10 years anniversary : SnC Spaces!

ครบรอบ 10 ปีการเขียน blog!! 😀

19 June 2005 – 19 June 2015

Chapter 1 : Introduction

วันที่ 19 มิถุนายน 2548 ตอนนั้นกำลังเรียน ม.5 [First Post]

ตอนเริ่มเขียนนี่ เริ่มโดยบังเอิญ ช่วงที่ MSN กำลังฮิต ตอนนั้น Microsoft เปิดให้ลองใช้ spaces ใหม่ๆ ก็เลยลองเขียนดู (เข้าใจว่าเปิดพอๆ กันกับ Facebook นี่ล่ะ)

สมัยนั้นก็มีสมาชิกผู้เริ่มบุกเบิกร่วมอ่านร่วมคอมเม้นอยู่บ้าง (น้องกอล์ฟ Neizod, พี่โน๊ต Koalar) นานขนาดที่สมัยม๊อบสีเหลืองเริ่มก่อตัวเลยทีเดียวล่ะ

ปี 2007 เริ่มทำ สรุปชีวิตปีเก่าและเป้าหมายชีวิตปีใหม่ ที่หลังจากนั้นก็ทำมันมาทุกปี (ไม่รู้ทำได้ยังไง)

จากนั้นก็เขียนบ้าง หยุดบ้าง จนกระทั่งมี hi5 ก็บ้าไปเล่นอยู่พักนึง (ประมาณปีกว่าๆ) [Ref Here] พวก blog/diary ก็ไปอัพในนั้นแทนช่วงแรก แต่ก็คิดถึงบ้านหลังนี้ เลยมาอัพไว้ด้วย [Ref Here] …เสียดายที่ตอนมันเปลี่ยน hi5 ใหม่ พวก blog ที่เขียนไว้หายหมดเลย กลับไปกู้ไม่ทัน (ตอนนี้ปิด hi5 ไปละเรียบร้อย)

ช่วงหลังจากนั้น (ประมาณปี 2009) Microsoft ทำ software สำหรับเขียน space ในคอมได้โดยเฉพาะ (Micrsoft Live Writer) เราก็เป็นลูกค้าใช้มันอยู่ระยะใหญ่ๆ เลย (ตอนนั้นสะดวกกว่าพิมพ์บน browser อีก) [Ref Here] ตอนนั้นเริ่มเล่น Facebook แล้วล่ะ… ทำให้ไม่ค่อยได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนเมื่อก่อน

ปี 2010 เริ่มลองเล่น wordpress ครั้งแรก [Ref Here] ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร กะจะมีไว้เล่นๆ เฉยๆ แต่จากนั้นกลางปี 2010 Microsoft ก็จะปิด space แล้ว เลยเนรเทศเรามาที่ wordpress ให้โดยอัตโนมัติ! [Ref Here] โชคดีที่มัน Syncronize ข้อมูลเก่ามาเกือบหมด (ยกเว้นรูปในอัลบั้ม)

หลังจากนั้นก็เริ่มกลับมาเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้นหลังจากเล่น Facebook ไปได้ระยะใหญ่ๆ ตอนแรกอัพทั้งคู่ ตอนหลังใช้วิธีอัพในบล๊อกแล้วให้มันแชร์ไปที่ Facebook ไป จนกระทั่งกลับมาเขียนจริงๆ จังๆ อีกทีตอนได้ทุนต่างประเทศกับซีรีส์ เตรียมตัวเก็บกระเป๋า จนมาถึงซีรีส์ เรื่อยไปในโตเกียว และ เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป หลังจากที่มาถึงที่ญี่ปุ่นแล้ว

นี่คือ 10 ปีบน space และ wordpress อันนี้…..

Chapter 2 : How can I learn from the space and blog?

10 ปีที่ผ่านมา การมี blog ทำให้เราได้ตรวจสอบตัวเองว่า เราเคยทำอะไรลงไปบ้าง เราเคยตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ยังไง

แอบกลับไปอ่านของเก่าๆ ทำให้เห็นว่า สิบปีก่อนเราตั้งเป้าหมายชีวิตอะไรไว้ อาจะมีเปลี่ยนได้บ้าง แต่ก็ไม่ออกจากที่วางไว้มากนักก็โอเค

กลับไปดูสมัยทำแฟ้ม Port Folio ตอน ม.3 ทำให้เห็นเป้าหมายของเราที่เคยวางไว้ตอนเป็นเด็ก (ภาพดูบิดเบี้ยว ไม่สวย เพราะว่าเปิดใน word เวอร์ชันที่ต่างกัน สมัยนั้นทำใน word XP? เปิดด้วย word for mac )

Untitled

อันนี้หลังจากต้องทำแฟ้ม Port Folio ตอนจะจบ ม.6 (บิดเบี้ยวเช่นกันเพราะทำใน word 2003 และเปิดใน word for mac)

Untitled2อ่านดูแล้วก็อึ้งอยู่พักใหญ่ๆ เลย จะว่าไปเราก็มาในเส้นทางที่วางไว้ อาจจะไม่ตรงซะทีเดียว (เรื่องไปสอนที่โรงเรียนมงฟอร์ต เคยได้ไปสอน Gifted อยู่หนึ่งเทอมประมาณช่วงปี 4 (พ.ศ. 2553) ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายไปนิดนึงอยู่นะ) แต่มาดูอีกทีก็เหมือนจะไปได้ไกลกว่าที่คิดไว้พอสมควรเลยล่ะ (เรื่องอยากเรียนวิศวะคอม ก็แอบเฉียดๆ นิดหน่อยตอนมาทำงานที่ต้องเขียนทำโปรแกรมคำนวณเชิงคณิตศาสตร์นี่แหละ)

ตอนกำลังจะจบปี 4 เราก็มาคิดว่าชีวิตเราอยากทำอะไรดี เลยวางแผนชีวิตดู (ตั้งชื่อหรูไว้ก่อนว่า โครงการพัฒนาศักยภาพ SnC สู่สากล)

Vision

หลังจากสอบโทที่จุฬาติดแล้ว เราก็เชคแผนว่าเป็นยังไง

Vision2

จนสอบทุนต่างประเทศ (ตอนนั้นกำลังรอเข้าสัมภาษณ์ ต้องทำแฟ้ม Port Folio อีกรอบ) ก็ถึงได้มาเชคแผนที่ตัวเองทำไว้

vision3

สิบปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นพัฒนาการทางความคิด สมัยก่อนเราเป็นคนขี้บ่น (ดูบล๊อกสมัยเก่าก็น่าจะเห็น TT) และอารมณ์ร้อน เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะบ่นน้อยลง (เอ๊ะ หรอ อาจจะบ่นใน Facebook แทน – -“) ใจเย็นขึ้นเยอะ (จุดเปลี่ยนน่าจะอยู่ที่อะตอมเกมส์ตอนปี 53) และทำอะไรก็คิดมากขึ้น และเรียนรู้จากสิ่งที่ทำลงไป (พยายามหาสาระจากการบ่นอยู่ด้วยเหมือนกัน)

สิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างนึงคือ ตัวเรามีความเป็นเด็กเสมอในทุกๆ ช่วงวัย ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้เรียนรู้และก้าวต่อไป ให้ s_i แทนชีวิตช่วง i และ ช่วง s_i+1 เป็นชีวิตช่วงถัดไป จะเห็นว่า เราก็ยังต้องโตขึ้น และเรียนรู้เรื่อยๆไปตราบเท่าที่ i จะวิ่งไปถึงตัวสุดท้ายของจำนวนนับ (ซึ่งมันไม่มี)

Chapter 3 : The Future

อนาคตเป็นสิ่งที่เราล่วงรู้ได้ลำบาก เพราะว่าในอนาคตอาจมีปัจจัย ตัวแปรต่างๆ ที่มาทำให้สิ่งที่อยากทำเปลี่ยนไป … แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เราก็ต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด… s_i ส่งผลให้เกิด s_i+1 ฉันใด ปัจจุบันก็ส่งผลให้เกิดอนาคตฉันนั้น…

เรื่อง blog ก็จะพยายามอัพเป็นระยะๆ จะพยายามอัพอะไรที่มันมีสาระหน่อย เรื่องบ่นๆ ก็จะเพลาๆ ลงบ้าง…

ท้ายที่สุดก็คงต้องฉลองครบรอบ 10 ปีด้วย Post อันนี้ (ในวันที่ 20 มิถุนายน ขึ้นต้นปีที่ 11 พอดีเลย ~)

และสุดท้าย ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านครับ

(และก็ต้องถามว่า มีใครอ่านของแกด้วยหราาาาาาา >_<)

โฆษณา

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 7 : วีรกรรมสำหรับภาษาญี่ปุ่นในแลป

สมัยมาอยู่ใหม่ๆ เราจำได้ว่าเราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยได้

ตอนหลังๆ เริ่มพูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้างจากคลาสภาษาญี่ปุ่น เราก็อยากนำบทเรียนไปใช้ ก็ฝึกใช้ในแลปไป แต่บางทีก็อาจจะผิดที่ผิดเวลานิดนึง

Dialogue 1: เมื่อเทอมก่อน เรียน phrase เกี่ยวกับ どうしたんですか。

เวลาถามอันนี้ก็จะเป็นอารมณ์ประมาณว่า เป็นอะไรรึเปล่า (น้ำเสียงแบบสงสัยใครรู้ ถามด้วยความสงสัยอยากรู้จริงๆ)

ในแลป ปกติน้อง ด. และน้อง อ. ชอบแกล้งเราด้วยการเอาอะไรแปลกๆ มาให้พูด (มันก็อารมณ์คนเชียงใหม่หลอกคนกรุงเทพพูดคำเมืองฮาๆ นั่นแหละ) มันมีรายการทีวีประมาณว่า พูด ラメン ツケメン 僕イケメン

(คือ ราเมง ทสีเคเมน โบคุอิเคเมน :อิเคเมน แปลว่าหล่อ) มันก็จะประมาณว่า คนถามก็จะพูด ラメン ツケメン แล้วก็รอให้ตอบว่า 僕イケメン。

หลังจากที่เรียนประโยคนั่นมาสดๆ ร้อนๆ กลับมาที่แลปก็มาเล่าให้น้อง ด. กับน้อง อ. ฟังว่า นี่ๆ วันนี้เรียนมาพอดีเลยนะ ก็เม้าๆ กันไป

พี่ ท. (อดีต ท. 2 ซึ่งตอนนี้เป็น ท. 3 แล้ว) ก็กำลังกินบะหมี่ถ้วยพอดี น้อง ด. ก็ถามพี่ ท. เลย

น้อง ด. : ラメン、ツケメン

พี่ ท. ก็จัดเต็มให้

พี่ ท. : 僕イケメン。

ตรูก็พูดขึ้นมาในทันทีว่า どうしたんですか。

พี่ ท. แทบจะสำลักบะหมี่เลยทีเดียว !

ถ้านึกไม่ออก อารมณ์มันจะประมาณว่า ราเมง ทสีเคเมน กรูหล่อ แล้วก็พูดขัดขึ้นมาว่า เป็นอะไรรึเปล่าาา อะไรประมาณนั้น..

ขอโทษขอโพยแทบไม่ทัน 555 สุดท้าย พี่ ท. ปรินท์วิธีใช้ どうしたんですか มาให้อ่านเลยทีเดียว

Dialogue 2 : เมื่อวันจันทร์เราเรียนเกี่ยวกับ そうです。

ปกติเวลาเราใช้คำ Adjective เราจะใช้ Adj. เพื่อบอกเป็นคำคุณศัพท์ อาทิ あなたはしんせつです。 ประมาณว่า คุณใจดีนะ แต่การใช้ そうです นี่มันจะประมาณว่า ดูใจดีนะ (มีคำว่า ดู ขึ้นมีอีกคำ เป็นอารมณ์แบบว่า ดูเหมือนจะ… อะไรทำนองนั้น)

หลังจากเรียนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เราก็มาเล่าให้น้อง ด. น้อง อ. ฟัง เนี่ยๆ วันนี้เรียน そうです มาแหละ อะไรประมาณนี้

เมื่อวันจันทร์ มีเรียนต่อหลังจากประโยค そうです ด้วย でも。

(อารมณ์มันคือ เธอดูใจดีจังนะ (でも=แต่))

วันนี้น้อง ด. ไปเป็น TA มา ก็กลับมาที่แลป ก็คุยๆ เม้าๆ ไป น้อง ด. ก็กำลังลุกจากโต๊ะไปข้างนอกพอดี กำลังคุยเกี่ยวกับ TA

เราก็พูดไป : Dさんはしんせつそうです。 (D ซังดูใจดีเนอะ)

น้อง ด. ก็ :  ありがとう。แล้วก็กำลังจะเดินออกจากห้อง

เราก็ปากไว : でも。。

น้อง ด. หันขวับมาในทันที : でも 何。พร้อมทำหน้าตกใจแกมหัวเราะ

ตรูนึกไป ตอบไม่ทัน ได้แต่หัวเราะและบอกว่า just kidding 55555+

น้อง ด. กลับมาอีกทีเลยบอกว่า でも 厳しいです。 (แต่ดูเข้มงวดนะ)

เกือบโดนตบคาแลปไปละสินะ -.-”

บางทีเรื่องฮาๆ ก็เกิดขึ้นแบบงงๆ

จบเรื่องเม้าท์ประจำวันนี้