บทเรียนราคาร้อยยูโร…

(Copy มาจาก post ใน facebook อีกทีนะ)

วันนี้กลับไทย..ก็เจอเรื่องตะลึงไปเลยล่ะ…

รอบนี้ที่มาไทยเนี่ย เริ่มจากมา conference ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันศุกร์ (ส่วนตอนเย็นหรือวันเสาร์ก็ต้องพาอาจารย์ไปเที่ยว ตามประสาลูกศิษย์ที่ดี) สำหรับการมารอบนี้ เรามาไฟลท์เดียวกันกับอาจารย์ที่แลปสัมมนาเดียวกัน ตามแผนของวันนี้ พอแลนดิ้งเสร็จเราก็แวะเอากระเป๋าไปเก็บที่ห้องก่อน (ให้เจ๊นิ่มมาเก็บ) แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าจากอารีย์ไปลงสะพานตากสิน (โรงแรมอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา) จากนั้นเราก็จะไปปั่นจักรยานชิวๆ ชมเมืองอยุธยากัน

ตอนนั่งรถไฟฟ้า ก็ปกติดีอยู่ ตอนลงจากรถไฟฟ้าจะต่อรถจาก BTS สะพานตากสินไปลงที่โรงแรม ประมาณหกโมงกว่าๆ นี่ล่ะ ตอนแรกกะจะพาอาจารย์นั่ง Taxi ไปลงที่โรงแรม แต่ด้วยอะไรมาดลใจ รถเมล์สาย 17 มินิบัส สีส้ม เป็นรถร่วมบริการผ่านมาพอดี ก็เลยพาเซนเซขึ้นรถเมล์ไป

รถเมล์เป็นรถร่วมบริการ ราคาต่อคน 9 บาท ด้วยเราจ่ายให้เซนเซไปก่อน (เพราะว่าเซนเซพูดภาษาไทยไม่ได้หรอกนะ) เราก็จะหยิบเงินในกระเป๋าเป็นแบงค์ยี่สิบ ทีนี้ด้วยอะไรดลใจไม่รู้ ในกระเป๋าตังค์มีเงินอยู่สามสกุล คือ ยูโร ที่เหลือจากงาน Conference ที่สโลวีเนียอยู่ 165 euro เงินอันนี้กะจะแลกกับพี่ภา เพราะพี่ภากะจะไปยุโรปช่วงค่อนๆ ปลายๆ ปี แต่งานนี้ไม่ได้เอาออกจากกระเป๋า…. อีกอันก็เงินเยน ที่ติดมือมาด้วย และเงินไทย ซึ่งหยิบมาจากซองเงินที่เอาไปญี่ปุ่นด้วยตั้งแต่ครั้งแรก (มีแบงค์พัน แบงค์ห้าร้อย แบงค์ร้อย แบงค์ยี่สิบ ครบเลย) ด้วยรูปสัมผัสที่เยินเหมือนกัน สีเขียวเหมือนกัน และด้วยความเคยชินที่ไทย เราก็หยิบแบงค์สีเขียวสักใบออกไปให้กระเป๋ารถเมล์ ตอนนั้นกระเป๋ารถเมล์ก็ทำหน้างงๆอะไรสักอย่าง แต่เราก็งงว่ากระเป๋ารถเมล์งงอะไร กระเป๋าก็เหมือนจะให้จ่ายอะไรสักอย่าง เราก็ประมาณว่า อ้าว จ่ายไปละไม่ใช่หรอ..? สุดท้ายกระเป๋าก็รับเงินแล้วก็เอาเงินทอนมาให้เป็นจำนวนเงินสองบาท…. เราก็นั่งไปจนถึงโรงแรม…

เก็บของที่โรงแรมกำลังจะออกไปที่หัวลำโพง ตอนแรกก็นั่งรถ BTS ไปเปลี่ยนที่ศาลาแดง จากนั้นเปลี่ยนเป็น MRT ตอนช่วงที่ซื้อตั๋ว MRT นี่แหละ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร พอช่วงที่กำลังเดินใน walk way ไปที่หัวลำโพง ก็มาคิดดู เอ๊ะ มีอะไรแปลกๆ เหมือนมีอะไรมาดลใจมาเปิดกระเป๋าตัง… อ้าว เงิน 100 Euro ที่ปกติเปิดกระเป๋ามาเห็น หายไปไหน… ปะติดปะต่อเรื่องราวก็ เอ๊อะ…. ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรมาก เดินคุยไปกะเซนเซตามปกติ สักพักเริ่มในไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เปิด google 100 euro baht พอเลขมันคำนวณมาสามพันกว่าบาทนี่แหละ เงิบ ร้องเหี้ยหนักมาก !

ตอนแรกนึกไม่ออกว่าทำยังไงดี… ลืมบอกว่าตอนนั้นขึ้นรถไฟเรียบร้อยแล้วรอไปอยุธยา ก่อนหน้านั้นก็เลยอัพสเตตัสข้างล่างนั่นก่อน… เริ่มค่อยๆ คิด มาคิดว่า เอ๊ะ เราก็เก็บตั๋วรถเมล์ไว้นี่ว่า…มันน่าจะมีข้อมูลที่พอจะ track อะไรได้บ้าง… เลยหยิบๆ คุ้ยๆ ออกมาได้

11811425_10152977311095811_7297311114204408934_n

ตั้งสติได้ นึกอะไรไม่ออกเลยโทรไป 191 ก่อน…. (เวลาประมาณแปดโมงเช้านิดๆ) เล่าเหตุการณ์ให้ตำรวจฟัง ตำรวจก็แนะนำให้โทรไปที่ Hotline ขสมก หรือไม่ก็ จส 100 เนื่องจากเรากดเบอร์ ขสมก.ผิด เราเลยโทรไปที่ จส 100 ก่อน ก็เล่าให้ฟัง… จส 100 ก็โยนให้โทรไปที่ Hotline ขสมก.

เราก็โทรไปที่ Hotline ขสมก ปรึกษาว่าเกิดเหตุการณ์งี้ๆ เราควรจะติดต่ออะไรยังไงได้บ้าง Hotline ขสมก ก็บอกให้โทรไปเบอร์ A ที่เป็นสายตรง ต่อเบอร์ ขสมก. โทรไปก็สายไม่ว่างประมาณสามชาติครึ่ง เราเลยแบบว่า เชี่ยยยยย…. โทรไป Hotline ขสมก. ใหม่ ละก็ถามว่า จะติดต่อเบอร์ไหนได้บ้างอีกไหม โทรไปไม่ว่างตลอดเลย เค้าก็ให้เบอร์ B มา… เราก็โทรไปหาที่เบอร์ B… จากนั้นพอโทรหาเบอร์ B ได้ เราก็บอกว่าเกิดอะไรขึ้น บลาๆๆ อีคนรับโทรศัพท์ก็บอกเลยว่า นี่โทรเข้าสายตรงใช่ไหมค้า ให้โทรไปที่ Hotline ขสมก.ค่า เราก็กำลังจะบอกว่า Hotline ขสมก. บอกเบอร์นี้มา อีเจ๊คนรับโทรศัพท์ก็บอกอย่างเดียวเลยว่า ทำตามที่พี่บอกค่ะ บลาๆ ละก็วาง (ดวก) เออ เราก็โทรไป Hotline สายตรงใหม่อีกรอบ มานนนก็ให้เบอร์นั่นมาอีก เอาละทีนี้ตรูมีข้อมูลละ ก็โทรไปเบอร์ที่ Hotline ให้มา ก็เบอร์เดียวกันนั่นแหละ…อีเจ๊นั่นก็รับอีก ละก็พูดแบบเดิม คราวนี้ตรูดักเลย (ด้วยเสียงที่เริ่มมีน้ำโห) ว่า เมื่อกี่ที่ Hotline เพิ่งเอาเบอร์นี่ แล้วเค้าให้ผมโทรมาที่นี่แหละครับ คราวนี้อีเจ๊เงิบบบ… อีเจ๊เลยติดต่อให้คนอื่นรับเรื่องต่อไป… เราก็คุยกับคนที่รับเรื่อง ให้ข้อมูลว่า ขึ้นรถประมาณกี่โมง… กระเป๋าเป็นผู้ชายหุ่นอวบผิวคล้ำผมหยิกๆ นิดนึง.. ละก็อ่านที่ตั๋วว่าเป็นตั๋วยี่ห้ออะไร… อ่านตอนแรกอ่านไม่ออก มาอ่านออกๆ เดาๆ คำท้ายๆ ว่ายานยนต์ เลยไล่ๆ เรียงๆ ได้ชื่อมาพอดี เป็น nanaยานยนต์ (นามสมมติ)… พอรู้ชื่อก็เลยได้เบอร์ nanaยานยนต์มาพอดี คนนี้เค้าก็แนะนำให้ไปดักรอที่อู่รถเมล์ เริ่มมีความหวังขึ้นมาแล้วสินะะะ (กว่าจะถึงขั้นตอนนี้คือเก้าโมงกว่าๆ พอดี)

โทรไปหา nanaยานยนต์ เพลงรอสายมาเลย เพลงชาละวัน – -” โทรไปไม่มีใครรับ สักพักโทรใหม่ก็มีคนรับ เลยเล่าให้ฟัง… ปรากฏว่ามารู้ว่า บริษัท nanaยานยนต์นี่ไม่ได้วิ่งสาย 17 แต่คือขายตั๋วไปให้ผู้ให้บริการสาย 17 วิ่งไป – -” ถามข้อมูล ก็ไม่รู้ว่าขายให้ใคร (หืม) แต่ป้าแกก็ดีนะ…เราก็ถามแกประมาณว่า ละมีเลขอย่างนี้มันจะตามไม่ได้หรอ ป้าแกก็แนะนำว่า ให้ตามไปดักรอที่อู่รถเมล์เลย เราก็ เออออ ตอนนี้กำลังไปต่างจังหวัด น่าจะเข้ามาตอนเย็นๆ เลย…. ป้าแกก็ดีมากกเลยนะ บอกว่าจะลองโทรตามไป… พอเราเริ่มแกะเรื่องราวได้แล้ว เราก็โทรไปหา call center ทั้งหลายทั้งมวลให้ เหตุการณ์ทำนองโยนไปโยนมาก็เหมือนๆ เดิมนี่แหละ…เลยแม่งงง ไม่โทรละ… หลังจากนั้นป้า nanaยานยนต์โทรกลับมาพอดี ก็เหมือนจะช่วยอะไรเพิ่มเติมไม่ได้ แต่ก็แนะนำให้ไปดักรอนี่หล่ะ…

จากการเกิดเหตุการณ์นี้ ตัวเราทำอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าต้องพาอาจารย์ไปเที่ยวตามหน้าที่ที่กำลังดำเนินอยู่… เราเลยทำได้แค่เข้าไปบ่นในกรุปแชทเฟส somtum ของชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากว่าตอนนี้กุ๊กกิ๊กกลับมาแล้ววว กุ๊กกิ๊กเลยรับอาสาไปตามเงินหนึ่งร้อยยูโรให้ lol กุ๊กกิ๊กว่างหลัง 11 โมง กุ๊กกิ๊กก็นั่งรถจากอนุสาวรีย์แกะรอยไปที่อู่รถสาย 17 ให้เลย! ระหว่างนี้ก็เม้าไปกับลุงคนขับ ลุงคนขับก็โทรถามให้ถ้วนทั่วเลยล่ะ… จนกระทั่งกุ๊กกิ๊กไปถึงที่อู่ ที่อยู่เนี่ย กุ๊กกิ๊กก็ต้องรอเค้ามาส่งรถ จากข้อมูลที่เราบอกกุ๊กกิ๊ก ทำให้เราสามารถตัดเหลือสี่คันที่เป็นไปได้มาได้ดังในภาพที่สอง (กุ๊กกิ๊กส่งมา) รถค่อยๆ มาทีละคัน ก็ถามข้อมูลไป ระหว่างนั้นเราก็พาอาจารย์ปั่นจักรยานไปรอบๆอยุธยา (ร้อนโคตรรรรรรร เอาไว้จะไปเล่าใน issue ต่อไป) ก็เชคข่าวไปเรื่อยๆ (รอกุ๊กกิ๊กมาเสริมรายละเอียด) ท้ายที่สุดประมาณห้าโมงกว่าๆ ก็เหลือรถหนึ่งคัน คันสุดท้ายก่อนเข้ามาพอดี… เชคแล้ว เลขตั๋วเกือบใกล้ แต่ไม่เชิง… กุ๊กกิ๊กก็ถามให้เลย แต่ก็เหมือนว่าคนขึ้นเยอะช่วงเช้า จำอะไรไม่ได้เลย T.T

11824163_10153063135745949_1669601837_n

ข้อมูลที่กุ๊กกิ๊กได้มาจากการประมาณค่า และตัดชอยส์

ท้ายที่สุดก็ต้องทำใจ… แต่อย่างน้อยการได้พยายามจนถึงที่สุดมันก็ไม่ทำให้คาใจ ตอนนี้ปลงงงง เสียใจจจจ วันนี้เที่ยวไม่สนุกเลย….คิดเรื่องนี้ทั้งวัน…. เงินจำนวนนั้นพอมาคิดเป็นเงินก็หมื่นกว่าเยน ได้ค่าอาหารแบบประหยัดหนึ่งสัปดาห์ หรือจะกิน mk ที่นู่นก็กินได้ประมาณสี่มื้อกว่า… เรื่องนี้เราก็จะทำโทษตัวเองด้วยการตัดค่าขนมล่วงหน้าของตัวเองไปสมทบกับเงินที่หายไปก็แล้วกัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

1. จะทำอะไรให้รีบๆ ทำ จะแลกเงินให้รีบๆ แลก ไม่ต้องมากังวลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะมันกลายเป็นเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย T_T (รีรอเพราะจะให้เรทมันดี แต่สุดท้ายหายเลยจ้าาาา)

2. ควรจะจัดการของให้ดีกว่านี้

ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณ Kukkik Tatchamapan มากๆๆๆ (ไม้ยมก n ที) ที่ช่วยตามให้จนถึงที่สุด ซึ้งใจมากมาย T.T และทุกท่านที่คอยให้กำลังใจ รวมถึงลุงคนขับรถเมล์ ลุงที่อู่ ป้า nanaยานยนต์เป็นอย่างสูงง ที่ทำให้เห็นว่าคนไทยก็มีน้ำใจอยู่นะ

และที่สำคัญ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานราชการ ควรทำงานให้ดีกว่านี้ เป็นระบบ และเก็บข้อมูลให้มันดีกว่านี้หน่อยได้ม้ายยยยยย

บทเรียนนี้ราคา 100 ยูโร…..

โฆษณา