สรุปชีวิตปี 2015 และเป้าหมายชีวิตปี 2016

แป้บๆ ก็จะผ่านปี 2015 ไปแล้ว.. กับการอยู่ญี่ปุ่นเป็นปีที่สอง

และเป็นประจำที่ทุกปี (ปีที่ปีที่ 9 แล้ว หืมมมม?) เราจะต้องมาสรุปว่าที่ผ่านมาทั้งปี เราได้ทำอะไรบรรลุเป้าหมายของปีไปบ้าง และวางเป้าหมายของชีวิตในปีถัดไป

ก่อนอื่น เรามาสรุปเป้าหมายของปี 2015 กันก่อนว่า มีการบรรลุเป้าหมายอะไรไปบ้าง…ภายใต้  Theme : ปีแห่งความเข้มแข็งทางวิชาการ

ที่มา : เนื่องจากตอนนี้เรากำลังจะเข้าสู่ปีที่สองของการเรียนปริญญาเอกแล้ว ดังนั้น เราต้องรีบเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ เพื่อที่ว่าจบมาจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในปีนี้ เราจึงจะมุ่งเน้นในเรื่องความเข้มแข็งด้านวิชาการเป็นหลัก (ปี 2014 เน้นภาพรวม ปีนี้จะเน้นภาพเชิงลึก)

ในปีนี้ งานวิจัยของเราก็ลงสู่เชิงลึกมากมาย ได้ศึกษาเรื่องใหม่ๆ เยอะขึ้น เรื่องในรายละเอียดก็เริ่มลงลึกมากขึ้น แต่ก็ยังทำตัวเบลอๆ บ่อยมาก ดังนั้นเราต้องปรับปรุงใหม่ในปีต่อไป

1. งานวิจัย

ในปีนี้ เท่าที่วางตารางดูแล้ว เรามี list ที่จะไป conference ทั้งหมดเยอะมาก สรุปได้ดังนี้

  1. 27 February – 1 March 2015 : The 6th Taiwan-Japan Joint Workshop for Young Scholars in Applied Mathematics @ 明治大学
  2. 15 – 18 March 2015 : EuroCG2015 @ Slovenia
  3. 22 – 25 June 2015 : SoCG2015 @ Netherlands
  4. 4 – 7 August 2015 : AFGS2015 @ Bangkok
  5. 14 – 16 September 2015 : JCDCGG2015 @ Kyoto

บรรดางานหลักห้างานนี้ คือ check point ที่คาดว่าจะเข้าร่วมในปีนี้นี่เอง… ณ ตอนนี้ EuroCG กำลัง final draft extended abstract เตรียมส่ง ส่วนงาน Taiwan-japan นี่ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ และงาน AFGS ก็กำลังอยู่ในระหว่างการ simulation + Optimzation  ซึ่งต้องเสร็จก่อนสิ้นเดือนนี้ ทั้งสามงานนี้จะรวบเป็น 1 research paper

สรุปแล้ว งานที่ได้ไป ก็ประกอบด้วย

  • 27 February – 1 March 2015 : The 6th Taiwan-Japan Joint Workshop for Young Scholars in Applied Mathematics @ 明治大学
  • 15 – 18 March 2015 : EuroCG2015 @ Slovenia
  • 4 – 7 August 2015 : AFGS2015 @ Bangkok
  • 14 – 16 September 2015 : JCDCGG2015 @ Kyoto

งานแรก ที่เมไดนี่แหละ เป็น Meeting ระหว่างมหาวิทยาลัย งานนี้ได้รางวัล Excellence Research Award of Ph.D. research ติดไม้ติดมือมาด้วย

งานที่สอง ไป Slovenia เป็นครั้งแรกที่ได้ไปยุโรปเลยทีเดียว ! รายละเอียดอ่านได้ใน เรื่อยไปในโตเกียว 10 : สโลวีเนียยยยย

ส่วนงานที่สาม เป็นงานคอนเฟอร์เรนซ์ที่ถือโอกาสได้กลับไทยหนึ่งเดือนเต็มๆ เลยทีเดียว กลับมาชาร์จไฟ (แต่งานที่หอบมาไม่ได้ทำเลย 5555)

หลังจากนั้นอีกสองงาน เราจึงต้องรีบปั๊มงานอย่างหนัก โดยเฉพาะที่ SoCG ในส่วน Young Researcher Forum (อยากไป ^^) ซึ่งคงต้อง submit งานใหม่ แสดงว่าเราต้องเริ่มงานส่วนใหม่ในเร็ววันนี้ รวมถึง JCDCGG ที่จะพยายามไปให้ได้ทุกปี (เพราะเป็นเหมือนงานแห่งแรงบันดาลใจของเรา)

SoCG เนื่องจากทำงานไม่ทัน (ฮืออออ) เลยไม่ได้ส่งไป แต่เราก็ส่งงานที่วางแผนไว้ว่าจะทำส่งของ SoCG ส่งไปที่ JCDCGG แทน

ส่วนงานที่เกียวโตเป็นเหมือนงานคอนเฟอร์เรนซ์ประจำปีของเรา ซึ่งปีที่ผ่านมาก็ทำให้ได้เคลียร์ปมชีวิตในงานนี้ด้วย ติดตามได้ใน เรื่อยไปในโตเกียว 14 : ตะลุยเกียวโตกับ JCDCGG2015

นอกจากงานวิชาการแบบจริงจังแล้ว ปีนี้เราก็ยังลองเล่นงานวิชาการแบบชิวๆ ดูบ้าง โดยการชัดชวนน้องพัทร ซึ่งเรียนอยู่ Architect ที่เมจิ มาลองลุยงานวิจัยร่วมเพื่อส่งไปที่ TJIA E-Talk ซึ่งจัดที่เกียวโต ถึงแม้จะเป็นงานที่แอบเผากันตอนท้ายๆ แต่ก็ได้ไอเดียดีๆ ไว้ต่อยอดในอนาคตต่อไป… ติดตามได้ใน เรื่อยไปในโตเกียว 16 : ตะลุยคันไซฟรีๆ กับ TJIA E-Talk

สรุปเป้าหมายส่วนแรกนี้

  • conference วางแผนจะไปให้ครบห้างาน (คือต้องมีงานใหม่)
  • ได้ 2 research paper ภายในปีนี้ (อันแรกคืองานที่กำลังทำอยู่ อีกอันคืองานใหม่ที่กำลังจะเกิด)

เป้าหมายอันแรก ก็เกือบๆ จะถึงแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดเลยขาดไปหนึ่งงาน แต่ก็ไม่เป็นไร ถือว่าโอเคแล้วล่ะ

ส่วนเป้าหมายของปีนี้ เรียกได้ว่าทะลุเป้าแบบงงๆ เพราะปีนี้เราสามารถปั่นงานได้ปริมาณมหาศาลดังนี้

  • S. Chaidee and K. Sugihara,  Approximation of Fruit Skin Patterns Using Spherical Voronoi Diagram
    • Submit ไปที่วารสาร Pattern Analysis and Applications ซึ่งสถานะตอนนี้เป็น Revision Submitted แล้ว รอว่าจะได้ accept หรือเปล่า.. (ผลอยู่ในมือ Editor แล้ว รอเวลาอย่างเดียว ฮืออ
  • S. Chaidee and K. Sugihara, Fitting Spherical Laguerre Voronoi Diagrams to Real World Tessellations Using Planar Photographic Images
    • Submit เป็น Post-proceeding หลังเสร็จงาน JCDCGG2015 ลงใน Lecture Note in Computer Sciences (LNCS) ของ Springer ซึ่งตอนนี้ก็รอ ร๊อ รอ….
  • S. Chaidee and K. Sugihara, Recognition of the Spherical Laguerre Voronoi Diagram
    • Submit ไปงาน SoCG2016 ปีหน้า อันนี้ก็รอต่อไปว่าจะได้ไหม
  • S. Chaidee and K. Sugihara, Numerical Fitting of Planar Photographic Image with Spherical Voronoi Diagrams
    • อันนี้เสร็จจากงาน AFGS  ในอันที่ส่งลง proceeding เค้าก็ส่งเมลล์มาถามทุกคนว่า มีใครจะสมัครให้คัดเลือกไปตีพิมพ์ในวารสารบ้าง ไหนๆก็ไหนๆ ก็ลองดูว่าจะได้ไหม เลยส่งไปให้เค้าคัดเลือก

ส่วนเปเปอร์ ป.โท หลังจากที่เพิ่งได้ submit เดือนมีนาคม ผ่านศึกสงครามดราม่าระหว่างอาจารย์กับ Editor มานาน แก้เปเปอร์ต่างๆ ตอนนี้ก็รอในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว…

  • S. Chaidee and W. Wichiramala, Optimal Partitioning of a Square : Numerical Approach, to appear in ScienceAsia.

สรุปเป้าหมายด้านวิชาการ ผ่านไปได้ด้วยดีมาก ทะลุเป้าหมายไปเลยทีเดียววว…

2. ด้านการเรียน + ความรู้

เนื่องจากเข้าใจตัวเองว่า บางทีเราจะไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือถ้าไม่มีเป้าหมาย ดังนั้นเราจึงจะต้องตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ เพื่อให้ก้าวไปถึงให้ได้

สืบเนื่องจากเราเพิ่งเริ่มศึกษางานด้าน Computational Geometry + Discrete Geometry และเทอมที่ผ่านมาได้ไปนั่งฟัง lecture Computational Geometry ที่สอนโดยอาจารย์เราเอง (แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องนะ 5555 เพราะอาจารย์สอนเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เขียนกระดานเป็นภาษาอังกฤษ -.-)

เพื่อที่จะ wrap up ความรู้จากการอ่าน และการเรียน ในปีนี้ เราวางเป้าหมายที่จะเริ่มเขียนตำรา Computational Geometry ที่ผสานไปพร้อมกับ Discrete Geometry ฉบับภาษาไทย จะได้เป็นการรวบยอดความรู้ของตัวเอง และเก็บไว้ใช้เป็นเครื่องมือในเวลาที่เราจบไปแล้วและต้องทำงาน

สรุปเป้าหมายข้อนี้ วางแผนไว้ต้นปี แต่เนื่องจากต้องทำงานอื่นๆ เลยไม่ได้กลับมาทำสิ่งนี้ที่วางไว้เลย เป็นว่าเป้าหมายปีนี้ก็ Fail ไปนะ T_T เอาใหม่ปีหน้า

3. ด้านภาษา

ในด้านภาษา ปีนี้เราจะเน้นภาษาญี่ปุ่นให้เยอะมากขึ้น ในปีที่ผ่านมาเราสอบ JLPT N4 แต่เนื่องจากลองสอบ แบบไม่ได้เตรียมตัว จึงไม่ต้องคาดเดาผลมากนัก น่าจะไม่ผ่าน (T_T) ดังนั้นเราจึงจะวางเป้าหมายด้านภาษาดังนี้

  • ศึกษา Kanji Tomodachi เล่ม 2-3 ให้จบ (เป็นตำราสำหรับเด็กไทยในญี่ปุ่น ซึ่งมันเป็นคันจิระดับประถม TT)
  • ศึกษา Minnano Nihongo ให้จบสี่เล่ม
  • เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดคือ สอบ N4 ให้ผ่าน (เพื่อที่จะสอบ N3 ให้ผ่าน อันจะเป็นเป้าหมายในปีต่อไป)
  • ร้องคาราโอเกะภาษาญี่ปุ่นให้ได้

เกี่ยวกับคันจิ เราไม่ได้เปิดหนังสือ Kanji Tomodachi เลย… ส่วน Minnano Nihongo ก็ไม่ได้แตะอีกเหมือนกัน T_T

แต่…ปีนี้เราลงเรียนภาษาญี่ปุ่นของคลาสที่มหาวิทยาลัยจัดให้ ตั้งแต่ปีที่แล้วเราก็ค่อยๆ เลื่อนชั้นขึ้นจาก Introductory 2 -> Beginner 1 -> Beginner 2 จนตอนนี้ขึ้นมาที่ระดับ Intermediate แล้ว ซึ่งก็คิดว่าค่อนข้างครอบคลุม Minnano Nihongo และข้ามขึ้นไปแล้ว… เรื่องคันจินี่ ตอนนี้เราเริ่มจำได้อัตโนมัติ จากการถูกบังคับให้ท่องในคลาส Intermediate ซึ่งก็ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ..

ส่วนการสอบ N4 ปีนี้ เท่าที่ทำมาก็คิดว่าพอโอเค อาจจะมีลุ้นผ่านได้แหละ (แต่ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านจริงไหม ฮือออ)

ส่วนคาราโอเกะปีนี้หรอ… ไม่ได้ไปเลย (ไปหนึ่งครั้งตอนต้นๆ ปี แต่ก็ยังไม่คล่องนะ)

ปีนี้ช่วงปลายปี เราก็ได้ทำ Challenge ของเราหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีส่วนทำให้ภาษาญี่ปุ่นเราก้าวหน้าได้คือ ไปแข่งพูดสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่น ! ทำให้เราพัฒนาตัวเองด้านภาษาญี่ปุ่นได้มากเลย รายละเอียดของความโบห์ม อ่านได้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว 17 : แข่งสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่น

ปีนี้ก็ถือว่าเป้าหมายภาษาญี่ปุ่น ก็ถือว่าโอเค ผ่านเกณฑ์ที่วางไว้ของปีนี้ (เพราะมัน equivalent กัน 555)

4. การรักษาสุขภาพ

หลังจากที่เป้าหมายปีที่ผ่านมาไม่ค่อยบรรลุ ปีนี้เมื่อชีวิตเริ่มอยู่ตัวแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องรีดน้ำหนักลงแล้วเพื่อสุขภาพในอนาคต ในปีนี้ วางแผนให้น้ำหนักลดลงกว่าเดิม ให้แตะเลข 8X ให้ได้

ปีนี้เราก็พยายามมมมมมมมมม ด้วยการวิ่งรอบๆ Campus ตอนเย็นตั้งแต่เดือนพฤษภา น้ำหนักก็ลงมาอยู่นะ…. แต่ตั้งแต่กลับไทยมา แผนการของเราก็พัง T__T จากนั้นก็ไม่ค่อยได้วิ่งอีกเลย สรุปเป้าหมายข้อนี้ก็ถือว่า ยังไม่ผ่านไปอีกปีครับ ฮืออ

5. การทำงานเพื่อส่วนรวม

ไม่รู้จะมีอะไรให้ทำไหม เอาเป็นว่าถ้าใครมีอะไรให้ช่วยก็จะช่วยตามความสามารถก็แล้วกัน

ปีนี้ได้ไปช่วยอยู่สองงาน งานแรกคือสัมมนานักเรียนทุนกับพี่ สนร. เรื่อง เรียน รอด รอบรู้ในประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นงานที่สนุกมาก ต้องขอบคุณพี่หนึ่ง (พี่ประชา) ที่ให้โอกาสไปช่วยงาน ส่วนอีกงานคืองานรับน้องคันโต ที่น้องน๊อตขอไปช่วย ก็เป็นอีกงานที่สนุกสนาน ได้ย้อนวันสมัยเป็น ป.ตรีที่ทำงานรับน้องเลยทีเดียว

6. การมีวินัยในตนเอง

ปีนี้ตั้งใจจะตื่นให้เช้าขึ้น เพื่อรับความสดชื่นกับชีวิต เพราะประเด็นอื่นๆ ในปีที่ผ่านมาค่อนข้างดีขึ้นมาบ้างแล้ว

ปีนี้ก็ตื่นเช้าบ้าง ตื่นสายบ้าง สลับกันไป ไม่ถือว่าโอเคมาก แต่ก็ไม่เลวมากเท่าไหร่นะ

7. อื่นๆ สิ่งที่อยากทำ

  • เยี่ยมชมโรงเรียนญี่ปุ่น : ในฐานะที่เราสนใจเรื่องการศึกษา ถ้าติดตามจากบล๊อกตอนเก่าๆ จะพอเห็นว่า สาเหตุหนึ่งที่เราเลือกมาเรียนญี่ปุ่น ก็คือ มาดูงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน ระบบการศึกษาของที่นี่ด้วย ดังนั้นในปีนี้ จะเริ่มหาโอกาสไปเที่ยวชมโรงเรียน ไปชมรูปแบบการสอน เพื่อกลับมาสะท้อนคิดกับบ้านเรา และเตรียมพร้อมกลับมาปรับปรุงที่บ้านเราต่อไป
  • ศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น : หลายๆ อย่างที่นี่น่าสนใจมาก ในโอกาสที่เรามาอยู่ที่นี่ เราควรได้เรียนรู้อะไรที่เป็น tradition ที่นี่ ดังนั้นจะพยายามหาเรียนอะไรที่น่าสนใจ (เช่น ปั้นซูชิ / ทำโซบะ / ฯลฯ)

ปีที่ผ่านมา เรายังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนญี่ปุ่นเลย เนื่องจากเวลา และอะไรหลายๆอย่าง แต่เราก็เริ่มได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นเยอะอยู่พอสมควรในปีนี้ เช่น

  • ไปค่ายภาษาอังกฤษ ไปดูว่าเด็กญี่ปุ่นเค้าเรียน เล่นกันยังไง ซึ่งก็กลับมาเหนื่อยมาก แต่ก็สนุกมาก (และคาดว่าปีหน้าคงไปอีก) ติดตามได้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว 11 : ไปเล่นกับเด็กที่ค่ายภาษาอังกฤษกัน !! ~
  • ไปดูเบสบอล ซึ่งจะว่าไปก็เป็นกีฬายอดนิยมของที่นี่เลย (ฮิตกว่าฟุตบอลอีกมั้ง) ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็คิดในใจว่าอยากไปดูเหมือนกัน และในที่สุดก็ได้ไปดู โดยที่เราก็ได้ไปดูสองรอบเลยทีเดียว ติดตามได้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว 12 : เบสบอลครั้งแรก
  • ที่เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ถึงแม้ปีนี้เรายังไม่ได้ไปเที่ยวโรงเรียนญี่ปุ่นก็ตาม แต่เราก็ได้มีโอกาสศึกษาดูแล้วว่าเด็กที่นี่ทำโครงงานคณิตศาสตร์กันยังไง ผ่านการไปช่วยเป็นสตาฟจัดประกวดโครงงานคณิตศาสตร์ ติดตามได้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว เรื่อยไปในโตเกียว 15 : แอบส่องโครงงานคณิตศาสตร์เด็กญี่ปุ่น
  • ปีนี้มีอะไรหลายๆ อย่างที่ได้เล่นได้ทำ เช่น ไปตามเก็บฮานาบิที่ต่างๆ ตามเก็บ illumination ที่ต่างๆ ก็สนุกสนานตามสมควร

ปีที่ผ่านมาก็ถือเป็นปีที่ดีสำหรับเรา ก็หวังว่า ปีต่อไปก็จะเป็นปีที่ดีไม่แพ้กันนะ 🙂

สรุปปีนี้ก็เป็นปีที่ดีอีกปี พอๆ กับปี 2014 เป็นปีที่ได้เรียนรู้ทั้งเรื่องวิจัย เรื่องงาน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เยอะแยะ ได้ออกไปที่ใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ ได้พัฒนาตัวเอง ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดอะไรของตัวเองหลายๆ อย่าง ได้เรียนรู้ความรู้สึกต่างๆ ที่เข้ามา และการจัดการความรู้สึก ความเครียด และก็ผ่านปีนี้ไปได้ด้วยดี….

บันทึกการผจญภัยของเรา บันทึกไว้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว และ เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป เก็บไว้เป็นความทรงจำ (ที่ผ่านไปในเหตุการณ์) ความรู้ (ที่ได้รับจากการพบเจอ) ความคิด (สิ่งที่คิดระหว่างนั้น และอนาคต) จะพยายามเขียนเรื่องที่น่าสนใจไว้เผื่อเป็นประโยชน์ต่อไป…

**********************************************************

ผ่านไปแล้วกับปี 2015 เราก็มาพูดถึงอนาคตของเราในปี 2016 กันดีกว่าาาาาาาาา

สำหรับปีนี้ เราได้ตั้ง Theme ของวิสัยทัศน์ประจำปีนี้คือ “ปีแห่งความเข้มข้นทางวิชาการ”

ที่มา : ปีที่แล้ว Theme ของเราเป็นปีแห่งความเข้มแข็ง ซึ่งเน้นการทำงานเยอะๆ เรียนรู้เยอะๆ ผิดพลาดเยอะๆ นอยด์เยอะๆ มาถึงปีนี้ ถ้าเป็นไปตามกำหนด เราก็ต้องเริ่มเขียนเล่ม Thesis และเตรียมความพร้อมก่อนจบแล้ว (ย้ำว่า ถ้าเป็นไปตามกำหนด ขึ้นอยู่กับอาจารย์ lol) ดังนั้นปีนี้เราต้อง Set เป้าหมายให้มีความเข้มข้น ทำตัวเองให้พร้อมก่อนจบ ด้วยเป้าหมายที่เข้มข้นกว่าเดิม (2014 เน้นภาพรวม 2015 เน้นภาพลึก 2016 เน้นภาพลึกแบบเข้มข้น)

1. การวิจัย

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องหลักของเราเลยทีเดียว ในส่วนนี้เราจะแบ่งออกเป็นส่วนหลักๆ ดังนี้

เกี่ยวกับงาน Conference

ปีนี้เรามี Check Point หลักๆ ของงาน Conference ดังนี้

  1. 26 February – 1 March 2016 : The 7th Taiwan-Japan Joint Workshop for Young Scholars in Applied Mathematics @ Taiwan
  2. 30 March – 1 April  2016 : EuroCG2016 @ Switzerland
  3. 14 – 18 June 2016 : SoCG2016 @ USA
  4. (TBA) : JCDCGG2016 @ Japan

ซึ่งสำหรับเบอร์ 1. เราต้องไปอยู่แล้ว เบอร์ 2. เรากำลังปั่นงานข้ามปี เบอร์ 3. ส่ง paper ไปแล้ว รอผลตอบรับ (ถ้าไม่ได้ คงจะส่งไปอีกรอบที่ Young Researcher Forum ในงานนั้นอีก) และ 4. ยังไม่มีรายละเอียด แต่คงจะส่ง

ดังนั้น เป้าหมายของปีนี้สำหรับงาน Conference คือ เก็บงานพวกนี้ให้หมด ! (และคิดว่าซุปอาจจะหางานคอนให้ไปอีก ก็ยินดีที่จะไป เย่)

เกี่ยวกับ Paper

ปีนี้ เราคิดว่า น่าจะเขียนเปเปอร์อย่างน้อย 2 เปเปอร์ เป้าหมายตั้งไว้ที่ 2 เปเปอร์ เปเปอร์แรกเกี่ยวกับงานที่กำลังทำคาบเกี่ยวข้ามปี คิดว่าจะรวบ extended abstract ที่ส่งไป EuroCG กับงานที่ทำต่อเป็นหนึ่งเปเปอร์ และเปเปอร์ปิดท้ายโปรเจค ป.เอกอีกหนึ่งอัน เป็นเปเปอร์ที่รวบเรื่องทั้งหมดไปอธิบายเกี่ยวกับพืช หวังว่าจะเป็นไปตามแผน

เกี่ยวกับ Thesis 

ปีนี้เป็นปีที่น่าจะต้องเขียนเล่มให้เรียบร้อย ดังนั้นเป้าหมายที่ง่ายที่สุดคือ เขียนเล่มให้เสร็จนั่นเองงงง

เป้าหมายอื่นๆ

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ทำงานเขียนเยอะมากกกกก และเป็นปีที่แก้งานเยอะมากกกกก ซึ่งซุปเราก็ใจดี ตรวจงานละเอียด รวมถึงส่งงานไปให้บริษัท correcting company ตรวจภาษาให้อีกรอบ สิ่งที่เรามานั่งคิดคือ ในอนาคต หลังจากที่เราจบไป เราก็ไม่มีใครมาเชคภาษาให้ละเอียดแบบนี้อีก ดังนั้น เราต้องยืนให้ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ดังนั้นปีนี้จะพยายามลดความผิดพลาดของงานเขียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนที่จะส่งให้ซุป หรือบริษัทตรวจภาษาอ่านดู

2. ด้านการเรียน + ความรู้

ปีนี้จะขอซ้ำเป้าหมายปีที่แล้วที่ยังทำไม่ได้ นั่นคือเริ่มเขียนหนังสือ Computational Geometry ของเรานั่นเอง!

ส่วนเป้าหมายอีกอย่างของปีนี้ เนื่องจากจบกลับไป เราคงต้องสอนหนังสือแน่ๆ ดังนั้นปีนี้เราจะไปนั่งดูการเรียนการสอนของเด็ก ป.ตรี ที่นี่ว่าเค้าสอนอะไร ทำอะไรกันบ้าง (เป็นภาษาญี่ปุ่น)

เนื่องจากเราต้องเขียนเล่ม Thesis ดังนั้นปีนี้เราจะต้อง wrap up สิ่งทั้งหมดที่เรียนรู้ไปใน Thesis ด้วย ซึ่งก็เป็นการบังคับให้ได้เรียนรู้เยอะๆ อ่านเยอะๆ เขียนเยอะๆ อยู่แล้ว

3. ด้านภาษา

หลังจากปีที่ผ่านมา ภาษาญี่ปุ่นก็พัฒนาขึ้น ปีนี้เราก็ยังอยากพัฒนาด้านภาษาให้มากขึ้น แต่เนื่องจากเราอาจจะต้องให้ความสนใจกับการวิจัยมากขึ้น ดังนั้นการนั่งเรียนใน class ภาษาญี่ปุ่นแบบเทอมที่ผ่านมาอาจจะไม่ไหวแล้ว… นอกจากภาษาญี่ปุ่นแล้ว เรายังวางแผนที่จะกลับมา fit ภาษาอังกฤษให้เข้าร่องเข้ารอย หลังจากพังๆ มาเกือบปีสองปี เพื่อเตรียมพร้อมหลังสำเร็จการศึกษา

ปีนี้ เป้าหมายทางภาษาเราประกอบด้วย

  • สอบ N3 ให้ผ่าน (น่าจะรอบเดือนธันวาคมนี้)
  • สอบ TOEFL iBT หนึ่งรอบก่อนจบ (เบิกเงินมหาลัย เย่)

4. การรักษาสุขภาพ

เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ปีที่แล้วเราก็พอทำได้บ้างนิดหน่อย แต่ปัญหาที่พบคือขาดความต่อเนื่อง เลยทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย ดังนั้น ปีนี้เราจะแบ่งเป้าหมายออกเป็นสี่ไตรมาส โดยให้น้ำหนักลดลงไตรมาสละ 4 kg.

5. การทำงานเพื่อส่วนรวม

ถึงแม้ปีนี้ก็ต้องเขียนเล่ม Thesis แต่ถ้าใครมีอะไรให้ช่วยก็จะช่วยตามความสามารถก็แล้วกัน

6. การมีวินัยในตนเอง

ปีนี้ตั้งใจจะตื่นให้เช้าๆ ขยันให้มากขึ้นเรื่อยๆ เคลียร์งานให้เสร็จตามกำหนดเวลาที่วางไว้

7. อื่นๆ สิ่งที่ต้องทำ และอยากทำ

  • วางแผนหาที่ทำ Postdoc พยายามหาที่ที่จะทำวิจัยหลังจบที่ญี่ปุ่น จีบอาจารย์ หา Professor สำหรับทำ postdoc (เอาจริงๆ ที่เมจิที่อยู่ก็มีสถาบันวิจัยอยู่แล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาตอนนี้ก็โคตรรรดีอยู่แล้ว แต่เพื่อความหลากหลายของชีวิต ก็ขอลองหาที่อื่นก่อน แล้วค่อยมาดูที่นี่อีกทีนึง)
  • เตรียมตัวหาหัวข้อวิจัยใหม่ๆ เนื่องจากเราก็อาจจะใกล้จบแล้ว หลังจากจบควรมีเรื่องที่เตรียม start up งานวิจัย (ที่จะต้องลุยงานด้วยตัวเอง) รวมถึงเรื่องน่าสนใจไว้หลอกเด็กๆ ลูกศิษย์ในอนาคตมาลุย Senior Project/ โครงงานด้วย
  • เริ่มลองทำงานวิจัยร่วม อยู่ที่นี่เห็นหลายๆ คนมีการทำโปรเจควิจัยร่วมด้วย เราคิดว่าเป็นอะไรที่น่าสนุก และเป็นการสร้างเครือข่ายวิจัยด้วย เราเลยจะลองหาเครือข่ายสำหรับทำวิจัย ไม่เฉพาะแต่ในสายหลักที่ทำ แต่เป็นงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย (connect ไปหาข้อข้างบน)
  • เยี่ยมชมโรงเรียนญี่ปุ่น ปีที่แล้วตั้งเป้าหมายไว้แต่ไม่ได้ทำ เพราะอะไรหลายๆ อย่าง ปีนี้จะลองหาที่ไปเยี่ยมชมให้ได้
  • ศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่น ปีใหม่นี้จะพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นให้มากขึ้น เรียนรู้วัฒนธรรมที่น่าสนใจ และปีนี้จะต้องลองฝึกทำอาหารญี่ปุ่นให้ได้ !

**********************************************************

ปีที่ผ่านมา ก็เป็นปีที่โอเคอีกปีนึง หวังว่าปีต่อไปนี้จะเป็นปีที่เยี่ยมยอดที่สุดไปเลยนะ lol

สุดท้ายนี้ต้องบอกว่า Happy New Year 2016 นะครับ

明けましておめでとうございます!

(ล่วงหน้าสองวันคงไม่เป็นไรมั้งงงงง)

และขอขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่าน (จนมาตอนนี้ก็คิดว่าคงมีคนอ่านอยู่บ้างแหละนะ) และติดตาม facebook ตลอดปีที่ผ่านมา (พยายามจะมีความเยอะให้น้อยลงนะ)

ป.ล. 1 ย้อนกลับไปอ่านของเก่าๆ ก็ตลกตัวเองเหมือนกันนะ 😛

ป.ล. 2 ปีใหม่นี้ขอให้สิ่งเลวร้ายในประเทศเราได้ผ่านพ้นไป ขอให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามานะครับ

เป้าหมายเก่าๆ 

โฆษณา

เรื่อยไปในโตเกียว 17 : แข่งสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่น

อาจารย์ช้างเคยโพสสเตตัสเฟสบุ๊คไว้ว่า “มากมายหลายสิ่ง ชีวิตจึงมีความหมาย”
เรามักเป็นคนที่ชอบหาเรื่องหางานเข้าตัวเสมอ… งานนี้ก็เช่นกัน เราก็หาเรื่องเข้าตัวอีกจนได้ ทำให้เรามีงานมากมายหลายสิ่งจริงๆ (แล้วชีวิตเราก็จึงมีความหมายใช่ไหม?)

เรื่อยไปในโตเกียวตอนนี้ จะมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การแข่งสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่นครั้งแรก (และน่าจะครั้งเดียว) ตั้งแต่การหาเรื่องเข้าตัว จนกระทั่งงานแข่งผ่านไปได้ด้วยดี (หรอออออ)

********************************************************

หนึ่งในเป้าหมายประจำปีของเรา (Reference: Here) คือการยกระดับศักยภาพทางภาษาญี่ปุ่นของเรา แผนของเราในปีนี้คือต้องผ่าน N4 ให้ได้ (ซึ่งก็ยังไม่รู้ผลรอบที่เพิ่งสอบไป) ดังนั้นปีนี้ เราจึงพยายามกับภาษาญี่ปุ่น วิธีหนึ่งคือการเรียนภาษาญี่ปุ่นของที่มหาวิทยาลัย ซึ่งจริงๆ แล้ว Grad School ก็ไม่ได้บังคับเรา แต่เราอยาก เลยขอซุปไปเรียนด้วย ซึ่งซุปเราก็สนับสนุนมาโดยตลอด (เป็นต้นว่า เวลา meeting ประจำสัปดาห์แล้วซุปจะย้ายเวลา ซึ่งพอย้ายแล้วจะชนคาบภาษาญี่ปุ่น ซุปก็จะหลบเวลาคาบภาษาญี่ปุ่นให้ตลอด lol) จากเทอมแรกที่มาจนเทอมนี้ เราก็อัพคลาสขึ้นมาจากคลาสพื้นฐาน (Introductory 2 -> Beginner 1 -> Beginner 2) สู่คลาส Intermediate สักทีในเทอมนี้

ความรู้สึกครั้งแรกๆ ตอนเรียนคลาส Intermediate นี้คือ อึดอัดมาก ตอนเราเรียนคลาสพื้นฐาน เราไม่ได้ถูกบังคับให้จำคันจิ ในคลาสเซนเซก็จะชิวๆ คันจิก็จะมีฟุริงานะกำกับ (และเราก็ไม่พยายามจะจำมันด้วย) จนกระทั่งมาเทอมนี้…. หนังสือที่เรียนมีความยากแบบอัพสเต็ปมาก ด้วยเวลาเรียนที่เพิ่มขึ้น เนื้อหาที่ยากขึ้น และควิซ+สอบ ที่มาเป็นระยะๆ ทำให้บังคับให้เราต้องท่องคันจิบทละประมาณสี่สิบห้าสิบคำไปโดยปริยาย  ในห้องเรานี่แทบจะเป็นตัวถ่วงทำให้คลาสในห้องช้าเป็นประจำเลยทีเดียว TT ด้วยความช้าไม่รู้เรื่องของเรา ทำให้เรารู้สึกเหมือนแอบโดนเพื่อนร่วมคลาสเหยียดๆ อยู่บ้างช่วงต้นๆ (ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า) ด้วยภาวะแบบนี้ก็เลยบังคับให้เรายอมแพ้ไม่ได้!

วันหนึ่งในคลาสภาษาญี่ปุ่น มีสตาฟจาก International office มาประชาสัมพันธ์การแข่ง speech contest สำหรับนักเรียนต่างชาติของมหาวิทยาลัย ชิงถ้วยรางวัลอธิการบดี พร้อมเงินรางวัล (ที่หนึ่ง 50,000 เยน ที่สอง 40,000 เยน ที่สาม 30,000 เยน ที่สอง 20,000 เยน และรางวัลของ Campus mate) เราก็ได้รับใบสมัครมาด้วย เซนเซที่สอนในคลาสก็ประชาสัมพันธ์ไปว่าใครสนใจก็สมัครเลย… เราก็ชิวๆ คิดว่า หน้าอย่างตรู แค่พูดภาษาญี่ปุ่นธรรมดาให้มันโอเคก็ยากแล้ว นี่จะไปพูด speech เลยหรออออออ คงไม่ดีกว่า

ตอนบ่ายหลังจากกลับมาจากคลาสภาษาญี่ปุ่น เราก็ไปที่แลป เล่าให้น้อง ป.โท ฟัง นางๆ ก็บอกไป สมัครสิๆ ไม่รู้พูดจริงหรือพูดเล่น เราก็คิดดูก่อนละกัน… เนื่องจากเราเป็นพวกคล้อยตามง่าย เราก็ เอ๋ สมัครดีไหมน้า… เงินรางวัลก็ล่อตาล่อใจอยู่นะ อีกอย่าง เราก็เคยมีประสบการณ์อะไรพวกนี้มาบ้างตอนเรียน ม.ปลาย ป.ตรี (ขยายความตรง Remark 1) เลยคิดว่า ประสบการณ์พวกนี้จะหนุนนำมาปรับใช้ได้บ้างแหละนะ… คิดไปคิดมาจนใกล้วัน Deadline รับสมัคร ไปปรึกษาซุป ซุปก็ เอาสิๆ น้องในแลปก็เชียร์ เราก็เลย เอาวะ สมัครก็สมัคร

ตอนเลือกหัวข้อ Speech เราก็นึกไม่ออก จะเลือกหัวข้ออะไรดี ธีมของงานแข่งขันคือ 異文化体験から学んだもの―母国・日本・そして未来へ― สำหรับการพูด 5 นาที จากความเข้าใจคือ เป็นการเปรียบเทียบวัฒนธรรมของประเทศเรา กับญี่ปุ่น พร้อมกับการนำปรับใช้ในอนาคต ประสบการณ์สมัยไปฝึกพูดที่สโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ เคยมีผู้วิจารณ์กล่าวกับเรา (หลังจากเสร็จงาน) ว่า เวลาเราพูด ควรเลือกหัวข้อที่ให้ความรู้แก่ผู้ฟัง แทนที่จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียว (ตอนนั้นที่ไปฝึกพูด เล่าให้ฟังเรื่องประสบการณ์รับน้องขึ้นดอย ตามสไตล์ที่เรากำลังเห่อๆ ช่วงเป็น Freshy ปี 1) ในการเลือกหัวข้อครั้งนี้ เราเลยอยากเลือกหัวข้อที่ดูแปลกใหม่ มาจากประสบการณ์ของเราที่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น และเสนอแนวคิดที่น่าสนใจด้วย…

เนื่องจากเราชอบไปงานประชุมวิชาการมาก (เพราะแอบได้เที่ยวด้วย และกินฟรีด้วย อิอิ) เราเลยมองเห็นมุมนึงที่เกิดจากการประชุมวิชาการ ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างที่ไทยกับที่ญี่ปุ่นมาก เราเคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วในเรื่อยไปในโตเกียว 2 ตอน บุฟเฟต์ญี่ปุ่น เนื่องจากคิดอะไรไม่ออกด้วย เลยหยิบเรื่องนี้มาใช้เลย – -” ส่วนประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่เอาไปใช้อนาคต เราก็คิดถึงเรื่องการวิจัยแนวพหุวิทยาการ (อันนี้เป็นความคับข้องใจส่วนตัวตอนไป AMM ที่กระบี่เมื่อสามปีก่อน เราคิดว่าปาร์ตี้ตอนจบงานน่าจะได้มีโอกาสรู้จักคนใหม่ๆ ในสายคณิตศาสตร์บ้าง แต่งานนั้นไม่ใช่อย่างนั้น เรานั่งแยกๆ โต๊ะ กินข้าว (ไก่ทะเล : ไปทะเลแต่ได้กินแต่ไก่ – -) กำลังจะได้ร้องคาราโอเกะแต่ฝนก็ตกซะก่อน…) งานเลี้ยงสไตล์ญี่ปุ่นน่าจะมีโอกาสได้เจอผู้คนใหม่ๆ เยอะกว่า มีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น เกิดหัวข้อวิจัยใหม่ๆ ง่ายขึ้น เลยเลือกหัวข้อนี้

พอได้หัวข้อนี้แล้ว เราเลยเขียนแล้วสมัครไปในวันกำหนด Deadline พอดี – -” ไม่คิดว่าเค้าจะรับให้เข้าแข่งขันด้วย (สงสัยคนสมัครน้อย ใครสมัครก็รับหมด ถถถถ) หลังจากที่เราสมัครไป ทาง International Office ก็นัดมาประชุมผู้แข่งขัน และวันประชุมวันแรกก็มาถึง…

การประชุมของคนแข่งขันมีทั้งหมดสามครั้ง ครั้งแรกคือเพื่อปฐมนิเทศ เล่ากติกา แบ่งกลุ่ม ครั้งที่สองเป็นการชี้แจงทั่วๆไป นัดแนะนัดหมายรูปแบบ และครั้งที่สามคือ ซ้อมพิธีการ นัดหมาย อื่นๆ

ในการแข่งขันครั้งนี้ ผู้สมัคร (ซึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติ) จะถูกจัดเป็นทีม ในทีมจะมีคนแข่งขันหนึ่งคน และทีม Advisor ทีมละสามคน ทีม Advisor จะเป็นนักเรียนญี่ปุ่นที่จะคอยช่วยเหลือเรื่องภาษา สคริปต์ การพูด และช่วยประสานงานกับทางคนจัดงาน.. เราก็ถูกจัดทีม ซึ่งมีเด็ก ป.ตรีจากคณะกฏหมาย และคณะอักษรมาช่วยเราด้วย จากที่ดู ผู้แข่งขันก็มาจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลี อิตาลี ออสเตรเลีย (คนออสเตรเลียนี่เอาจริงๆ ก็ลูกครึ่งไทยมาเลเซียแต่ไปโตที่ออสเตรเลียนั่นแหละ)

วุ่นวะวุ่นวาย

หลังจากนั้นเราก็เริ่มร่างสคริปต์ กำหนดไอเดีย เขียนๆไป เนื่องจากทักษะภาษาญี่ปุ่นเราง่อยมาก ทีมงานของเราก็เลยต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคันจิ แกรมม่า เราก็โง่หมด TT จนสคริปต์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ก็ควรเริ่มซ้อมได้แล้ว…

IMG_5547

ดราฟท์แรกๆ ของสคริปต์ แก้โดยน้องซันชิโร่และพี่กิฟท์

ท้ายที่สุด เราก็ได้หัวเรื่องสวยๆ คือ

パーティーが研究にもたらすもの:文化を比較して
จากงานเลี้ยงสู่งานวิจัย : เปรียบเทียบวัฒนธรรมที่ต่างกัน

ปัญหาของเราคือ เวลาของเราที่ไม่ค่อยจะมีตั้งแต่ไหนแต่ไร… เนื่องจากภารกิจหลักของเราคืองานวิจัย ป.เอก ดังนั้นงานพวกนี้เราจะไม่เอาไปกระทบเวลาวิจัยปกติ (วันธรรมดา ถึงประมาณหกโมงเย็น) ทำให้เราต้องเจียดเวลาว่าง ซึ่งเวลาว่างเราก็มีงานอื่นเข้าแทรกได้บ้างซึ่งพอจะ list ไว้ได้ดังนี้ (หรือจริงๆคือข้ออ้างนั่นแหละ  5555)

  • ระหว่างการเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็ต้องท่องคันจิ ทำการบ้านอันหลากหลายมากมาย (อาทิ เรียงความ เตรียมบทพูด)
  • Oct~Nov เนื่องจากเราจะไปงาน TJIA (14 พฤศจิกา) เราจึงต้องเตรียมงาน TJIA กับน้องพัทร ซึ่งจากการที่เราไม่เอาไปเบียดกับเวลาวิจัยปกติกัน เราเลยต้อง shift งานพวกนี้ไว้ในเวลาว่าง ซึ่งเราต้องใช้เวลาว่างวันเสาร์สำหรับการทำงาน พอมีงานนี้เข้าแทรก เลยต้องจัด slot เวลาดีๆ (ทำนองว่า กลางวันทำ speech ตอนเย็นลุย TJIA)
  • (19 พฤศจิกา) พรีเซนต์ Speech ของคลาสพูดภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งต้องเป็นอีกเรื่อง ใช้ซ้ำกันไม่ได้ ฮือ) การท่องสคริปต์เป็นเรื่องที่หายนะมาก
  • Nov ปั่นเปเปอร์ submit งาน SoCG ซึ่ง deadline คือต้นเดือน 4 ธันวาคม (งานเขียนเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิมาก)
  • Dec (4 ธันวาคม) สอบ N4 เนื่องจากเป็นการสอบรอบที่สอง หลังจากตกไปครั้งนึงแล้ว ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ดังที่น้องซันชิโร่กล่าวไว้ว่า “ถ้ารอบนี้พี่ยังสอบไม่ผ่านอีก ก็เก็บกระเป๋ากลับไทยไปเลยฮะ! TT”
  • พ้นจากสอบ N4 อีกสัปดาห์เราก็ถูกเลื่อนสัมมนาขึ้น เพราะซุปเปลี่ยนวันเดินทางของแก ทำให้ศุกร์เดิมที่ต้องพูดสัมมนาโดนเลื่อนขึ้น งานเราก็เลยต้องเตรียม

ประชุมรวมครั้งที่สอง (เสาร์ 21 พฤศจิกา) มีการจับสลากเลือกลำดับการพูด ดวงของเราก็ได้ลำดับสุดท้ายเลยยยยยยยย….. กดดันที่สุด ตื่นเต้นที่สุดละ TT

เราก็ปั่นงานเรื่อยๆ วันเสาร์ที่ปาร์ตี้ชมรมส้มตำฯ (เสาร์ 28 พฤศจิกา) ก็กินอาหารไทยกันไป ระหว่างนั้นทุกคนก็ถามว่า พูดอะไร ไหนลองพูดให้ฟังสิ อ้าว ภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้ ลองเล่าแบบภาษาไทยให้ฟังหน่อย… ทุกคนก็ฟังเราเล่า (ซึ่งเราก็เล่าแบบไม่รู้เรื่อง ตามสไตล์คนพูดไม่รู้เรื่อง ฮือออ) บรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ก็ช่วยแก้ช่วยคอมเมนต์โครงเรื่องของเราไป…

หลังจากสคริปต์เสร็จ เราก็ควรเริ่มซ้อม แต่เราก็ยังไม่ค่อยมีเวลาซ้อม เลยทำได้แบบอ่านแบบติดๆ ขัดๆ จับเวลาไม่ได้สักที ส่วนนัดกับทีม เราก็ว่างแค่เวลาพักเที่ยงของวันที่เราไปเรียนภาษาญี่ปุ่น (ด้วยเราอยู่คนละ campus กับทีม ทำให้แอบลำบากอยู่พอควร) ภาวะแบบนี้เกิดมานานจนกระทั่งเดือนธันวาคมล่วงเข้ามา… สัปดาห์ใกล้สอบ N4 เราก็นอยด์มากๆ งดทุกอย่าง (ยกเว้นวิจัย) เพื่อ N4 เลยทีเดียว (ศุกร์ก่อนสอบ N4 มีสอบใหญ่ภาษาญี่ปุ่นด้วย) จนหลัง N4 เสร็จก็ได้เวลาลุยท่องบทสักที…

ระหว่างที่เราก็เตรียมบท เตรียมซ้อมไป วิธีนึงที่เราใช้เพื่อให้จำได้ในภาวะที่ไม่มีเวลาคือ ขอให้คนญี่ปุ่น (ก็ทีมงานนี่แหละ) ช่วยอ่านสคริปต์ เราก็อัดเสียง แล้วฟังในช่วงว่างๆ เช่น ขึ้นรถไฟฟ้า ดังนั้นตั้งแต่เดือนธันวามานี้ เราฟังบทพูดมาหลายร้อยรอบแล้ว TT วันที่ meeting กับอาจารย์ ก็คุยกับอาจารย์ว่า เราก็อยากซ้อมพูดให้ฟังเหมือนกัน อาจารย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย (ตอนแรกแกก็จะบอกว่า วันสัมมนาที่คุณพูด ก็ซ้อมอันนี้เลยก็ได้ แต่เราเห็นค้าน สัมมนาแลป งานหลักควรเป็นงานวิชาการ งานแข่งพูดเป็นเรื่องชิวๆ แทรกๆเอาก็ได้) เราเลยซ้อมให้อาจารย์ฟังในสัมมนาแลปด้วยเลย !

ที่แลป สมาชิกแลปก็เหมือนเห็นอีเวนท์นี้เป็นอีเวนท์สนุกๆเลย น้อง ป.โท ก็มาช่วยฟัง ทานากะซัง (ป.เอก ปีสามในแลป) ก็มาช่วยดูช่วยแก้สคริปต์ให้โอเคมากขึ้นเรื่อยๆ

(ศุกร์ 11 ธันวาคม) วันสัมมนาแลป ซ้อมแบบอ่านให้อาจารย์ฟัง ก็แบบกระท่อนกระแท่น แต่อาจารย์ฟังก็ว่าโอเค บทดีแล้ว ไปฝึกเพิ่มอีกหน่อย

(เสาร์ 12 ธันวาคม) ประชุมรวมครั้งที่สาม รู้ความจริงที่ช๊อคมากคือ ปีนี้การแข่งขันจะใช้ไมโครโฟนแบบขาตั้ง (ในขณะที่ปีอื่นๆ มีโพเดียม ทำให้แอบวางโพยได้) เอาจริงๆ เราก็ไม่อยากดูโพย แต่คิดว่ามันก็จำเป็นสำหรับเคสนี้แหละนะ T-T ประชุมครั้งนี้ทำให้เราลองดูแล้ว ตัดสคริปต์ออกไปอีก เพื่อให้ทันเวลา

พูดถึงการแข่งขั้นครั้งนี้…จริงๆตอนแรกเราก็คิดว่า เอ้อ ด้วยประสบการณ์ของเรา น่าจะพอได้รางวัลกับเค้าน้าาาา…ตอนแรกๆ คิดเลย เพื่อห้าหมื่น เพื่อห้าหมื่น… คิดได้ประมาณสองสามสัปดาห์แรกๆ แต่พอเริ่มทำไป เราก็เริ่มเห็นศักยภาพของเรา เราก็เลยเปลี่ยนเป็น แข่งเพื่อความสนุกและประสบการณ์เป็นหลักแทนแล้ว… แต่ยังไงก็ตาม เราต้องทำให้ได้ เพื่อท้าทายขีดความสามารถของเรา ! พอคิดได้แบบนี้ จากการที่ทำแล้วไม่สนุก ก็เลยเป็นการทำเพื่อความมันส์ ดังนั้นความเบื่อหน่ายที่เคยมีก็เริ่มหายไป เปลี่ยนเป็นความสนุกแทน

เราฝึกอ่าน ฝึกจำไปเรื่อยๆ ช่วงไหนว่างก็อ่านๆ สคริปต์ ช่วงที่นั่งรถไฟระหว่างแคมปัส กลับบ้าน ก็ฟังสคริปต์ ฟังไปท่องไปพลางๆ จนเริ่มโอเคขึ้น แต่ก็ยังจำได้ไม่หมดอยู่ดี…

ล่วงเลยมาสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง… เราก็ฝึกเยอะขึ้น แต่เวลาเราก็ไม่ได้มีมาก เพราะเราต้องโปรแกรมมิ่งงานวิจัยเราด้วยให้มีความคืบหน้าก่อนที่เราจะปิด discussion ประจำปีกับซุปในวันพฤหัส… (เป็นสัปดาห์ที่กลับจากแลปห้าทุ่มครึ่งหลายวันเลยแหละ) ดังนั้นเวลาซ้อมเราก็หายๆไปด้วย กลับบ้านมาก็หมดแรง ซ้อมได้สักชั่วโมงก็สลบเรียบร้อย T_T

สัปดาห์นี้เราก็เริ่มให้เวลามากขึ้น วันพุธ (16 ธันวา) แอบไปแลปช้าหน่อย เพราะนัดซ้อมกับทีมงานถึงบ่ายสองที่อีกแคมปัสนึง กลับมาก็เกือบๆเย็นๆ ละ เขียนโปรแกรมต่อ สลบไป… วันพฤหัส คุยงานกับอาจารย์เสร็จ เหนื่อยมาก เลยชิงกลับบ้านก่อน…

วันพฤหัส (17 ธันวา) ด้วยความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่สะสม ทั้งจากโปรแกรม คุยงานกับอาจารย์ และการซ้อม ทำให้เราหยุดทุกอย่างตั้งแต่หกโมงครึ่งและกลับบ้าน… บังเอิญว่าน้องไตเติ้ล ซึ่งมาญี่ปุ่นและตอนแรกวางแผนว่าจะไปพักที่บ้านกอล์ฟ ต้องย้ายมาที่บ้านเราพอดี เลยถือโอกาสได้ทำความสะอาดห้อง พักผ่อนจนพอใจ และได้เหยื่อมาฟังเราซ้อมพูดด้วยเลย (เย่)

วันศุกร์ (18 ธันวา) หลังจากเรียนคลาสญี่ปุ่นเสร็จแล้ว เราก็ซ้อมกับทีมงานของเรา ตอนแรกเราตั้งใจไม่อยากใช้โพย แต่จากการพยายามจำมาหลายๆ วัน มันไม่โอเค… เราเลยคิดว่ามันคงต้องจำเป็นใช้โพย ทีมงานก็เลยทำโพยแบบแนบเนียนให้อย่างสวยงาม (คือกระดาษดำทำเป็นเล่ม แล้วแปะโพยนั่นแหละ ถถถ) อยู่ซ้อม ผลัดกันไป ตั้งแต่เที่ยงครึ่งถึงบ่ายสามครึ่ง หมดแรงแบบสุดๆ อ่านอะไรจำอะไรก็ไม่เข้าหัว เราเริ่มเข้าใจว่า คนเราก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน…เลยต้องขอทีมกลับแคมปัสมาสัมมนาประจำเดือนของ Grad School…

เสร็จจากสัมมนา เราก็ซ้อมกับน้องๆ ในแลป ออกจากแลปไปชินจุกุ เพราะมีนัดไว้นิดหน่อย… กลับมาถึงห้องประมาณสองทุ่ม ตั้งใจว่าจะซ้อม แต่ก็สลบ งีบไปประมาณสองชั่วโมง… – -” ตื่นมาอีกทีสี่ทุ่มกว่าๆ เหมือนสมองเคลียร์ memory เรียบร้อย เราก็เริ่มซ้อม รอบแรกก็เลวร้ายหน่อย รอบที่สองก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เราก็เริ่มซ้อมแบบดูสคริปต์ ให้เหมือนๆจริงมากขึ้น เตรียมชุดสูท นอนประมาณตีสองเลยทีเดียว

วันแข่ง

วันแข่งพูดนี่เป็นอะไรที่เหมือนตื่นเต้น แต่ก็ไม่ตื่นเต้น (เพราะชิวๆ) ตอนเช้ามีนัดคุยกันรวมๆ นิดหน่อย จากนั้นก็ให้แยกย้ายให้แต่ละทีมไปซ้อม ตอนซ้อมรอบแรกก็ดูแย่มาก ตื่นเต้นมาก พอซ้อมไปเรื่อยๆ ก็โอเคขึ้น จนถึงเวลาแข่งจริง..

ซ้าย : ที่เขียนในสูจิบัตร (ทีมช่วยเขียนภาษาญี่ปุ่นแบบสวยๆให้); ขวาบน :ทีมที่ปรึกษา : โนมุระซัง, วาคาโนะซัง, เรา, อะนันซัง; ขวาล่าง : สถานที่แข่งจริง

เริ่มต้นแข่งขัน ก็ดูบรรยากาศแอบๆเครียด มีผู้ฟังเต็มห้อง ที่สำคัญคือเซนเซที่สอนเราในคลาสก็มาฟังด้วย สิ่งหนึ่งที่เราอยากทำงานนี้ให้เต็มที่คือ แสดงศักยภาพให้เซนเซที่สอนเราเห็นว่าเราก็ทำได้นะ ! (เพราะเซนเซเป็นครู เวลาสอนก็รู้แหละว่าลูกศิษย์แต่ละคนเป็นยังไง ซึ่งเราก็เห่ยสุดในคลาสเรียนละ TT) ส่วนในแลป ก็มีโลเรนโซ สหายชาวอิตาลีข้างโต๊ะมาฟังด้วย (โลเรนโซเมพภาษาญี่ปุ่น JLPT รอบที่ผ่านมา สอบ N1 แหละ lol)

จากการสังเกต ทุกคนท่องจำมาได้หมด ไม่มีใครถือสคริปต์เลย T__T แต่ในเมื่อเราเตรียมมาเช่นนี้แล้ว ดังนั้น The Show Must Go On!!! ทุกคนก็ทำได้ดีมาก (ถึงแม้จะมีผู้แข่งขันคนนึงที่ตัดจบตอนพูดเพราะลืมบทก็เหอะ) จนมาถึงคิวเรา

ถึงคิวเรา ก็ขึ้นเวที ด้วยการร้างราเวทีมานาน ก็บอกได้เลยว่าตื่นเต้นมากกก…. เริ่มต้น ก็ให้ทีมที่ปรึกษาแนะนำตัวเรา ให้กำลังใจก่อน จากนั้นเราก็เริ่มพูด… เนื่องจากตื่นเต้นมาก ดังนั้นเราจึงต้องยิ้มเข้าข่ม สมกับยิ้มสยามไทย พอเริ่มพูด แรงที่ไหนมาก็ไม่รู้ทำให้แขนสั่น มือสั่น ขาสั่นแรงมากกกก… แต่ในเมื่อเราอยู่หน้าเวทีแล้ว เราก็ต้องลุยยยย! ท้ายสุดเราก็สามารถคุมสถานการณ์ได้ ถึงแม้มือสั่น ขาสั่น ระหว่างพูดก็แอบมีลืมสคริปต์ ก็ต้องจ้องมองเป็นระยะ บางทีก็พูดผิดพูดถูกอีกต่างหาก อ่านก็ยังอ่านผิดเลยบางที TT… แต่ท้ายที่สุดเราก็ดันได้จนจบ ครบเวลาพอดีเป๊ะ (ตอนซ้อมนี่เกินตลอดแหละ)

ลงจากเวทีก็รู้สึกยกฟูจิออกจากอกเลยทีเดียว… ถึงแม้จะไม่ค่อยโอเคถ้าเทียบกับคนอื่น แต่เราคิดว่า เราก็พอใจอยู่พอสมควร พอใจที่สามารถทำได้จนจบ

ซ้าย : ตอนซ้อมก่อนแข่ง (ลองดูสถานที่จริง); ขวา : เมจิโร่ และโลเรนโซ ตัวแทนกองเชียร์จากห้องแลป 803

หลังจากพูดเสร็จ ทุกคนก็พักผ่อนกันก่อน ก็มีคนมาชมว่าพูดโอเคเลย เซนเซที่สอนก็บอกว่า ดีมากกเลย สุดยอดด (สงสัยชมตามมารยาท) แต่ที่ทุกคนจำเราได้ก็คือตอนยิ้มนี่แหละ (ยิ้มสยามไทยชนะเลิศ) ตอนประกาศผล เราก็ไม่หวังอะไรอยู่แล้ว ก็ไม่ได้จริงๆนั่นแหละ (ถ้าได้สิแปลก 5555) คนชนะมาจากอิตาลี ซึ่งพอเราดูคนอิตาลีคนนี้พูดจบแล้ว ก็คิดในใจว่า เอ็งเอาถ้วยไปเลยจ้าาาาา.. (พูดดี Intonation ดี ลีลาเยี่ยม)  สรุปแล้วทุกคนที่ไม่ได้รางวัล ก็ได้บัตรแทนเงินสดสำหรับซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือทั่วญี่ปุ่นได้ในราคาสองพันเยนเป็นรางวัลปลอบใจ !

หลังจากแข่งเสร็จ เราก็เหนื่อยแล้ว อยากหาอะไรกินกันดีกว่า! ก็เลยชวนกันไปกินข้าวกันในทีม แต่บังเอิญว่า คนอื่นๆ ก็รวมกันไปหาอะไรกินกัน เลยไปร่วมวงกับเขาไปโนมิไกกันกรุปใหญ่เลยทีเดียว ! (ประมาณยี่สิบกว่าคน) ไปโนมิไกก็ไปรู้จักกับคนญี่ปุ่นที่เป็นทีมงานทีมอื่นๆ และคนแข่งอื่นๆ อีกเยอะแยะเลยทีเดียว… ทำให้เราได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นผ่านการดื่มเลยทีเดียวเชียว…

เสร็จโนมิไกรอบแรกกำลังจะกลับบ้าน ก็ถูกชวนไปรอบสองต่อ เราก็ปฏิเสธไม่เป็นก็ไปกับเค้าต่อ (แต่อันนี้วงเล็กละ ห้าคน) ไปก็ดื่มๆ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกมึนๆ เมาๆ เดินๆละเซๆ แต่ก็ยังคุมสติได้อยู่ดี (รู้สึกว่าตัวเองเมาแล้วพูดเยอะ) เสร็จงานก็กลับบ้านกลับช่อง มาจ้องฮอร์โมนตอนอวสาน เป็นการจบวันที่สนุกสนานเลยทีเดียว

IMG_5537

โนมิไกรอบสอง

ถึงแม้การแข่งขันครั้งนี้จะไม่ได้รางวัลกลับมา แต่จากการแข่งขันครั้งนี้ เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากเลยทีเดียว อย่างแรก เราได้เรียนรู้ทักษะภาษาญี่ปุ่นผ่านการเขียน อ่าน พูด ฟัง และดูเหมือนมันจะก้าวหน้าขึ้นมาอย่างมากในระยะเวลาประมาณสองเดือน อย่างน้อยเราได้รู้ว่า คันจิมันสำคัญ และเราเริ่มรำคาญการอ่านฮิรางานะยาวๆ ซะแล้วในเวลาที่อ่านสคริปต์ (แต่ก็ยังต้องเขียนฟุริงานะกำกับคันจิไว้อยู่ ) การแข่งครั้งนี้ทำให้เรารู้ข้อจำกัดตัวเอง และพยายามหาทางก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดตัวเอง จากตอนแรกอ่านไม่คล่อง อ่านไม่ค่อยได้ ฝึกฝน ทำเรื่อยๆ ก็อ่านได้คล่องในที่สุด (แต่ยังเสียดายที่จำไม่ได้หมด ซึ่งต้องใช้เวลาและทุ่มเทมากกว่านี้ TT) ที่สำคัญคือ ได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมายจากต่างชาติและคนญี่ปุ่นด้วย…

งานที่เยอะๆมากมาย มันก็เหนื่อยในตอนที่ทำ แต่พอผ่านมันไปได้แล้ว มันก็เป็นความฟินที่เราสามารถผ่านงานอันมากมายมหาศาลได้ด้วยดี… เหมือนที่อาจารย์ช้างเคยบอกว่า มากมายหลายสิ่ง ชีวิตจึงมีความหมาย การมีงานมากมาย ก็ทำให้ชีวิตเรารู้สึกมีคุณค่า และมีความท้าทายที่จะทำมันให้สำเร็จล่ะ !

ตอนนี้ก็หมดเวลางานมหาศาล เข้าสู่โหมดวิชาการเต็มตัวต่อไป (หลังจากนี้ก็ต้องปั่นงานเตรียมส่งไป EuroCG ที่สวิตฯ เดือนมีนา… Deadline คือมกรา… ปีใหม่ของเรานี้ต้องปั่นงานต่อไป ฮืออออออ)

Speech นี้ผ่านไปได้ด้วยดี (หรอ) ด้วยการสนับสนุนของ

  • สุดยอดทีม Advisor ประกอบด้วย Anan san, Wakana san, Nomura san ถ้าเราไม่มีทีม Advisor เราคงมาไม่ได้ถึงตรงนี้
  • เซนเซของเราที่สนับสนุนให้ไปแข่งพูดครั้งนี้
  • สมาชิกแลป 803 ที่ยุยงส่งเสริมให้สมัคร (น้องโดบาชิ น้องเอนโด) โลเลนโซซัง ที่มาเป็นกองเชียร์ ทานากะซัง ที่ช่วยดู แก้บท ปรับ Intonation ให้
  • คลาสภาษาญี่ปุ่น 1-1 ที่เป็นแรงบันดาลใจให้มาแข่ง, Link san เพื่อนคนเยอรมันในคลาสที่คอยกระตุ้นว่า สู้ๆเพื่อห้าหมื่น lol
  • ชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น ที่ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ
  • พี่เอที่ช่วยเสนอไอเดีย น้องซันชิโร่ พี่กิฟท์ ที่ช่วยดูดราฟท์แรกให้ พี่ภาที่ช่วยตรวจแก้สคริปต์ให้
  • และท่านอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง

ท้ายที่สุดนี้ ก็ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหราาาาา…)

********************************************************

Remark

  1. ช่วงเรียนมัธยมนี่เป็นนักพูดล่ารางวัล ไหนจะอยู่เสียงตามสายโรงเรียน ตอน ม.ปลาย เราเคยไปแข่งพูดของไปรษณีย์ไทย ระดับจังหวัด ได้รางวัลชมเชยมาด้วยแหละ (ขออวดนิดนึง 5555)
  2. ช่วง ม.6 หลังจากมีที่เรียนเป็นที่เรียบร้อย (ตั้งแต่เดือนมิถุนายนของ ม.6 ) เราก็ว่างๆ ไม่ต้องอ่านหนังสืออะไรมากแล้ว… คุณน้าร้านตัดผมแถวบ้านเจ้าประจำแกไปร่วมสโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ (ซึ่งเป็นสโมสรฝึกพูด มาตรฐาน Toastmaster) ก็ชวนไปฝึกพูดด้วย เราเลยไปฝึกพูดในช่วงๆนั้นที่ว่าง ในช่วง ม.6 กับ ป.ตรีปี 1 (พอหลังๆ ไม่ว่าง เราก็ไม่ได้ไปอีกเลย เลยไม่จบหลักสูตรสักที กะว่าเรียนจบทำงานกลับไปจะไปต่อให้จบ หลังจากที่เรียนแล้วพูดกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง – -“)

KM (Knowledge Management) ประจำตอน

สมัยที่เราไปฝึกพูดของสโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ (ที่มาที่ไปดูเพิ่มเติมที่ Remark 2.) เราเคยได้ยินคอมเมนต์ของผู้วิจารณ์การพูด เกี่ยวกับการวางลำดับ รูปแบบการพูดซี่งเราจำได้จนถึงวันนี้

การเตรียมการพูดควรจัดให้มีลักษณะครบสามอย่าง ดังสโลแกนที่จำง่ายๆ ว่า “ต้นตื่นเต้น กลางกลมกลืน จบจับใจ” 

  • ต้นตื่นเต้น หมายถึง การเริ่มต้นให้ดึงดูดใจ เร้าอารมณ์ให้คนอยากฟัง
  • กลางกลมกลืน หมายถึง การทำให้เนื้อเรื่องเป็นเนื้อเดียวกันอย่างกลมกลืน
  • จบจับใจ หมายถึง การสรุปการพูดทั้งหมด โดยหาทางลงอย่างสวยงามและน่าประทับใจ

ซึ่งจะทำยังไงให้ ต้นตื่นเต้น กลางกลมกลืน จบจับใจ ก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคนล่ะครับ

********************************************************

Script ที่ใช้แข่ง

皆さま、こんにちは。

皆さんは学会が面白くないと思ったことがありますか。

大学院生の生活にとって、学会は免れることの出来ない物です。

学会は教授や先生や学生が自分の研究を発表しますので、ストレスと疲れがたまる物です。そのため学会の後にはリラックスさせるためのパーティーがあります。私はタイから日本に勉強しに来て、初めて日本の学会に出た時、その形式の違いに驚きました。日本には日本、タイにはタイの良いところがあります。そこから私が考えたことは研究の発展において重要なことは様々な分野の学者が協同で行う学際的研究だということです。それでは、これから、タイと日本の文化の違いについて、比較し両者のいいところを未来にどう活かせるかについてお話ししたいと思います。

まず、パーティーの形式の違いです。日本のパーティーは基本的に立食形式です。一方、タイでは決められた席に座って食事をします。私はこの違いは食べ物から来ているのではないかと 思います。いつも、日本のパーティーの食べ物はお寿司など簡単に食べられる物が多いです。それに対してタイではスープなど食べにくい物が多いので、自分の席に座って食べた方がいいのです。

この形式の違いが交流の違いにまで、つながっており、パーティーで交流する相手も違ってきます。タイでは皆は自分のテーブルがあります。例えば、偉い教授は一緒にVIPテーブルに座ります。先生と学生も別々に座ります。学生も同じ友達のグループに座ります。いつも、偉い人が長い挨拶をしたあと、伝統的な踊があります。タイ人は楽しいことが好きなので、カラオケやビックバンドの演奏といった、楽しめる企画があります。音楽の音が大きいので、人々はあまり話せません。話すよりも楽しむことに重点
が置かれるのです。

しかし、日本のスタイルは立食形式なので、皆は別々に立ちます。パーティーが始まる時はグループで固まりますが、そのあとは自由に動きまわり新しい人と話せません。まず、日本のパーティーでは偉い人がスピーチをし、カンパイします。そのあと、皆は食べ物を取ります。食べ物を取りながら初めて話します。 他大学の学生だけでなく、教授と話すこともでき、新しい人脈を作ることが出来て、新しい研究も初められます。日本はパーティーでも研究のことを考えています。加えて、新しい人に出会えます。例えば、私の友達は恋人がいませんでしたが、学会へ行った時、新しい人に出会い、恋人になりました。

このように、学会後のパーティーから文化の違いを考えることが出来ます。タイも日本もそれぞれによいところがあります。学問の世界における将来の課題は、様々な分野が垣根をこえて行う 学際的研究です。日本の学会後(ご)のパーティーでは色々な人と出会えるので学際的研究が初めやすいです。例えば、生物学者と数学者は接点がないので、会いにくいですが、パーティーをきっかけとして、面白い生物学モデリングが調べられます。パーティーでの出会いがのちのちの大きな研究につながって行くのです。ただ、研究はストレスがたまるので、タイのパーティーのように楽むことも必要だと思います。

私の夢は数学者になることです。より良い研究のためにタイと日本の
いいところを合わせたパーティーを作って行きたいと思います。

ごせいちょう、ありがとうございました。

เวอร์ชันแปลไทย

(เริ่มต้นจากคำถาม) ทุกๆ คนคิดว่างานประชุมวิชาการเป็นเรื่องน่าเบื่อไหมครับ?
สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาแล้ว การเข้าร่วมงานประชุมวิชาการเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การประชุมวิชาการคือเวทีสำหรับการนำเสนอผลงาน และเป็นที่พบปะของ Professor, อาจารย์ และนักเรียนด้วยกันเอง โดยมากแล้วงานประชุมวิชาการก็มักจะมีความเครียดอยู่เสมอ ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้ทุกคนผ่อนคลายความเครียดได้ นั่นก็คืองานเลี้ยงปาร์ตี้หลังการประชุมวิชาการนี่เอง (学会あとパーテイー)
ในฐานะที่กระผมเป็นนักเรียนจากไทย และมาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น การเข้าร่วมการประชุมวิชาการครั้งแรกๆ ที่ญี่ปุ่นทำให้รู้สึกประหลาดใจอยู่พอสมควร แต่เมื่ออยู่มาได้สักระยะหนึ่ง ก็เริ่มจะเข้าใจว่า ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ส่งผลให้รูปแบบของงานเลี้ยงปาร์ตี้นี้แตกต่างกันไปด้วย วันนี้ผมจะมาตีแผ่ให้ฟังถึงความแตกต่างของงานปาร์ตี้ กับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
เริ่มต้น… รูปแบบของการทานอาหารมีความแตกต่างกัน สำหรับที่ประเทศญี่ปุ่น งานปาร์ตี้โดยมากจะเป็นลักษณะการยืนทานอาหาร ในขณะที่ประเทศไทยนั้น การรับประทานส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั่งโต๊ะทานอาหาร ความแตกต่างนี้น่าจะเกิดจากรูปแบบของอาหารที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่แล้ว อาหารสำหรับงานปาร์ตี้ของญี่ปุ่นจะเป็นอาหารที่ทานได้ง่าย คีบสะดวก เช่น ซูชิ ในขณะที่ประเทศไทย อาหารไทยมักจะทำเช่นนี้ได้ลำบาก อาทิ ซุปต่างๆ ผัดผัก และอื่นๆ จึงทำให้เกิดความแตกต่างของลักษณะการทานอาหาร
ด้วยลักษณะความแตกต่างของการทานอาหาร จึงทำให้รูปแบบงานมีความแตกต่างไปด้วย ที่ประเทศไทยนั้น ทุกคนจะมีโต๊ะเป็นของตัวเอง Professor ใหญ่ๆก็จะแยกนั่งโต๊ะแบบ VIP ขณะที่นักเรียนก็จะแยกนั่งกันเป็นโต๊ะๆ ตามกลุ่มที่เคยรู้จัก งานเริ่มต้นจากการที่ผู้ใหญ่กล่าวเปิด ชนแก้ว เพื่อให้มีพิธีรีตรอง การแสดงของไทย อาทิ รำไทย รำอวยพร จะถูกนำมาแสดงประมาณสองถึงสามชุด เนื่องจากคนไทยเป็นคนชอบความสนุกสนาน หลังจากรำอวยพรแล้ว งานเลี้ยงมักจะถูกขับกล่อมด้วยเสียงเพลงจากวงดนตรีที่ขอร้องให้มาเล่น หรือไม่ก็เป็นลักษณะคาราโอเกะ หมุนเวียนกันขึ้นไปร้อง ด้วยความสนุกสนานจึงทำให้เกิดเสียงดังภายในงาน การสนทนาภายในวงจึงเป็นลักษณะแบบวงแคบ ไม่ค่อยได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆสักเท่าใด
ในขณะที่ที่ประเทศญี่ปุ่น การไม่มีโต๊ะแยก ทำให้ทุกคนต้องกระจายตัว ถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะเกาะกลุ่มกันก็ตาม แต่ในภายหลังแล้ว ทุกคนก็จะกระจายตัวไปรอบๆ งาน งานเลี้ยงของญี่ปุ่นมักเริ่มต้นจากประธานกล่าวเปิดและให้ชนแก้ว จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันตักอาหาร ในระหว่างที่ตักอาหาร การสนทนาก็เกิดขึ้น อาจจะมีบทเพลงขับกล่อมสร้างบรรยากาศในการสนทนาบ้าง แต่เพลงนั้น ไม่ได้รบกวนการสนทนาเลย จากการสังเกตของกระผม ทุกคนต่างกระจายตัวกันมาก ไม่ว่าจะเป็น Professor ใหญ่ อาจารย์ หรือนักเรียน ทำให้ทุกคนได้มีโอกาสสนทนาและแลกเปลี่ยนความเห็น สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเข้าสังคมของคนญี่ปุ่น(need some clarification) หลายครั้งการเริ่มต้นงานวิจัยใหม่ๆ กับกลุ่มวิจัยใหม่ๆ ก็เริ่มต้นจากงานเลี้ยงนี้ หรือตัวอย่างที่เคยพบเห็น เพื่อนของกระผมที่เป็นคนโสด ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับคนอื่นในงาน และพัฒนาความสัมพันธ์จนเป็นคู่รักกันในที่สุด
จากตัวอย่างที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเราอาจจะสามารถดูความแตกต่างของวัฒนธรรมผ่านทางงานเลี้ยงหลังจากการประชุมวิชาการได้ ทั้งสองรูปแบบนี้ ก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป สิ่งที่เห็นได้ชัดในอนาคตคือ รูปแบบของการวิจัยที่เน้นงานวิจัยแบบพหุวิทยาการ (Interdisciplinary : 学祭研究) หนึ่งหัวข้องานวิจัยมาจากหลายสาขาวิชา การได้พบปะผู้คนที่หลากหลายแบบงานเลี้ยงญี่ปุ่น ก็เพิ่มโอกาสให้ได้พูดคุย สร้างงานวิจัยใหม่ๆ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อโลกของเราได้ อาทิ นักชีววิทยา พบกับนักคณิตศาสตร์ ทำให้เกิดหัวข้อวิจัยเป็นแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่อธิบายปรากฏการณ์ทางชีววิทยา ส่วนรูปแบบของไทย ก็ช่วยสร้างความสนุกสนานและผ่อนคลาย เพราะจินตนาการ ไอเดียที่พรั่งพรู ย่อมเกิดจากจิตที่มีความสุข
ท้ายสุดนี้ หากเราสามารถหาจุดสมดุลของรูปแบบงานเลี้ยงเหล่านี้ได้ ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นก็จะมีค่ามากมายมหาศาล ถึงแม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ ก็ตาม…
เรียนรู้ (วิชาการ) แล้วจึงกิน กินแล้วเรียนรู้ (วัฒนธรรม) เรียนรู้และเข้าใจ เข้าใจและปรับใช้อย่างมีควาสุข