เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 5 : ตะลุยฮิโรชิมา

หลังจากที่ชีวิตผ่านไป 1 ภาคการศึกษา ก็ถึงเวลาปิดเทอมซะที
ว่าแต่ คำว่าปิดเทอมมันคืออะไรเนี่ย -*-“

เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 5 นี้ จะมาตีแผ่ประสบการณ์เกี่ยวกับการตะลุยเมืองอื่นนอกโตเกียวเป็นครั้งแรก กับภารกิจวิชาการ
Meeting ร่วมกับ Hiroshima University, Meiji University และ Ryukoku University!!

(ถึงแม้เป็น Hiroshima แต่เนื่องจากบ้านอยู่โตเกียว ก็โตเกียวละกันนะ 555)

***************************************************************************

เป็นประจำทุกปีที่ Department of Mathematical and Life Sciences, Hiroshima University จะจัดการสัมมนาวิชาการ ซึ่งเป็นงานประชุมกันภายในของนักศึกษาในภาควิชา โดยมี Meiji University กับ Ryukoku University ที่เกียวโต มาร่วมแจมด้วย

เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ทาง Grad school มีอีเมลล์มาชักชวนให้นักศึกษาไปร่วมงานนี้ จริงๆ มีอีกเจ้านึงที่ไปจัดที่ Wakayama ด้วย หมายถึงว่าปิดเทอมนี้มีที่ให้เลือกไปสองที่เลยทีเดียว !! ซึ่ง การไปครั้งนี้ ทาง Grad School ก็ออกค่าใช้จ่ายให้ด้วย ด้วยความที่อยากไปนอกเมือง (แบบฟรีๆ) เราเลยเล่าให้เซนเซฟังว่า ตอนนี้ Grad School มีงานนี้นะครับ บลาๆ เซนเซก็บอกว่า “ไปสิๆ” (เซนเซบอกด้วยความเข้าใจ ประมาณว่า จริงๆ ตรูก็รู้ว่าเอ็งอยากไปเที่ยว 55555) แต่ต้องดูว่าจะมีใครไปบ้าง เพราะทาง Grad School จะต้องคัดสรรว่ามีใครไปได้บ้าง งานนี้มีทั้งพรีเซนต์แบบ oral และ poster จริงๆ เราหวังอยากไปพรีเซนต์แบบโปสเตอร์อยู่เหมือนกัน เพราะงานยังไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ กลัวไปตายหน้าห้องพรีเซนต์นั่นเอง!

ปลายเดือนมิถุนายน หลังจากที่ประชุมภาคออกมา สรุปว่า เราก็ได้ไป เย่ๆ (จริงๆ คือไม่มีคนสมัครไป 55555) แต่ พรีเซนต์แบบ Oral Presentation จ้าาาาาาา…. ช๊อคไปแป้บนึง แต่ก็ตั้งสติและเข้าใจว่า ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อคือ เตรียมงาน !!

เดือนกรกฎาคม หลังจากกลับไปงานรับปริญญา ก็ใกล้ถึงกำหนดการปิดรับบทคัดย่อ ก็จึงถึงเวลาปั่นบทคัดย่อส่งไปแบบ world class! และสุดท้ายก็ได้ไปสักที

หลังจากส่งอะไรเรียบร้อยแล้ว เซนเซที่เป็นผู้ประสานงานก็เรียกมาประชุมกัน ซึ่งมีไปกันอยู่ 6 คนถ้วน (D3 1 คน เราซึ่งเป็น D1 1 คน และเด็ก M2 1 คน กับ M1 3 คน) สรุปแล้วงานนี้จัดวันที่ 1-2 กันยายน ซึ่งจะเดินทางจากโตเกียวไปวันที่ 31 สิงหาคม แต่กลับคืนวันที่ 2 กันยายนเลย (มาถึงตอนนี้ก็ฝันสลายว่า คงไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนใช่ม้ายยยยยย) โดยเดินทางด้วยชินคันเซ็น! ฟังดูก็ตื่นเต้นมาก (เพราะบ้านเรามีแต่รถไฟช้าจนเซ็ง และชาตินี้คงยังไม่มีวี่แววว่าจะไปได้เร็ว)

ใกล้ๆ วันเดินทาง เราก็ได้คู่มือกิจกรรม (อารมณ์คู่มือค่ายนั่นล่ะ) แต่เห็นแล้วก็เกิดความช๊อค เพราะว่ามีไม่กี่คนที่เป็นชาวต่างชาติ ! และทั้งเล่มก็ ภาษาญี่ปุ่น T_T แต่เอาล่ะ ไปก็ไป กลับตัวก็ไม่ได้แล้ววว

ตัดวาร์ปไปที่การเดินทางเลยดีกว่า lol

***************************************************************************

เนื่องจากตั๋วชินคันเซ็นของเราออกเดินทางจากโตเกียว ตอนสิบโมงสิบนาที ด้วยความที่เราเป็นชาวต่างด้าว น้อง M1 ก็เลยนัดแนะให้มาเจอกันที่ชานชาลาสายที่มาจากที่บ้าน แล้วค่อยไปที่ชินคันเซ็นพร้อมกัน ด้วยความตื่นเต้น ก็แทบจะนอนไม่หลับเลยทีเดียว !

ตื่นมาตอนเช้าตรู่ รีบเก็บกระเป๋าเก็บของไปที่สถานีแถวบ้าน นั่งรถไปที่สถานีโตเกียว ซึ่งการออกเดินทางครั้งนี้จะมี D3 เรา และน้อง M1 อีกคน (ส่วนที่เหลืออยู่ที่นู่นอยู่แล้ว) ไปถึงนู่นสถานีโตเกียวก็รีบไปหาซื้อเบนโตะไปกินบนรถไฟก่อนเลย จนกระทั่งรถออก

IMG_8565

รอบนี้ได้นั่ง Shinkansen ซีรีส์ N700 ข้างในมีเก้าอี้แถวละ 5 ตัว (ฝั่งเราเป็นสามตัว) เที่ยว Nozomi (ไม่รู้เรียกว่าอะไรบ้าง) แวะที่ Tokyo -> Shinagawa > Shin-Yokohama > Nagoya > Kyoto > Shin-Ōsaka > Shin-Kobe > Okayama > Hiroshima รวมระยะทางก็ 821 กิโลเมตรพอดี วิ่งไวมาก แต่ก็ smooth อยู่เหมือนกัน บรรยากาศข้างในก็ดูโอ่อ่า หรูหรา นั่งสบายกว่าเครื่องบิน (รถกว้างกว่า มีห้องน้ำ ห้องสูบบุหรี่ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ)

IMG_8573 IMG_8576

การเดินทางจากโตเกียวไปยังฮิโรชิมา ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง นั่งไปสิบโมงกว่าๆ ก็นอนเป็นระยะๆ (เสียดายไม่ได้นั่งริมหน้าต่าง) จนถึงตอนเที่ยงก็หอบเอาข้าวกล่องมากิน (จริงๆ บนชินคันเซ็นนี่ก็มีรถขายข้าวกล่องเหมือนกันนะ แต่เราเอาความชัวร์ ซื้อจากสถานีนี่แหละ) เบนโตะที่เห็นในรูปนี้ราคาพันเยนนิดๆ รสชาติก็สมราคาอยู่เหมือนกัน

IMG_8577

หลังจากนั่งรถจนรากงอก ก็ถึงฮิโรชิมาสักที ประมาณบ่ายสองโมงนิดๆ มีเด็ก M1 ที่มาเก็บ lecture credit ที่ Hiroshima U. ที่มาอยู่แล้วมารอรับ ตอนแรกเข้าใจว่าเราจะไปพักคืนแรกที่ Hiroshima University ในเมือง (หาข้อมูลจาก google map เตรียมพร้อมเที่ยวเรียบร้อยแล้ว) แต่รู้อีกทีก็คือ เราจะต้องเดินทางไปที่ Hiroshima U. อีก campus นึง (ซึ่งก็ไม่รู้จะไปไหน ไปอย่างไม่มีจุดหมาย TT) เราจึงนั่งรถไฟต่อไปที่ Saijo Station ประมาณ 36 นาที

map1

ถึงสถานีแล้วก็ยังไม่ถึงมหาวิทยาลัยอีกนะ เราก็ต้องต่อรถบัสจาก Saijo Station ต่อไปที่ Hiroshima University อีกประมาณ 20 นาที กว่าจะถึงมหาวิทยาลัย

IMG_8580

ไปถึงที่นู่น เค้าก็จัดให้เราไปพักที่ Faculty Club ซึ่งก็คล้ายๆ กับ Uniserve ของ ม.ช. นี่แหละ ถึงที่พักก็เกือบสี่โมงละ ตอนแรกชั่งใจว่า จะกลับไปเที่ยวในเมืองอีกดีไหม (ตามแผนที่วางไว้) คิดไปคิดว่า แค่เดินทางเข้าออกเมืองก็แทบจะชั่วโมงกว่าๆ ล่ะ ถ้ากลับไม่ทันนี่ตายแน่ ! เลย Line ไปถามเด็ก M1 ในแลปว่า แถวนี้มีอะไรไหม… คำตอบคือ ไม่มี ! (นั่นคือ ตรูโดนจับมาปล่อยเกาะใน campus แล้ว T__T) งั้นเราก็แอบงีบก่อน!

IMG_8592

ในภาพก็เป็นโรงแรมที่ดูดีเลยทีเดียว (ดูดีกว่าที่เคยไปพักที่โตเกียว กับที่ฟุกุโอกะเมื่อปีที่แล้วเยอะเลย)

ตื่นมาอีกที ห้าโมงนิดๆ ได้เวลา Golden hours แล้ว ในเมื่อไม่มีที่ไหนให้เที่ยว ก็เดินเที่ยวใน campus นี่ล่ะ !

IMG_8594

IMG_8601

ที่ Hiroshima University ที่นี่เป็น campus ใหม่ ซึ่งขยับขยาย ย้ายหลายคณะมาที่ campus นี้ (เหมือนที่ Kyushu University ที่เคยไปดู) แต่บรรยากาศดูร่มรื่น เขียวขจีกว่า อยู่ในป่าสนเลยก็ว่าได้ เป็น Green and Clean Campus อย่างแท้จริง
IMG_8632

เนื่องจากเป็น Campus ใหม่ ในการสร้างตึกต่างๆ ก็จึงสามารถออกแบบให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ซึ่งดูแล้วมันก็สวยจริงๆ แหละ ตึกสีน้ำตาล ในป่าสีเขียว มันดูร่มรื่น น่าอยู่น่าเรียนจริงๆ

IMG_8653 IMG_8732

บรรยากาศตอนเย็นๆ ที่นี่ก็สวยดี เงียบสงบ เดินเล่นเสร็จก็ได้เวลาไปหาอะไรกินมื้อเย็น ก็ละแวกๆ แถวๆ นั้นแหละ (มีห้างใหญ่อยู่ห้างเดียว ไม่มีทางเลือก นี่ล่ะโดนปล่อยเกาะอย่างแท้จริง T____T)

IMG_8735

ถึงเวลาเช้าอีกวัน เราก็รวมพลกันที่ตึกคณะวิทยาศาสตร์ ประมาณแปดโมงกว่าๆ เมื่อนับจำนวนครบก็ขึ้นรถกัน เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปรถบัสที่นี่ ที่นี่รถบัสคันเล็กมาก ห้องน้ำก็ไม่มี ไม่ได้มีอุปกรณ์อำนวยความสนุกเหมือนบ้านเรา (บ้านเรานี่ ฉิ่งฉาบทัวร์ ต้องเปิดวีดีโอคาราโอเกะไปด้วย 555) แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเงียบสงบ ระหว่างทางก็เย็นบ้าง ร้อนบ้าง (แอร์ตัดทุก 10 นาที) นั่งฟังเด็กญี่ปุ่นเล่นเกมส์ตบแปะไป (ฟังออกแต่ せいのう ที่แปลว่า เริ่ม! ละก็ตบมือสองที เล่นอะไรไม่รู้ต่อ)

map2

เดินทางไปได้ชั่วโมงครึ่งก็ถึงที่หมายปลายทางคือ Megihara Resort ตรงนี้คิดว่าหน้าหนาวมีหิมะด้วย เพราะมีลานสกีจัดไว้อย่างเรียบร้อย! จากนั้นก็เข้าที่พัก เราก็ได้พักกับ D3 student และ M2 student (ห้องละ 3 คน)

IMG_8843

IMG_8830ที่พักที่นี่เป็นห้องพักสไตล์เรียวคัง เป็นแบบญี่ปุ่นจริงๆ ห้องอาบน้ำเป็นห้องอาบน้ำรวม (ไม่มีห้องอาบน้ำแยกจ้าาาา) ตอนอาบน้ำก็ตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรก แต่ถึงเวลาจริงก็เฉยๆ อาบๆ ไปเดี๋ยวก็เสร็จ -.-

IMG_8809

เก็บของเข้าที่พักเสร็จก็เป็นช่วงวิชาการในตอนเช้า ซึ่่งไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ อันเนื่องมาจากการไม่กล้าถ่ายเพราะว่าดูไม่ได้มีใครเตรียมกล้องถ่ายรูปมาถ่ายเลย แม้แต่ตัวเองพรีเซนต์ ยังไม่ได้ฝากใครถ่ายรูปให้เลย (มีความเกรงใจและเกรงกลัวนิดนึง 555)

พูดถึงการพรีเซนต์ ก็จะมีทั้งที่เป็น keynote speaker และตัวแทนไปพรีเซนต์ ซึ่งเราก็พรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษ (ในขณะที่คนอื่นพรีเซนต์เป็นภาษาญี่ปุ่น) เนื่องจากภาควิชาที่ Hiroshima เป็น mathematical and life sciences งานก็เลยจะออกเป็นแนว biology ส่วนใหญ่

IMG_8800
IMG_8802

มื้อเที่ยงนี้ Hiroshima U. เลี้ยงข้าวกล่องตามสไตล์ญี่ปุ่น (นึกถึงสัมมนาบ้านเรา ของกินมักจะเป็น buffet ทุกมื้อเลย lol)

เราได้พูดใน session ตอนบ่ายที่ค่อนข้างเป็น math อยู่เยอะ ตอนพรีเซนต์นี่ตื่นเต้นเอาการเหมือนกัน เริ่มจากเสียบคอมพิวเตอร์ออก Projector แล้วมันไม่ออกจอ (สายต่อกับ mac มันไม่แน่น TT) พูดๆไป ไวกว่าที่เตรียมตัวเยอะมาก เลยต้องลด speed ลงบ้าง เพิ่มการพูดจากที่ตัดอีกบ้าง เวลาก็ยังไม่หมดสักที -*- (พรีเซนต์รอบนี้ 12 นาที เลยต้องตัดเรียบ เหลือแต่เนื้อๆ) ตอนช่วงที่ถามคำถามลุ้นมากว่าจะมีใครถามไหม สรุปก็มีแต่เซนเซของ ม.เราที่ไปด้วยที่ถาม ที่เหลือเงียบสนิท chair ประจำการพรีเซนต์ก็ถามตามมารยาท แต่คำถามก็ฮาได้อีก (ดูไม่ค่อยเกี่ยวกับงานเท่าไหร่ 5555) แต่ทีคนอื่นนี่ถามกันเยอะจริงจริ๊งงง…

IMG_8803

หลังจากพรีเซนต์งานเสร็จ ที่นี่ก็แบ่งกลุ่มผู้ร่วมงานออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มเราชื่อกลุ่ม フィボナッチ กิจกรรมนี้ทุกคนต้องร่วม ไม่ว่าจะเป็น ป.ตรี (ที่นี่พาเด็ก ป.ตรี ปี 4 ไปด้วย) ป.โท ป.เอก แม้กระทั่ง Professor ก็กระจายอยู่ในกลุ่ม เนื่องจากเป็นผู้เล่นด้วย เลยไม่ได้ถ่ายรูปด้วย

กิจกรรมก็แบ่งเป็น 3 ฐาน จัดโดยเด็ก M1 ที่ Hiroshima U. เล่าตามที่จำได้ละกัน

ฐานแรก เป็นกิจกรรมชื่อ Doctor Doctor คล้ายๆ กับกิจกรรมเกมส์ที่ให้ทุกคนจับมือกันมั่วๆ ซึ่งดูเหมือนกระจุกเป็นกลุ่มๆ แล้วก็พยายามคลายปมให้กลายเป็นวงให้ได้ ถ้านึกไม่ออกก็เหมือนในรูปนี้ (แอบขอยืมรูปเว็บอื่นมาหน่อย) แต่อุปกรณ์จะไฮโซกว่าหน่อย แต่ละคนจะได้มือจับที่พันเชือกไว้ ตอนแรกก็แบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ต่อมาก็ขยายให้เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น จนกระทั่งเล่นกันทั้งกลุ่ม กิจกรรมนี้คนจัดก็อธิบายเปรียบเทียบกับ DNA ที่กระจุกตัว และต่อมาจะคลายตัวเป็นเส้นสายที่ไม่พันกันในที่สุด

(อ้างอิงรูปจาก 108trip.com)

ฐานที่ 2 ในหนังสือค่ายเค้าเขียนว่าเป็นกิจกรรม batman เกมส์นี้ก็จะให้ตัวแทนปิดตา แต่ละคนก็จะยืนกระจายตัว ตกลงกันว่า ใครเป็นผู้ล่า ใครเป็นผู้ถูกล่า คนปิดตาจะต้องทำหน้าที่เป็นค้างคาว ไปกินผู้ถูกล่า ถ้าค้างคาวกินผู้ถูกล่า ผู้ถูกล่าจะกลายเป็นผู้ล่า หากไปโดนใส่ผู้ล่า ก็เป็นอัน Game Over การส่งสัญญาณ ก่อนอื่นคนนำเกมก็จะให้ผู้ล่าปรบมือพร้อมกัน จากนั้นก็จะให้ผู้ถูกล่าปรบมือ แล้วตัวแทนปิดตา จะต้องใช้ดูทิศทางจากการฟังเสียง ไปแปะหาผู้ถูกล่าในที่สุด เกมนี้คนจัดก็อธิบายถึงตัวค้างคาวที่ออกหากิน ก็ไม่ได้ใช้สายตาในการหาอาหาร แต่ก็ใช้ระบบนำทางอื่นๆ เช่นเสียงแทน

ฐานที่ 3 Straw paper plane เป็นฐานที่ให้สร้างเครื่องบินกระดาษ ที่บินได้ไกลที่สุด แต่เงื่อนไขคือ เครื่องบินนี้จะเป็นเครื่องบินแบบมีห่วง แบบในรูป แข่งกันว่าใครขว้างได้ไกลกว่ากันก็จะชนะ โดยให้เวลาออกแบบ 20 นาที

(รูปภาพนำมาจาก diynetwork.com)

เสร็จจากเกมส์ก็พักผ่อนตามอัธยาศัย กินอาหารเย็น ซึ่งแบ่งเวลาเป็น ช่วงแรกให้อาจารย์ และนักศึกษา M2 ขึ้นไปกินก่อน จากนั้นก็เป็นเด็กๆ ไปกิน อาหารเย็นนี้ก็ดูหรูหราไฮโซขึ้นมาเมื่อเทียบกับมื้อเที่ยง กับข้าวมาพรึ่บ!

IMG_8804

ในภาพนี้เป็นเพียง 1/3 ของออเดิร์ฟที่เค้าจัดให้ ไปถ่ายตอนเค้ากำลังจะเก็บอาหาร เตรียมสำหรับรอบต่อไปละ จริงๆ มีความเขินอาย ไม่กล้าถ่ายตอนไลน์อาหารลงเยอะๆ กินข้าวเสร็จแล้วก็อาบน้ำ ในภาพก็เป็นบรรยากาศรีสอร์ทตอนเย็นๆ พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

IMG_8806

ได้เวลาอันสมควร ก็ถึงช่วงเวลา Poster Presentation ในช่วงนำเสนอแบบ Poster นี้ก็เป็นช่วงเวลาฟรีสไตล์พอสมควร ใครอยากถามโปสเตอร์ไหนก็ถาม ตัวเราก็เดินถามนู่นถามนี่ถามนั่น แต่คือว่าทุกคนก็จะกลัวเรา เหมือนเราเป็นตัวประหลาด TT เพราะว่าถามเป็นภาษาอังกฤษ เราก็พยายามถามเป็นภาษาญี่ปุ่นนะ แต่มันก็ถามได้นิดๆหน่อย ที่เหลือก็ต้องซัดภาษาอังกฤษไปตามศักยภาพทางภาษาญี่ปุ่นทีมีอยู่ T_T แต่เด็กๆ ที่พรีเซนต์โปสเตอร์ก็ฮาเฮดี อธิบายไม่ได้ก็จะลากเพื่อนมาช่วยกันอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ บางทีกว่าจะรู้เรื่องก็นานมาก -.-“

IMG_8810

IMG_8813

เป็นบรรยากาศการนำเสนอโปสเตอร์ที่ชิลๆ มาก ของกินเพรียบพร้อม พร้อมด้วยสุราปลาปิ้ง (ปลาปิ้งไม่มี ใส่ให้คล้องจองเฉยๆ) มาเป็นลังๆ ตัวเราก็แอบกินบ้างนิดๆหน่อยๆ (แบบพวกน้ำผลไม้ผสมแอลกอฮอล์) ทำให้เห็นว่าที่นี่เค้าจริงจังในเรื่องการดื่มจริงๆ (แต่ก็เป็นตามสไตล์ที่นี่ ตามที่เคยเขียนไว้ใน เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 2 : บุฟเฟต์ญี่ปุ่น) ระหว่างการนำเสนอก็มีให้โหวตให้คะแนนโปสเตอร์ด้วย

IMG_8811 IMG_8812 IMG_8814

พรีเซนต์กันเสร็จเซนเซก็ปล่อยให้ฟรีสไตล์ อยากเม้าท์อยากกินดื่มต่อก็ลุย ในภาพก็มี Challenge เกรียนๆ กัน เป่าถุงมือ ใครถุุงมือแตกก่อนชนะ (รู้สึกว่าแอบเล่นอันตรายไปหน่อยตามสไตล์ญี่ปุ่น คำเมืองเรียกว่า เล่นง่าวเล่นเซอะ… แต่มันก็ฮาดีนะ 5555)

IMG_8815 IMG_8818 IMG_8823

คืนนั้นกว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืนกว่าๆ เกือบตีหนึ่ง (เราหนึขึ้นไปนอนก่อน เพราะเดี๋ยวอีกวันจะไม่ไหว แต่ถามพี่ D3 ที่ขึ้นมาหลังเรา เค้าบอกว่า นี่ก็ยังตั้งวงกันอยู่) ในวงเบียร์ที่เราไปนั่งดูด้วยก็มีเรื่องฮาๆ เช่นนักเรียนญี่ปุ่นเมาแหลก เซนเซก็เกรียน ไปแกล้งเด็ก เซนเซผู้หญิงช่วยถอนความเมาเด็กคนนั้นด้วยน้ำชา บลาๆ ในวงก็ยังได้พูดคุยกันเรื่องต่างๆ เซนเซก็แนะนำว่างานที่เราพรีเซนต์ควรเพิ่มตรงไหนยังไงบ้างอีก ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งก็เป็นอะไรที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมในวงเหล้าเหมือนกันนะ

ตอนเช้าหลังอาหารเช้าอันแสนหรูหราของโรงแรม ก็เป็นการพรีเซนต์งานต่อ session bio ล้วนๆ นอกจากจะเป็น bio แล้วยังเป็นภาษาญี่ปุ่น ก็เลยนั่งเฝ้าพระอินทร์ไปสักพักจนกระทั่งถึงกิจกรรม Science Champion!

IMG_8825

จริงๆ มันคือเกมส์ตอบปัญหาวิทยาศาสตร์มั่วๆ ซั่วๆ นี่เอง วันนี้เค้าก็แบ่งกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มละ 3 คน ตอนแรกเราก็นึกว่าจะเล่นไม่สนุกเพราะมีแต่คำถามภาษาญี่ปุ่น!

IMG_8826

แต่เค้าก็มีชุดคำถามฉบับแปลให้อยู่ดีจ้าาาา…. แต่คำถาม bio เยอะไปหน่อย ตอบไม่ค่อยได้ 55555

IMG_8827 IMG_8828

เสร็จกิจกรรม ก็ถึงเวลาพรีเซนต์ต่อ ทานข้าวเที่ยง พิธีปิด มอบรางวัลโปสเตอร์ดีเด่น แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านกลับช่อง ก็มีการแบ่งคันรถไปที่ต่างๆ สำหรับเราก็ไปลงที่สถานี Hiroshima ก่อนกลับก็แวะถ่ายรูปหมู่กันนิดหน่อยหน้าโรงแรม (เจ้าหน้าที่โรงแรมทุ่มเทสุดๆ)

IMG_8861

ระหว่างทางก็แวะชมตามรายทางผ่านมุมหน้าต่าง เลยมีคำถามที่สงสัยว่า ที่นี่คนญี่ปุ่นเค้ามีคนยากจนบ้างไหม เพราะเท่าที่ผ่านๆ เห็น บ้านแต่ละหลังก็ดูดีพอสมควร ถึงแม้อยู่ในชนบทก็ตาม (รอหาคำตอบต่อไป)

IMG_8870 IMG_8871

ถึงสถานีฮิโรชิมาประมาณสี่โมงนิดๆ แต่ตั๋วรถไฟกลับโตเกียวเป็นเที่ยวเวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆ พี่ D3 น่าจะรีบไปทำอย่างอื่นต่อเลยไปเปลี่ยนตั๋วเป็นเที่ยวที่เร็วกว่า ส่วนเราเห็นว่า ไหน ๆ มีเวลาสักนิดสักหน่อย เลยไม่เลื่อนตั๋ว ใช้เวลาสองสามชั่วโมงนี้เที่ยวต่อเลย!

จากสถานีฮิโรชิมา เราก็นั่งรถรางเพื่อไปชม Atomic Dome ที่เป็นอนุสรณ์สถานที่หลงเหลือมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เสียดายเวลามีน้อย เลยไปได้ไม่มาก แค่ที่ Atomic Dome เดินรอบๆ สวนสันติภาพ Hiroshima Peace Memorial Park แต่ไม่มีเวลาพอที่จะไปชมพิพิธภัณฑ์ Hiroshima Peace Memorial Museum

map3

 รถรางที่นี่มีหลากหลายรุ่นมาก ทั้งเก่าและใหม่มาให้บริการกัน สนนราคาก็ 160 เยนตลอดสาย

IMG_8880 IMG_8887 IMG_8902

อนุสรณ์สถาน Atomic Dome ที่เหลืออยู่จากสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงคราม สมกับคำที่ว่า สงครามไม่เคยให้คุณกับใคร (ยกเว้นคนขายอาวุธ -*-)IMG_8918 IMG_8949

มีเวลาเหลืออีกไม่มาก เลยรีบเดินไปเที่ยวแถวๆ พระราชวังฮิโรชิมา ไปดูศาลเจ้า Hiroshima Gokoku Shrine ไปได้แป้บเดียว ดูนาฬิกาก็หกโมงกว่าๆ แล้ว ถึงเวลารีบไปเจอกับคณะทัวร์ตอนหกโมงห้าสิบห้านาทีIMG_9007 IMG_9014 IMG_9034

ทางผ่านแวะผ่านพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แต่ไม่ได้เข้าไปดู

IMG_9049เสร็จภารกิจ ก็เดินทางกลับโตเกียว ในขณะที่เด็ก M1 ทั้งสามก็ไป Kyoto ต่อเพื่อไปเก็บ credit ตัว lecture ต่อที่ Ryukoku University เดินทางถึงโตเกียวก็ห้าทุ่มกว่าๆ ถึงบ้านก็เที่ยงคืนพอดี !

***************************************************************************

สรุปทริปนี้ ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง

  • ถึงแม้ภาษาญี่ปุ่นจะยังงูๆปลาๆ แต่ก็ยังพอเอาตัวรอดได้อยู่บ้าง แต่การไปคราวนี้เรื่องวิชาการ ก็ยังฟังอะไรไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ก็ต้องตามอัตภาพไปอะนะ T_T
  • เท่าที่สังเกตงานของเด็กที่นี่ที่เป็น math (ไม่นับงานสาย bio จริงๆ ที่เป็นพวก DNA RNA ซึ่งเราไม่รู้เรื่อง >_<) จะเริ่มต้นจากปัญหา real world problem ซึ่งดูเป็นงานที่จับต้องได้ มี motivation ที่น่าสนใจ ซึ่งธรรมชาติของมันก็จะต่างจากงาน Pure math นี่แหละ ปัญหาคืองาน Pure math มันก็มีความเป็นธรรมชาติของมัน ถ้าเราสามารถหาจุดกึ่งกลางได้ก็น่าสนใจเหมือนกัน
  • ปัญหาที่เราพบสำหรับงาน Pure ป.ตรีเท่าที่เคยเห็นคือ บางทีหลายๆ คนก้มหน้าก้มตาแกะ paper ที่อาจารย์ให้ทำ จนไม่ได้ไปสืบสาวราวเรื่องว่า งานนี้มันมีที่มามาจากไหน ซึ่งงานทางด้าน Pure หลายๆ เรื่อง มันก็มีเรื่องราวความเป็นมาจากการแก้ปัญหา หรือขยายงานของอะไร และแน่นอนว่า การที่เราคิดจะขยายงานไป มันก็ต้องมีประโยชน์ในแง่มุมต่างๆ อยู่แล้ว ดังนั้น หากเราได้ทำโปรเจคแล้วมาคิดสักนิด มันน่าจะช่วยทำให้การทำ Senior Project เราสนุกมากขึ้น และเห็นคุณค่า มีความภาคภูมิใจในการทำงาน
  • เราได้มาเห็นว่า จริงๆ การพรีเซนต์งานช่วย Poster Presentation มันคือกิจกรรม Social Gathering อย่างหนึ่ง นึกถึงว่าในงานนี้เราไม่ได้รู้จักใคร แต่ก็ได้มามีโอกาสทำความรู้จัก หรือพูดคุยกันก็ช่วง Poster Presentation นี่ล่ะ กิจกรรม Poster Presentation จึงเป็นกิจกรรม Ice Breaking ที่ดีได้ โดยไม่ต้องมาเต้นสันทนาการกันเลย (ประเด็นเต้นสันทนาการอยู่ในช่วงต่อไป) ตรงนี้ถ้าหากเราได้มีโอกาสจัดงานในอนาคต อยากให้กิจกรรมตรงนี้เป็นการสร้างสังคมทางวิชาการที่ดี จากประสบการณ์ที่เคยเห็นช่วงโปสเตอร์ในบ้านเรา ดูมันค่อนข้างเครียดๆ กดดันพอสมควร พรีเซนต์แบบโปสเตอร์ทีไรคนที่ไม่ได้นำเสนอก็จะหายไปทุกที เราอาจจะปรับๆ แก้ๆ โดยอาจจะจัดเป็นช่วงๆ มีเบรคให้กิน แบบว่ากินไปดูไป ถามไป (บ้านเราอาจจะไม่ต้องมีเหล้าเบียร์ก็ได้) สิ่งที่อยากเสนอในงานพรีเซนต์ของคณะวิทย์ หรือภาคคณิตที่ ม.ช. (ไม่รู้จะมีใครมาอ่านไหม 555) น่าจะจัดบริเวณให้เป็นโซนๆ เป็นวงๆ ให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยน พูดคุย สนทนากัน และจัดช่วงเบรคเป็นช่วงนี้เลย แทนที่จะตั้งบริเวณโปสเตอร์เป็นแถวแนวยาวซึ่งมันตั้งวงคุยกันได้ลำบาก
  • พูดถึงกิจกรรมสันทนาการ ที่นี่เค้าก็มีเกมส์ต่างๆ ที่น่าสนใจเหมือนกัน ทำให้กลับไปมองว่า กิจกรรมสันทนาการบ้านเราบางทีมีมากเกินไปหรือเปล่า กิจกรรมบางประเภทของบ้านเรา  มันสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้อย่างไร และก็มาเห็นว่า ที่นี่เค้ามีการสอดแทรกวิชาการเข้ากับกิจกรรมสันทนาการได้อย่างลงตัว ซึ่งเราควรคิดในเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้น แทนที่จะเป็นกิจกรรมสันทนาการแบบเสื่อมๆ หรือมาเต้นให้ผู้ชมดูแล้วหวังให้ผู้ชมสนุกด้วย เป็นต้น
  • มาคราวนี้ได้ถือโอกาสมาดูว่า ที่นี่เค้าจัดงานจัดการยังไง เท่าที่ดูก็คิดว่า การจัดกิจกรรม จัดงาน ก็สไตล์คล้ายๆ บ้านเรา มีการวางแผนเหมือนกัน (บ้านเราเวลาทำงานก็วางแผนเหมือนกันนะ จากประสบการณ์คนจัดงาน) เพียงแต่ว่าที่นี่ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง ถึงเวลากิจกรรมทุกคนก็เข้าร่วม ไม่มีใครที่แอบหนีไปหลับตอนสัมมนา ห้องบรรยายแน่นตลอด เวลาวิชาการทุกคนก็จริงจัง เวลาเล่นทุกคนก็เล่นเต็มที่ ตอนเก็บข้าวเก็บของทุกคนก็ร่วมด้วยช่วยกัน คนละไม้คนละมือ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาตะโกนว่า เอ้าๆ มาช่วยกันเก็บหน่อย…. นี่ล่ะที่เป็น Japanese Style ที่น่านำไปเป็นตัวอย่าง

สุดท้าย มางานนี้ก็ถือว่าคุ้มค่า ถึงแม้จะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม และถึงแม้จะไม่ได้เที่ยวมาก แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ เห็นอะไรที่หลากหลายมากขึ้น เหมือนมาย้อนความหลังในวัยเยาว์อีกครั้งนึง หวังว่าจะได้มีโอกาสไปงานพวกนี้อื่นๆ อีกในช่วงเวลาที่อยู่ที่นี่ 🙂

Advertisements

One thought on “เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 5 : ตะลุยฮิโรชิมา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s