เรื่อยไปในโตเกียว 9 : หนึ่งปีในโตเกียว

ใน เรื่อยไปในโตเกียว 4 เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งเทอมของการเรียนที่ญี่ปุ่น เวลามันก็ได้ล่วงเลยผ่านมาจนกระทั่งครบรอบหนึ่งปีของการมาที่ญี่ปุ่นนี้พอดี (ก้าวเท้าออกจาก immigration ที่สุวรรณภูมิ วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2557 ครบรอบก็เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2558 นี่เอง)

จริงๆ เราตั้งใจจะเขียนบันทึกสรุปการเดินทางไป EuroCG ที่สโลวีเนีย (ซึ่ง draft ไว้คร่าวๆ ใน facebook ไว้ เหลือเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และสะท้อนคิด reflection) แต่คงต้องขอลัดคิวให้งานใหญ่งานนี้ก่อนก็แล้วกัน

เราอยู่มาครบหนึ่งปี ก็พอจะมีความก้าวหน้า และเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองในหลายๆ เรื่อง พอจะสรุปสังเขป ซึ่งจะแยกหมวดหมู่ในทำนองเดียวกันกับเรื่อยไปในโตเกียว 4 ไว้ดังนี้

ชีวิตการเรียนและเรื่องราวทางวิชาการ

พ้นไปหนึ่งปีการศึกษา เริ่มต้นจากการมึนๆ งงๆ ว่า จะทำหัวข้องานวิจัยอะไรดีน้า… ตอนเขียนสมัครมาเขียนแบบมึนๆ งงๆ จนสุดท้ายก็ได้ทำงานที่เขียนมาจริงๆ นั่นแหละ -.-” จะว่าไปเป็นการทำงานที่เราเองคิดว่าสนุกและครบเครื่อง ทั้งการตั้งปัญหา การใช้เครื่องมือ math มาช่วยจับ การพยายามวิเคราะห์ปัญหาในเชิง math (ซึ่งยัง proof ไม่ออกสักที ฮืออ) programming, simulation จนตอนนี้งานก็พอมีความคืบหน้าบ้า ประมาณ 5% ของงาน ป.เอกที่จะทำ T_________T (น่าจะเวอร์ไป) เพราะว่างานที่ทำอยู่นี้เป็นเสมือนเพียงจุดเริ่มต้นของงานนี้เท่านั้นเอง >_< แต่จะว่าไป หนึ่งปีนี้ก็พอมีงานอยู่บ้าง ต่อไปนี้คือสรุปรายการที่ได้ไปนำเสนอผลงานต่างๆ ในรอบปีการศึกษานี้

International Conference

  • The 31st European Workshop in Computational Geometry (EuroCG 2015)

Domestic Conference

  • The 17th Japan Conference on Discrete and Computational Geometry and Graphs (JCDCGG 2014)

Joint Meeting with other universities

  • The 6th Taiwan-Japan Joint Workshop for Young Scholars in Applied Mathematics
  • The 7th Joint Session with Hiroshima University and Ryukoku University

ตอนนี้ผลของอีกงานประชุม Asian Forum on Graphic Sciences 2015 ก็ออกแล้ว ก็คงได้เจอกันเดือนสิงหาคมนี้ และระหว่างนี้ก็กำลังผลิตเปเปอร์แรกของปีการศึกษานี้ lol ก็พอจะเห็นว่า งานวิชาการก็พอถูไถไปได้บ้าง

เทอมแรกเกรดออกมาเจอ F ไปจากคดีฮิโรชิมาพาซวยใน เรื่อยไปในโตเกียว 4 ก็ต้องชี้แจงกันไปทั่วราชอาณาจักร TT

ในเทอมที่ผ่านมา ก็เริ่มไป sit in วิชาที่สนใจคือ computational geometry ที่ซุปเราสอน (เป็นภาษาญี่ปุ่น TT) รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง แต่ส่วนนี้ถูกบรรจุอยู่ในเป้าหมายประจำปีอยู่แล้วนั่นเอง

เรื่องภาษา ปีที่แล้วเราลองสอบ N4 ดู (เพราะ N5 ถ้าสอบคิดว่าน่าจะโอเค) แต่ก็ไม่ผ่าน จุดอ่อนเราคือคำศัพท์ คันจิ จึงเป็นเป้าหมายประจำปีนี้ว่าจะต้องผ่าน N4 ให้ได้

สังคมรอบข้าง

เรื่องภาษาญี่ปุ่น ตอนนี้ถือว่าเข้าที่เข้าทางพอควรแล้ว ตอนนี้พอจะเม้ากับเด็กในห้องแลปได้อย่างออกรสออกชาติ รู้และเดาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสนทนาได้บ้างพอสมควร รู้จักชาวบ้านชาวช่องเกือบทั้ง grad school แล้ว ด้านสภาพสังคมทั่วไปก็ถือว่าโอเคเลยล่ะ

กับเพื่อนสนิท ก็มีเพื่อนคนจีนที่สนิทกัน (จากที่เคยเล่าในเรื่อยไปในโตเกียวของเก่า) แต่เพื่อนก็กำลังจะกลับจีนแล้วล่ะ -.-”

กับเพื่อนคนไทย ก็รู้จักมักคุ้นกับเพื่อนพี่น้องคนไทยที่อยู่ที่ญี่ปุ่นพอสมควร พอชีวิตเริ่มเข้าที่ก็เริ่มมีแขกมาเยี่ยมเยียนบ่อยขึ้น แต่บางทีบางกรณีก็ไม่ค่อยเกรงใจเราเท่าไหร่เลยนะ อาทิ การมาถามที่พักทั้งๆ ที่บางที่ไม่เคยคุยกันเลย หรือฝากซื้อของนู่นนี่นั่น (อารมณ์ประมาณว่า ร้อยวันพันปีไม่เคยมาคุย จู่ๆ ก็แชทมาถามฝากซื้อของ) เคสเหล่านี้ก็จะพยายามปฏิเสธไม่ให้เจ็บช้ำน้ำใจกันไป….จึงขอเรียนมาเพื่อทราบ ณ ที่นี้

ความเป็นอยู่ทั่วๆไป

ชีวิต biological clock ก็ดูเหมือนจะเข้าที่บ้าง สายบ้าง ตื่นไวบ้าง สลับกันไป ก็พยายามจะตื่นเช้าๆ เท่าที่จะทำได้

ตอนนี้อยู่ญี่ปุ่นมาครบหนึ่งปี ผ่านมาแล้วทุกฤดู ได้สัมผัสขุมนรกของหน้าร้อน สัมผัสหน้าหนาวอันแสนทรมาน สัมผัสความสวยงามในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ร่วง ตอนอยู๋ไทยเคยชอบฤดูหนาว แต่ตอนนี้ขอเปลี่ยนใจกลายเป็นไม่ชอบฤดูหนาวซะงั้น -.-

งานอดิเรกเมื่อว่างที่นี่ คือการหยิบกล้องถ่ายรูปไปถ่ายรูปเล่น รู้สึกว่าเริ่มมีความสนุกกับการถ่ายรูปมากขึ้น เริ่มเห็นมุมมองอะไรแตกต่างมากขึ้นเยอะเมื่อสะท้อนจากการถ่ายรูปวันนี้ เทียบกับเมื่อปีก่อนๆ

นิสัยที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนขึ้นมากคือ การตรงต่อเวลา รู้สึกว่าอยู่ที่นี่จะมีความตรงต่อเวลามากขึ้นมาก ไม่ว่าจะเวลานัด เวลาส่งงาน (อาทิ บอกเซนเซว่าจะส่งงานวันนั้นๆ ก็พยายามให้เสร็จตามเวลาจนได้) เราก็สังเกตว่าเราดูจะมีความอ่อนน้อมมากขึ้นตามสไตล์ญี่ปุ่น เราชอบสไตล์ supervisor เรา เพราะอาจารย์เราเป็นคนสุภาพและใจดี เราก็พยายามจะซึมซับสิ่งนี้มาด้วย

อื่นๆ คิดว่าปีที่ผ่านมาชีวิตก็ดูโอเค มีบางเรื่องที่อยากปรับปรุง เช่นเรื่องผลัดวันประกันพรุ่ง ก็ยังพอมีอยู่บ้าง เรื่องการตื่นสายที่ยังพอมีอยู่ (ในกรณีที่ไม่มีนัดสำคัญก็ตื่นไม่เช้าเท่าไหร่ แต่ในกรณีที่มีนัดก็ตื่นเช้า ตรงตามเวลาอยู่น้า)

*********************************************************************************************************************************

ท้ายสุดนี้ หวังว่า ในอีกสองปีข้างหน้า (ถ้าจบได้ตามกำหนดเวลา) จะเป็นปีที่ดีสำหรับเราในทุกๆ เรื่อง เราก็จะพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิชาการ เรื่องการเรียนรู้วัฒนธรรม และอื่นๆ  แล้วผ่านไปอีกปีจะมาลองสรุปดูก็แล้วกัน

ปล. จริงๆ เหมือนจะซ้ำซ้อนกับสรุปเรื่องราวประจำปีที่ทำมาเกือบทุกปี แต่เอาเป็นว่าการสรุปหนึ่งปีนี้เป็นการสรุปโดยภาพรวมเกี่ยวกับชีวิตที่นี่ก็แล้วกันนนน ~

Advertisements

เรื่อยไปในโตเกียว 8 : เมโลดี้บอกเวลา

เพิ่งจะได้ดูซีรีส์ของ GTH เรื่อง Stay ซากะ ฉันจะคิดถึงเธอ ตอนแรกเฉยๆ กะว่าถ้ามีเวลาว่างก็จะหาดู วันนี้เนื่องจากเกิดความขี้เกียจ เลยนั่งหาอะไรทำ จึงมาดูซากะ

พอได้ดูซากะ ก็รู้สึกว่าหลายๆ อย่างก็ค่อนข้างสมจริงพอสมควร (รู้สึกดีที่ฟังภาษาญีปุ่่นที่ตาลุงพูดรู้เรื่องได้บ้าง) ดูไปเรื่อยๆ ก็โอเค จนกระทั่งตอนใกล้จบเรื่อง ยิ่งทำให้รู้สึกว่า งานนี้งานดีจริง และใส่ใจในรายละเอียดมาก

นั่นคือ…. ตอนใกล้จบตอนที่สันเขื่อน จะมีเสียงเมโลดี้อะไรสักอย่างดังขึ้น เปรียบเสมือนสัญญาณบอกว่า เรื่องจะจบแล้ว… ซึ่งพอฟังปุ๊บ มันก็ใช่จริงๆ เพราะมันคือเสียง melody บอกเวลาห้าโมงเย็นของแถวๆ บ้าน

ตอนมาอยู่ใหม่ๆ คิดว่าเป็นสัญญาณของโรงเรียนอะไรสักอย่างแถวๆ บ้าน (ตอนช่วงนั้นที่มาใหม่ๆ อยู่บ้าน ยังไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยเพราะยังไม่เปิดเทอม) พอวันที่ไปมหาวิทยาลัย เราก็ยังได้ยินเสียง melody นี้จากมหาวิทยาลัย (เสียงเดียวกัน บอกเวลาเดียวกัน) จึงพอเข้าใจว่า เป็นสัญญาณบอกเวลาห้าโมงเย็นที่ปล่อยมาจากไหนสักที่ ซึ่งตอนแรกก็ไม่รู้จะบอกทำไม แต่เราก็เข้าใจว่าเป็นนาฬิกาไล่ให้เด็กๆ นักเรียนกลับบ้านได้แล้ว (ถามพี่ ท. ในแลป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม 5555)

ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกไว (สี่โมงครึ่งพระอาทิตย์ตกเรียบร้อย มืดสนิท) สัญญาณบอกเวลานี้จะเลื่อนไปเป็นสี่โมงเย็น ส่วนห้าโมงเย็นก็จะมีอีก melody นึงแทน

เสียงสัญญาณปกติอยู่ใน youtube ลิงค์อันนี้ (ซึ่งเหมือนกันเป๊ะเลยย)

สรุปว่า ซีรีส์นี้แหล่มมาก ขอกราบชาบูพี่ย้งรัวๆ แต่ดูละก็แอบหงุดหงิดเจ๊จุกที่ถ่ายรูปตลอดเวลา กับเด็กสองคนนั่น (เม่น เจ๋ง) ที่รุงรัง เสียงดัง ไม่สำรวมกายวาจาใจแบบคนญี่ปุ่นเลย (บ่นไปงั้น 555) ~