เรื่อยไปในโตเกียว 17 : แข่งสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่น

อาจารย์ช้างเคยโพสสเตตัสเฟสบุ๊คไว้ว่า “มากมายหลายสิ่ง ชีวิตจึงมีความหมาย”
เรามักเป็นคนที่ชอบหาเรื่องหางานเข้าตัวเสมอ… งานนี้ก็เช่นกัน เราก็หาเรื่องเข้าตัวอีกจนได้ ทำให้เรามีงานมากมายหลายสิ่งจริงๆ (แล้วชีวิตเราก็จึงมีความหมายใช่ไหม?)

เรื่อยไปในโตเกียวตอนนี้ จะมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การแข่งสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่นครั้งแรก (และน่าจะครั้งเดียว) ตั้งแต่การหาเรื่องเข้าตัว จนกระทั่งงานแข่งผ่านไปได้ด้วยดี (หรอออออ)

********************************************************

หนึ่งในเป้าหมายประจำปีของเรา (Reference: Here) คือการยกระดับศักยภาพทางภาษาญี่ปุ่นของเรา แผนของเราในปีนี้คือต้องผ่าน N4 ให้ได้ (ซึ่งก็ยังไม่รู้ผลรอบที่เพิ่งสอบไป) ดังนั้นปีนี้ เราจึงพยายามกับภาษาญี่ปุ่น วิธีหนึ่งคือการเรียนภาษาญี่ปุ่นของที่มหาวิทยาลัย ซึ่งจริงๆ แล้ว Grad School ก็ไม่ได้บังคับเรา แต่เราอยาก เลยขอซุปไปเรียนด้วย ซึ่งซุปเราก็สนับสนุนมาโดยตลอด (เป็นต้นว่า เวลา meeting ประจำสัปดาห์แล้วซุปจะย้ายเวลา ซึ่งพอย้ายแล้วจะชนคาบภาษาญี่ปุ่น ซุปก็จะหลบเวลาคาบภาษาญี่ปุ่นให้ตลอด lol) จากเทอมแรกที่มาจนเทอมนี้ เราก็อัพคลาสขึ้นมาจากคลาสพื้นฐาน (Introductory 2 -> Beginner 1 -> Beginner 2) สู่คลาส Intermediate สักทีในเทอมนี้

ความรู้สึกครั้งแรกๆ ตอนเรียนคลาส Intermediate นี้คือ อึดอัดมาก ตอนเราเรียนคลาสพื้นฐาน เราไม่ได้ถูกบังคับให้จำคันจิ ในคลาสเซนเซก็จะชิวๆ คันจิก็จะมีฟุริงานะกำกับ (และเราก็ไม่พยายามจะจำมันด้วย) จนกระทั่งมาเทอมนี้…. หนังสือที่เรียนมีความยากแบบอัพสเต็ปมาก ด้วยเวลาเรียนที่เพิ่มขึ้น เนื้อหาที่ยากขึ้น และควิซ+สอบ ที่มาเป็นระยะๆ ทำให้บังคับให้เราต้องท่องคันจิบทละประมาณสี่สิบห้าสิบคำไปโดยปริยาย  ในห้องเรานี่แทบจะเป็นตัวถ่วงทำให้คลาสในห้องช้าเป็นประจำเลยทีเดียว TT ด้วยความช้าไม่รู้เรื่องของเรา ทำให้เรารู้สึกเหมือนแอบโดนเพื่อนร่วมคลาสเหยียดๆ อยู่บ้างช่วงต้นๆ (ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า) ด้วยภาวะแบบนี้ก็เลยบังคับให้เรายอมแพ้ไม่ได้!

วันหนึ่งในคลาสภาษาญี่ปุ่น มีสตาฟจาก International office มาประชาสัมพันธ์การแข่ง speech contest สำหรับนักเรียนต่างชาติของมหาวิทยาลัย ชิงถ้วยรางวัลอธิการบดี พร้อมเงินรางวัล (ที่หนึ่ง 50,000 เยน ที่สอง 40,000 เยน ที่สาม 30,000 เยน ที่สอง 20,000 เยน และรางวัลของ Campus mate) เราก็ได้รับใบสมัครมาด้วย เซนเซที่สอนในคลาสก็ประชาสัมพันธ์ไปว่าใครสนใจก็สมัครเลย… เราก็ชิวๆ คิดว่า หน้าอย่างตรู แค่พูดภาษาญี่ปุ่นธรรมดาให้มันโอเคก็ยากแล้ว นี่จะไปพูด speech เลยหรออออออ คงไม่ดีกว่า

ตอนบ่ายหลังจากกลับมาจากคลาสภาษาญี่ปุ่น เราก็ไปที่แลป เล่าให้น้อง ป.โท ฟัง นางๆ ก็บอกไป สมัครสิๆ ไม่รู้พูดจริงหรือพูดเล่น เราก็คิดดูก่อนละกัน… เนื่องจากเราเป็นพวกคล้อยตามง่าย เราก็ เอ๋ สมัครดีไหมน้า… เงินรางวัลก็ล่อตาล่อใจอยู่นะ อีกอย่าง เราก็เคยมีประสบการณ์อะไรพวกนี้มาบ้างตอนเรียน ม.ปลาย ป.ตรี (ขยายความตรง Remark 1) เลยคิดว่า ประสบการณ์พวกนี้จะหนุนนำมาปรับใช้ได้บ้างแหละนะ… คิดไปคิดมาจนใกล้วัน Deadline รับสมัคร ไปปรึกษาซุป ซุปก็ เอาสิๆ น้องในแลปก็เชียร์ เราก็เลย เอาวะ สมัครก็สมัคร

ตอนเลือกหัวข้อ Speech เราก็นึกไม่ออก จะเลือกหัวข้ออะไรดี ธีมของงานแข่งขันคือ 異文化体験から学んだもの―母国・日本・そして未来へ― สำหรับการพูด 5 นาที จากความเข้าใจคือ เป็นการเปรียบเทียบวัฒนธรรมของประเทศเรา กับญี่ปุ่น พร้อมกับการนำปรับใช้ในอนาคต ประสบการณ์สมัยไปฝึกพูดที่สโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ เคยมีผู้วิจารณ์กล่าวกับเรา (หลังจากเสร็จงาน) ว่า เวลาเราพูด ควรเลือกหัวข้อที่ให้ความรู้แก่ผู้ฟัง แทนที่จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียว (ตอนนั้นที่ไปฝึกพูด เล่าให้ฟังเรื่องประสบการณ์รับน้องขึ้นดอย ตามสไตล์ที่เรากำลังเห่อๆ ช่วงเป็น Freshy ปี 1) ในการเลือกหัวข้อครั้งนี้ เราเลยอยากเลือกหัวข้อที่ดูแปลกใหม่ มาจากประสบการณ์ของเราที่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น และเสนอแนวคิดที่น่าสนใจด้วย…

เนื่องจากเราชอบไปงานประชุมวิชาการมาก (เพราะแอบได้เที่ยวด้วย และกินฟรีด้วย อิอิ) เราเลยมองเห็นมุมนึงที่เกิดจากการประชุมวิชาการ ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างที่ไทยกับที่ญี่ปุ่นมาก เราเคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วในเรื่อยไปในโตเกียว 2 ตอน บุฟเฟต์ญี่ปุ่น เนื่องจากคิดอะไรไม่ออกด้วย เลยหยิบเรื่องนี้มาใช้เลย – -” ส่วนประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่เอาไปใช้อนาคต เราก็คิดถึงเรื่องการวิจัยแนวพหุวิทยาการ (อันนี้เป็นความคับข้องใจส่วนตัวตอนไป AMM ที่กระบี่เมื่อสามปีก่อน เราคิดว่าปาร์ตี้ตอนจบงานน่าจะได้มีโอกาสรู้จักคนใหม่ๆ ในสายคณิตศาสตร์บ้าง แต่งานนั้นไม่ใช่อย่างนั้น เรานั่งแยกๆ โต๊ะ กินข้าว (ไก่ทะเล : ไปทะเลแต่ได้กินแต่ไก่ – -) กำลังจะได้ร้องคาราโอเกะแต่ฝนก็ตกซะก่อน…) งานเลี้ยงสไตล์ญี่ปุ่นน่าจะมีโอกาสได้เจอผู้คนใหม่ๆ เยอะกว่า มีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น เกิดหัวข้อวิจัยใหม่ๆ ง่ายขึ้น เลยเลือกหัวข้อนี้

พอได้หัวข้อนี้แล้ว เราเลยเขียนแล้วสมัครไปในวันกำหนด Deadline พอดี – -” ไม่คิดว่าเค้าจะรับให้เข้าแข่งขันด้วย (สงสัยคนสมัครน้อย ใครสมัครก็รับหมด ถถถถ) หลังจากที่เราสมัครไป ทาง International Office ก็นัดมาประชุมผู้แข่งขัน และวันประชุมวันแรกก็มาถึง…

การประชุมของคนแข่งขันมีทั้งหมดสามครั้ง ครั้งแรกคือเพื่อปฐมนิเทศ เล่ากติกา แบ่งกลุ่ม ครั้งที่สองเป็นการชี้แจงทั่วๆไป นัดแนะนัดหมายรูปแบบ และครั้งที่สามคือ ซ้อมพิธีการ นัดหมาย อื่นๆ

ในการแข่งขันครั้งนี้ ผู้สมัคร (ซึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติ) จะถูกจัดเป็นทีม ในทีมจะมีคนแข่งขันหนึ่งคน และทีม Advisor ทีมละสามคน ทีม Advisor จะเป็นนักเรียนญี่ปุ่นที่จะคอยช่วยเหลือเรื่องภาษา สคริปต์ การพูด และช่วยประสานงานกับทางคนจัดงาน.. เราก็ถูกจัดทีม ซึ่งมีเด็ก ป.ตรีจากคณะกฏหมาย และคณะอักษรมาช่วยเราด้วย จากที่ดู ผู้แข่งขันก็มาจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลี อิตาลี ออสเตรเลีย (คนออสเตรเลียนี่เอาจริงๆ ก็ลูกครึ่งไทยมาเลเซียแต่ไปโตที่ออสเตรเลียนั่นแหละ)

วุ่นวะวุ่นวาย

หลังจากนั้นเราก็เริ่มร่างสคริปต์ กำหนดไอเดีย เขียนๆไป เนื่องจากทักษะภาษาญี่ปุ่นเราง่อยมาก ทีมงานของเราก็เลยต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคันจิ แกรมม่า เราก็โง่หมด TT จนสคริปต์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ก็ควรเริ่มซ้อมได้แล้ว…

IMG_5547

ดราฟท์แรกๆ ของสคริปต์ แก้โดยน้องซันชิโร่และพี่กิฟท์

ท้ายที่สุด เราก็ได้หัวเรื่องสวยๆ คือ

パーティーが研究にもたらすもの:文化を比較して
จากงานเลี้ยงสู่งานวิจัย : เปรียบเทียบวัฒนธรรมที่ต่างกัน

ปัญหาของเราคือ เวลาของเราที่ไม่ค่อยจะมีตั้งแต่ไหนแต่ไร… เนื่องจากภารกิจหลักของเราคืองานวิจัย ป.เอก ดังนั้นงานพวกนี้เราจะไม่เอาไปกระทบเวลาวิจัยปกติ (วันธรรมดา ถึงประมาณหกโมงเย็น) ทำให้เราต้องเจียดเวลาว่าง ซึ่งเวลาว่างเราก็มีงานอื่นเข้าแทรกได้บ้างซึ่งพอจะ list ไว้ได้ดังนี้ (หรือจริงๆคือข้ออ้างนั่นแหละ  5555)

  • ระหว่างการเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็ต้องท่องคันจิ ทำการบ้านอันหลากหลายมากมาย (อาทิ เรียงความ เตรียมบทพูด)
  • Oct~Nov เนื่องจากเราจะไปงาน TJIA (14 พฤศจิกา) เราจึงต้องเตรียมงาน TJIA กับน้องพัทร ซึ่งจากการที่เราไม่เอาไปเบียดกับเวลาวิจัยปกติกัน เราเลยต้อง shift งานพวกนี้ไว้ในเวลาว่าง ซึ่งเราต้องใช้เวลาว่างวันเสาร์สำหรับการทำงาน พอมีงานนี้เข้าแทรก เลยต้องจัด slot เวลาดีๆ (ทำนองว่า กลางวันทำ speech ตอนเย็นลุย TJIA)
  • (19 พฤศจิกา) พรีเซนต์ Speech ของคลาสพูดภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งต้องเป็นอีกเรื่อง ใช้ซ้ำกันไม่ได้ ฮือ) การท่องสคริปต์เป็นเรื่องที่หายนะมาก
  • Nov ปั่นเปเปอร์ submit งาน SoCG ซึ่ง deadline คือต้นเดือน 4 ธันวาคม (งานเขียนเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิมาก)
  • Dec (4 ธันวาคม) สอบ N4 เนื่องจากเป็นการสอบรอบที่สอง หลังจากตกไปครั้งนึงแล้ว ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ดังที่น้องซันชิโร่กล่าวไว้ว่า “ถ้ารอบนี้พี่ยังสอบไม่ผ่านอีก ก็เก็บกระเป๋ากลับไทยไปเลยฮะ! TT”
  • พ้นจากสอบ N4 อีกสัปดาห์เราก็ถูกเลื่อนสัมมนาขึ้น เพราะซุปเปลี่ยนวันเดินทางของแก ทำให้ศุกร์เดิมที่ต้องพูดสัมมนาโดนเลื่อนขึ้น งานเราก็เลยต้องเตรียม

ประชุมรวมครั้งที่สอง (เสาร์ 21 พฤศจิกา) มีการจับสลากเลือกลำดับการพูด ดวงของเราก็ได้ลำดับสุดท้ายเลยยยยยยยย….. กดดันที่สุด ตื่นเต้นที่สุดละ TT

เราก็ปั่นงานเรื่อยๆ วันเสาร์ที่ปาร์ตี้ชมรมส้มตำฯ (เสาร์ 28 พฤศจิกา) ก็กินอาหารไทยกันไป ระหว่างนั้นทุกคนก็ถามว่า พูดอะไร ไหนลองพูดให้ฟังสิ อ้าว ภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้ ลองเล่าแบบภาษาไทยให้ฟังหน่อย… ทุกคนก็ฟังเราเล่า (ซึ่งเราก็เล่าแบบไม่รู้เรื่อง ตามสไตล์คนพูดไม่รู้เรื่อง ฮือออ) บรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ก็ช่วยแก้ช่วยคอมเมนต์โครงเรื่องของเราไป…

หลังจากสคริปต์เสร็จ เราก็ควรเริ่มซ้อม แต่เราก็ยังไม่ค่อยมีเวลาซ้อม เลยทำได้แบบอ่านแบบติดๆ ขัดๆ จับเวลาไม่ได้สักที ส่วนนัดกับทีม เราก็ว่างแค่เวลาพักเที่ยงของวันที่เราไปเรียนภาษาญี่ปุ่น (ด้วยเราอยู่คนละ campus กับทีม ทำให้แอบลำบากอยู่พอควร) ภาวะแบบนี้เกิดมานานจนกระทั่งเดือนธันวาคมล่วงเข้ามา… สัปดาห์ใกล้สอบ N4 เราก็นอยด์มากๆ งดทุกอย่าง (ยกเว้นวิจัย) เพื่อ N4 เลยทีเดียว (ศุกร์ก่อนสอบ N4 มีสอบใหญ่ภาษาญี่ปุ่นด้วย) จนหลัง N4 เสร็จก็ได้เวลาลุยท่องบทสักที…

ระหว่างที่เราก็เตรียมบท เตรียมซ้อมไป วิธีนึงที่เราใช้เพื่อให้จำได้ในภาวะที่ไม่มีเวลาคือ ขอให้คนญี่ปุ่น (ก็ทีมงานนี่แหละ) ช่วยอ่านสคริปต์ เราก็อัดเสียง แล้วฟังในช่วงว่างๆ เช่น ขึ้นรถไฟฟ้า ดังนั้นตั้งแต่เดือนธันวามานี้ เราฟังบทพูดมาหลายร้อยรอบแล้ว TT วันที่ meeting กับอาจารย์ ก็คุยกับอาจารย์ว่า เราก็อยากซ้อมพูดให้ฟังเหมือนกัน อาจารย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย (ตอนแรกแกก็จะบอกว่า วันสัมมนาที่คุณพูด ก็ซ้อมอันนี้เลยก็ได้ แต่เราเห็นค้าน สัมมนาแลป งานหลักควรเป็นงานวิชาการ งานแข่งพูดเป็นเรื่องชิวๆ แทรกๆเอาก็ได้) เราเลยซ้อมให้อาจารย์ฟังในสัมมนาแลปด้วยเลย !

ที่แลป สมาชิกแลปก็เหมือนเห็นอีเวนท์นี้เป็นอีเวนท์สนุกๆเลย น้อง ป.โท ก็มาช่วยฟัง ทานากะซัง (ป.เอก ปีสามในแลป) ก็มาช่วยดูช่วยแก้สคริปต์ให้โอเคมากขึ้นเรื่อยๆ

(ศุกร์ 11 ธันวาคม) วันสัมมนาแลป ซ้อมแบบอ่านให้อาจารย์ฟัง ก็แบบกระท่อนกระแท่น แต่อาจารย์ฟังก็ว่าโอเค บทดีแล้ว ไปฝึกเพิ่มอีกหน่อย

(เสาร์ 12 ธันวาคม) ประชุมรวมครั้งที่สาม รู้ความจริงที่ช๊อคมากคือ ปีนี้การแข่งขันจะใช้ไมโครโฟนแบบขาตั้ง (ในขณะที่ปีอื่นๆ มีโพเดียม ทำให้แอบวางโพยได้) เอาจริงๆ เราก็ไม่อยากดูโพย แต่คิดว่ามันก็จำเป็นสำหรับเคสนี้แหละนะ T-T ประชุมครั้งนี้ทำให้เราลองดูแล้ว ตัดสคริปต์ออกไปอีก เพื่อให้ทันเวลา

พูดถึงการแข่งขั้นครั้งนี้…จริงๆตอนแรกเราก็คิดว่า เอ้อ ด้วยประสบการณ์ของเรา น่าจะพอได้รางวัลกับเค้าน้าาาา…ตอนแรกๆ คิดเลย เพื่อห้าหมื่น เพื่อห้าหมื่น… คิดได้ประมาณสองสามสัปดาห์แรกๆ แต่พอเริ่มทำไป เราก็เริ่มเห็นศักยภาพของเรา เราก็เลยเปลี่ยนเป็น แข่งเพื่อความสนุกและประสบการณ์เป็นหลักแทนแล้ว… แต่ยังไงก็ตาม เราต้องทำให้ได้ เพื่อท้าทายขีดความสามารถของเรา ! พอคิดได้แบบนี้ จากการที่ทำแล้วไม่สนุก ก็เลยเป็นการทำเพื่อความมันส์ ดังนั้นความเบื่อหน่ายที่เคยมีก็เริ่มหายไป เปลี่ยนเป็นความสนุกแทน

เราฝึกอ่าน ฝึกจำไปเรื่อยๆ ช่วงไหนว่างก็อ่านๆ สคริปต์ ช่วงที่นั่งรถไฟระหว่างแคมปัส กลับบ้าน ก็ฟังสคริปต์ ฟังไปท่องไปพลางๆ จนเริ่มโอเคขึ้น แต่ก็ยังจำได้ไม่หมดอยู่ดี…

ล่วงเลยมาสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง… เราก็ฝึกเยอะขึ้น แต่เวลาเราก็ไม่ได้มีมาก เพราะเราต้องโปรแกรมมิ่งงานวิจัยเราด้วยให้มีความคืบหน้าก่อนที่เราจะปิด discussion ประจำปีกับซุปในวันพฤหัส… (เป็นสัปดาห์ที่กลับจากแลปห้าทุ่มครึ่งหลายวันเลยแหละ) ดังนั้นเวลาซ้อมเราก็หายๆไปด้วย กลับบ้านมาก็หมดแรง ซ้อมได้สักชั่วโมงก็สลบเรียบร้อย T_T

สัปดาห์นี้เราก็เริ่มให้เวลามากขึ้น วันพุธ (16 ธันวา) แอบไปแลปช้าหน่อย เพราะนัดซ้อมกับทีมงานถึงบ่ายสองที่อีกแคมปัสนึง กลับมาก็เกือบๆเย็นๆ ละ เขียนโปรแกรมต่อ สลบไป… วันพฤหัส คุยงานกับอาจารย์เสร็จ เหนื่อยมาก เลยชิงกลับบ้านก่อน…

วันพฤหัส (17 ธันวา) ด้วยความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่สะสม ทั้งจากโปรแกรม คุยงานกับอาจารย์ และการซ้อม ทำให้เราหยุดทุกอย่างตั้งแต่หกโมงครึ่งและกลับบ้าน… บังเอิญว่าน้องไตเติ้ล ซึ่งมาญี่ปุ่นและตอนแรกวางแผนว่าจะไปพักที่บ้านกอล์ฟ ต้องย้ายมาที่บ้านเราพอดี เลยถือโอกาสได้ทำความสะอาดห้อง พักผ่อนจนพอใจ และได้เหยื่อมาฟังเราซ้อมพูดด้วยเลย (เย่)

วันศุกร์ (18 ธันวา) หลังจากเรียนคลาสญี่ปุ่นเสร็จแล้ว เราก็ซ้อมกับทีมงานของเรา ตอนแรกเราตั้งใจไม่อยากใช้โพย แต่จากการพยายามจำมาหลายๆ วัน มันไม่โอเค… เราเลยคิดว่ามันคงต้องจำเป็นใช้โพย ทีมงานก็เลยทำโพยแบบแนบเนียนให้อย่างสวยงาม (คือกระดาษดำทำเป็นเล่ม แล้วแปะโพยนั่นแหละ ถถถ) อยู่ซ้อม ผลัดกันไป ตั้งแต่เที่ยงครึ่งถึงบ่ายสามครึ่ง หมดแรงแบบสุดๆ อ่านอะไรจำอะไรก็ไม่เข้าหัว เราเริ่มเข้าใจว่า คนเราก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน…เลยต้องขอทีมกลับแคมปัสมาสัมมนาประจำเดือนของ Grad School…

เสร็จจากสัมมนา เราก็ซ้อมกับน้องๆ ในแลป ออกจากแลปไปชินจุกุ เพราะมีนัดไว้นิดหน่อย… กลับมาถึงห้องประมาณสองทุ่ม ตั้งใจว่าจะซ้อม แต่ก็สลบ งีบไปประมาณสองชั่วโมง… – -” ตื่นมาอีกทีสี่ทุ่มกว่าๆ เหมือนสมองเคลียร์ memory เรียบร้อย เราก็เริ่มซ้อม รอบแรกก็เลวร้ายหน่อย รอบที่สองก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เราก็เริ่มซ้อมแบบดูสคริปต์ ให้เหมือนๆจริงมากขึ้น เตรียมชุดสูท นอนประมาณตีสองเลยทีเดียว

วันแข่ง

วันแข่งพูดนี่เป็นอะไรที่เหมือนตื่นเต้น แต่ก็ไม่ตื่นเต้น (เพราะชิวๆ) ตอนเช้ามีนัดคุยกันรวมๆ นิดหน่อย จากนั้นก็ให้แยกย้ายให้แต่ละทีมไปซ้อม ตอนซ้อมรอบแรกก็ดูแย่มาก ตื่นเต้นมาก พอซ้อมไปเรื่อยๆ ก็โอเคขึ้น จนถึงเวลาแข่งจริง..

ซ้าย : ที่เขียนในสูจิบัตร (ทีมช่วยเขียนภาษาญี่ปุ่นแบบสวยๆให้); ขวาบน :ทีมที่ปรึกษา : โนมุระซัง, วาคาโนะซัง, เรา, อะนันซัง; ขวาล่าง : สถานที่แข่งจริง

เริ่มต้นแข่งขัน ก็ดูบรรยากาศแอบๆเครียด มีผู้ฟังเต็มห้อง ที่สำคัญคือเซนเซที่สอนเราในคลาสก็มาฟังด้วย สิ่งหนึ่งที่เราอยากทำงานนี้ให้เต็มที่คือ แสดงศักยภาพให้เซนเซที่สอนเราเห็นว่าเราก็ทำได้นะ ! (เพราะเซนเซเป็นครู เวลาสอนก็รู้แหละว่าลูกศิษย์แต่ละคนเป็นยังไง ซึ่งเราก็เห่ยสุดในคลาสเรียนละ TT) ส่วนในแลป ก็มีโลเรนโซ สหายชาวอิตาลีข้างโต๊ะมาฟังด้วย (โลเรนโซเมพภาษาญี่ปุ่น JLPT รอบที่ผ่านมา สอบ N1 แหละ lol)

จากการสังเกต ทุกคนท่องจำมาได้หมด ไม่มีใครถือสคริปต์เลย T__T แต่ในเมื่อเราเตรียมมาเช่นนี้แล้ว ดังนั้น The Show Must Go On!!! ทุกคนก็ทำได้ดีมาก (ถึงแม้จะมีผู้แข่งขันคนนึงที่ตัดจบตอนพูดเพราะลืมบทก็เหอะ) จนมาถึงคิวเรา

ถึงคิวเรา ก็ขึ้นเวที ด้วยการร้างราเวทีมานาน ก็บอกได้เลยว่าตื่นเต้นมากกก…. เริ่มต้น ก็ให้ทีมที่ปรึกษาแนะนำตัวเรา ให้กำลังใจก่อน จากนั้นเราก็เริ่มพูด… เนื่องจากตื่นเต้นมาก ดังนั้นเราจึงต้องยิ้มเข้าข่ม สมกับยิ้มสยามไทย พอเริ่มพูด แรงที่ไหนมาก็ไม่รู้ทำให้แขนสั่น มือสั่น ขาสั่นแรงมากกกก… แต่ในเมื่อเราอยู่หน้าเวทีแล้ว เราก็ต้องลุยยยย! ท้ายสุดเราก็สามารถคุมสถานการณ์ได้ ถึงแม้มือสั่น ขาสั่น ระหว่างพูดก็แอบมีลืมสคริปต์ ก็ต้องจ้องมองเป็นระยะ บางทีก็พูดผิดพูดถูกอีกต่างหาก อ่านก็ยังอ่านผิดเลยบางที TT… แต่ท้ายที่สุดเราก็ดันได้จนจบ ครบเวลาพอดีเป๊ะ (ตอนซ้อมนี่เกินตลอดแหละ)

ลงจากเวทีก็รู้สึกยกฟูจิออกจากอกเลยทีเดียว… ถึงแม้จะไม่ค่อยโอเคถ้าเทียบกับคนอื่น แต่เราคิดว่า เราก็พอใจอยู่พอสมควร พอใจที่สามารถทำได้จนจบ

ซ้าย : ตอนซ้อมก่อนแข่ง (ลองดูสถานที่จริง); ขวา : เมจิโร่ และโลเรนโซ ตัวแทนกองเชียร์จากห้องแลป 803

หลังจากพูดเสร็จ ทุกคนก็พักผ่อนกันก่อน ก็มีคนมาชมว่าพูดโอเคเลย เซนเซที่สอนก็บอกว่า ดีมากกเลย สุดยอดด (สงสัยชมตามมารยาท) แต่ที่ทุกคนจำเราได้ก็คือตอนยิ้มนี่แหละ (ยิ้มสยามไทยชนะเลิศ) ตอนประกาศผล เราก็ไม่หวังอะไรอยู่แล้ว ก็ไม่ได้จริงๆนั่นแหละ (ถ้าได้สิแปลก 5555) คนชนะมาจากอิตาลี ซึ่งพอเราดูคนอิตาลีคนนี้พูดจบแล้ว ก็คิดในใจว่า เอ็งเอาถ้วยไปเลยจ้าาาาา.. (พูดดี Intonation ดี ลีลาเยี่ยม)  สรุปแล้วทุกคนที่ไม่ได้รางวัล ก็ได้บัตรแทนเงินสดสำหรับซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือทั่วญี่ปุ่นได้ในราคาสองพันเยนเป็นรางวัลปลอบใจ !

หลังจากแข่งเสร็จ เราก็เหนื่อยแล้ว อยากหาอะไรกินกันดีกว่า! ก็เลยชวนกันไปกินข้าวกันในทีม แต่บังเอิญว่า คนอื่นๆ ก็รวมกันไปหาอะไรกินกัน เลยไปร่วมวงกับเขาไปโนมิไกกันกรุปใหญ่เลยทีเดียว ! (ประมาณยี่สิบกว่าคน) ไปโนมิไกก็ไปรู้จักกับคนญี่ปุ่นที่เป็นทีมงานทีมอื่นๆ และคนแข่งอื่นๆ อีกเยอะแยะเลยทีเดียว… ทำให้เราได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นผ่านการดื่มเลยทีเดียวเชียว…

เสร็จโนมิไกรอบแรกกำลังจะกลับบ้าน ก็ถูกชวนไปรอบสองต่อ เราก็ปฏิเสธไม่เป็นก็ไปกับเค้าต่อ (แต่อันนี้วงเล็กละ ห้าคน) ไปก็ดื่มๆ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกมึนๆ เมาๆ เดินๆละเซๆ แต่ก็ยังคุมสติได้อยู่ดี (รู้สึกว่าตัวเองเมาแล้วพูดเยอะ) เสร็จงานก็กลับบ้านกลับช่อง มาจ้องฮอร์โมนตอนอวสาน เป็นการจบวันที่สนุกสนานเลยทีเดียว

IMG_5537

โนมิไกรอบสอง

ถึงแม้การแข่งขันครั้งนี้จะไม่ได้รางวัลกลับมา แต่จากการแข่งขันครั้งนี้ เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากเลยทีเดียว อย่างแรก เราได้เรียนรู้ทักษะภาษาญี่ปุ่นผ่านการเขียน อ่าน พูด ฟัง และดูเหมือนมันจะก้าวหน้าขึ้นมาอย่างมากในระยะเวลาประมาณสองเดือน อย่างน้อยเราได้รู้ว่า คันจิมันสำคัญ และเราเริ่มรำคาญการอ่านฮิรางานะยาวๆ ซะแล้วในเวลาที่อ่านสคริปต์ (แต่ก็ยังต้องเขียนฟุริงานะกำกับคันจิไว้อยู่ ) การแข่งครั้งนี้ทำให้เรารู้ข้อจำกัดตัวเอง และพยายามหาทางก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดตัวเอง จากตอนแรกอ่านไม่คล่อง อ่านไม่ค่อยได้ ฝึกฝน ทำเรื่อยๆ ก็อ่านได้คล่องในที่สุด (แต่ยังเสียดายที่จำไม่ได้หมด ซึ่งต้องใช้เวลาและทุ่มเทมากกว่านี้ TT) ที่สำคัญคือ ได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมายจากต่างชาติและคนญี่ปุ่นด้วย…

งานที่เยอะๆมากมาย มันก็เหนื่อยในตอนที่ทำ แต่พอผ่านมันไปได้แล้ว มันก็เป็นความฟินที่เราสามารถผ่านงานอันมากมายมหาศาลได้ด้วยดี… เหมือนที่อาจารย์ช้างเคยบอกว่า มากมายหลายสิ่ง ชีวิตจึงมีความหมาย การมีงานมากมาย ก็ทำให้ชีวิตเรารู้สึกมีคุณค่า และมีความท้าทายที่จะทำมันให้สำเร็จล่ะ !

ตอนนี้ก็หมดเวลางานมหาศาล เข้าสู่โหมดวิชาการเต็มตัวต่อไป (หลังจากนี้ก็ต้องปั่นงานเตรียมส่งไป EuroCG ที่สวิตฯ เดือนมีนา… Deadline คือมกรา… ปีใหม่ของเรานี้ต้องปั่นงานต่อไป ฮืออออออ)

Speech นี้ผ่านไปได้ด้วยดี (หรอ) ด้วยการสนับสนุนของ

  • สุดยอดทีม Advisor ประกอบด้วย Anan san, Wakana san, Nomura san ถ้าเราไม่มีทีม Advisor เราคงมาไม่ได้ถึงตรงนี้
  • เซนเซของเราที่สนับสนุนให้ไปแข่งพูดครั้งนี้
  • สมาชิกแลป 803 ที่ยุยงส่งเสริมให้สมัคร (น้องโดบาชิ น้องเอนโด) โลเลนโซซัง ที่มาเป็นกองเชียร์ ทานากะซัง ที่ช่วยดู แก้บท ปรับ Intonation ให้
  • คลาสภาษาญี่ปุ่น 1-1 ที่เป็นแรงบันดาลใจให้มาแข่ง, Link san เพื่อนคนเยอรมันในคลาสที่คอยกระตุ้นว่า สู้ๆเพื่อห้าหมื่น lol
  • ชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น ที่ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ
  • พี่เอที่ช่วยเสนอไอเดีย น้องซันชิโร่ พี่กิฟท์ ที่ช่วยดูดราฟท์แรกให้ พี่ภาที่ช่วยตรวจแก้สคริปต์ให้
  • และท่านอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง

ท้ายที่สุดนี้ ก็ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหราาาาา…)

********************************************************

Remark

  1. ช่วงเรียนมัธยมนี่เป็นนักพูดล่ารางวัล ไหนจะอยู่เสียงตามสายโรงเรียน ตอน ม.ปลาย เราเคยไปแข่งพูดของไปรษณีย์ไทย ระดับจังหวัด ได้รางวัลชมเชยมาด้วยแหละ (ขออวดนิดนึง 5555)
  2. ช่วง ม.6 หลังจากมีที่เรียนเป็นที่เรียบร้อย (ตั้งแต่เดือนมิถุนายนของ ม.6 ) เราก็ว่างๆ ไม่ต้องอ่านหนังสืออะไรมากแล้ว… คุณน้าร้านตัดผมแถวบ้านเจ้าประจำแกไปร่วมสโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ (ซึ่งเป็นสโมสรฝึกพูด มาตรฐาน Toastmaster) ก็ชวนไปฝึกพูดด้วย เราเลยไปฝึกพูดในช่วงๆนั้นที่ว่าง ในช่วง ม.6 กับ ป.ตรีปี 1 (พอหลังๆ ไม่ว่าง เราก็ไม่ได้ไปอีกเลย เลยไม่จบหลักสูตรสักที กะว่าเรียนจบทำงานกลับไปจะไปต่อให้จบ หลังจากที่เรียนแล้วพูดกับใครไม่ค่อยรู้เรื่อง – -“)

KM (Knowledge Management) ประจำตอน

สมัยที่เราไปฝึกพูดของสโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ (ที่มาที่ไปดูเพิ่มเติมที่ Remark 2.) เราเคยได้ยินคอมเมนต์ของผู้วิจารณ์การพูด เกี่ยวกับการวางลำดับ รูปแบบการพูดซี่งเราจำได้จนถึงวันนี้

การเตรียมการพูดควรจัดให้มีลักษณะครบสามอย่าง ดังสโลแกนที่จำง่ายๆ ว่า “ต้นตื่นเต้น กลางกลมกลืน จบจับใจ” 

  • ต้นตื่นเต้น หมายถึง การเริ่มต้นให้ดึงดูดใจ เร้าอารมณ์ให้คนอยากฟัง
  • กลางกลมกลืน หมายถึง การทำให้เนื้อเรื่องเป็นเนื้อเดียวกันอย่างกลมกลืน
  • จบจับใจ หมายถึง การสรุปการพูดทั้งหมด โดยหาทางลงอย่างสวยงามและน่าประทับใจ

ซึ่งจะทำยังไงให้ ต้นตื่นเต้น กลางกลมกลืน จบจับใจ ก็แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคนล่ะครับ

********************************************************

Script ที่ใช้แข่ง

皆さま、こんにちは。

皆さんは学会が面白くないと思ったことがありますか。

大学院生の生活にとって、学会は免れることの出来ない物です。

学会は教授や先生や学生が自分の研究を発表しますので、ストレスと疲れがたまる物です。そのため学会の後にはリラックスさせるためのパーティーがあります。私はタイから日本に勉強しに来て、初めて日本の学会に出た時、その形式の違いに驚きました。日本には日本、タイにはタイの良いところがあります。そこから私が考えたことは研究の発展において重要なことは様々な分野の学者が協同で行う学際的研究だということです。それでは、これから、タイと日本の文化の違いについて、比較し両者のいいところを未来にどう活かせるかについてお話ししたいと思います。

まず、パーティーの形式の違いです。日本のパーティーは基本的に立食形式です。一方、タイでは決められた席に座って食事をします。私はこの違いは食べ物から来ているのではないかと 思います。いつも、日本のパーティーの食べ物はお寿司など簡単に食べられる物が多いです。それに対してタイではスープなど食べにくい物が多いので、自分の席に座って食べた方がいいのです。

この形式の違いが交流の違いにまで、つながっており、パーティーで交流する相手も違ってきます。タイでは皆は自分のテーブルがあります。例えば、偉い教授は一緒にVIPテーブルに座ります。先生と学生も別々に座ります。学生も同じ友達のグループに座ります。いつも、偉い人が長い挨拶をしたあと、伝統的な踊があります。タイ人は楽しいことが好きなので、カラオケやビックバンドの演奏といった、楽しめる企画があります。音楽の音が大きいので、人々はあまり話せません。話すよりも楽しむことに重点
が置かれるのです。

しかし、日本のスタイルは立食形式なので、皆は別々に立ちます。パーティーが始まる時はグループで固まりますが、そのあとは自由に動きまわり新しい人と話せません。まず、日本のパーティーでは偉い人がスピーチをし、カンパイします。そのあと、皆は食べ物を取ります。食べ物を取りながら初めて話します。 他大学の学生だけでなく、教授と話すこともでき、新しい人脈を作ることが出来て、新しい研究も初められます。日本はパーティーでも研究のことを考えています。加えて、新しい人に出会えます。例えば、私の友達は恋人がいませんでしたが、学会へ行った時、新しい人に出会い、恋人になりました。

このように、学会後のパーティーから文化の違いを考えることが出来ます。タイも日本もそれぞれによいところがあります。学問の世界における将来の課題は、様々な分野が垣根をこえて行う 学際的研究です。日本の学会後(ご)のパーティーでは色々な人と出会えるので学際的研究が初めやすいです。例えば、生物学者と数学者は接点がないので、会いにくいですが、パーティーをきっかけとして、面白い生物学モデリングが調べられます。パーティーでの出会いがのちのちの大きな研究につながって行くのです。ただ、研究はストレスがたまるので、タイのパーティーのように楽むことも必要だと思います。

私の夢は数学者になることです。より良い研究のためにタイと日本の
いいところを合わせたパーティーを作って行きたいと思います。

ごせいちょう、ありがとうございました。

เวอร์ชันแปลไทย

(เริ่มต้นจากคำถาม) ทุกๆ คนคิดว่างานประชุมวิชาการเป็นเรื่องน่าเบื่อไหมครับ?
สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาแล้ว การเข้าร่วมงานประชุมวิชาการเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การประชุมวิชาการคือเวทีสำหรับการนำเสนอผลงาน และเป็นที่พบปะของ Professor, อาจารย์ และนักเรียนด้วยกันเอง โดยมากแล้วงานประชุมวิชาการก็มักจะมีความเครียดอยู่เสมอ ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้ทุกคนผ่อนคลายความเครียดได้ นั่นก็คืองานเลี้ยงปาร์ตี้หลังการประชุมวิชาการนี่เอง (学会あとパーテイー)
ในฐานะที่กระผมเป็นนักเรียนจากไทย และมาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น การเข้าร่วมการประชุมวิชาการครั้งแรกๆ ที่ญี่ปุ่นทำให้รู้สึกประหลาดใจอยู่พอสมควร แต่เมื่ออยู่มาได้สักระยะหนึ่ง ก็เริ่มจะเข้าใจว่า ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ส่งผลให้รูปแบบของงานเลี้ยงปาร์ตี้นี้แตกต่างกันไปด้วย วันนี้ผมจะมาตีแผ่ให้ฟังถึงความแตกต่างของงานปาร์ตี้ กับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
เริ่มต้น… รูปแบบของการทานอาหารมีความแตกต่างกัน สำหรับที่ประเทศญี่ปุ่น งานปาร์ตี้โดยมากจะเป็นลักษณะการยืนทานอาหาร ในขณะที่ประเทศไทยนั้น การรับประทานส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั่งโต๊ะทานอาหาร ความแตกต่างนี้น่าจะเกิดจากรูปแบบของอาหารที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่แล้ว อาหารสำหรับงานปาร์ตี้ของญี่ปุ่นจะเป็นอาหารที่ทานได้ง่าย คีบสะดวก เช่น ซูชิ ในขณะที่ประเทศไทย อาหารไทยมักจะทำเช่นนี้ได้ลำบาก อาทิ ซุปต่างๆ ผัดผัก และอื่นๆ จึงทำให้เกิดความแตกต่างของลักษณะการทานอาหาร
ด้วยลักษณะความแตกต่างของการทานอาหาร จึงทำให้รูปแบบงานมีความแตกต่างไปด้วย ที่ประเทศไทยนั้น ทุกคนจะมีโต๊ะเป็นของตัวเอง Professor ใหญ่ๆก็จะแยกนั่งโต๊ะแบบ VIP ขณะที่นักเรียนก็จะแยกนั่งกันเป็นโต๊ะๆ ตามกลุ่มที่เคยรู้จัก งานเริ่มต้นจากการที่ผู้ใหญ่กล่าวเปิด ชนแก้ว เพื่อให้มีพิธีรีตรอง การแสดงของไทย อาทิ รำไทย รำอวยพร จะถูกนำมาแสดงประมาณสองถึงสามชุด เนื่องจากคนไทยเป็นคนชอบความสนุกสนาน หลังจากรำอวยพรแล้ว งานเลี้ยงมักจะถูกขับกล่อมด้วยเสียงเพลงจากวงดนตรีที่ขอร้องให้มาเล่น หรือไม่ก็เป็นลักษณะคาราโอเกะ หมุนเวียนกันขึ้นไปร้อง ด้วยความสนุกสนานจึงทำให้เกิดเสียงดังภายในงาน การสนทนาภายในวงจึงเป็นลักษณะแบบวงแคบ ไม่ค่อยได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆสักเท่าใด
ในขณะที่ที่ประเทศญี่ปุ่น การไม่มีโต๊ะแยก ทำให้ทุกคนต้องกระจายตัว ถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะเกาะกลุ่มกันก็ตาม แต่ในภายหลังแล้ว ทุกคนก็จะกระจายตัวไปรอบๆ งาน งานเลี้ยงของญี่ปุ่นมักเริ่มต้นจากประธานกล่าวเปิดและให้ชนแก้ว จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันตักอาหาร ในระหว่างที่ตักอาหาร การสนทนาก็เกิดขึ้น อาจจะมีบทเพลงขับกล่อมสร้างบรรยากาศในการสนทนาบ้าง แต่เพลงนั้น ไม่ได้รบกวนการสนทนาเลย จากการสังเกตของกระผม ทุกคนต่างกระจายตัวกันมาก ไม่ว่าจะเป็น Professor ใหญ่ อาจารย์ หรือนักเรียน ทำให้ทุกคนได้มีโอกาสสนทนาและแลกเปลี่ยนความเห็น สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเข้าสังคมของคนญี่ปุ่น(need some clarification) หลายครั้งการเริ่มต้นงานวิจัยใหม่ๆ กับกลุ่มวิจัยใหม่ๆ ก็เริ่มต้นจากงานเลี้ยงนี้ หรือตัวอย่างที่เคยพบเห็น เพื่อนของกระผมที่เป็นคนโสด ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับคนอื่นในงาน และพัฒนาความสัมพันธ์จนเป็นคู่รักกันในที่สุด
จากตัวอย่างที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเราอาจจะสามารถดูความแตกต่างของวัฒนธรรมผ่านทางงานเลี้ยงหลังจากการประชุมวิชาการได้ ทั้งสองรูปแบบนี้ ก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป สิ่งที่เห็นได้ชัดในอนาคตคือ รูปแบบของการวิจัยที่เน้นงานวิจัยแบบพหุวิทยาการ (Interdisciplinary : 学祭研究) หนึ่งหัวข้องานวิจัยมาจากหลายสาขาวิชา การได้พบปะผู้คนที่หลากหลายแบบงานเลี้ยงญี่ปุ่น ก็เพิ่มโอกาสให้ได้พูดคุย สร้างงานวิจัยใหม่ๆ ที่อาจจะมีผลกระทบต่อโลกของเราได้ อาทิ นักชีววิทยา พบกับนักคณิตศาสตร์ ทำให้เกิดหัวข้อวิจัยเป็นแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่อธิบายปรากฏการณ์ทางชีววิทยา ส่วนรูปแบบของไทย ก็ช่วยสร้างความสนุกสนานและผ่อนคลาย เพราะจินตนาการ ไอเดียที่พรั่งพรู ย่อมเกิดจากจิตที่มีความสุข
ท้ายสุดนี้ หากเราสามารถหาจุดสมดุลของรูปแบบงานเลี้ยงเหล่านี้ได้ ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นก็จะมีค่ามากมายมหาศาล ถึงแม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ ก็ตาม…
เรียนรู้ (วิชาการ) แล้วจึงกิน กินแล้วเรียนรู้ (วัฒนธรรม) เรียนรู้และเข้าใจ เข้าใจและปรับใช้อย่างมีควาสุข
โฆษณา

One thought on “เรื่อยไปในโตเกียว 17 : แข่งสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่น

  1. […] ปีนี้ช่วงปลายปี เราก็ได้ทำ Challenge ของเราหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีส่วนทำให้ภาษาญี่ปุ่นเราก้าวหน้าได้คือ ไปแข่งพูดสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่น ! ทำให้เราพัฒนาตัวเองด้านภาษาญี่ปุ่นได้มากเลย รายละเอียดของความโบห์ม อ่านได้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว 17 : แข่งสุนทรพจน์ภ… […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s