เรื่อยไปในโตเกียว 11 : ไปเล่นกับเด็กที่ค่ายภาษาอังกฤษกัน !! ~

นอกจากภารกิจทางวิชาการที่ต้องลุล่วงในการเรียนที่นี่แล้ว สิ่งที่เราน่าจะศึกษาก็คงจะเป็นเรื่อง วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ในวิสัยทัศน์ประจำปี เราได้เคยวางแผนไว้ว่า ปีนี้น่าจะลองหาดูโรงเรียนที่นี่บ้าง…ซึ่งคงต้องหาโอกาสหาเวลาไปอีกที แต่ก็มีอะไรที่ง่ายกว่านั้นที่เราจะไปสำรวจดูว่าที่นี่เด็กๆ เขาเป็นยังไงบ้าง เรื่อยไปในโตเกียวตอนนี้จะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์การไปเป็นพี่เลี้ยงในค่ายภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่นกัน ~

**************************************************************************

หากเรายังจำได้ดี เมื่อมีนาคม 2011 ที่ญี่ปุ่นมีเหตุการณ์ที่เสมือนฝันร้ายเลยก็ว่าได้ นั่นคือเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่เซนได ซึ่งแผ่ผลกระทบในวงกว้าง หลังจากเกิดเหตุการณ์ผ่านไป ที่นี่ก็ค่อยๆ มีการฟื้นฟูตามลำดับ หนึ่งในนั้นคือการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กับเด็กๆ ที่อาจจะผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวนั่นเอง

ที่นี่มี Recovery Assistance Center ของเมือง Miyagi ที่ให้ความช่วยเหลือภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายใต้องค์กร NPO (Non profit organization) GAKUWARINET ซึ่งในภายหลังองค์กรนี้ก็มีโครงการจัดค่ายภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็กๆ ได้เปิดโลกกว้างมากยิ่งขึ้น ค่ายนี้รับสมัครเด็กๆ จากคนที่สนใจ (และเก็บตัง) โดยแต่ละค่ายที่จัดก็จะมีเด็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ หรือเป็นเด็กที่ลี้ภัยมาอยู่ในเขตคันโตมาร่วมกิจกรรมด้วย (ฟรี) ซึ่งค่ายนี้ก็จัดวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนนึงก็จัดหลายค่าย บางเดือนก็จัดพร้อมกันในหลายๆ ที่ จึงต้องรับสมัครอาสาสมัครซึ่งเป็นชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ซึ่งอาสาสมัครก็ไปค่ายฟรี ~ (ถ้าบ้านอยู่ไกลก็ขอเบิกค่าเดินทางได้ด้วย)

เนื่องจากเราก็เคยมีประสบการณ์มาบ้างกับค่ายเด็กเล็กที่ไทย (คือค่ายองค์รวมนั่นเอง) ที่จัดให้กับเด็กๆ จริงๆ เราสนใจมาระยะนึงแล้วจากการเห็นเพื่อนคนจีนไปค่ายนี้ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าสมัครยังไง…. แต่ตอนหลังจากที่เราเห็นประกาศรับสมัครพี่เลี้ยงค่ายในกรุป TSAJ บน facebok เราเลยคิดว่า เออ.. น่าจะลองดูบ้างว่าที่นี่เด็กๆ ที่นี่ กิจกรรมค่ายที่นี่จะเป็นยังไงบ้าง.. เลยสมัครไปก่อนหนึ่งค่าย คือเมื่อช่วงวันที่ 25 – 26 เมษายนที่ผ่านมานี่เอง พอสักพักก็เห็นว่ามีพี่กิ๊ฟ (ซึ่งเป็นรุ่นพี่ CU Band ของเจ๊นิ่ม) สมัครไปค่ายด้วย เลยอุ่นใจขึ้นนิดนึง

หลังจากสมัครค่ายไปแล้ว เราก็ได้รับอีเมลล์ให้ยืนยันไปร่วมค่าย รวมถึงก่อนหน้านี้ก็มีโทรศัพท์ถามว่า เราพอจะสะดวกไปค่ายในวันก่อนหน้านั้นไหม (ซึ่งตอนนั้นไม่แน่ใจในตารางเวลา เลยไม่ได้ไปรอบก่อนหน้า) พอใกล้ๆค่าย ทางคณะจัดงานก็ส่งอีเมลล์มาให้เราเตรียมตัวไปค่าย พร้อมกำหนดการโดยคร่าวๆ

25 เมษายน 2015

วันนี้เราก็ตื่นแต่เช้า นัดหมายเจอกันเจ็ดโมงเช้าที่สวนอุเอโนะ เราก็ตื่นตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ (คืนก่อนหน้าก็นอนไม่หลับ ปกตินอนดึกเป็นประจำ) ถึงสวนอุเอโนะประมาณเกือบเจ็ดโมงพอดี ไปถึงก็เจอกับคนที่เป็น coordinator ของค่าย คุณโยสุเกะ (ในค่ายเรียกว่า โยโย่ซัง) ซึ่งต่อไปนี้เราเรียกว่าประธานค่ายก็ละกัน.. พอไปถึงก็มีเชคชื่อ พูดคุย ทำความรู้จักกับสมาชิกอาสาสมัครในทีม เขียนป้ายชื่อ ในค่ายนี้เด็กๆ (ประมาณเกือบๆ 100 คน) จะถูกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มสี แต่ละกลุ่มจะมีหัวหน้าทีม (Leader) และรองหัวหน้าทีม (subleader) ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น และแต่ละกลุ่มก็จะมีชาวต่างชาติประมาณ 4-5 คนเลยทีเดียว เนื่องจากค่ายนี้มีการจัดเป็นประจำ แต่ละกลุ่มก็จะมีกระเป๋าประจำกลุ่มซึ่งบรรจุข้อมูลของเด็กที่มาค่าย ชุดปากกา ป้ายชื่อ และกล้องถ่ายรูปประจำกลุ่ม สำหรับรอบนี้เราได้อยู่กลุ่มสีส้ม มีสมาชิกชาวต่างชาติจากจีน ฮังการี อียิปต์ ไทย ญี่ปุ่น และลูกครึ่งญี่ปุ่นเกาหลี รวมเจ็ดคน ในกลุ่มเราก็มีอาสาสมัครที่เป็นคุณลุงอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ ด้วยล่ะ

ได้เวลาพอสมควร คุณโยโย่ก็เรียกมาพูดคุยเพื่อบรีฟงานคร่าวๆ ว่าต้องทำอะไรบ้าง คุณโยโย่ก็แนะนำด้วยว่า ให้ถ่ายรูปเยอะๆ ด้วยนะเออ (ด้วยกล้องถ่ายรูปประจำกลุ่มนั่นล่ะ) คุยงานกันเสร็จเรียบร้อยก็มีเวลาอีกนิดหน่อยก่อนเด็กๆ จะมาตอนแปดโมง

พอแปดโมง เด็กๆ ก็เริ่มทยอยมาที่สวนอุเอโนะ เราก็ค่อยๆ รับเด็กเข้ามาในกลุ่ม เด็กๆ ที่มาถึงก็จะมีป้ายชื่อของตัวเองที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม และไม่ได้มีมาแผ่นเดียวด้วยล่ะ ! พอได้เวลาสมควรก็ขึ้นรถบัสออกไปค่ายที่จังหวัดอิบาระกิ ที่ Mitsukaido Asunaro no Sato

11178343_10152767578880811_7883774973764555372_n  11182147_10152767578935811_6011154364185848407_n

ป้ายประจำกลุ่ม กับการรวมพลที่สวนอุเอโนะ

ระหว่างบนรถ เราก็มีการแนะนำตัวอาสาสมัครเป็นภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งภาษาญี่ปุ่นอันกระท่อนกระแท่นของเราก็หนุนนำให้แนะนำตัวได้ล่ะวะ) ระหว่างทางก็มีจุดพักรถด้วย หน้าที่เราก็ต้องดูแลเด็ก รวมพลเด็กก่อนและหลังเข้าห้องน้ำและพาขึ้นรถอย่างปลอดภัย บนรถเราก็เจอกับพี่อิ๊บ ที่เป็นพี่คนไทยอีกคน อยู่กลุ่มข้างกันพอดี (จริงๆ เห็นหน้าค่าตามากันตั้งแต่ทริปสกี TSAJ / กันธรทัวร์ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จัก)

ระหว่างบนรถ เด็กๆ ก็กินขนมขบเคี้ยวกัน ในอีเมลล์ที่เราได้รับมาก็บอกให้เราเตรียมพวกขนมขบเคี้ยวไว้แลกกับเด็กๆ ด้วย ซึ่งเราก็แลกขนมกับเด็กๆ เด็กๆ ก็แลกกับเราด้วยล่ะ กินๆ คุยๆ เล่นๆ ไป ระหว่างนั้นเราก็ต้องเตรียมป้ายชื่อของเราประมาณสิบใบเพื่อไว้ทำกิจกรรมต่อไป บอกตรงๆว่าโคตรเมาหัว (เพราะเขียนมันบนรถ ฮืออ) หลังจากที่นั่งอยู่บนรถอย่างมึนหัว ก็เดินทางถึงค่ายสักที !

พอถึงค่าย เด็กๆ ก็เข้าไปที่ห้องโถงสำหรับทำกิจกรรม และเริ่มกิจกรรมแรก คือกิจกรรมแลกป้ายชื่อ !! เด็กๆ ได้รับการชี้แจงให้เตรียมป้ายชื่อ ตกแต่งอย่างสวยงามมาคนละประมาณสิบใบ อาสาสมัครก็สาธิตวิธีการแลกป้ายชื่อ ซึ่งต้องแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ เราก็แลกกับเด็กๆ และก็ได้ป้ายชื่อน่ารักๆ มาด้วย

สิ่งที่สังเกตอย่างหนึ่งคือ เด็กๆ ที่นี่จะมีรองเท้าพิเศษสำหรับใส่ในห้องโถงด้วย เป็นทำนองว่า เดินข้างนอกใช้รองเท้าคู่นึง พอเข้าห้องโถง ก็จะเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าใส่ในห้อง

11151017_10152767579000811_8183629182038071826_n  11125498_10152774545055811_1244147367_n

อาสาสมัครสาธิตการแนะนำตัว ส่วนด้านขวาคือบรรดาป้ายชื่อที่ได้มาจากเด็กๆ

เสร็จจากกิจกรรมแลกป้ายชื่อ ก็เป็นกิจกรรมฝึกการ conversation เด็กๆ ก็จะได้รับภารกิจให้ไปแนะนำตัวกับพี่เลี้ยงเป็นภาษาอังกฤษตาม guideline คร่าวๆ อาสาสมัครก็ทำหน้าที่คุยกับเด็กๆ กระตุ้นให้เด็กๆพูดไป

11150645_10152767579130811_5996421305373527790_n

เด็กๆ เขียนชื่อใบกิจกรรม พี่เลี้ยงก็แนะนำว่าต้องทำยังไงบ้าง

เสร็จกิจกรรมนี้ก็ไปเก็บกระเป๋าที่ห้องโถงเก็บกระเป๋า และไปกินข้าวเที่ยง ซึ่งก็เตรียมไว้อย่างโอเคเลย (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา แหะๆ) หลังจากตอนเที่ยงเด็กๆ ก็วิ่งเล่นตามประสา พี่เลี้ยงอย่างเราก็ต้องวิ่งๆ ดูๆไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็ก

11121671_10152774575035811_24636761_n 10245592_10152767579310811_2097749587770555305_n

ความซุกซนของเด็กญี่ปุ่น ที่ไม่ต่างกับเด็กไทยเท่าไหร่ (ลุงเหนื่อยแล้วลูกเอ๋ยยยย) กับบรีฟกิจกรรม Sticker Tag

พอถึงเวลาตอนบ่าย ก็เป็นกิจกรรมให้เด็กๆ เต้นประกอบเพลง (น่าจะให้เด็กๆ สนุกๆ พร้อมเพรียงก่อน) จากนั้นก็ไปสู่กิจกรรมกลางแจ้ง นั่นก็คือ Sticker Tag! กิจกรรมนี้จะให้พี่เลี้ยงวิ่ง แล้วให้เด็กๆ วิ่งไล่แตะเราเพื่อเอาสติกเกอร์สีไปติดในใบงาน (ซึ่งในใบงานก็จะมีให้แยกสีเป็นภาษาอังกฤษด้วย) หลังจากเด็กแตะเราได้แล้ว ต้องพูดประโยคเพื่อขอสติกเกอร์เป็นภาษาอังกฤษ กิจกรรมนี้เด็กๆ ก็สนุก ส่วนเราหรอ… ก็สนุกกกก แต่เหนื่อยยยยยยยย (เพราะไม่ได้วิ่งแบบนี้มานานมากแล้ว) วิ่งไปประมาณสองสามรอบ ก็มีให้เบรคกัน เด็กๆ เตรียมกระติกน้ำส่วนตัวกันมา ส่วนอาสาสมัครนั้น ทางทีมงานเตรียมน้ำ ขนมขบเคี้ยวเล็กๆไว้ให้ มีกิจกรรมให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มไป และมาฝึกกันว่า อันนี้คืออะไร What is this… this is ….. เสร็จกิจกรรมก็ได้เวลาเก็บของเข้าที่พัก

11036079_10152767579400811_6403969849563835826_n11050850_10152767579530811_3024407240343347456_n

ที่พักที่นี่ก็เป็นสไตล์เรียวคังญี่ปุ่น จะว่าไปที่รีสอร์ทนี้นี่ก็เป็นอารมณ์รีสอร์ทญี่ปุ่นแบบจัดค่ายอยู่เหมือนกัน ห้องน้ำก็เป็นห้องน้ำรวม อาบน้ำรวม สำหรับการพักนั้นเราก็จะพักกับเด็กในกลุ่ม กับอาสาสมัครที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ถึงที่ห้องพักก็ช่วยกันจัดที่นอน (แต่เหมือนตรูจัดอยู่คนเดียว ละก็มีเด็กๆ มาช่วยนิดหน่อย) หลังจากเสร็จแล้วเด็กๆ ก็วิ่งเล่นไล่แตะกันสักพักที่ระเบียงห้องนอน ก่อนถึงเวลาไปกิจกรรมต่อไป

กิจกรรมหลังจากเข้าที่พักเสร็จแล้ว เราก็พากันไปชมธรรมชาติที่สวนสัตว์เล็กๆ ตามอัธยาศัย เราก็ดูแลเด็กๆ ไป จนได้เวลาสักพักก็ไปสู่ ลานปิ้งบาร์บีคิว !

10373776_10152767579630811_8927272372205881354_n 10659344_10152767579795811_9052906902539013208_n

จากสวนสัตว์เล็กๆ เราก็เดินเท้าไปยังลานปิ้งบาร์บีคิว หน้าที่เราก็คือปิ้งบาร์บีคิวให้เด็กๆ ในกลุ่ม (และเราๆอาสาสมัคร) ซึ่งก็อร่อย เพลิดเพลินมากทีเดียวล่ะ พอปิ้งเสร็จกันสักพักเด็กๆ ก็เริ่มเล่นๆ วิ่งๆ เต้นๆ เพลงฮิตของเด็กน้อยตอนนี้ก็เพลงการ์ตูนนี่ล่ะ

(เพลงนี้นี่ฟังบ่อยมากเวลาไปดองกี้โฮเตแถวบ้านชั้นสี่ T_T) ซึ่งเด็กน้อยเต้นอย่างพร้อมเพรียงมาก

11159522_10152767580080811_3674032489634103838_n 11169875_10152767580045811_7832195730745188557_n 11102714_10152767579910811_4126792942357383421_n

บาร์บีคิว ผักปิ้ง โอนิกิริปิ้งให้อารมณ์ข้าวจี่เมืองเหนือมาก (อยากกินข้าวจี่ T_T)

เสร็จจากปิ้งบาร์บีคิว ก็เก็บเตาเพื่อเข้าสู่กิจกรรม camp fire! กิจกรรมนี้นี่ก็วุ่นๆ เรานิดหน่อย ในกลุ่มเราจะมีเด็กอยู่คนนึงที่ซนโคตรๆ ชื่อน้องชื่อเคนบอย (หน้าตาลูกครึ่ง มารู้ทีหลังว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) เวลามีกิจกรรมก็จะชอบมาเล่นๆ กวนๆ ตามประสาเด็ก ปัญหามันคือ ตอนที่กำลังรวมแถวหลังจากบาร์บีคิว น้องหายไปไหนไม่รู้ !!! เอาล่ะ ก็ได้เวลาไปตามหา เราเองก็วิ่งไปตามหารอบๆ ค่าย (เอ๊ะ มันจะตกดอยไหมเนี่ย) เดินดูรอบๆ ไปกับอาสาสมัครอีกประมาณสองคนเพื่อไปหาเด็กๆ หาอยู่นานก็ไม่เจอสักที เลยลองเดาดูว่าเด็กน่าจะกลับไปที่บ้านพักรึเปล่า (ก่อนหน้านี้น้องใส่เสื้อกล้าม แต่ตกเย็นคงหนาว) เดินไปสักพักก็เจอตาเคนบอย กับเด็กๆ สามสี่คนไปกับพี่เลี้ยงกลุ่มอื่นเพื่อไปเอาเสื้อแขนยาวนั่นเอง (แล้วเอ็งก็ไม่มาบอกเรา หลอกให้นอยยย)

กลับไปถึงที่แคมป์ไฟก็เข้าสู่กิจกรรมเต้นๆ ที่แคมป์ไฟ (นึกถึงเพลง พอฤกษ์งามยามได้เวลา เชิญเทพบนฟ้าทุกทิศลงมาร่วมเป็นพยานนน เลยทีเดียว) กำลังนั่งผิงไฟ (ท่ามกลางอากาศสบายๆ) เราก็ถูกจี้ๆ สะกิดๆ จากคุณโยโย่ให้ไปเป็นผีมาหลอกเด็กๆในกิจกรรมต่อไป !

11164557_10152767580140811_5336975884882324563_n 11156361_10152767580195811_8118457854851191840_n

กิจกรรมหลังจากแคมป์ไฟคือกิจกรรม Scary night คือให้เด็กๆ เดินผจญภัยยามค่ำคืน แล้วเราก็ใส่หน้ากากผีแกล้งมาหลอกเด็ก เราก็ได้รับหน้าที่ให้หลอกเด็กๆ อยู่หลังพุ่มไม้ ไฟในค่ายถูกปิด เราก็หลอกสำเร็จหนึ่งกลุ่ม ด้วยความย่ามใจก็คิดว่าจะสำเร็จ ปรากฏว่าแสงไฟเห็นมาเป็นตัวๆ โดนเด็กรุมตื้บเลยทีเดียว แทบสลบบบ T__T กลุ่มหลังๆ ก็เนียนมั่งไม่เนียนมั่ง

จนเสร็จกิจกรรม เราก็นึกว่ายังไม่เลิก จนกระทั่งเด็กเดินๆมา ก็ส่งเสียงจะหลอกเด็กอีกรอบ ปรากฏว่าพอส่งเสียงไป กลับมีเสียงถามว่า มีใครอยู่ตรงนั้นไหม ลางสังหรณ์เราดีก็ อื้ม ทำไมหรอ … รู้อีกทีคือ กิจกรรมเสร็จแล้ว เด็กๆกำลังกลับที่พัก ช๊อคแป้บนึง -.-” เกือบได้นอนเฝ้าสวนค่ายละสินะ

กลับมาจากแคมป์ไฟ เราก็ส่งเด็กไปอาบน้ำ เราเองก็อาบน้ำด้วยตามสไตล์ญี่ปุ่น จากนั้นก็ประชุมสรุปงาน (แบบคร่าวๆ) และชี้แจงกิจกรรมว่าพรุ่งนี้มีอะไรบ้าง เสร็จประชุมก็นั่งคุยกับเพื่อนกลุ่มอื่น ต่อด้วยปาร์ตี้เล็กๆ นั่งคุยกันกับอาสาสมัครคนอื่นๆ กันไป เข้านอนก็เกือบๆ เที่ยงคืนละ

ก่อนจะแอบไปปาร์ตี้กับอาสาสมัคร เราก็ปิดไฟห้องนอนให้เด็ก เด็กๆ ถามขอยืมไฟฉาย แต่เราไม่มี ฟังไม่ออกว่าเด็กขอยืมไปทำไม ไปยืมคุณโยโย่แบบไม่มีเหตุผลคุณโยโย่ก็ไม่ให้ยืมแหะ (เค้ากลัวเด็กแอบออกไปเล่นข้างนอก) ไปเจอพยาบาลอาสาสมัครชาวญี่ปุ่น เลยให้มาช่วยแปลให้ ปรากฏว่าเด็กๆ ขอยืมไปเล่าเรื่องผีเล่นกันในห้อง -.-” เด็กๆโดนพยาบาลดุเลยย ~~

26 เมษายน 2015

ตื่นแต่ตีห้าเพราะปวดฉี่ เด็กๆ ก็ตื่นพอดี เลยพากันไปเข้าห้องน้ำ เราก็กลับมานอนต่อ ก็แทบจะไม่ได้นอนเท่าไหร่เพราะเด็กก็คุยกันจ้อกแจ๊ก (ลืมบอกว่าที่ห้องนอนนี่ เด็กเล็กมีอยู่สี่คน ที่เหลือพี่เลี้ยงอีกสาม) พอหกโมงที่เป็นเวลาปลุกปุ๊บ เด็กน้อยตะโกนปลุกเราเลย หกโมงแล้วววววว คุณลุงอาสาสมัครอีกคนที่อยู่กลุ่มเดียวกันนี่โดนเด็กกระโดดทับปลุกเลยจ้าาาา… หกโมงกว่าๆ ก็เก็บของ เก็บที่นอน เก็บสัมภาระ แล้วไปออกกำลังกายยามเช้า จากนั้นก็ไปกินข้าวกัน

ที่นี่เหมือนมีเพลงออกกำลังกายแบบเป็น pattern เลย (เหมือนเคยได้ยินใน Battle Royale I ตอนฉากที่ครูคิตาโนะออกไปเต้นคนเดียวก่อนพระเอกกับนางเอกไปหาที่โรงเรียน)

10438554_10152767580235811_7145071374711449843_n

ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ก็ไปกินข้าวเช้ากัน ก่อนที่จะเข้าสู่กิจกรรมตอนเช้าต่อไป

กิจกรรมตอนเช้ากิจกรรมแรกวันนี้ เป็นกิจกรรมเรือโจรสลัด เกมส์ก็เป็นแนวๆ วิ่งกระสอบ (แต่วิ่งด้วยถุงอิเกีย) พอไปถึง ก็ต้องขอเป่ายิ้งฉุบกับพี่เลี้ยงที่เฝ้าอยู่เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าเป่ายิ้งฉุบชนะก็จะได้ลูกบอลกลับมา ถ้าแพ้ก็โดนปั่นจิ้งหรีดพร้อมกลับมามือเปล่า เราก็ถ่ายรูปเด็กๆ ในกลุ่ม คอยเชียร์อัพ ระหว่างนั้นตาเคนบอยก็บ่นแบบ ร้อน ไม่ไหวแระ… เลยต้องพาไปหาพยาบาล (ซนจริงๆ)

11152683_10152767602665811_4178522848851829537_n 11150890_10152767602585811_2814743543377295905_n

เสร็จกิจกรรมนี้ก็เป็นกิจกรรมกลุ่มอีกกิจกรรม คือ Parachute แต่ละกลุ่ม (สามกลุ่ม) จะมีผ้าใบหนึ่งผืน เพื่อช่วยกันตึงๆ แล้วดึงลูกบอลให้ขึ้นไปสูงๆ หรืออาจจะเซตตัวให้กลายเป็นเต็นท์เห็ดก็ได้ เสร็จกิจกรรมก็สลับกับอีกกลุ่ม จะวิ่งเล่น ถ่ายรูปเล่นก็ตามสบาย

11017526_10152767602185811_2740213526800962553_n 11013438_10152767602735811_4784248337159976633_n

พาราชู้ต กับกลุ่มเรา (ที่นอนถ่ายรูปกลางแดด)

วีดีโอเผื่อนึกภาพไม่ออก

เสร็จจากกิจกรรมกลางแจ้ง เราก็เข้าสู่กิจกรรมคำศัพท์ เด็กๆ ก็จะมีคำศัพท์มาให้เลือกจับคู่กับคำแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นกิจกรรมเด็กเล็กตัวกิจกรรมก็ไม่ได้ยากเกินไป เราก็ต้องคอยชี้แนะให้เด็กๆ เขียนภาษาอังกฤษ (คำศัพท์ก็เช่น Cherry Blossom, Camp fire บลาๆ) เสร็จจากกิจกรรมนี้ก็ให้เด็กๆ เล่นเกมส์วิ่งไล่จับ โดยคราวนี้เราเป็นฝ่ายวิ่งไล่แตะเด็กบ้างล่ะ เด็กที่ถูกแตะก็ต้องไปอยู่ในวงเหมือนโดนจับ เกมส์นี้พี่เลี้ยงก็เตี๊ยมกันอย่างดี มีแผนกันว่าจะจับยังไง สนุกเลยล่ะ

เสร็จจากกิจกรรมนี้ก็กินข้าวเที่ยง หลังจากข้าวเที่ยงก็มีกิจกรรมให้เด็กๆ เขียนโปสการ์ดกลับบ้านว่า ได้เรียนรู้อะไรจากค่ายบ้างเป็นภาษาอังกฤษ (เนื่องจากยังเป็นเด็กเล็ก ภาษาอังกฤษก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะเขียนตามประโยคที่เค้าเตรียมไว้ให้แล้วล่ะ) จากนั้นก็เสร็จกิจกรรม มีพยายามทำซึ้งด้วยนิดหน่อย (แต่ก็ไม่ซึ้งพีคแบบกิจกรรมค่ายบ้านเรานะ 555) แล้วก็เก็บของกลับบ้านกัน

11174813_10152767603085811_7920216172288723693_n 11196337_10152767603140811_3824046643802028653_n

เขียนโปสการ์ด และถ่ายรูปกันก่อนแยกย้าย ~

จริงๆ ควรต้องกลับสักสี่โมงเย็นตามกำหนดการ เหมือนตอนแรกจะออกไวกว่าชั่วโมงนึง แต่ก็ไม่ไวอยู่ดี เพราะว่าสตาฟบางส่วนเคลียร์สถานที่ กระจายแจกของที่เด็กๆ ลืมไว้ อาทิ รองเท้าใครหายยย เสื้อใครหายยยย กว่ารถจะออกก็เกือบๆ สี่โมง

ประมาณสี่โมงนิดๆ แวะพักรถที่จุดจอดรถ ปรากฏว่าหลังจากพักรถเสร็จ รถติด ไปไหนไม่ได้สักที เหมือนจะอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง กว่ารถจะออกก็เกือบหกโมง ตามกำหนดการแจ้งให้ผู้ปกครองมารับประมาณหกโมง ปรากฏว่าสักห้าโมงครึ่ง สตาฟต้องไล่โทรไปหาผู้ปกครอง และแจ้งเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง กว่าจะถึงสวนอุเอโนะก็ประมาณทุ่มกว่าๆ รวมเด็กๆ อีกหน่อยและแยกย้ายจากกัน (ตรูได้เห็นหน้าพ่อแม่ตาเคนบอยก็ตอนส่งเด็กกลับนี่ล่ะ 555)

เสร็จจากส่งเด็กกลับ คุณโยโย่ก็เรียกพี่เลี้ยงมารวมกัน ขอบคุณๆ กันไป และก็ถ่ายรูปรวมอาสาสมัครกัน เป็นอันเสร็จกิจกรรมค่ายอย่างสมบูรณ์ ส่วนอาสาสมัครก็ขอเฟสบุคกันไป เป็นอันจบค่ายภาษาอังกฤษสุดสนุกและเหนื่อยอย่างสวยงาม ~

11111603_1056109281083072_2684901678384381921_n

**************************************************************************

KM (Knowledge Management) ประจำตอนนี้ (ยาวหน่อยขออภัย)

จากการมาค่ายนี้ เราได้ข้อสังเกตอะไรหลายๆ อย่างพอสมควร แยกจำแนกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. ความเหมือนและความต่างของเด็กไทยและเด็กญี่ปุ่น

มีเพลงของเฉลียงที่เคยบอกว่า “เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังสวยงาม เป็นเพียงแค่สงคราม ความเดียงสาเท่าเดิม” นี่ล่ะธรรมชาติของเด็ก จากการสังเกตเด็กทั้งค่ายที่ญี่ปุ่น และค่ายที่ไทย เด็กเล็กๆ ที่ญี่ปุ่นและที่ไทยก็ดูมีความไร้เดียงสา มีจินตนาการ มีความซนที่พอๆ กัน แต่เราสังเกตว่า พอเริ่มเป็นเด็กโต ด้วยระบบการศึกษา ก็ทำให้ความเดียงสาของเด็กๆ ไทย ค่อยๆ หายไป เรายังนึกถึงสมัยก่อนที่เราได้วิ่งเล่นอย่างสนุกสนานในวันหยุด ในขณะที่เด็กยุคใหม่นี่ต้องไปกวดวิชากันตั้งแต่ยังเด็กยังเล็ก ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงน่าเป็นห่วงสำหรับเด็กไทยมากๆ

อีกอย่างที่เราสัมผัสได้คือ เด็กญี่ปุ่น (ถึงแม้จะเด็กเล็ก) มีความรับผิดชอบในตัวเองสูงมาก (ไม่นับรวมเคสลืมของหาย แหะๆ) อาทิ ถึงเวลากิจกรรม เด็กๆ ก็เต็มที่ เด็กๆ สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องบอกว่า กินข้าวน้าาา พอกินข้าวเสร็จเด็กๆ ก็ช่วยกันรวมจานแล้วเอาจานไปเก็บ ถึงเวลารวมแถว บอกแค่ครั้งเดียวเด็กๆ ก็มาเข้าแถวอย่างเรียบร้อยละ อาบน้ำอาบท่า เด็กๆก็ทำได้ด้วยตนเอง…

ที่เราสังเกตจากชีวิตประจำวันทั่วไป เช่นเวลาปั่นจักรยานไปมหาวิทยาลัย บ่อยครั้งเราจะเห็นครูโรงเรียนอนุบาล พาเด็กๆ เดินออกไปข้างนอก เป็นต้นว่าไปเล่นที่สวน (อันนี้เดา แต่ไม่รู้ว่าไปไหนอะนะ) ในการเดินของเด็กก็จะไปอย่างเรียบร้อย เด็กที่เล็กๆหน่อยครูก็จะพากันนั่งรถเข็น (นึกอารมณ์รถเข็นซุปเปอร์มาเก็ตละกัน) แล้วไปกันเป็นหมู่คณะอย่างเรียบร้อย นี่แสดงให้เห็นถึงการปลูกฝังการมีระเบียบวินัย การรู้หน้าที่ของเด็กตั้งแต่ยังเล็ก จึงทำให้ประเทศนี้ได้รับการชื่นชมเกี่ยวกับการมีวินัยมาก ดังภาพที่เราเห็นอยู่อย่างเสมอ

เรื่องการแบ่งปัน เด็กที่นี่จะถูกสอนให้รู้จักแบ่งปัน สังเกตได้จากการแบ่งขนมกันกิน ทุกคนจะเตรียมขนมมาจากบ้าน พอมาบนรถ เด็กๆถึงจะไม่รู้จักกัน ก็จะมารู้จักกันผ่านการกินขนม นั่นคือเด็กๆ ก็จะแลกขนมกัน แล้วก็คุยเฮฮาสไตล์เด็กๆ ไป นี่คือสิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่คนไทยน่าจะสอนเด็กๆ บ้างนะครับ

แต่สิ่งที่เรามาเห็นแล้วก็ช๊อคนิดนึง ด้วยวัฒนธรรมที่นี่ เด็กๆ ก็เล่นกับผู้ใหญ่แรงเหมือนกัน อาทิ ตาลุงอาสาสมัครนี่ โดนเด็กกระโดดทับ หรือเอาเท้าจิ้มๆ ตาลุง แต่ก็ไม่แปลก เพราะเราก็เห็นตาลุงก็แหย่เด็กด้วยทีนเหมือนกัน (อันนี้คือความอึดอัดใจ) อีกอย่างที่เห็นคือ ตอนเรานั่งรถขากลับ เด็กข้างๆเราก็ปีนป่ายเก้าอี้นั่งบนรถอย่างเมามัน เท้าแทบจะแหย่ไปที่หัวอาสาสมัครคนที่นั่งหน้าเราละ ไม่รู้จะบอกยังไง เลยบอกว่า あぶない (แปลว่าอันตราย) แต่จริงๆ เราก็ถืออยู่เหมือนกัน มาคุยกับพี่อิ๊บ เลยเข้าใจว่าอาจเป็นวัฒนธรรมที่ต่างกัน เพราะว่ากลุ่มพี่อิ๊บมีคนฟิลิปปินส์ พอเค้าเห็นเด็กเอาเท้าไปเล่นแบบนั้นก็รีบเตือนว่า ไม่ดีนะๆ (วัฒนธรรมเราอาจจะคล้ายๆ กับฟิลิปปินส์) ก็ช๊อคกันไป (จริงๆ ญี่ปุ่นนี่มีมุมมืดอยู่หลายมุมนะ อาทิพวกปัญหาในโรงเรียนมัธยม การแกล้งกัน แต่ตรงนี้เรายังไม่เห็นปัญหาโดยตรงเลยอาจจะยังเล่าให้ฟังไม่ค่อยได้ ไว้จะมาเล่าให้ฟังถ้าเจอหรือพบเห็น)

2. การบริหารจัดการค่าย

ค่ายนี้หลักๆ มีคนประสานงานอยู่เพียงสองคน คือคุณโยโย่ กับอีกคน ซึ่งก็เหมือนจะกระจายงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าคุณโยโย่ไม่กล้าใช้อาสาสมัครมากนัก ในขณะที่ในค่ายจะมีอาสาสมัครชาวอินเดียที่สามารถเอ็นเตอร์เทนเด็กได้ บ่อยครั้งเราก็จะเห็นอาสาสมัครชาวอินเดียนี่แอบแย่งซีนคุณโยโย่อยู่เหมือนกัน (ดูละก็ขัดๆ อยู่นิดๆ เราก็คิดในใจว่า ทำไมไม่ให้คนนี้ทำหน้าที่เป็นสันทนาการไป แล้วก็ค่อยเป็นคนเชื่อมกิจกรรม จะได้ไม่แย่งซีนและไม่ขาดตอนกัน)

การบรีฟงานส่วนใหญ่เป็นการบรีฟแบบหลวมๆ บางทีก็บรีฟเอาหน้ากิจกรรมเลย (ถ้าเรียกแบบไทน์ เรียกว่าเป็นกิจกรรมแบบ world class เลยทีเดียว ฮาาาา) แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะว่าเฮดหลักมีอยู่แค่สองคน การแก้ปัญหา ถ้าบรีฟละเอียดกว่านี้ก็น่าจะช่วยให้กิจกรรม smooth มากขึ้น แต่การมีเฮดหลักแค่สองคน ทำค่ายให้รอดมาจนจบได้นี่ก็สุดยอดอยู่นะ

นึกถึงกิจกรรมบ้านเรา เวลาทำค่ายทีนึงเราก็ประชุมงานกันเยอะมาก ทั้งประชุมเตรียมตัว ประชุมก่อนค่าย ประชุมสรุปงานประจำวันกันแบบละเอียดสุดๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเลยทีเดียว (แต่ประชุมเยอะบางทีก็น่าเบื่อหน่อย หากกระชับการประชุมได้ก็เป็นการดี 🙂 )

แต่สิ่งที่ต้องชมก็คือการเตรียมตัวแบบญี่ปุ่น ที่กล่าวไว้ตอนแรก แต่ละกลุ่มก็จะมีการรวมข้อมูลมาเป็นอย่างดีในแฟ้ม มีข้อมูลเตรียมพร้อมก่อนค่าย แยกๆ เป็นกลุ่ม ข้อมูลที่นี่ละเอียด เป็นต้นว่า แพ้อาหาร เป็นโรคอะไรมาบ้าง (อันนี้จริงๆ บ้านเราก็มี แต่อาจจะไม่ได้ดูละเอียดขนาดนั้น) ซึ่งก็เป็นมาตรฐานแบบญี่ปุ่นที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง

**************************************************************************

สรุปแล้วค่ายนี้ทำให้เราได้รับประสบการณ์ที่ดีมากมาย ได้เรียนรู้สิ่งที่เหมือนและแตกต่าง ได้ปล่อยแก่ ได้เหนื่อย (โดนเด็กกระโดดเกาะหลัง วิ่งขี่ม้าส่งเมือง TT)  ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่จากนานาประเทศ ได้ติดหวัดกลับมา (กลับมานี่ไม่สบายเลย TT) สรุปก็สนุกและเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ กะไว้ว่าถ้าเคลียร์งานเสร็จก็จะหาโอกาสไปอีกเท่าที่เวลาและโอกาสจะอำนวย ~

ตอนนี้ยาวหน่อย ขอบคุณที่ทนอ่านครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหร๊ออออออ)

โฆษณา

เรื่อยไปในโตเกียว 10 : สโลวีเนียยยยยยยย ~

เมื่อการตั้งวิสัยทัศน์ครั้งก่อน ในสรุปชีวิต และเป้าหมายประจำปี 2015  เราได้ตั้งไว้ว่า อยากไปงาน Conference ที่สโลวีเนีย จนสุดท้ายก็ได้ไปสักที (เย่)

จริงๆ เราต้องเขียนเรื่องนี้ ก่อนบล๊อกเรื่อง สรุปหนึ่งปีในโตเกียว แต่ขี้เกียจ เลยลัดคิวไปก่อน มาถึงคราวนี้ก็น่าจะได้เวลาพอสมควรแล้วที่จะมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับประสบการณ์การไปยุโรปครั้งแรก (ด้วยเงินของมหาวิทยาลัย แหะๆ -.-“) ในส่วนนี้เราเคยได้เขียนมาก่อนแล้วใน Facebook ส่วนคำอธิบายอัลบั้มรูป แต่เนื่องจากว่าในนั้น ยังขาดตกรายละเอียดไปพอสมควร (เพราะขี้เกียจ) เราก็เลยมาเล่าสู่กันฟังในรายละเอียดในบล๊อกนี้เลยก็แล้วกัลลลล ~

ปล. จริงๆ ชื่อตอนมันมีข้อขัดแย้ง เพราะว่าเราไปสโลวีเนีย ไม่ใช่โตเกียว แต่เนื่องจากเรื่องที่สโลวีเนีย มาจากการเรียนที่โตเกียว จึงพอจะ imply ได้ว่ามันคือเรื่องในโตเกียวนั่นแหละน่าาาาา

*********************************************************************************************

สำหรับอัลบั้มรูปทั้งหมดตามวาร์ปไปได้ที่ Album 1 และ Album 2 (ตั้ง privacy ไว้ ถ้าไม่ได้เป็นเฟรนด์ก็น่าจะดูไม่ได้ ยังไงก็ add facebook มาละกันนะครับถ้าสนใจ ฮี่ๆ)

รูปในบล๊อกนี้บางส่วนก็ก๊อปมาจาก facebook อีกที บางส่วนก็อัพเพิ่มจากรูปมือถือ น่าจะไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ก็แทรกๆ ไว้พอเป็นสีสันของเรื่องราว (รูปสวยๆ ตามดูเอาใน facebook นะ ~)

*********************************************************************************************

บันทึกการเดินทางจากการประชุมวิชาการ The European Workshop on Computational Geometry 2015 (EuroCG2015)
ณ Ljubljana, Slovenia 14-20 March 2015

แรกสุดตอนสมัครไปงานนี้ ก่อนหน้านั้นเรากะจะสมัครไปงานที่ Netherlands งาน SoCG แต่สุดท้ายไม่ทัน deadline เพราะผลมันเฟล อาจารย์เลยถามให้ไปงานที่สโลวีเนียแทน แรกพบสบตาที่อาจารย์เห็นประเทศนี้ อาจารย์ก็ถามก่อนเลยว่า คุณ OK ไหมถ้าจะไปประเทศนี้ (อารมณ์อาจารย์คือ ประเทศอะไรเนี่ย ไม่รู้จัก) เราก็บอกไปว่า ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา 😀 (เรื่องไปเที่ยวนี่บอกมา 555)

หลังได้ตอบรับแล้ว อาจารย์ก็มาถามด้วยความแน่ใจอีกรอบว่า นี่สรุปจะไปใช่ไหม …เราก็งงนิดนึงว่าเอ๊ะ หมายความว่ายังไง… อ.ก็บอกว่า ลองถามเพื่อความชัวร์เฉยๆ เอาว่ะ ไปก็ไป ลุยยยย!

เรื่องเล่าเล็กๆ เกี่ยวกับเตรียมเอกสาร

หลังจากที่เราได้ผลตอบรับจากงานประชุมที่ Slovenia แล้ว สิ่งที่เราต้องเตรียมก็คือ อภิมหาเอกสารต่างๆ นาๆ เนื่องจากเราเป็นคนไทย ใจกตัญญู  -.-” (เดี๋ยวออกทะเล) การเข้าไปโซนยุโรปก็ไม่สามารถเข้าไปได้ง่ายๆ หรอก สิ่งที่เราต้องมีก็คือ เชงเก้นวีซ่า….

เนื่องจากเรามาอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่แล้ว เราก็เริ่มงงๆ ว่าเราต้องทำยังไงดีกับวีซ่านี้ สืบสาวราวเรื่องจนรู้ว่า เราต้องทำวีซ่าที่สถานทูตสโลวีเนีย (ซึ่งโชคดีที่ว่าที่โตเกียวก็มีสถานทูตตั้งอยู่พอดี) การจะทำวีซ่าได้นั้นก็ต้องมีเอกสารยาวยืดเลยทีเดียว (รายละเอียดอยู่ที่ http://tokio.veleposlanistvo.si/index.php?id=4055&L=1) ซึ่งเราก็ต้องจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม จองนู่นนี่นั่นมากมาย จริงๆ เราไปจ่ายทีหลังก็ได้ แต่เนื่องจากเขาบอกว่าเราต้องมีเอกสารการจ่ายเงิน เราก็เลยต้องออกเอง จ่ายค่าโอนไปที่สโลวีเนีย (ค่าโอนเงินจากนี่ไปนั่นก็แพงด้วย ค่าโอนนี่ได้ค่าโรงแรมคืนนึงเลย) แต่โชคดีที่เบิกได้ (เรื่องเล่าเม้าท์ในแลปเคยเล่าไว้)

อันที่จริงเราก็มีความคุ้นเคยจากความวุ่นวายของเอกสารมาเยอะ (อ่านได้ใน เตรียมตัวเก็บกระเป๋า ตอนมหากาพย์เอกสารได้) ก็มีความชินในระดับหนึ่ง แต่ก็ตื่นเต้นอยู่ดีในเวลาที่ต้องเตรียมเอกสาร และสัมภาษณ์วีซ่า รายละเอียดวีซ่าก็ไม่มีอะไรมาก นัดวันสัมภาษณ์ พอถึงเวลาก็มีคนมาสัมภาษณ์ประมาณว่า รู้งานประชุมนี้ได้ยังไง มีแผนยังไงบ้าง เราก็ตอบๆ ไป สรุปวีซ่าเสร็จได้ภายในหนึ่งวัน -.-” ไวเกินความคาดหมายเลยล่ะ เสร็จแล้วก็ถึงเวลาเตรียมตัวเดินทางสักที

ก่อนไป เราก็วางแผนเที่ยวโดยคร่าวๆ จากทั้ง google แอบดูว่าทัวร์เค้าไปไหนกันบ้าง เปิดดูในแผ่นพับโบร์ชัวร์ (ที่ได้มาจากสถานทูตสโลวีเนีย ซึ่งเค้าบอกว่า หยิบไปได้เลยตามต้องการตอนวันไปทำวีซ่า) ถามโลเรนโซ สหายในแลปผู้อยู่ประเทศอิตาลี ฝั่งที่ติดกับสโลวีเนีย ถามพี่ทอมมี่ รุ่นพี่ชาวอิตาลีในแลปเกี่ยวกับแท๊กซี่สนามบิน และพี่ตูนธวัฒชาติ (เผอิญเราเห็นพี่ตูนเพิ่งกลับมาจากเที่ยวที่สโลวีเนียพอดี เลยถามข้อมูลซะเลย 5555) สุดท้ายก็ได้ข้อมูลมาเพียงพอต่อการไปประชุมวิชาการ และการเที่ยว (จำนวนครึ่งวันกับเสี้ยววัน TT)

ก่อนออกเดินทาง อาจารย์บอกว่า ระวังเนื้อระวังตัวดีๆ (ช่วงนั้นมีข่าวก่อการร้ายที่มีคนจับตัวคนญี่ปุ่นพอดี) และพยายามอย่าออกนอกเส้นทางมากนักนะ -.- (จะออกไปไหนยังไงล่ะนั่นนน นี่แทบไม่มีที่ไหนให้ไปเลยนะครัชชชช)

14 March 2015 ออกเดินทาง

เดินทางออกจากที่ญี่ปุ่นตั้งแต่เที่ยงสี่สิบ เดินทางข้ามเวลามาพบกัน ~ ใช้เวลาประมาณสิบสองชั่วโมง (เทียบเวลาญี่ปุ่นก็ประมาณเที่ยงคืนกว่าพอดี) ด้วยสายการบิน ANA (สะสมไมล์อย่างเมามันเลยทีเดียว lol)

IMG_1258

อาหารบนเครื่อง สไตล์ ANA

IMG_1259 IMG_1260

วิวจากเครื่องบิน (ซ้าย ที่ไหนไม่รู้ ขวา ใกล้ๆ ถึงมิวนิค)

บนเครื่องหรอ… อากาศแห้งมาก T_T ปากเริ่มแตกบนเครื่องบิน แถมยังไม่พอหายใจไม่สะดวกอีกต่างหาก นับว่าทรมานอยู่พอสมควร นอนก็นอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่… เอาวะ อดทนบนเครื่อง นั่งเล่นสุโดคุ Solitare ไปเรื่อยๆ จนถึงที่สนามบิน Munich ตอนประมาณห้าโมงกว่าๆ พอดี ที่นี่ต้องรอเปลี่ยนเครื่องไปที่ Ljubljana กว่าเครื่องจะออกก็สองทุ่มกว่า

ลงจากเครื่อง เข้าไป immigration ของเยอรมันนี่ หน้าตาเจ้าหน้าที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ (จะบอกว่าที่ญี่ปุ่นหรือที่ไทยใจดีกว่าก็ไม่ใช่ เพราะหน้าบึ้งเหมือนกัน สงสัยเป็น characteristics ประจำฝ่าย immigration) ผ่านเข้าเกท connecting flight ที่นี่ตรวจกระเป๋าละเอียดมาก เราถอดเข็มขัดออกละ เอาทุกอย่างที่เป็นโลหะออก เดินเข้า gateway มีเสียงตื๊ดๆ นี่โดนตรวจแบบละเอียดมากแทบจะแก้ผ้ากลางนั้นเลยมั้ง -.- เจ้าหน้าที่เอาเครื่องตรวจทาบๆ ก็มีเสียงติ๊ดๆ ไม่รู้มาจากไหน (สงสัยไฟแรงสูง ชาร์จเครื่องตรวจ :P) ส่วนกล้องถ่ายรูปก็ตรวจละเอียด สงสัยกลัวจะซุกระเบิดเข้ามา

ที่เยอรมันนี่ผู้คนดูต่างจากที่ญี่ปุ่น (ก็แหงละ) จะว่าไปก็คิดถึงบรรยากาศแบบญี่ปุ่นเหมือนกันนะเออ ~ นั่งในสนามบินนี่นึกถึงตอนเรียนภาษาเยอรมันตอนปี 4 ยังไงอย่างงั้น (ถ้าเป็นตอนนั้นอาจจะฟังรู้เรื่องนิดนึง ตอนนี้คืน อ.ไพรวัลย์ไปหมดแล้ว 555)

พอเข้าพื้นที่เชคอินเสร็จเราก็หิวล่ะสิ… ก็หาอะไรกิน เลยได้พิซซ่าถาดใหญ่ๆ มาถาดหนึ่ง พลันคิดว่า เดี๋ยวบนเครื่องก็น่าจะมีเสิร์ฟอาหารต่ออีกน่า

IMG_1261  IMG_3198

(พิซซ่า ราคาหลายยูโร จำราคาไม่ได้ จากนั้นก็รอขึ้นเครื่อง)

ตอนเดินทางมานี่มาเครื่องหรูหรา Airbus เลยทีเดียว (จำรุ่นไม่ได้ ของ ANA) พอเรียกขึ้นเครื่องเท่านั้นแหละ ชักจะเป็นลม เครื่องที่ต้องต่อจาก Munich ไป Slovenia นี่เล็กมากกกก ประมาณรถทัวร์สี่สิบที่นั่งของนครชัยแอร์เลยทีเดียว (นึกในใจว่าตรูจะรอดไหมน้าาา) เป็นเครื่องของ Adria บนเครื่อง แอร์ก็มีอายุหน่อย ประมาณสี่สิบกว่าๆ ห้าสิบได้ แต่นั่งไปแป้บเดียวก็ถึงแล้ว ให้บรรยากาศเหมือนมาเชียงใหม่มากก สนามบินขนาดกระทัดรัดพอกับสนามบินเชียงใหม่เลยทีเดียว (แต่หรูหราแบบสนามบินน่าน)

พอไปถึงก็สี่ทุ่มกว่าๆ ละ ก่อนไปเราได้ให้โรงแรมจอง shuttle bus ไว้ให้ ก็เลยเข้าเมืองด้วย shuttle bus ในราคา 9 Euro ถึงใจกลางเมือง พอดูๆ ไป เมืองเล็กมาก ประมาณจังหวัดน่านเลยล่ะ ~ แต่เป็นเมืองที่ผ่านการรังสรรค์มาเป็นอย่างดี มีระเบียบ และน่าอยู่มาก อีกทั้งดูปลอดภัยมากด้วย ห้าทุ่มแล้วแต่ก็ยังดูสงบอยู่ ถึงโรงแรมเสร็จก็เชคอิน นอนนนน

IMG_3204

ห้องพักหรูหรา ราคา 45 ยูโร ไม่มีแอร์ (แต่อากาศก็เย็นสบายด้วยการเปิดหน้าต่าง)

15 March 2015 Bled, Ljubljana Castle

ในแผนการเที่ยววันนี้ เราจะออกเดินทางไปยัง Bled ที่เป็นเมืองหนึ่งในสโลวีเนีย ไปชมทะเลสาบ ปราสาท จากนั้นก็จะเที่ยวรอบๆ ในเมือง ก่อนไปร่วมงาน Welcome reception ที่ museum ในเมือง

แต่เนื่องจาก jetlag จึงนอนไม่หลับ ตื่นทุกชั่วโมง หกโมงเช้าปุ๊บเลยรีบตื่นไปกินข้าวเช้าที่โรงแรม อาหารเช้าก็แนวๆ ประมาณนี้ล่ะ

IMG_2935

อาหารเช้าของโรงแรม (นึกดูว่าเราต้องกินอะไรอย่างนี้ทุกวัน แต่ก็อร่อยนะ โดยเฉพาะขนมปังเมล็ดทานตะวัน อร่อยอยู่เหมือนกัน)

เคลียร์เอกสารต่างๆ นาๆ กับโรงแรม เป็นต้นว่าพวกใบเสร็จ ยืมบัตรรถเมล์เสร็จ ออกเดินทางไปยัง Bled เราได้ทำแผนไว้ว่า การเดินทางไป Bled จะนั่งรถไฟไป รถไฟจะออกเก้าโมงครึ่ง แต่เนื่องจากตื่นเช้าเกิน เลยเดินเที่ยวรอบๆ เมือง เนื่องจากเป็นตอนเช้า แถมยังเป็นตอนเช้าวันอาทิตย์ด้วย ที่นี่เมืองอย่างกับเมืองร้าง เดินๆไปไม่มีผู้คนสวนทาง แต่เมืองนี้ดูปลอดภัยอยู่นะ…ระหว่างทางไปสถานีรถไฟ สังเกตเห็นว่าเมืองนี้เล็ก เดินทางด้วยเท้าได้สะดวกหน่อย แต่ที่ดูไม่ค่อยสะอาดเรียบร้อยก็กราฟิตี้ที่เขียนเต็มเมืองนั่นแหละ

ไปถึงสถานีรถไฟก็เวิ่นเว้อรอเวลาเก้าโมง รถไฟข้างนอกก็ถูกพ่นด้วยกราฟิตี้ แต่สภาพข้างในนี่โอเคมากๆ

IMG_3273

รถไฟไป Bled เป็นรถไฟวิ่งระหว่างประเทศ? ตอนขึ้นรถไฟก็งงๆ ว่าเราต้องนั่งตู้ไหน เห็นใครๆ เค้าจองกันไว้หมดแล้ว… เลยนั่งมั่วๆ ไป คนตรวจตั๋วมาก็ โอเค นั่งถูกที่แล้ว ด้วยความที่ jetlag ด้วยก็เลยมึนๆ งงๆ จนถึงที่หมาย

นั่งรถไฟไปถึง Bled ก็ต่อรถแท๊กซี่เพื่อไปทะเลสาบ (ค่าแท๊กซี่แพงกว่าค่ารถไฟสามเท่าแหนะ) ถึงทะเลสาบก็เดินชมบรรยากาศอันแสนสวยงาม ซึ่งมีโบสท์ตั้งอยู่กลางทะเลสาบ แต่เนื่องจากเราไม่มีเวลามากพอ เลยได้แต่ถ่ายรูปเล่นๆ แล้วเราก็เดินเท้าขึ้นไปบนปราสาทข้างบน

IMG_3446IMG_3457

(โบสถ์ กับตึกเก่าอะไรสักอย่าง)

ที่ปราสาทข้างบนนี้ ที่นี่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง Bled ทำให้เข้าใจความเป็นมาของคนในพื้นที่นี้ เห็นสภาพปราสาทสมัยก่อน ตั้งแต่ คศ. 1011 มาจนถึงปัจจุบัน ถ่ายรูปอย่างเมามันจากด้านบน (ไปดูเพิ่มเติมที่ fb ต่อละกันนะ lol)

IMG_3493 IMG_3487

ทางเข้าปราสาท กับบัตรเข้าปราสาทราคา 9 ยูโร

IMG_3556 IMG_3553

พิพิธภัณฑ์บนปราสาทที่ Bled

IMG_3529

วิวจากข้างบน จะว่าไปมันจะสวยมาก ถ้าท้องฟ้าเป็นใจกว่านี้ T_T

เดินเต็มอิ่มสักพัก ก็ถึงเวลาเดินทางกลับไปในเมือง ขากลับตอนแรกก็จะกลับรถไฟ แต่เผอิญเจอรถบัสพอดี เลยนั่งรถบัสกลับไปเลย พอถึงตัวเมืองก็แวะกินข้าวก่อน เสียดายไม่ได้อ่านรีวิวไปมาก (เพิ่งเจอรีวิวที่ http://jintravels.com/category/สโลวีเนีย-slovenia/ พอดีเลย TT) มารู้ทีหลังว่าเค้กที่ Bled อร่อย แต่ก็ช่างเต๊อะ ~

11071784_10152682063850811_8263150405582264270_o 10847724_10152682077655811_7288696895186041091_o

ของที่ระลึกจาก Bled และอาหารมื้อใหญ่มื้อแรก (ราคาประมาณ 14 Euro)

กลับเข้ามาในเมือง ก็เดินเล่น และไปที่ปราสาทกลางเมือง (Ljubljana Castle) เห็นทางขึ้นละดูจะชันมาก สืบเนื่องจาก jetlag เลยยอมเสียตังขึ้นลิฟท์ไปบนปราสาท ข้างบนปราสาทนี้ก็ทำเป็นพิพิธภัณฑ์เหมือนกัน มีทั้งส่วนที่ให้เห็นว่า มีการปรับปรุงอย่างเป็นลำดับ (จริงๆ เหมือนอยากจะทำนานแล้ว แต่ไม่มีเงิน เพิ่งมาเริ่มปรับปรุงใหญ่ไม่นานมานี้) มีส่วนที่เป็นร้านกาแฟนั่งชิว หอคอยชมเมือง และพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเมือง Ljubljana

11045026_10152682078710811_1046283243062523724_o 10295509_10152682082465811_622323167384259240_o

ทางขึ้นปราสาท​ (ถ้าเดินขึ้น) ภาพมุมสูงจากบนปราสาท

11030859_10152682081560811_6797553364178520280_o 11062943_10152682081630811_464344789262631642_o

บนปราสาท กับภาพมุมสูง

ในพิพิธภัณฑ์ก็ได้เห็นความเป็นมาของประเทศนี้ว่าไปอยู่กับใครยังไงบ้าง ถูกยูโกสลาเวียดูดไปเป็นเมืองหนึ่ง ผ่านระบบสังคมนิยม ซึ่งถ้าดูสิ่งก่อสร้างในเมืองก็จะเห็นกลิ่นอายของสังคมนิยมอยู่กลายๆ จนกระทั่งเพิ่งแยกเป็นประเทศใหม่เมื่อปี 1991 นี่เอง นึกในใจอยู่ว่าบ้านเรานี่ก็โชคดีที่ไม่ได้เป็นระบบสังคมนิยม (คิดว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ ก็ไม่ค่อยน่าพิศมัยเท่าไหร่หรอก แต่ก็คงดีกว่าแบบสังคมนิยมอยู่มั้งนะ แต่ตอนนี้ ไม่พูดถึงดีกว่าา ~) เสร็จแล้วก็ปีนหอคอยขึ้นไปดูวิวโดยรอบๆ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแล้วก็ลงจากปราสาทไปงาน Banquet party

11044575_10152682083400811_8367459080378623198_o

ปราสาท Ljubljana จากมุมมองที่หน้างาน banquet party (มารู้อีกทีว่าเราผ่านที่หน้างานมานานแล้ว หลงไปนานเลย)

ที่งาน Banquet party จัดขึ้นที่ the Research Centre of the Slovenian Academy of Sciences and Arts ระหว่างทางจากปราสาทไปที่นี่ ก็เดินไป วันที่ไปเป็นวันสุดท้ายของงาน The European Space Expo พอดี เลยแวะไปดูนิดหน่อย แต่เนื่องจากรีบ และดูไม่รู้เรื่อง (เพราะเป็นภาษา Slovenean) เลยรีบเดินไปที่งาน ปรากฏว่าหลงอีกต่างหาก T_T ไปถึงงาน คนก็ทยอยๆ เข้าพอดี ทั้งงานก็เป็นชาวยุโรปเกือบหมด ลงทะเบียนรับของ ก็เข้าไปดื่มนู่นกินนี่ เจอคนรู้จักก็จากที่เจอกันที่ JCDCGG ซึ่งเป็นชาวยุโรปอีกต่างหาก แต่เราก็ยังดีที่เจอ Prof. Sakai ที่เจอกันตั้งแต่ JCDCGG2013, 2014 เลยได้คุยกับอาจารย์เยอะหน่อย

เสร็จงานก็เดินกลับโรงแรมซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลมาก จากนั้นก็สลบไปเลย ~ ผ่านวัน jetlag ไปได้อย่างงงๆ

16 March 2015 Academic Mission

วันนี้เราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถเมล์ไปที่มหาวิทยาลัย University of Ljubljana ที่ตั้งอยู่ติดกับหล่ายดอย ออกไปจากใจกลางเมืองนิดนึง ตอนแรกทำแผนไว้ว่าจะขึ้นรถบัสใกล้โรงแรม เอาเข้าจริงมีขุดทำถนน เลยต้องเดินอ้อมออกไปนิดนึง แต่ระหว่างทางก็ผ่านตึกต่าง ๆ สวยงาม ผ่านรัฐสภา (ที่มีรูปคนยืนเกาะอยู่ตามประตู)

10633802_10152690857440811_8320989824617194797_o

บัตร Urbana เป็นบัตรที่ใช้ขึ้นรถเมล์ ปกติเดินทางก็เที่ยวละ 1.2 Euro จริงๆ เวลาไปที่โรงแรมเค้าจะมีบริการให้ยืม แต่เนื่องจากเราอยากได้กลับมาเป็นที่ระลึก (ราคา 5 Euro มั้งนะ ถ้าซื้อ) ก็เลยจัดเก็บมาเป็นที่ระลึกหน่อย

ขึ้นรถเมล์เสร็จก็ไปถึงมหาวิทยาลัย ที่ที่จัดประชุมนั้นเป็นเหมือนกับ campus ใหม่ มีเฉพาะ Faculty of Computer Science and Informatics ตั้งอยู่ กับ Faculty of Chemistry, Bio เดินๆ ไปคิดถึง ม.ช. อยู่ใกล้ๆ กับสวนสัตว์อีกต่างหาก! เนื่องจากเป็น campus ตึกใหม่ อะไรๆ ก็ดูสวยงามอลังการ

11080727_10152690859515811_7615433769620966838_o11080662_10152690858790811_856208893212467722_o11046801_10152690858110811_4197949724741691276_o  

มหาวิทยาลัยลุบิยาน่าของเรา งามพร้อมสมภูมิลำเนา ที่พวกเราแสนภูมิใจ ~

11080552_10152690860225811_2796885836214802659_o 10497868_10152690859960811_3895482750992048921_o

ในบริเวณคณะ มีการติดบอร์ดเกี่ยวกับงานนี้ด้วยล่ะ

11080847_10152690829745811_5700543413848264550_o 1911154_10152690829725811_3577603596737043171_o

พิธีเปิด และการบรรยายวิชาการ

จากนั้นก็เข้าสู่ภารกิจวิชาการแบบเข้มข้นจนไม่ได้ถ่ายรูปเลยทีเดียว -.-” เริ่มต้นก็เปิดงานโดย Dean ของที่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็เป็นการบรรยาย Invited Speaker จากนั้นก็แยก parallel session ที่นี่เขามีการจัดระบบ conference ที่ค่อนข้างโอเค มีการทำระบบ Syncronization เกี่ยวกับเวลาที่แน่นอน (อ่านรายละเอียดได้ที่ KM ท้ายตอน)

พูดถึงเรื่องการจัดการประชุมวิชาการ ก็ต้องมาเล่าสู่กันฟังนิดหน่อยเป็นเกร็ดเล็ก ที่นี่ส่วนใหญ่เวลาจัดเบรค ก็จะจัดให้พอทาน ประมาณว่าอยากกินก็มาหยิบ (อารมณ์แบบที่ญี่ปุ่นล่ะ) ส่วนมากเป็น snack หรือผลไม้ คิดว่าถ้าจัดที่ไทยอาจโดนด่าว่าอาหารว่างไม่พอ กระจอกมาก อะไรประมาณนั้น แต่พอมาอยู่นี่ก็เข้าใจกุศโลบายนะ ที่ห้องเบรคก็จะมีกระดานไวท์บอร์ดตั้งไว้ เผื่ออยากคุยเรื่องวิชาการก็จะได้คุยกันเต็มที่เลยล่ะ

อาหารการกินก็ดูอุดมสมบูรณ์ดีอยู่พอสมควร นึกถึงเวลาจัดงานที่บ้านเราเลย ที่อึ้งนิดหน่อยคือตู้กดที่นี่มีผลไม้ด้วย (ประเทศเจ้าแห่งตู้กดอย่างญี่ปุ่นยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลย)

IMG_2938IMG_2939

มื้อเที่ยงวันแรก (อร่อยจริงๆ จัดเต็มมาก) กับตู้กดผลไม้ >_<

ถ่ายรูปอีกทีก็ตอนเสร็จงานประชุมประจำวัน นั่งรถเมล์กลับเข้าเมือง วันนี้อากาศไม่ค่อยเป็นใจตั้งแต่ตอนเช้า ฝนตกสุยๆ ฟ้าครึ้มๆ วันนี้ก็เดินเที่ยวรอบๆ เมือง แล้วจึงกลับโรงแรมนอนแต่หัววัน (จริงๆ กะจะแวะงีบสักพักแล้วหาอะไรกิน แต่กลับมาก็สลบเลย ตื่นอีกทีก็ตอนเช้าาา)

10847173_10152690833050811_8956543134237303610_o 10857360_10152690833670811_2009875899020802530_o

เมืองยามค่ำคืน

17 March 2015  Academic Mission and Adventure!

วันนี้ก็ไปมหาวิทยาลัย ภารกิจวิชาการเช่นเดิม แต่วันนี้ออกเช้า เพราะอยากถ่ายรูปเล่นระหว่างเดินด้วย ระหว่างวันก็ประชุมตามปกติ วันนี้เลิกไวหน่อย เพราะจะมี banquet party ที่โรงแรมใกล้มหาวิทยาลัย ครั้นจะนั่งรถกลับเมืองก็กลัวจะเสียเวลา (จริงๆ organizer เค้ามี shuttle bus จากในเมืองไปโรงแรม และจากใกล้มหาวิทยาลัยไปโรงแรม) เลยกะจะนั่งรถที่เค้าจัดให้จากมหาวิทยาลัยไปโรงแรม ตอนหกโมงครึ่ง ปรากฏว่า ไม่มีอะไรทำ เดินไปสวนสัตว์ตอนห้าโมงเย็นก็ปิดซะละ…. เลยคิดว่า เอาวะ เดินไปโรงแรมเลยดีกว่า

10947383_10152690861605811_5275180898216037161_o11079591_10152690863785811_2269432093421964163_o

ออกจากมหาวิทยาลัย ไปเจอป่าสน….

ตอนเดินไปโรงแรม เราก็เดินมั่วๆ ไป ไม่ได้ดูแผนที่อะไรเล้ยยย… (มือถือใช้ไม่ได้นอกจาก wifi กับแผนการเที่ยวที่ทำหนึ่งเล่ม) เดินไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปเรื่อยๆ ไปจนถึงหมู่บ้านอันอลังการ คิดว่าน่าจะถึงแล้วมั้ง เลยหยิบแผนที่ไปถาม ปรากฏว่า หลงงงง เราเดินอ้อมเขาไปอีกฝั่งเลยทีเดียว ! รู้ว่าหลงก็เกือบหกโมง รถบัสออกจากมหาวิทยาลัยก็หกโมงสามสิบห้า รีบวิ่งกลับ เดินกลับจนถึงป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยทันเวลาพอดี!

11014813_10152690865980811_2084377628494869301_o 10861094_10152690865055811_1532127384106410291_o

วิวสวย บรรยากาศดี แต่วิ่งไปให้ทันรถบัส TT

ภายใต้ความซวย ก็มีความซวยต่ออีก รอรถแล้วรออีกก็ยังไม่มาสักที จนกระทั่งรถเมล์มา ก็เลย เอาวะ ขึ้นก็ขึ้น ปรากฏว่า นั่งรถเมล์ไม่ถูกอีกต่างหาก เลยขอความช่วยเหลือจากนักศึกษาที่อยู่บนรถ เด็กๆ เค้าก็โทรเรียกแท๊กซี่ให้ (คนสโลวีเนียนใจดีมากก) ท้ายสุดก็ไปงาน banquet โดยการนั่งแท๊กซี่ไป ทันเวลางานพอดี (ราคาประมาณสิบยูโร) ~ ไม่ได้ถ่ายรูปบรรยากาศงานมาด้วย แต่ก็โอเค ได้คุยกับคนอื่นบ้างนิดหน่อย เลิกงานก็กลับกับ shuttle bus ที่เค้าจัดให้ถูกสักที (ถ้าเอ็งยังนั่งผิดก็ต้องพิจารณาตัวเองละ) กลับมาก็ต้องเตรียมซ้อมพรีเซนต์งานต่อไป

IMG_1282

โดนแอบถ่ายตอน Banquet party (บ้านแกเรียกว่าแอบถ่ายหรอเนี่ย 😛 )

18 March 2015 Academic Mission and Travel lol

วันนี้อากาศสดใสมากกับวันงานวันสุดท้าย (และก็พรีเซนต์งานวันนี้ -.-) วันนี้ก็เดินเล่นรอบๆ campus (พูดเหมือนใหญ่เนอะ จริงๆ เล็กนิดเดียวเอง)

11080718_10152690903925811_4559725761747395812_o 10257196_10152690903540811_417402892772491600_o

ห้องบรรยาย กับบรรยากาศโดยรอบ

วันนี้เราก็นำเสนองานในหัวข้อ A Method for Fitting Real World Tessellations with Voronoi Diagrams ซึ่งจากการฟังที่เค้าบรรยายมาสองวันกว่าๆ ก็รู้สึกว่านี่เรามานำเสนองานถูกที่ไหมเนี่ย เพราะว่างานส่วนใหญ่จะเป็นแนว Theoretical แต่ว่างานของเรา Approach ปัญหามาจาก real world problem ก็มีคำถาม ตอบคำถามไป Feedback หลังจากนำเสนอ ก็ดูมีคนสนใจอยู่พอสมควร อาจเป็นเพราะว่ามันดูแปลกมากในสายตานักทฤษฎี (เอ๊ะ หรือบางทีมันน่าตลกด้วยซ้ำมั้งเนี่ย)

IMG_1281

ภาพตอนพรีเซนต์ มีอยู่รูปเดียวด้วย (เดี๋ยวโดนแซะว่ามาประชุมวิชาการ แต่ไม่มีรูปวิชาการเลย)

เสร็จงานแล้วก็เดินเที่ยวรอบๆ เมือง Ljubljana ตามเก็บตกตามมุมต่างๆ ตอนแรกตั้งใจจะไปดูพิพิธภัณฑ์การศึกษาของที่สโลวีเนีย แต่เผอิญว่ามันปิดพอดี T_T เลยเดินเล่นไปรอบๆ แวะซื้อของฝาก เจออาจารย์ซาไกกำลังซื้อของให้ลูกอยู่พอดี ที่อยากไปที่สุดคือ อยากดูวิวจากที่สูงยามค่ำคืน ไหนๆ มาทั้งทีก็ต้องขอไปดูหน่อย เลยหอบสังขาร กล้องถ่ายรูปพร้อมขาตั้งกล้อง เดินขึ้นไปบนปราสาท (จริงๆ เราไปแล้วหนึ่งรอบ แต่รอบนั้นขึ้นลิฟท์ไป) พระอาทิตย์กำลังตกดิน ใกล้ลับขอบฟ้าพอดี เดินไปถึงยอดๆ ปราสาทก็เกือบทุ่มละ เลยถ่ายรูปมาเป็นที่ระลึกส่งท้ายก่อนกลับญี่ปุ่น

11063961_10152690906175811_435598361693497283_o  11054427_10152690904755811_90593777085072771_o 10712562_10152690904195811_4662355550940232286_o  1534877_10152690913470811_152635726304677247_o 11011684_10152690914540811_3926114803636253771_o   10838159_10152690913730811_3442105439812632447_o  10562539_10152690915790811_2841519821188390165_o

เสร็จจากถ่ายรูป แบตกล้องหมดพอดี ก็เลยหาอะไรนั่งกิน จิบเบียร์เพลินๆ แล้วก็กลับโรงแรมไปเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน ~

IMG_2960

19 March 2015 Go back to Tokyo!

วันนี้ไม่ต้องตื่นเช้าเหมือนวันที่ไปประชุมแล้ว กินข้าวเช้าแล้วก็ออกเดินเล่นนิดหน่อย check out และไปสนามบิน Ljubljana ที่สนามบินก็เจอชาวคณะผู้มาร่วมประชุมวิชาการเยอะเลยทีเดียว รวมถึงเจออาจารย์ซาไก และอาจารย์จากญี่ปุ่นพอดี ก็ได้เวลาซาโยนาระกัน (น่าจะเกินครึ่งของเครื่องบินที่เรากลับ มาประชุมงานนี้) เครื่องออกราวๆ เที่ยงกว่าๆได้

ในงานนี้ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้คุยกับใครเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยกล้าเข้าวงคุยด้วย (เราเป็นชาวเอเชีย ในขณะที่เกือบทั้งหมดเป็นชาวยุโรป ก็มีความกล้าๆกลัวๆเหมือนกัน) ปรากฏว่าพออยู่บนเครื่อง ก็นั่งข้างกับชาวกรีซที่มาประชุมวิชาการงานเดียวกันด้วย เลยได้มีโอกาสคุยกันพอสมควร

เครื่องแลนดิ้งถึงที่สนามบิน Paris-Charles de Gaulle ที่ฝรั่งเศสอันแสนซับซ้อน เราก็แยกย้ายกันกับเพื่อนใหม่ชาวกรีซ จากนั้นวิ่งหาเกทตัวเอง แล้วก็รอเครื่องออกประมาณสามโมงกว่าๆ จากปารีส

IMG_1286IMG_1284 IMG_1285  IMG_1287 IMG_1288

อาหารการกินบนเครื่องและกิจกรรมนันทนาการ

บนเครื่องก็นอนไม่ค่อยหลับอีกตามเคย ก็เป็นอีกสิบสองชั่วโมงที่ทรมาน (จะบอกว่ากลับถึงญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้นอน เพราะต้องช่วยฮั่นเฉิงย้ายบ้านอีก กว่าจะได้นอนก็ดึกเลย TT)

แต่ท้ายที่สุด เราก็ถึงโตเกียวโดยสวัสดิภาพ ในบ่ายโมงของวันศุกร์ที่ 20 มีนาคมจนได้…

****************************************************************************

สรุป ทริปนี้ก็ถือเป็นทริปแรกที่ออกเดินทางไปในโลกกว้าง ที่กว้างกว่าญี่ปุ่นเยอะ ได้เห็นมุมมองวิชาการต่างๆ มากมายกว่าที่เคยเจอ เช่นใน JCCDCGG ที่เราเคยคิดว่าได้เปิดโลกบ้างแล้ว แต่ออกไปดูงานทางยุโรปนี่ก็ได้เห็นมุมมองที่หลากหลายมากขึ้นมาก ได้รู้จักอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้เห็นไอเดียใหม่ๆ พอสมควรเลย

เรื่องสังคม วัฒนธรรม ได้สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่างกับเอเชียมาก ได้เห็นว่าชาวยุโรปก็ใจดีกว่าที่คิดเยอะเลย ชาวสโลวีเนียนนี่อัธยาศัยดีมาก ประมาณว่าเจอหน้ากันก็เหมือนจะรู้จักกันหมด เราเป็นนักท่องเที่ยว บางคนก็ทักทาย (เราก็งงสิ เราเคยรู้จักกันด้วยหรอ -.-“) ถึงประเทศนี้จะเป็นประเทศที่ไม่ได้ใหญ่มากเท่าไหร่ แต่ก็ดูมีความเจริญและมีอารยะมากทีเดียว ทริปนี้จึงเป็นอีกทริปที่อยู่ในความทรงจำของเราไปนานเลยล่ะ 🙂

****************************************************************************

KM (Knowledge Management) ประจำตอน

สำหรับตอนนี้ ขอเสนอเรื่องเกี่ยวกับการจัดเวลาในงานประชุมวิชาการ

ปกติบ้านเราเวลามีงานอะไรเหล่านี้ มักจะมีปัญหาช้าตลอด สายเสมอ เม้าเพลินเกินห้ามใจ บางทีเวลามีการจัด parallel sessions แล้วเรื่องที่เราอยากฟังดันอยู่ที่อีกห้องนึง เวลาเราเข้าไปก็จะลำบาก บางครั้งกว่าจะเข้าไปถึงก็จบไปเรียบร้อยแล้ว (เพราะ session ก่อนดันเลิกก่อนเวลา เลยเลื่อนคนต่อไปเร็วขึ้น)

งานประชุมนี้แก้ปัญหาด้วยการนำระบบ Conference Session Syncronizer (CoSeSy) มาใช้ ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาโดย max plank institute (ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม) ที่ http://cosesy.mpi-inf.mpg.de/ ซึ่งก็ขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้

ในห้องบรรยายแต่ละห้อง (รวมถึงห้องอาหารว่างด้วย) ก็จะมีจอ monitor แยกที่จะประกาศเวลาของแต่ละ session เลย เวลาที่ประกาศก็จะประกาศทั้งเวลาบรรยายว่า บรรยายไปกี่นาทีแล้ว พอบรรยายเสร็จก็ถึง session คำถาม ก็มีจับเวลาอีกว่าต้องถามนานแค่ไหน ในกรณีห้อง parallel ถ้าเกิดเสร็จก่อนเวลา เค้าก็จะรอให้เวลามันตรงกัน ถึงจะเริ่มบรรยายคนใหม่ต่อ แม้กระทั่งเวลาพักกินอาหารว่าง อาหารเที่ยง ก็จะมีจอนับถอยหลังเลยว่าอีกกี่นาทีจะหมดเวลาพัก พอใกล้หมดเวลาพัก ทุกคนก็จะเตรียมพร้อมที่ห้องบรรยายตามแต่ที่ทุกคนสนใจ

ระบบนี้เป็นระบบที่ดี และน่านำมาปรับใช้กับที่บ้านเรามาก แต่…. จะรอใช้ระบบอย่างเดียวก็ไม่ได้ คนที่ใช้ระบบต้องมีวินัยด้วย โดยเฉพาะเรื่องการตรงต่อเวลา (ที่คนไทยไม่ค่อยมีเท่าไหร่) ก็หวังว่าเราจะค่อยๆ มาช่วยกันเปลี่ยนให้สังคมเราเป็นสังคมตรงต่อเวลากันบ้างนะครับ

เลิกเย็นแค่ไหน คนก็เต็มห้องอยู่ดี

นอกจากเรื่องการตรงต่อเวลาแล้ว สิ่งที่เราสังเกตก็คือ ทุก session คนจะเข้าฟังกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งมันแตกต่างจากงานประชุมบ้านเรามาก ที่พอวันใกล้ๆวันสุดท้าย หรือตอนบ่ายๆ ผู้เข้าฟังในแต่ละห้องก็จะหรอมแหรม เพราะว่าไปช๊อปปิ้ง เที่ยวกันอย่างเพลินใจ (โดยเฉพาะเวลาจัดประชุมที่เมืองท่องเที่ยว) ทำให้เราเห็นว่า ในสังคมที่ยึดถือเรื่องวิชาการ เค้าก็ให้ความสำคัญเรื่องวิชาการจริงๆ ส่วนเรื่องเที่ยว ชม ช๊อป ก็ไว้หลังเวลาวิชาการ ตรงนี้เราก็ได้คิดเยอะพอสมควร เราเองก็จะพยายามทำตัวเองให้อยู่ในร่องในรอย โดยเฉพาะเวลาไปงานวิชาการด้วยเงินภาษีประชาชน หรือเงินที่ได้รับสนับสนุน เพื่อให้ได้ประโยชน์ ได้ความรู้ และได้ประสบการณ์ทางวิชาการ ให้สมกับที่ได้รับเงินมางานประชุมวิชาการจากภาษีประชาชนนั่นเอง…..

จบตอนสักที…. ขอบคุณที่ทนอ่านนะครับ 🙂 (มีคนอ่านของแกด้วยหรอออออ)

ZONE secret base~君がくれたもの~

Original Version:

Thai Fandub Version:

จะจดจำไว้ทุกๆครั้ง ช่วงเวลาที่เรามี ฝันและวันดีๆ ฉันไม่มีวันลืม
และฝากความหวัง ว่าเราจะคืนมาพบ ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน
จารึกลงในใจ ในหน้าร้อนวันวาน

ความบังเอิญ บนทางเดินเดิมที่ฉันได้เดินผ่าน
ผ่านมาเจอเธอ เธอชวนเดินกลับบ้านด้วยกันหน่อย
คิดๆแล้วใจมัน ก็เริ่มสั่นๆ และหวั่นใจทุกครั้ง

ภายในใจ มันคงอัดแน่นเหลือจะเอ่ย
บดบังความจริงด้วยกระเป๋าใบหนึ่ง
ความดีใจ ยินดี ความปลื้มเปรมปรีซ่อนอยู่ตรงภายใน

อา ฟ้าประกายด้วยสีสัน ดวงไฟผลิบานเมื่อค่ำนั้น ทำให้ใจเรารวดร้าว
อา ลมจะพาความหงอยเหงา ไปกับกาลเวลา

รอยยิ้มและความสุข วันที่เคยสนุก ทุกเรื่องราวที่เราเคยผ่านมันด้วยกันมา
ซ่อนไว้ภายใน ในโลกที่รู้อยู่แค่สองคน

จะจดจำไว้ทุกๆครั้ง ช่วงเวลาที่เรามี ฝันและวันดีๆ ฉันไม่มีวันลืม
และฝากความหวัง ว่าเราจะคืนมาพบ ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน

อยากเอ่ยคำนั้นทุกครั้งให้ได้รู้ ว่าวันวานที่เรามี ฉันดีใจจริงๆที่ได้มาเจอเธอ
เก็บมันเอาไว้ ลืมความโศกเศร้า เมื่อถึงวันที่ต้องจากกัน
จารึกลงในใจ  จะไม่มีวันลืม

อา… คงไม่นานเท่านั้น เวลาที่เรามีกัน ในวันหยุดยาวหน้าร้อน
อา… ตะวันและดวงจันทราค่อยๆจากลาเราไป
ความทุกข์เศร้าความโศก ความเหงาใจ ความเจ็บ และเรื่องราวมากมายที่เราผ่านมันด้วยกันมา
ซ่อนไว้ภายใน ในโลกที่มีอยู่แต่พวกเรา

อยากเอ่ยคำนั้นทุกครั้งให้ได้รู้ ว่าวันวานที่เรามี ฉันดีใจจริงๆที่ได้มาเจอเธอ
เก็บมันเอาไว้ ลืมความโศกเศร้า เมื่อพวกเราต้องจากลาไกล
รอยยิ้มครั้งเยาว์วัย  จะไม่มีวันลืม

แล้วเมื่อเราต้องจาก บอกลาตอนนี้
เขียนข้อความความรู้สึก พูดบอกเธอให้ได้รู้
ขออย่างเดียวเท่านั้น ก็คือเรื่องราวของฉัน ให้เธออย่าลืมได้ไหม
รวบรวมทุกอย่าง ในโลกที่รู้อยู่แค่สองเรา

จบลงไปแล้วใช่ไหม หน้าร้อน
ที่เราเคยเดินเคียงกัน แสงตะวันดวงดาว สีสันยังคงพราวๆ
จะจดจำไว้ว่าเคยมีภาพสายน้ำ ที่ไหลรินมาจากตาคู่นั้น

จะจับมือไว้ทุกๆครั้ง ข้ามวันคืนเดือนปีและเวลานาที ที่ฉันยังมีเธอ
ภาพความทรงจำเรื่องราวความฝัน ไม่มีวันจากลาเราไป

จะจดจำไว้ทุกๆครั้ง ช่วงเวลาที่เรามี ฝันและวันดีๆ ฉันไม่มีวันลืม
และฝากความหวัง ว่าเราจะคืนมาพบ ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน

อยากเอ่ยคำนั้นทุกครั้งให้ได้รู้ ว่าวันวานที่เรามี ฉันดีใจจริงๆที่ได้มาเจอเธอ
เก็บมันเอาไว้ ลืมความโศกเศร้า เมื่อพวกเราต้องจากลาไกล
รอยยิ้มครั้งเยาว์วัย  ในหน้าร้อนวันวาน
จารึกลงในใจ จะไม่มีวันลืม

for my best friend who I met in Tokyo 🙂

Credit: http://my.dek-d.com/bluezecilia/blog/