให้อาจารย์ที่ปรึกษาฟัง ก็เลยเล่าให้อาจารย์ที่ปรึกษาฟังตามนั้น อาจารย์ก็แอบงงนิดหน่อยพร้อมบอกประมาณว่า เอ ถ้าไปฟังแบบนั้นเค้าอาจจะ evaluate ยังไงล่ะนี่ แต่อาจจะประมาณว่า ถ้าสนใจก็ให้ไปฟังก็ได้มั้งเนอะ … เราก็เห็นคล้อยตามอาจารย์ไป

วาร์ปไปฮิโรชิมา…

กลับมาจากฮิโรชิมาเราก็มาเข้าฟังตามที่อาจารย์บอก เข้าฟังก็แบบว่างงๆ นิดๆ แบบว่า เลิกไวจัง (เหมือนเลิกไวกว่ากำหนดการอีก) กลับมาก็ใช้ชีวิตตามปกติ เย็นวันนั้นนั่งเม้าก็น้อง ด. กับอาเฮีย อ. บ่ายสามยันสี่ทุ่มเลยทีเดียว

วันศุกร์ของสัปดาห์นั้น เห็นน้องทุน ODOS อัพสเตตัสว่าเกรดออกแล้วว ! เราก็นึกมาได้ว่า เราต้องทำรายงานผลการเรียนส่งไปที่ สนร. ทุกเทอม น่าจะถึงเวลาต้องทำแล้วสินะ…เลยล๊อกอินเข้าไปดูเกรด เกรดออกมา S หมดเลยทุกตัว (มี Research 2 ตัวที่ซุปเป็นที่ปรึกษา กับ Academic Writing อีกตัว) วันนั้นก็ดีใจ หน้าบานไปพักนึง แต่ทว่าใบเกรดอันนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด ซึ่งเวลาเราจะส่งไปที่ สนร. ใบเกรดตัวนี้ต้องเป็นภาษาอังกฤษ แต่กว่าจะดูเกรดเสร็จ office ก็ปิดเรียบร้อย (ปิดเทอม office ปิดเร็วกว่าปกติ) ก็เลยตั้งใจจะไปขอฉบับแปลวันจันทร์

วันจันทร์สัปดาห์ต่อมา…….

ได้เวลาไปเอาใบเกรดพอดี ! เราก็ไปที่ office เพื่อไปขอใบเกรดฉบับภาษาอังกฤษ ระหว่างกำลังขอ ก็เจอพี่ D2 ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นเลขาแลปอาจารย์ ฮ. พอดี พร้อมกับถามเราว่า นัทซางง ไดโจบุไหม เนี่ย ยูมาฟังสองสามชั่วโมงเอง ตอนนั้นเราก็คิดว่า สงสัยเป็นเรื่องวิชานี่นี่แหละ ก็เลยบอกว่า อ่อ ไดโจบุๆ เพราะคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาไว้แล้วว่าจะลงเทอมหน้า

พลันจากเจ๊ D2 เดินไป ใบเกรดก็เสร็จพอดี เห็นปุ๊บตกใจ!!

เพราะวิชา intensive course ตัวนั้น เกรดออกแล้ววววววว และเกรดตัวนั้นคือ “F” และ GPA จาก 4.00 เหลือ 3.00

ชิบหายแล้วทีนี้ ตรูจะทำยังไง!!!

หลังจากรับใบ transcript มา ก็ได้แต่คิดในใจว่า ไม่เป็นไรๆ อาจารย์บอกคอนเฟิร์มแล้ว grad school ก็คอนเฟิร์มแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาสิๆ ถึงจะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร แต่วันนั้นเดินไปห้องอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งวัน เผอิญว่าวันนั้น อาจารย์ที่ปรึกษากลับมาจากธุระเรียบร้อย และจัดสัมมนาของอาจารย์ต่อ (สองวัน) พอดี เราก็แอบเล็งเวลาว่า เมื่อไหร่อาจารย์จะเลิกสัมมนา ได้เวลาก็ไปส่องห้องอาจารย์ แต่อาจารย์ก็ไม่อยู่ (อาจารย์นัดคุยงานประจำสัปดาห์ในวันพุธ) เลยทำใจให้ใจเย็นๆ ระหว่างนี้ก็บ่นให้น้อง ด. เฮีย ล. ฟัง

ตอนเย็น วงเม้าท์การอกุศลก็ตามปกติ เวลาราวๆ สองทุ่ม ระหว่างกำลังเม้าท์อยู่ ก็มีเสียงคนเดินตามปกติ น้อง ด.ก็บอกว่า… โอ้ ส. เซนเซเดินผ่านพอดี ตรูเห็นปุ๊บ รีบวิ่งแจ้นเก็บเอกสารเกรดทั้งหมดไปที่ห้องอาจารย์เลยในทันที !

อาจารย์กำลังเปิดคอมเหมือนจะเชคเมลล์ หน้ากำลังแดงๆ ได้ที่ (กรึ่มๆ จากการดื่มในงานปาร์ตี้) ไอ้เราก็กระวนกระวายใจ เคาะห้องอาจารย์ อาจารย์ก็ โอ้ เป็นไงบ้าง เราก็เลยถามอาจารย์ว่าอาจารย์ว่างไหมครับ มีเรื่องนิดหน่อย จากนั้นก็เล่าให้อาจารย์ฟัง… อาจารย์ก็ อื่ม…พรุ่งนี้เช้าก่อนสัมมนา มาเจอกัน เดี๋ยวเราไป grad office กัน !

วันอังคาร….

เช้าตรู่วันอังคาร เราก็รีบมารออาจารย์แต่เช้า แล้วเราก็ไปกับอาจารย์เพื่อไปไฝว้!

อาจารย์ก็คุยกับ office เป็นภาษาญี่ปุ่น เล่าให้ฟังว่าเกิดเหตุการณ์งี้ๆๆ ขึ้น จะถอนกระบวนวิชาออกตอนนี้ได้ไหม (ซึ่งโดย sense เราก็คิดว่ามันคงไม่ได้อยู่แระ) ที่ office ก็ไปเอาใบเกรดทีอาจารย์ส่งมาดู คะแนนตรูเป็น 0 (แต่เจ๊ ถ. อีกคนได้ตั้ง 98… แต่วิชานั้นมันไม่เห็นมีสอบอะไรเลยนี่นา -*-) จากนั้นก็ถามว่า ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ (คนที่ติดต่อบ่อยๆ) เค้าถามเรื่องถอนกระบวนวิชาไหม… เราก็จำได้แม่นว่า เค้าไม่ได้บอกว่าต้องทำอะไร บอกอาจารย์ที่เป็นผู้ประสานงานก็พอ… อาจารย์ก็ช่วยพูดให้ว่า เราได้ทุนมา ไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาอะไรไหมถ้าเกรดเป็นไปแบบนี้… คุยไปคุยมา ที่ office ก็บอกว่า เดี๋ยวจะประชุมกันแล้วบอกอีกทีนึงนะครับ… กลับห้องมาคุยกับอาจารย์ อาจารย์ก็ปลอบใจอีกหน่อย ประมาณว่า อาจารย์ ฮ. ก็ทำงานตามรูทีน คงลืมไป ไม่ได้ดูว่าเรามีเหตุผลอะไรยังไงนะ T__T ไม่ต้องกังวลมาก มันไม่ใช่ความผิดคุณ…

หลังจากเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ด้วยความนอย (ตลอด) เราเลยส่งอีเมลล์ไปถามพี่ที่ สสวท. ปรึกษาเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถามถึงกรณี worst case ว่าถ้าต้องเป็น F จริงๆ จะมีปัญหาอะไรไหม…. พี่ที่ สสวท. ก็ส่งเมลล์กลับมาว่า ระดับ ป.เอก ข้อบังคับไม่ได้กำหนดเรื่องเกรดเฉลี่ย แต่บอกว่า เกรดต้องผ่านเกณฑ์ตามมหาวิทยาลัยที่กำหนด แต่ยังไงก็ตาม อยากให้เขียนรายงานชี้แจงด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้าจะให้ดี ให้อาจารย์ที่ปรึกษาเขียนให้ด้วยค่ะ… เวลานั้นถามว่าเครียดไหม เราเองไม่เครียดอะไรมาก เพียงแต่เฟลบวกกับนอยด์นิดหน่อยที่ transcript จะไม่สวยซะแล้ว…. เสร็จจากอีเมลล์ วันที่นัดคุยกับอาจารย์ ก็เล่าให้อาจารย์ฟังว่า ที่ทุนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ผมต้องเขียนจดหมายชี้แจงเฉยๆ ถ้ายังไงคงต้องรบกวนอาจารย์เขียนจดหมายรับรองให้ด้วย… อาจารย์ก็บอกว่า โอเค it is not your fault. เดี๋ยวเขียนให้ (อาจารย์บอกอีกว่า ถ้าต้องใช้กี่ครั้ง ๆ ก็จะเขียนให้ จุดๆ นี้ซึ้งใจจริงๆ TT )

จนกระทั่งก่อนเปิดเทอม ขณะกำลังนั่งเขียนงาน ฟังเพลงใน youtube อยู่ อาจารย์ก็มาตามที่ห้อง lab (ตรูเกือบปิด youtube ไม่ทัน 5555) ว่า เจ้าหน้าที่ grad office จะมาหานะ ไปที่ห้องผมหน่อย …สุดท้าย เจ้าหน้าที่ grad office ก็มาคุยกับอาจารย์ที่ห้องว่า เนื่องจากมันพ้นกำหนดเวลา correction the register plan ไปตอนต้นเดือนเมษาไปแล้ว เลยถอนกระบวนวิชาไม่ทัน ….แต่ยังไงก็ตาม เกรด F ก็จะเปลี่ยนให้เป็น T (เท่ากับ F ขาดสอบนี่แหละ) แต่ถึงเป็น T ยังไง GPA ก็จะยังเป็น 3.00 นั่นล่ะ เพียงแต่ว่า เราสามารถ hide วิชานี้ได้นะ (Hide วิชานี้ แต่เกรดเป็น 3.00 … )  ด้วยความที่เราคิดว่า ยังไงก็ต้องควรต้อง record ไว้ และชี้แจงไป… เราจึงบอกกับอาจารย์ไปว่า ถ้างั้นก็คงบรรทัดนั้นไว้ แล้วให้เป็น T นั่นแหละครับ แล้วค่อยทำหนังสือชี้แจงไปก็แล้วกัน… เราจึงได้ Transcript มาส่ง สนร. พร้อม T ตัวแรกในทรานสคริปท์….

บทสรุป….

สุดท้ายเราก็ส่งผลการเรียนไปที่ สนร. พร้อมหนังสือชี้แจง และจดหมายรับรองจากที่ปรึกษา…. กวกป. ก็ว่ากันไปตามนั้น คิดว่าคงไม่น่าจะมีอะไรที่รุนแรงไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ…

อุตส่าห์คิดว่า เบญจเพสนี้เป็นเบญจเพสดี ทุกอย่างดีมาตลอดจนกระทั่งถึงโค้งสุดท้ายก่อนวันเกิด ก็มาเจอเรื่องนี้ตู้มมม !!! เงิบจ่าาาาา 😛

มาถึงตอนนี้ก็มองมุมบวก ชีวิตเจออะไรแปลกๆใหม่ๆ บ้างก็เป็นสีสันชีวิต จะได้มีเรื่องเล่าให้เด็กๆ ลูกศิษย์ในอนาคตฟังได้ว่า ตรูก็เคยผ่านอะไรแบบนี้มาแล้ว …

สำหรับผู้อ่านที่อ่านมาถึงตอนนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าผู้เขียนคิดอะไรมากนะครับ เพราะว่าผู้เขียนปลงได้แล้ว 5555555+ เพราะปลงได้แล้ว เลยได้มาเขียนเล่าให้ฟัง หลังจากที่คิดอยู่นานว่าเรื่องนี้จะเล่าดีไม่เล่าดี  แต่การได้เล่าเรื่องนี้ ก็น่าจะเท่ากับว่าเราสามารถยอมรับความจริงอันเจ็บปวดนี้ได้แล้วสักที T____T และเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นประสบการณ์อันเลวร้ายที่น่าจดจำไปอีกเรื่องนึง …นั่นล่ะ ไม่มีใครสมบูรณ์ 100% น้องของขวัญฮอร์โมนยังติด 0 วิชาเคมีตอน ม.5 เลย +.+”

************************************************************

เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า…

ถึงแม้อาจารย์ที่ปรึกษา, Grad Office จะบอกว่าไม่มีอะไร แต่มันก็มีอะไร -*- เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่พอจะยืนยันได้ว่า Sense ในเรื่องการคาดเดาการเกิดเหตุการณ์หายนะของตรูนี่แม่นจริงๆ….

ที่สำคัญที่อยากฝากบอกถึงคนอื่นไว้ คือ เวลาผู้อ่านมีปัญหา ผู้อ่านทุกคนก็คงต้องมีคนที่พร้อมจะช่วยแก้ปัญหาไปกับเรา (ถึงแม้จะหายาก แต่เชื่อเหอะว่า ยังไงก็มี อย่างน้อยมีคนแนะแนวทางการแก้ปัญหาให้เรา มันก็โอเคอยู่นะ) ในกรณีนี้ผู้เขียนมีอาจารย์ที่ปรึกษา มีพี่ที่ สสวท. คอยช่วยอยู่ ดังนั้นเวลาเราจะทำอะไร หรือได้ทำอะไรไปแล้ว การที่เรารายงานอาจารย์ให้ทราบอยู่เสมอ จะช่วย save ตัวเราในเวลาที่จะเผชิญปัญหา ถึงจะเจอปัญหาที่ดูรุนแรง แต่การที่มีคนช่วย save เราไว้ มันก็ดีกว่าการที่เราแบกปัญหาไว้กับคนเดียวเยอะ….

ตัวอย่างเหตุการณ์คล้ายๆ กันคือ ทุน พสวท. ต่างประเทศ การที่เรารายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ มันก็จะช่วย save ตัวเราในเวลาที่เกิดปัญหาคับขัน อย่างน้อยเราก็มีข้อมูลเหล่านี้สนับสนุนเรา ในยามที่เกิดปัญหาได้…..

ท้ายที่สุดนี้ จึงอยากฝากบอกทุกคนว่า

“ทุกปัญหา มีทางออก” 😀

Advertisements

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 5 : ทส. ที่หายไป

‪#‎เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป‬ ตอน ทส ที่หายไป…

(เพื่อป้องกันตัวเอง ขออนุญาตใช้ตัวย่อ)
ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แต่ละคนจะมาแลปสายบ้าง (เช่นตรูเนี่ย 555) หรือบางคนก็ไม่เข้ามาที่แลปบ้าง… แต่วันนี้ที่แลปมีอะไรบางอย่างที่หายไป

ปกติในแลป เราจะสนิทกับเด็ก ป.โท นามว่า ทส. (เพราะเป็นคนแรกๆที่เราพูดภาษาญี่ปุ่นแบบง่อยๆ ด้วยในแลป และชอบเอาการบ้านแคล กับ ODEs มาถามบ่อยๆ) เมื่อสองเดือนก่อน ทส. เล่าให้ฟังว่ามีปัญหาดราม่ากับน้อง ด. จนไม่ได้คุยกันนานมากๆ

เมื่อสัปดาห์ก่อนไปฮิโรชิมา ที่แลปมีตารางให้ลงว่า จะไปกินอาหารเกาหลีกันเมื่อไหร่ดี ทุกคนก็ไปลงเวลาบนกระดาน ทส. ก็ลงไว้ว่าว่างจนถึงวันที่ 9 ส่วนที่ 10 เป็นต้นไป ทส. ก็กากบาทว่าไม่ว่าง เราก็ถาม ทส. ว่า อ้าว กลับบ้านหรอเนี่ยช่วงนั้น (เพราะปกติ ทส. จะอยู่ชมรมคนรักแลปโดยตลอดอยู่แล้ว) ทส. ก็บอกว่า ไม่ได้กลับนะ (เพราะบ้าน ทส. อยู่ที่ฟุกุโอกะ) เราก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

เริ่มมีอะไรแปลกๆ เมื่อวันจันทร์ จู่ๆ ทส. ก็เอาใบอนุญาตขออยู่แลปดึกปึกใหญ่ๆ มาให้เรา บอกว่า your present! (ปกติเวลาจะอยู่หลังสี่ทุ่มครึ่ง หรือเข้าตึกวันอาทิตย์ ต้องขอ permission เป็นรายเดือน โดยส่งแบบฟอร์ม ซึ่งเรามักจะไปขอบ่อยๆ จาก ทส. นี่ล่ะ) เราก็แปลกใจนิดหน่อย คิดว่า ทส. ถ่ายเอกสารมาให้เรา

เมื่อวานก็เจอ ทส. เก็บของที่โต๊ะพอดี เป็นการเก็บของแบบสะอาดสะอ้าน เหมือนโต๊ะใหม่ (แต่ยังมีหนังสืออยู่บ้างสักสองสามเล่ม กับที่เก็บปากกา) เราก็เลยทัก ทส. ว่า อ้าว นี่เก็บของจะไปไหนหรอเนี่ย ทส. ก็บอกอว่า อ๋อๆ เก็บของกลับบ้าน เราเลยถามว่า กลับฟุกุโอกะหรอ (เพราะว่าเก็บของเหมือนย้ายบ้านมาก) ทส. ก็ตอบมาว่า โตเกียวนี่ล่ะ… เราก็ยังแซวแบบว่า โอ้ โต๊ะสะอาดเลยเนอะ โต๊ะเรานี่รกมาก เมื่อวานเรากลับค่ำมากๆ ทส. กลับไว (ช่วงหลังกลับไวกว่าปกติ) ก็ยังลาปกติอยู่ (แต่เหมือนเราจะสัมผัสได้ว่าการลานี่มันแปลกๆ กว่าทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก)

วันนี้มาถึงที่แลป ก็นั่งเปิดคอมทำงาน เดินผ่านไปที่โต๊ะ ทส. ปรากฏว่า โต๊ะว่างเปล่า! ของทุกอย่างบนโต๊ะหายไป เลยถามเด็ก ป.โทอีกคน (ซึ่งแก่กว่าเรา) นฮ. นฮ. ก็ตกใจ พอเฮีย ล. มา ก็ตกใจกันว่าเกิดอะไรขึ้น แวบแรกที่คิดคือ ทส. ย้ายห้องแลปป่าว (คิดไปเอง จากคดีวิวาทระหว่าง ทส. กับน้อง ด. ซึ่งรู้จากปากน้อง ด. ว่าไม่ได้คุยกันมาจะสองเดือนแล้ว ซึ่งเราเองก็รับรู้ว่ามีสงครามเย็นระหว่างสองคนนี้มาระยะใหญ่ๆ ละ) เราเลยเดินไปห้องพักอื่นๆ ใกล้ๆ ปรากฏว่าไม่มีของของ ทส. ปรากฏอยู่ เราก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว ตั้งแต่เอา Permission paper มาให้ (ถ้าย้ายห้อง มันก็อาจจะต้องใช้อยู่ดี จะเอามาให้ทำไม) หรือการกากบาทวันที่จะไม่ไปปาร์ตี้กับแลป ตั้งแต่วันนี้ ก็เลยเดาว่า สงสัยลาออกแหงมๆ (ทุกคนมามุงดูที่โต๊ะ ทส. แบบเป็นเรื่องใหญ่มาก) ถามกันไปถามกันมา ทส. ซึ่งซี้กับ ย. เคยเกริ่นๆ ว่า จะลาออก แต่ในแลปไม่มีใครรู้ ….จนกระทั่งตอนเย็นก็คอนเฟิร์มข่าวอีกทีว่า ทส. ลาออกนั่นแหละ…

สรุปคือ สมาชิกในห้องแลปเราก็หายไปหนึ่งคนแบบงงๆ ว่าไม่มีใครรู้จนกระทั่งวันนี้ -.-” สมาชิกแลปก็งงๆ นอยๆ กันไป (น้อง ด. ดูจะนอยเป็นพิเศษ เพราะว่ามีคดีกันแล้วไม่ได้คุยกันนี่เอง)

>> KM (Knowledge Management) ประจำเรื่องเม้าท์วันนี้

ดูเหมือนคนญี่ปุ่นค่อนข้างแคร์คนรอบข้าง และบางทีก็เก็บงำอะไรไว้ในใจไม่พูดออกมา KM วันนี้นึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร แต่ก็ทำให้รู้ว่า จิตใจมนุษย์นี้ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ โดยเฉพาะคนที่เราสื่อสารด้วยยาก การเก็บรายละเอียดคนที่อยู่รอบๆตัวเรา ดูเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข

เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 5 : ตะลุยฮิโรชิมา

หลังจากที่ชีวิตผ่านไป 1 ภาคการศึกษา ก็ถึงเวลาปิดเทอมซะที
ว่าแต่ คำว่าปิดเทอมมันคืออะไรเนี่ย -*-“

เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 5 นี้ จะมาตีแผ่ประสบการณ์เกี่ยวกับการตะลุยเมืองอื่นนอกโตเกียวเป็นครั้งแรก กับภารกิจวิชาการ
Meeting ร่วมกับ Hiroshima University, Meiji University และ Ryukoku University!!

(ถึงแม้เป็น Hiroshima แต่เนื่องจากบ้านอยู่โตเกียว ก็โตเกียวละกันนะ 555)

***************************************************************************

เป็นประจำทุกปีที่ Department of Mathematical and Life Sciences, Hiroshima University จะจัดการสัมมนาวิชาการ ซึ่งเป็นงานประชุมกันภายในของนักศึกษาในภาควิชา โดยมี Meiji University กับ Ryukoku University ที่เกียวโต มาร่วมแจมด้วย

เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ทาง Grad school มีอีเมลล์มาชักชวนให้นักศึกษาไปร่วมงานนี้ จริงๆ มีอีกเจ้านึงที่ไปจัดที่ Wakayama ด้วย หมายถึงว่าปิดเทอมนี้มีที่ให้เลือกไปสองที่เลยทีเดียว !! ซึ่ง การไปครั้งนี้ ทาง Grad School ก็ออกค่าใช้จ่ายให้ด้วย ด้วยความที่อยากไปนอกเมือง (แบบฟรีๆ) เราเลยเล่าให้เซนเซฟังว่า ตอนนี้ Grad School มีงานนี้นะครับ บลาๆ เซนเซก็บอกว่า “ไปสิๆ” (เซนเซบอกด้วยความเข้าใจ ประมาณว่า จริงๆ ตรูก็รู้ว่าเอ็งอยากไปเที่ยว 55555) แต่ต้องดูว่าจะมีใครไปบ้าง เพราะทาง Grad School จะต้องคัดสรรว่ามีใครไปได้บ้าง งานนี้มีทั้งพรีเซนต์แบบ oral และ poster จริงๆ เราหวังอยากไปพรีเซนต์แบบโปสเตอร์อยู่เหมือนกัน เพราะงานยังไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ กลัวไปตายหน้าห้องพรีเซนต์นั่นเอง!

ปลายเดือนมิถุนายน หลังจากที่ประชุมภาคออกมา สรุปว่า เราก็ได้ไป เย่ๆ (จริงๆ คือไม่มีคนสมัครไป 55555) แต่ พรีเซนต์แบบ Oral Presentation จ้าาาาาาา…. ช๊อคไปแป้บนึง แต่ก็ตั้งสติและเข้าใจว่า ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อคือ เตรียมงาน !!

เดือนกรกฎาคม หลังจากกลับไปงานรับปริญญา ก็ใกล้ถึงกำหนดการปิดรับบทคัดย่อ ก็จึงถึงเวลาปั่นบทคัดย่อส่งไปแบบ world class! และสุดท้ายก็ได้ไปสักที

หลังจากส่งอะไรเรียบร้อยแล้ว เซนเซที่เป็นผู้ประสานงานก็เรียกมาประชุมกัน ซึ่งมีไปกันอยู่ 6 คนถ้วน (D3 1 คน เราซึ่งเป็น D1 1 คน และเด็ก M2 1 คน กับ M1 3 คน) สรุปแล้วงานนี้จัดวันที่ 1-2 กันยายน ซึ่งจะเดินทางจากโตเกียวไปวันที่ 31 สิงหาคม แต่กลับคืนวันที่ 2 กันยายนเลย (มาถึงตอนนี้ก็ฝันสลายว่า คงไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนใช่ม้ายยยยยย) โดยเดินทางด้วยชินคันเซ็น! ฟังดูก็ตื่นเต้นมาก (เพราะบ้านเรามีแต่รถไฟช้าจนเซ็ง และชาตินี้คงยังไม่มีวี่แววว่าจะไปได้เร็ว)

ใกล้ๆ วันเดินทาง เราก็ได้คู่มือกิจกรรม (อารมณ์คู่มือค่ายนั่นล่ะ) แต่เห็นแล้วก็เกิดความช๊อค เพราะว่ามีไม่กี่คนที่เป็นชาวต่างชาติ ! และทั้งเล่มก็ ภาษาญี่ปุ่น T_T แต่เอาล่ะ ไปก็ไป กลับตัวก็ไม่ได้แล้ววว

ตัดวาร์ปไปที่การเดินทางเลยดีกว่า lol

***************************************************************************

เนื่องจากตั๋วชินคันเซ็นของเราออกเดินทางจากโตเกียว ตอนสิบโมงสิบนาที ด้วยความที่เราเป็นชาวต่างด้าว น้อง M1 ก็เลยนัดแนะให้มาเจอกันที่ชานชาลาสายที่มาจากที่บ้าน แล้วค่อยไปที่ชินคันเซ็นพร้อมกัน ด้วยความตื่นเต้น ก็แทบจะนอนไม่หลับเลยทีเดียว !

ตื่นมาตอนเช้าตรู่ รีบเก็บกระเป๋าเก็บของไปที่สถานีแถวบ้าน นั่งรถไปที่สถานีโตเกียว ซึ่งการออกเดินทางครั้งนี้จะมี D3 เรา และน้อง M1 อีกคน (ส่วนที่เหลืออยู่ที่นู่นอยู่แล้ว) ไปถึงนู่นสถานีโตเกียวก็รีบไปหาซื้อเบนโตะไปกินบนรถไฟก่อนเลย จนกระทั่งรถออก

IMG_8565

รอบนี้ได้นั่ง Shinkansen ซีรีส์ N700 ข้างในมีเก้าอี้แถวละ 5 ตัว (ฝั่งเราเป็นสามตัว) เที่ยว Nozomi (ไม่รู้เรียกว่าอะไรบ้าง) แวะที่ Tokyo -> Shinagawa > Shin-Yokohama > Nagoya > Kyoto > Shin-Ōsaka > Shin-Kobe > Okayama > Hiroshima รวมระยะทางก็ 821 กิโลเมตรพอดี วิ่งไวมาก แต่ก็ smooth อยู่เหมือนกัน บรรยากาศข้างในก็ดูโอ่อ่า หรูหรา นั่งสบายกว่าเครื่องบิน (รถกว้างกว่า มีห้องน้ำ ห้องสูบบุหรี่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ)

IMG_8573 IMG_8576

การเดินทางจากโตเกียวไปยังฮิโรชิมา ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง นั่งไปสิบโมงกว่าๆ ก็นอนเป็นระยะๆ (เสียดายไม่ได้นั่งริมหน้าต่าง) จนถึงตอนเที่ยงก็หอบเอาข้าวกล่องมากิน (จริงๆ บนชินคันเซ็นนี่ก็มีรถขายข้าวกล่องเหมือนกันนะ แต่เราเอาความชัวร์ ซื้อจากสถานีนี่แหละ) เบนโตะที่เห็นในรูปนี้ราคาพันเยนนิดๆ รสชาติก็สมราคาอยู่เหมือนกัน

IMG_8577

หลังจากนั่งรถจนรากงอก ก็ถึงฮิโรชิมาสักที ประมาณบ่ายสองโมงนิดๆ มีเด็ก M1 ที่มาเก็บ lecture credit ที่ Hiroshima U. ที่มาอยู่แล้วมารอรับ ตอนแรกเข้าใจว่าเราจะไปพักคืนแรกที่ Hiroshima University ในเมือง (หาข้อมูลจาก google map เตรียมพร้อมเที่ยวเรียบร้อยแล้ว) แต่รู้อีกทีก็คือ เราจะต้องเดินทางไปที่ Hiroshima U. อีก campus นึง (ซึ่งก็ไม่รู้จะไปไหน ไปอย่างไม่มีจุดหมาย TT) เราจึงนั่งรถไฟต่อไปที่ Saijo Station ประมาณ 36 นาที

map1

ถึงสถานีแล้วก็ยังไม่ถึงมหาวิทยาลัยอีกนะ เราก็ต้องต่อรถบัสจาก Saijo Station ต่อไปที่ Hiroshima University อีกประมาณ 20 นาที กว่าจะถึงมหาวิทยาลัย

IMG_8580

ไปถึงที่นู่น เค้าก็จัดให้เราไปพักที่ Faculty Club ซึ่งก็คล้ายๆ กับ Uniserve ของ ม.ช. นี่แหละ ถึงที่พักก็เกือบสี่โมงละ ตอนแรกชั่งใจว่า จะกลับไปเที่ยวในเมืองอีกดีไหม (ตามแผนที่วางไว้) คิดไปคิดว่า แค่เดินทางเข้าออกเมืองก็แทบจะชั่วโมงกว่าๆ ล่ะ ถ้ากลับไม่ทันนี่ตายแน่ ! เลย Line ไปถามเด็ก M1 ในแลปว่า แถวนี้มีอะไรไหม… คำตอบคือ ไม่มี ! (นั่นคือ ตรูโดนจับมาปล่อยเกาะใน campus แล้ว T__T) งั้นเราก็แอบงีบก่อน!

IMG_8592

ในภาพก็เป็นโรงแรมที่ดูดีเลยทีเดียว (ดูดีกว่าที่เคยไปพักที่โตเกียว กับที่ฟุกุโอกะเมื่อปีที่แล้วเยอะเลย)

ตื่นมาอีกที ห้าโมงนิดๆ ได้เวลา Golden hours แล้ว ในเมื่อไม่มีที่ไหนให้เที่ยว ก็เดินเที่ยวใน campus นี่ล่ะ !

IMG_8594

IMG_8601

ที่ Hiroshima University ที่นี่เป็น campus ใหม่ ซึ่งขยับขยาย ย้ายหลายคณะมาที่ campus นี้ (เหมือนที่ Kyushu University ที่เคยไปดู) แต่บรรยากาศดูร่มรื่น เขียวขจีกว่า อยู่ในป่าสนเลยก็ว่าได้ เป็น Green and Clean Campus อย่างแท้จริง
IMG_8632

เนื่องจากเป็น Campus ใหม่ ในการสร้างตึกต่างๆ ก็จึงสามารถออกแบบให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ซึ่งดูแล้วมันก็สวยจริงๆ แหละ ตึกสีน้ำตาล ในป่าสีเขียว มันดูร่มรื่น น่าอยู่น่าเรียนจริงๆ

IMG_8653 IMG_8732

บรรยากาศตอนเย็นๆ ที่นี่ก็สวยดี เงียบสงบ เดินเล่นเสร็จก็ได้เวลาไปหาอะไรกินมื้อเย็น ก็ละแวกๆ แถวๆ นั้นแหละ (มีห้างใหญ่อยู่ห้างเดียว ไม่มีทางเลือก นี่ล่ะโดนปล่อยเกาะอย่างแท้จริง T____T)

IMG_8735

ถึงเวลาเช้าอีกวัน เราก็รวมพลกันที่ตึกคณะวิทยาศาสตร์ ประมาณแปดโมงกว่าๆ เมื่อนับจำนวนครบก็ขึ้นรถกัน เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปรถบัสที่นี่ ที่นี่รถบัสคันเล็กมาก ห้องน้ำก็ไม่มี ไม่ได้มีอุปกรณ์อำนวยความสนุกเหมือนบ้านเรา (บ้านเรานี่ ฉิ่งฉาบทัวร์ ต้องเปิดวีดีโอคาราโอเกะไปด้วย 555) แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเงียบสงบ ระหว่างทางก็เย็นบ้าง ร้อนบ้าง (แอร์ตัดทุก 10 นาที) นั่งฟังเด็กญี่ปุ่นเล่นเกมส์ตบแปะไป (ฟังออกแต่ せいのう ที่แปลว่า เริ่ม! ละก็ตบมือสองที เล่นอะไรไม่รู้ต่อ)

map2

เดินทางไปได้ชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมายปลายทางคือ Megihara Resort ตรงนี้คิดว่าหน้าหนาวมีหิมะด้วย เพราะมีลานสกีจัดไว้อย่างเรียบร้อย! จากนั้นก็เข้าที่พัก เราก็ได้พักกับ D3 student และ M2 student (ห้องละ 3 คน)

IMG_8843

IMG_8830ที่พักที่นี่เป็นห้องพักสไตล์เรียวคัง เป็นแบบญี่ปุ่นจริงๆ ห้องอาบน้ำเป็นห้องอาบน้ำรวม (ไม่มีห้องอาบน้ำแยกจ้าาาา) ตอนอาบน้ำก็ตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรก แต่ถึงเวลาจริงก็เฉยๆ อาบๆ ไปเดี๋ยวก็เสร็จ -.-

IMG_8809

เก็บของเข้าที่พักเสร็จก็เป็นช่วงวิชาการในตอนเช้า ซึ่่งไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ อันเนื่องมาจากการไม่กล้าถ่ายเพราะว่าดูไม่ได้มีใครเตรียมกล้องถ่ายรูปมาถ่ายเลย แม้แต่ตัวเองพรีเซนต์ ยังไม่ได้ฝากใครถ่ายรูปให้เลย (มีความเกรงใจและเกรงกลัวนิดนึง 555)

พูดถึงการพรีเซนต์ ก็จะมีทั้งที่เป็น keynote speaker และตัวแทนไปพรีเซนต์ ซึ่งเราก็พรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษ (ในขณะที่คนอื่นพรีเซนต์เป็นภาษาญี่ปุ่น) เนื่องจากภาควิชาที่ Hiroshima เป็น mathematical and life sciences งานก็เลยจะออกเป็นแนว biology ส่วนใหญ่

IMG_8800
IMG_8802

มื้อเที่ยงนี้ Hiroshima U. เลี้ยงข้าวกล่องตามสไตล์ญี่ปุ่น (นึกถึงสัมมนาบ้านเรา ของกินมักจะเป็น buffet ทุกมื้อเลย lol)

เราได้พูดใน session ตอนบ่ายที่ค่อนข้างเป็น math อยู่เยอะ ตอนพรีเซนต์นี่ตื่นเต้นเอาการเหมือนกัน เริ่มจากเสียบคอมพิวเตอร์ออก Projector แล้วมันไม่ออกจอ (สายต่อกับ mac มันไม่แน่น TT) พูดๆไป ไวกว่าที่เตรียมตัวเยอะมาก เลยต้องลด speed ลงบ้าง เพิ่มการพูดจากที่ตัดอีกบ้าง เวลาก็ยังไม่หมดสักที -*- (พรีเซนต์รอบนี้ 12 นาที เลยต้องตัดเรียบ เหลือแต่เนื้อๆ) ตอนช่วงที่ถามคำถามลุ้นมากว่าจะมีใครถามไหม สรุปก็มีแต่เซนเซของ ม.เราที่ไปด้วยที่ถาม ที่เหลือเงียบสนิท chair ประจำการพรีเซนต์ก็ถามตามมารยาท แต่คำถามก็ฮาได้อีก (ดูไม่ค่อยเกี่ยวกับงานเท่าไหร่ 5555) แต่ทีคนอื่นนี่ถามกันเยอะจริงจริ๊งงง…

IMG_8803

หลังจากพรีเซนต์งานเสร็จ ที่นี่ก็แบ่งกลุ่มผู้ร่วมงานออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มเราชื่อกลุ่ม フィボナッチ กิจกรรมนี้ทุกคนต้องร่วม ไม่ว่าจะเป็น ป.ตรี (ที่นี่พาเด็ก ป.ตรี ปี 4 ไปด้วย) ป.โท ป.เอก แม้กระทั่ง Professor ก็กระจายอยู่ในกลุ่ม เนื่องจากเป็นผู้เล่นด้วย เลยไม่ได้ถ่ายรูปด้วย

กิจกรรมก็แบ่งเป็น 3 ฐาน จัดโดยเด็ก M1 ที่ Hiroshima U. เล่าตามที่จำได้ละกัน

ฐานแรก เป็นกิจกรรมชื่อ Doctor Doctor คล้ายๆ กับกิจกรรมเกมส์ที่ให้ทุกคนจับมือกันมั่วๆ ซึ่งดูเหมือนกระจุกเป็นกลุ่มๆ แล้วก็พยายามคลายปมให้กลายเป็นวงให้ได้ ถ้านึกไม่ออกก็เหมือนในรูปนี้ (แอบขอยืมรูปเว็บอื่นมาหน่อย) แต่อุปกรณ์จะไฮโซกว่าหน่อย แต่ละคนจะได้มือจับที่พันเชือกไว้ ตอนแรกก็แบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ต่อมาก็ขยายให้เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น จนกระทั่งเล่นกันทั้งกลุ่ม กิจกรรมนี้คนจัดก็อธิบายเปรียบเทียบกับ DNA ที่กระจุกตัว และต่อมาจะคลายตัวเป็นเส้นสายที่ไม่พันกันในที่สุด

(อ้างอิงรูปจาก 108trip.com)

ฐานที่ 2 ในหนังสือค่ายเค้าเขียนว่าเป็นกิจกรรม batman เกมส์นี้ก็จะให้ตัวแทนปิดตา แต่ละคนก็จะยืนกระจายตัว ตกลงกันว่า ใครเป็นผู้ล่า ใครเป็นผู้ถูกล่า คนปิดตาจะต้องทำหน้าที่เป็นค้างคาว ไปกินผู้ถูกล่า ถ้าค้างคาวกินผู้ถูกล่า ผู้ถูกล่าจะกลายเป็นผู้ล่า หากไปโดนใส่ผู้ล่า ก็เป็นอัน Game Over การส่งสัญญาณ ก่อนอื่นคนนำเกมก็จะให้ผู้ล่าปรบมือพร้อมกัน จากนั้นก็จะให้ผู้ถูกล่าปรบมือ แล้วตัวแทนปิดตา จะต้องใช้ดูทิศทางจากการฟังเสียง ไปแปะหาผู้ถูกล่าในที่สุด เกมนี้คนจัดก็อธิบายถึงตัวค้างคาวที่ออกหากิน ก็ไม่ได้ใช้สายตาในการหาอาหาร แต่ก็ใช้ระบบนำทางอื่นๆ เช่นเสียงแทน

ฐานที่ 3 Straw paper plane เป็นฐานที่ให้สร้างเครื่องบินกระดาษ ที่บินได้ไกลที่สุด แต่เงื่อนไขคือ เครื่องบินนี้จะเป็นเครื่องบินแบบมีห่วง แบบในรูป แข่งกันว่าใครขว้างได้ไกลกว่ากันก็จะชนะ โดยให้เวลาออกแบบ 20 นาที

(รูปภาพนำมาจาก diynetwork.com)

เสร็จจากเกมส์ก็พักผ่อนตามอัธยาศัย กินอาหารเย็น ซึ่งแบ่งเวลาเป็น ช่วงแรกให้อาจารย์ และนักศึกษา M2 ขึ้นไปกินก่อน จากนั้นก็เป็นเด็กๆ ไปกิน อาหารเย็นนี้ก็ดูหรูหราไฮโซขึ้นมาเมื่อเทียบกับมื้อเที่ยง กับข้าวมาพรึ่บ!

IMG_8804

ในภาพนี้เป็นเพียง 1/3 ของออเดิร์ฟที่เค้าจัดให้ ไปถ่ายตอนเค้ากำลังจะเก็บอาหาร เตรียมสำหรับรอบต่อไปละ จริงๆ มีความเขินอาย ไม่กล้าถ่ายตอนไลน์อาหารลงเยอะๆ กินข้าวเสร็จแล้วก็อาบน้ำ ในภาพก็เป็นบรรยากาศรีสอร์ทตอนเย็นๆ พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

IMG_8806

ได้เวลาอันสมควร ก็ถึงช่วงเวลา Poster Presentation ในช่วงนำเสนอแบบ Poster นี้ก็เป็นช่วงเวลาฟรีสไตล์พอสมควร ใครอยากถามโปสเตอร์ไหนก็ถาม ตัวเราก็เดินถามนู่นถามนี่ถามนั่น แต่คือว่าทุกคนก็จะกลัวเรา เหมือนเราเป็นตัวประหลาด TT เพราะว่าถามเป็นภาษาอังกฤษ เราก็พยายามถามเป็นภาษาญี่ปุ่นนะ แต่มันก็ถามได้นิดๆหน่อย ที่เหลือก็ต้องซัดภาษาอังกฤษไปตามศักยภาพทางภาษาญี่ปุ่นทีมีอยู่ T_T แต่เด็กๆ ที่พรีเซนต์โปสเตอร์ก็ฮาเฮดี อธิบายไม่ได้ก็จะลากเพื่อนมาช่วยกันอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ บางทีกว่าจะรู้เรื่องก็นานมาก -.-“

IMG_8810

IMG_8813

เป็นบรรยากาศการนำเสนอโปสเตอร์ที่ชิลๆ มาก ของกินเพรียบพร้อม พร้อมด้วยสุราปลาปิ้ง (ปลาปิ้งไม่มี ใส่ให้คล้องจองเฉยๆ) มาเป็นลังๆ ตัวเราก็แอบกินบ้างนิดๆหน่อยๆ (แบบพวกน้ำผลไม้ผสมแอลกอฮอล์) ทำให้เห็นว่าที่นี่เค้าจริงจังในเรื่องการดื่มจริงๆ (แต่ก็เป็นตามสไตล์ที่นี่ ตามที่เคยเขียนไว้ใน เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 2 : บุฟเฟต์ญี่ปุ่น) ระหว่างการนำเสนอก็มีให้โหวตให้คะแนนโปสเตอร์ด้วย

IMG_8811 IMG_8812 IMG_8814

พรีเซนต์กันเสร็จเซนเซก็ปล่อยให้ฟรีสไตล์ อยากเม้าท์อยากกินดื่มต่อก็ลุย ในภาพก็มี Challenge เกรียนๆ กัน เป่าถุงมือ ใครถุุงมือแตกก่อนชนะ (รู้สึกว่าแอบเล่นอันตรายไปหน่อยตามสไตล์ญี่ปุ่น คำเมืองเรียกว่า เล่นง่าวเล่นเซอะ… แต่มันก็ฮาดีนะ 5555)

IMG_8815 IMG_8818 IMG_8823

คืนนั้นกว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนกว่าๆ เกือบตีหนึ่ง (เราหนึขึ้นไปนอนก่อน เพราะเดี๋ยวอีกวันจะไม่ไหว แต่ถามพี่ D3 ที่ขึ้นมาหลังเรา เค้าบอกว่า นี่ก็ยังตั้งวงกันอยู่) ในวงเบียร์ที่เราไปนั่งดูด้วยก็มีเรื่องฮาๆ เช่นนักเรียนญี่ปุ่นเมาแหลก เซนเซก็เกรียน ไปแกล้งเด็ก เซนเซผู้หญิงช่วยถอนความเมาเด็กคนนั้นด้วยน้ำชา บลาๆ ในวงก็ยังได้พูดคุยกันเรื่องต่างๆ เซนเซก็แนะนำว่างานที่เราพรีเซนต์ควรเพิ่มตรงไหนยังไงบ้างอีก ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งก็เป็นอะไรที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมในวงเหล้าเหมือนกันนะ

ตอนเช้าหลังอาหารเช้าอันแสนหรูหราของโรงแรม ก็เป็นการพรีเซนต์งานต่อ session bio ล้วนๆ นอกจากจะเป็น bio แล้วยังเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็เลยนั่งเฝ้าพระอินทร์ไปสักพักจนกระทั่งถึงกิจกรรม Science Champion!

IMG_8825

จริงๆ มันคือเกมส์ตอบปัญหาวิทยาศาสตร์มั่วๆ ซั่วๆ นี่เอง วันนี้เค้าก็แบ่งกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มละ 3 คน ตอนแรกเราก็นึกว่าจะเล่นไม่สนุกเพราะมีแต่คำถามภาษาญี่ปุ่น!

IMG_8826

แต่เค้าก็มีชุดคำถามฉบับแปลให้อยู่ดีจ้าาาา…. แต่คำถาม bio เยอะไปหน่อย ตอบไม่ค่อยได้ 55555

IMG_8827 IMG_8828

เสร็จกิจกรรม ก็ถึงเวลาพรีเซนต์ต่อ ทานข้าวเที่ยง พิธีปิด มอบรางวัลโปสเตอร์ดีเด่น แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านกลับช่อง ก็มีการแบ่งคันรถไปที่ต่างๆ สำหรับเราก็ไปลงที่สถานี Hiroshima ก่อนกลับก็แวะถ่ายรูปหมู่กันนิดหน่อยหน้าโรงแรม (เจ้าหน้าที่โรงแรมทุ่มเทสุดๆ)

IMG_8861

ระหว่างทางก็แวะชมตามรายทางผ่านมุมหน้าต่าง เลยมีคำถามที่สงสัยว่า ที่นี่คนญี่ปุ่นเค้ามีคนยากจนบ้างไหม เพราะเท่าที่ผ่านๆ เห็น บ้านแต่ละหลังก็ดูดีพอสมควร ถึงแม้อยู่ในชนบทก็ตาม (รอหาคำตอบต่อไป)

IMG_8870 IMG_8871

ถึงสถานีฮิโรชิมาประมาณสี่โมงนิดๆ แต่ตั๋วรถไฟกลับโตเกียวเป็นเที่ยวเวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆ พี่ D3 น่าจะรีบไปทำอย่างอื่นต่อเลยไปเปลี่ยนตั๋วเป็นเที่ยวที่เร็วกว่า ส่วนเราเห็นว่า ไหน ๆ มีเวลาสักนิดสักหน่อย เลยไม่เลื่อนตั๋ว ใช้เวลาสองสามชั่วโมงนี้เที่ยวต่อเลย!

จากสถานีฮิโรชิมา เราก็นั่งรถรางเพื่อไปชม Atomic Dome ที่เป็นอนุสรณ์สถานที่หลงเหลือมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เสียดายเวลามีน้อย เลยไปได้ไม่มาก แค่ที่ Atomic Dome เดินรอบๆ สวนสันติภาพ Hiroshima Peace Memorial Park แต่ไม่มีเวลาพอที่จะไปชมพิพิธภัณฑ์ Hiroshima Peace Memorial Museum

map3

 รถรางที่นี่มีหลากหลายรุ่นมาก ทั้งเก่าและใหม่มาให้บริการกัน สนนราคาก็ 160 เยนตลอดสาย

IMG_8880 IMG_8887 IMG_8902

อนุสรณ์สถาน Atomic Dome ที่เหลืออยู่จากสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงคราม สมกับคำที่ว่า สงครามไม่เคยให้คุณกับใคร (ยกเว้นคนขายอาวุธ -*-)IMG_8918 IMG_8949

มีเวลาเหลืออีกไม่มาก เลยรีบเดินไปเที่ยวแถวๆ พระราชวังฮิโรชิมา ไปดูศาลเจ้า Hiroshima Gokoku Shrine ไปได้แป้บเดียว ดูนาฬิกาก็หกโมงกว่าๆ แล้ว ถึงเวลารีบไปเจอกับคณะทัวร์ตอนหกโมงห้าสิบห้านาทีIMG_9007 IMG_9014 IMG_9034

ทางผ่านแวะผ่านพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่ไม่ได้เข้าไปดู

IMG_9049เสร็จภารกิจ ก็เดินทางกลับโตเกียว ในขณะที่เด็ก M1 ทั้งสามก็ไป Kyoto ต่อเพื่อไปเก็บ credit ตัว lecture ต่อที่ Ryukoku University เดินทางถึงโตเกียวก็ห้าทุ่มกว่าๆ ถึงบ้านก็เที่ยงคืนพอดี !

***************************************************************************

สรุปทริปนี้ ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง

  • ถึงแม้ภาษาญี่ปุ่นจะยังงูๆปลาๆ แต่ก็ยังพอเอาตัวรอดได้อยู่บ้าง แต่การไปคราวนี้เรื่องวิชาการ ก็ยังฟังอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ก็ต้องตามอัตภาพไปอะนะ T_T
  • เท่าที่สังเกตงานของเด็กที่นี่ที่เป็น math (ไม่นับงานสาย bio จริงๆ ที่เป็นพวก DNA RNA ซึ่งเราไม่รู้เรื่อง >_<) จะเริ่มต้นจากปัญหา real world problem ซึ่งดูเป็นงานที่จับต้องได้ มี motivation ที่น่าสนใจ ซึ่งธรรมชาติของมันก็จะต่างจากงาน Pure math นี่แหละ ปัญหาคืองาน Pure math มันก็มีความเป็นธรรมชาติของมัน ถ้าเราสามารถหาจุดกึ่งกลางได้ก็น่าสนใจเหมือนกัน
  • ปัญหาที่เราพบสำหรับงาน Pure ป.ตรีเท่าที่เคยเห็นคือ บางทีหลายๆ คนก้มหน้าก้มตาแกะ paper ที่อาจารย์ให้ทำ จนไม่ได้ไปสืบสาวราวเรื่องว่า งานนี้มันมีที่มามาจากไหน ซึ่งงานทางด้าน Pure หลายๆ เรื่อง มันก็มีเรื่องราวความเป็นมาจากการแก้ปัญหา หรือขยายงานของอะไร และแน่นอนว่า การที่เราคิดจะขยายงานไป มันก็ต้องมีประโยชน์ในแง่มุมต่างๆ อยู่แล้ว ดังนั้น หากเราได้ทำโปรเจคแล้วมาคิดสักนิด มันน่าจะช่วยทำให้การทำ Senior Project เราสนุกมากขึ้น และเห็นคุณค่า มีความภาคภูมิใจในการทำงาน
  • เราได้มาเห็นว่า จริงๆ การพรีเซนต์งานช่วย Poster Presentation มันคือกิจกรรม Social Gathering อย่างหนึ่ง นึกถึงว่าในงานนี้เราไม่ได้รู้จักใคร แต่ก็ได้มามีโอกาสทำความรู้จัก หรือพูดคุยกันก็ช่วง Poster Presentation นี่ล่ะ กิจกรรม Poster Presentation จึงเป็นกิจกรรม Ice Breaking ที่ดีได้ โดยไม่ต้องมาเต้นสันทนาการกันเลย (ประเด็นเต้นสันทนาการอยู่ในช่วงต่อไป) ตรงนี้ถ้าหากเราได้มีโอกาสจัดงานในอนาคต อยากให้กิจกรรมตรงนี้เป็นการสร้างสังคมทางวิชาการที่ดี จากประสบการณ์ที่เคยเห็นช่วงโปสเตอร์ในบ้านเรา ดูมันค่อนข้างเครียดๆ กดดันพอสมควร พรีเซนต์แบบโปสเตอร์ทีไรคนที่ไม่ได้นำเสนอก็จะหายไปทุกที เราอาจจะปรับๆ แก้ๆ โดยอาจจะจัดเป็นช่วงๆ มีเบรคให้กิน แบบว่ากินไปดูไป ถามไป (บ้านเราอาจจะไม่ต้องมีเหล้าเบียร์ก็ได้) สิ่งที่อยากเสนอในงานพรีเซนต์ของคณะวิทย์ หรือภาคคณิตที่ ม.ช. (ไม่รู้จะมีใครมาอ่านไหม 555) น่าจะจัดบริเวณให้เป็นโซนๆ เป็นวงๆ ให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยน พูดคุย สนทนากัน และจัดช่วงเบรคเป็นช่วงนี้เลย แทนที่จะตั้งบริเวณโปสเตอร์เป็นแถวแนวยาวซึ่งมันตั้งวงคุยกันได้ลำบาก
  • พูดถึงกิจกรรมสันทนาการ ที่นี่เค้าก็มีเกมส์ต่างๆ ที่น่าสนใจเหมือนกัน ทำให้กลับไปมองว่า กิจกรรมสันทนาการบ้านเราบางทีมีมากเกินไปหรือเปล่า กิจกรรมบางประเภทของบ้านเรา  มันสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างไร และก็มาเห็นว่า ที่นี่เค้ามีการสอดแทรกวิชาการเข้ากับกิจกรรมสันทนาการได้อย่างลงตัว ซึ่งเราควรคิดในเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น แทนที่จะเป็นกิจกรรมสันทนาการแบบเสื่อมๆ หรือมาเต้นให้ผู้ชมดูแล้วหวังให้ผู้ชมสนุกด้วย เป็นต้น
  • มาคราวนี้ได้ถือโอกาสมาดูว่า ที่นี่เค้าจัดงานจัดการยังไง เท่าที่ดูก็คิดว่า การจัดกิจกรรม จัดงาน ก็สไตล์คล้ายๆ บ้านเรา มีการวางแผนเหมือนกัน (บ้านเราเวลาทำงานก็วางแผนเหมือนกันนะ จากประสบการณ์คนจัดงาน) เพียงแต่ว่าที่นี่ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง ถึงเวลากิจกรรมทุกคนก็เข้าร่วม ไม่มีใครที่แอบหนีไปหลับตอนสัมมนา ห้องบรรยายแน่นตลอด เวลาวิชาการทุกคนก็จริงจัง เวลาเล่นทุกคนก็เล่นเต็มที่ ตอนเก็บข้าวเก็บของทุกคนก็ร่วมด้วยช่วยกัน คนละไม้คนละมือ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาตะโกนว่า เอ้าๆ มาช่วยกันเก็บหน่อย…. นี่ล่ะที่เป็น Japanese Style ที่น่านำไปเป็นตัวอย่าง

สุดท้าย มางานนี้ก็ถือว่าคุ้มค่า ถึงแม้จะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม และถึงแม้จะไม่ได้เที่ยวมาก แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ เห็นอะไรที่หลากหลายมากขึ้น เหมือนมาย้อนความหลังในวัยเยาว์อีกครั้งนึง หวังว่าจะได้มีโอกาสไปงานพวกนี้อื่นๆ อีกในช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ 🙂

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 4 : เม้าท์มาราธอน

วันนี้นับตั้งแต่ตอนบ่ายสามโมงกว่า หลังจากเลิกบรรยายพิเศษ
ก็ร่วมวงเม้าท์การ(อ)กุศล ติดต่อกันจนถึงสามทุ่มครึ่ง
ไม่ได้ทำงานไม่ได้ทำการเลย
แต่ก็ได้ฝึกภาษาญี่ปุ่น ก็โอเคอยู่

ทำให้รู้ว่า
– เจ๊ ด. มีเรื่องกับ ทส (เจ๊ถึงจะไม่ไปกินปาร์ตี้ของห้องแลป)
– ตา อ. แลปห้องข้างๆ พาเที่ยว คุบากิโจวใน google map (ดูเชี่ยวชาญมาก)
– พี่ ท3.  กินอาหารเพื่อสุขภาพทุกเที่ยง (ที่ร้านแถวมหาลัย ปกติเห็นแต่ซื้อเป็นกล่อง แต่ไม่รู้ว่ากินอะไร)
– ได้กินไอติมฟรีหนึ่งถ้วย จากการเป่ายิ้งฉุบแพ้ของ อ. กับ ด.
– เม้าจนง่วงนอนไปรอบนึง -*-