เรื่อยไปในโตเกียว 18 : เที่ยว Google Japan!

ในโลกยุคปัจจุบัน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Google! แทบจะเรียกได้ว่า Google เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราก็ว่าได้เลยทีเดียว… Google เป็นบริษัทใหญ่ต่างชาติสุดเมพ ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราสุดอลังการของที่ทำงาน ดังนั้นคงไม่มากนักที่เราจะได้มีโอกาสได้เข้าไปชมบรรยากาศของ Google

แต่เนื่องจากเราได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างมากจากพี่แน๊ค ผู้ซึ่งที่ทำงานที่ Google เราจึงได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาดู Office ของ Google สาขาญี่ปุ่นว่าเป็นยังไงบ้าง

เรื่อยไปในโตเกียวตอนที่ 18 (หืม ตอนที่ 18 ละหรอ เขียนไปได้ไงฟระ) จะมาเล่าสู่กันฟังถึงบรรยากาศที่น่าทำงานของบริษัท Google สาขาญี่ปุ่นกันให้อิจฉาเล่น ๆ 😛 …

*********************************************************************

ย้อนกลับไปใน “เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 16” (ต้องอ่านย้อนไปนิดดดนึง) เราได้ไปชูป้ายไฟและฟังบรรยายจากพี่แน๊ค หลังจากเสร็จงาน เรากับน้องน้ำตาล ก็ไปแวะคุยกับพี่แน๊ค ก่อนกลับก็บอกพี่แน๊คว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเที่ยวชมดู Google นะครับ  lol

จนกระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา (เดือนมกราคม) เป็นช่วงที่เวลาเหมาะสมแล้ว พี่แน๊คก็ส่งสารชวนไปชมบริษัท Google สาขาญี่ปุ่น (ปกติที่นี่ คนทำงานสามารถเชิญแขกมาชมได้ ไม่ควรเกินสองคนต่อเดือน) ตัวเราซึ่งจริงๆมีอีเวนท์ที่กำลังจะเข้ามาพอดี แต่พอได้รับเทียบเชิญนั้นแล้ว เราก็รีบทิ้งงานทุกอย่างเพื่อจะไปชม Google เลยทีเดียว! (เวอร์ไปไหม ฮาาาา) ในการนี้หลังจากเชคเวลาว่าง เชคจังหวะอันประจวบเหมาะดูแล้ว ก็เลยตกลงปลงใจว่า เราจะไปเยี่ยมชม Google กันในวันที่ 28 มกราคมครับ ! ซึ่งพี่แน๊คก็ส่งเมลล์ยืนยันเวลา และรายละเอียดอีกทีนึง

วันนี้ตื่นเช้าออกไปที่ Roppongi Hill Mori Tower ซึ่งเดินทาจากบ้านเราได้ด้วย Oedo ต่อเดียว (สบายมากก) ไปถึงก็เจอมุมคุ้นเคย ก่อนที่จะเข้าไปที่ตึก Mori Tower

ตึก Roppongi Hill Mori Tower พร้อมสัตว์คู่บ้านคู่ตึก (หืมมม)

การจะเข้าตึก Mori Tower นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จากการพิจารณาดูแล้ว ตึกนี้ก็เป็นตึก Office หรูระดับ Hi-ends เลยทีเดียว ที่ตึกถึงขนาดต้องมีป้ายว่า ห้ามมาชมวิวนะ (อันนี้ไม่แน่ใจป้าย เท่าที่จำได้อะนะ) ซึ่งมีการตรวจตราอย่างเข้มงวดมาก… ก่อนจะเข้าโซนสำนักงาน เราต้องแลกบัตรเข้า สำหรับกรณีเป็นแขกไปเยี่ยมชม Google เราต้องได้รับ Invited e-mail สำหรับเข้าตึกก่อน เราก็นำอีเมลล์ เลข Reservation number ไปให้เจ้าหน้าที่ที่เค้าน์เตอร์ เพื่อรับบัตรสำหรับไปที่ตึก

IMG_5661

เนื่องจากพี่แน๊คติดธุระนิดหน่อย เราจึงไปช้านิดนึง ตอนแรกกะจะไปรอข้างบน แต่ก็งงเอง (อ่านจากอีเมลล์ที่ได้มา เค้าให้ไปที่ชั้นไหนไม่รู้ อ่านไปงงไป ขึ้นๆลงๆลิฟท์ สุดท้ายเลยรอที่ Lobby เลย ฮาาา) พอเจอพี่แน๊ค ทักทายอะไรเสร็จแล้ว พี่แน๊คก็พาไปชม Google สาขาญี่ปุ่น

เริ่มต้นที่ชั้น 27 ก่อนอื่นเราต้องไปรับบัตร Visitor ก่อน เจอปุ๊บเราก็ได้เจอกับตุ๊กตา Android รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมเครื่องต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมของ Google ที่วางใกล้ๆกันก็เป็นตู้เกมส์จาก Akihabara ซึ่งตอนแรก CEO Google ซื้อไว้ กะจะส่งไปที่อเมริกา แต่สุดท้ายส่งลำบาก เลยทิ้งมันไว้ที่นี่เลย (ฮาาา)

น้องด๋อย จักรยานสำหรับ Street map และตู้เกมส์จากอะกิบะ

พี่แน๊คก็พาชมโรงอาหารของ Google ก่อนเลย ซึ่งหลักๆ ที่นี่มีโรงอาหารอยู่สามที่ ! ดังที่เราได้ยินกันมาว่าสวัสดิการของพนักงาน Google ดีมาก!  ดังนั้นพวกโรงอาหารเหล่านี้ก็บริการฟรี กินได้ไม่อั้น รวมถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่คัดสรรกันมาสำหรับพนักงาน Google

IMG_5664.JPG

ตู้กดน้ำแบบ Nomihoudai กดได้เลย เย่

หลังจากชมชั้นแรกเสร็จ พี่แน๊คกก็พาเราขึ้นไปชมชั้นต่อๆไป ซึ่งโดยภาพรวม แต่ละชั้นประกอบด้วยโต๊ะทำงาน (ตรงนี้เนื่องจากเราเข้าไปไม่ได้ เราเลยไม่ได้ถ่ายรูปมามากนัก) ห้องประชุม ซึ่งตึกชั้นนึงห้องประชุมประมาณยี่สิบสามสิบห้องได้! (ถึงกระนั้นก็ตาม พี่แน๊คก็ยังกล่าวว่า ห้องประชุมพวกนี้บางทีก็ไม่ค่อยพอนะ!!!) แต่ละชั้นก็จะมีธีมและการตกแต่งที่แตกต่างกันตามท้องเรื่อง เช่น ธีมพืชพรรณธัญญาหาร  ธีมประเทศญี่ปุ่น ธีมเรียวคัง และแทบจะทุกมุมตึก ก็จะพบกับ Micro Kitchen ก็จะมีพวกขนมขบเคี้ยว กาแฟ ผลไม้ อาหารเล็กๆน้อยๆให้กินไปทำงานไป ตามนโยบายของผู้บริษัทที่อยากให้ทุกคนได้ทำงานอย่างมีความสุข lol

Micro Kitchen ที่มีให้บริการทุกมุมของ Office

บรรยากาศซึ่งมาในธีมภูเขาไฟฟูจิ พร้อมด้วย Interaction ปลาคราฟท์บนพื้น (พี่แน๊คกล่าวว่าปกติปลามันจะมารุมๆ ที่เท้าเวลาเราเหยียบ แต่ทำไมคราวนี้มันไม่มา – -“)

ในระหว่างที่เดินชม เราก็เห็นบรรยากาศของการทำงาน มีทั้งผู้คนที่นั่งทำงานที่โต๊ะตามปกติ ผู้คนกำลังนั่งประชุมในห้องประชุม ผู้คนสุมหัวนั่งทำงาน เปลี่ยนบรรยากาศออกมาทำงานข้างนอกบ้าง  ทำงานที่ห้องเงียบๆ บ้าง ซึ่งที่นี่ก็มีพื้นที่สำหรับให้ได้ทำงานและพักผ่อนหลายๆ รูปแบบ

IMG_5671

เบื่อทำงานที่โต๊ะ ที่ห้องประชุม ก็ออกมาทำงานข้างนอกก็ได้นี่นะ 😀

เราก็เดินชมขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงโรงอาหารที่สอง ซึ่งธีมเป็นโรงอาหาร International ที่โรงอาหารนี้ก็มีพื้นที่กว้างๆ สำหรับจัด Party ในเย็นวันศุกร์ และเครื่องเล่นเล็กๆน้อยๆ เป็นการผ่อนคลายบรรยากาศ

IMG_5672

ตู้เกมส์บอล และเกมส์บนโต๊ะสำหรับเปลี่ยนบรรยากาศ

ที่นี่ก็มีโซนบริการยืมเครื่องคอมพิวเตอร์ บริการซ่อมบำรุงเครื่อง ที่อลังกว่าก็เห็นว่าพนักงานสามารถมาหยิบอุปกรณ์เครื่องใช้คอมพิวเตอร์ได้เลยตามที่ต้องการ แต่…ที่นี่เค้าจะเขียนราคารายชิ้นติดไว้ด้วยนะ ไม่ใช่ว่าขายหรอก…แต่เป็นการกระตุ้นเตือนให้มีจิตสำนึกสำหรับการหยิบเอาไปใช้อย่างรู้คุณค่า

หยิบของทุกคราวคำ สูจงจำเป็นอาจิณ (กลอนโหดไปมั้ย ฮื้ออออ)

เราก็ไปชมชั้นอื่นๆ ซึ่งก็ได้เห็นวิวอันแสนอลังการของมหานครโตเกียว เห็นทั้ง Tokyo Tower, Odaiba, ภูเขาไฟฟูจิ และรอบๆมุมอื่นเลยทีเดียว

IMG_5674

Tokyo Tower จากตึก Mori Tower

เราข้ามฝั่งไปอีกโซนนึง (ตึกชั้น 43, 44 อยู่อีกโซนลิฟท์) เพื่อไปชมบรรยากาศ office โซนนั้น สำหรับโซนชั้น 43-44 เป็นโซนสำหรับโปรแกรมเมอร์ ดังนั้นการออกแบบตกแต่งก็จะเป็นแนวๆ ธรรมชาตินิดนึง และแวะไปดูโรงอาหารอีกที่ของที่ Google ซึ่งดูเป็นโรงอาหารที่คึกคักที่สุดละ บริเวณแถวๆ นั้นก็มีพื้นที่สำหรับสันทนาการ เครื่องเล่นเกมส์พร้อมบริการแก่พนักงาน

IMG_5678

นั่นแหละฮะ…เราสามารถเล่นเกมส์อะไรก็ได้นะครับ แต่ที่มุมห้องมีป้ายติดไว้อยู่ว่า มันเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะใช้ของ แล้วเก็บให้เข้าที่เข้าทางให้เรียบร้อยนั่นเอง…

เราไปช่วงมื้ออาหารพอดี (เย่) เลยได้กินข้าวเที่ยงหนึ่งมื้อที่ Google ในช่วงที่กำลังเราถังแตกพอดี (ฮาาาาา).. หลังจากเดินชมโรงอาหารทั้งสามแล้ว เราก็เลยไปทานที่โรงอาหารแรก (อ่าว 555)

IMG_5679

อาหารสุดอร่อยสนับสนุนโดย Google 

ระหว่างกินข้าวเที่ยงก็พูดคุยกับพี่แน๊คในหลายๆ เรื่อง ที่นี่พนักงานก็เข้างานหรือออกงานได้ตามความเหมาะสม (แต่เอาจริงๆก็อย่าให้งานเสียหายอะนะ) เรื่องวัฒนธรรมองค์กร ที่ Google ก็ไม่จำเป็นต้องมีการอบรมวัฒนธรรมองค์กร แต่ก็มีอบรมเล็กๆน้อยๆ หนึ่งวัน จากที่เราสังเกต บริษัท Google สาขานี้ก็ดูมีชาวต่างชาติซะเยอะเลยทีเดียว ซึ่งก็มีชาวญี่ปุ่นอยู่ก็พอสมควร (แต่คนไทยมีอยู่ราวๆ ห้าหกคน ในตอนที่ตักอาหารก็เจอคนไทยที่ทำงานที่นั่นด้วยอีกคนนึง) เท่าที่ดู บรรยากาศการทำงานที่นี่ดูผ่อนคลายอยู่พอสมควร [นิยามคำว่า ผ่อนคลาย เราจะไปพูดในส่วน Knowledge Management ประจำตอน] จะเทียบว่าผ่อนคลายกว่าแบบญี่ปุ่นไหม เราตอบไม่ได้ เพราะเราเองไม่เคยสัมผัสบรรยากาศ office ญี่ปุ่นเหมือนกัน

กินเสร็จก็ได้เวลาแยกย้าย พี่แน๊คกลับไปทำงานต่อ ส่วนเราก็กลับมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อมาฟังคุณนาคายาม่าสอบ Defend Thesis ป.เอก (ช่วงนี้เป็นเทศกาลสอบ Thesis จบของเด็กที่นี่) ก็แวะถ่ายรูปกับน้องด๋อยก่อนกลับไป..

น้องด๋อย และหลักฐานว่าเรามา Google แล้วนะ ถถถ

ก่อนเข้าสู่ Knowledge Management ประจำตอน เราต้องกล่าวขอบพระคุณสำหรับโอกาสดีๆ ที่ได้รับในครั้งนี้จากพี่แน๊ค การมาเที่ยว Google Japan ครั้งนี้ ก็ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา เห็นบรรยากาศของการทำงานแบบบริษัท ซึ่งตัวเราไม่เคยสัมผัสมาก่อน (ก่อนหน้านี้อยู่ในโลกวิชาการมาตลอด เคยไปดูงาน AIG ตอนอยู่ปีสี่ ป.ตรี อยู่ครั้งเดียว) ได้มาเห็นบริษัทที่สนับสนุนให้พนักงานทำงานอย่างผ่อนคลาย เพื่อให้เกิดความ productive ในการทำงาน ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่คงหาไม่ได้ง่ายๆ แน่ๆ ส่วนตัวเราได้เรียนรู้ความเมพของพี่แน๊คหลายๆ อย่าง และจะพยายามเอามาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเราต่อไป…

…KM (Knowledge Management) ประจำตอน…

จากการไปเที่ยว Google Japan วันนี้ ก็ได้เห็นความหรูหราอลังการของบริษัทระดับโลก !! ซึ่งเราก็อยากสะท้อนคิดในมุมมองของเราหลายๆ ประเด็น (ทั้งที่เกี่ยวกับการไปดูวันนี้ และสิ่งที่อยู่ในใจ) ดังนี้

1. ผ่อนคลาย ที่กล่าวไว้ในข้างบน หลายคนอาจจะคิดว่า คำว่าผ่อนคลายคือ นั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องทำอะไร เลิกงานเสร็จไม่ทำอะไรแล้ว ในที่นี้เราอยากจะขยายความคำว่าผ่อนคลายไว้ให้ชัดเจน

เราได้ยินจากพี่แน๊คหลายครั้งเกี่ยวกับ Work-life balance ในการทำงาน ในความเข้าใจของเรา เราคิดว่าในหนึ่งวัน เราไม่ได้จะต้อง focus อยู่แต่งานอย่างเดียว แต่เราควรหาเวลาให้ตัวเราพักผ่อนบ้าง เช่น ในหนึ่งวัน เราควรหาเวลากินอะไรที่ดีๆ นิดนึง หาเวลาออกกำลังกาย หาเวลาสุนทรีกับชีวิต หางานอดิเรกทำ ตัวเราเชื่อว่า การเปิดช่องว่างให้ได้พักผ่อน ก็จะเป็นการเปิดช่องให้ไอเดียดีๆ แล่นเข้ามาในหัวได้

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องที่ใกล้เคียงกัน เกี่ยวกับการทำงานให้สนุกและ Productive ขอยกตัวอย่างใกล้ตัวของเรา นั่นคืออาจารย์ที่ปรึกษาเรา (ทั้ง ป.โท ที่ไทย และ ป.เอกที่ญี่ปุ่นเอง…) เราคิดว่าเราโชคดีมากที่เราได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่เข้าใจในเรื่องนี้ และพยายามสนับสนุนให้เราได้เรียนรู้อะไรพวกนี้เช่นกัน

อาจารย์ที่ปรึกษาของเราตอน ป.โท มีงานอดิเรกคือการวิ่ง หลายคนอาจจะรู้สึกว่าอาจารย์ชิวมาก แต่เราไม่รู้สึกอย่างนั้น เราคิดว่าอาจารย์สามารถหา work-life balance ได้ดี เพราะในเวลาที่เป็นการทำงาน อาจารย์ก็เต็มที่มากๆ เช่นกัน กับการคุมวิทยานิพนธ์ของเรา ก็เหมือนกับเราทำงานและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน และให้อิสระกับเราในการตัดสินใจ ทำให้การทำวิทยานิพนธ์ตอน ป.โท เป็นช่วงเวลาที่สนุก จนถึงตอนนี้เราก็ยังปรึกษาอภิปรายงานกับอาจารย์ข้ามประเทศอยู่

ส่วนอาจารย์ที่ญี่ปุ่น… ซุปเราเป็นคนที่ทำงานเยอะมากๆ ในหนึ่งวัน ซุปก็จะต้องทำงานวิจัยของตัวเอง สอนหนังสือ บริหารเงินวิจัย แต่งหนังสือ เป็น Deputy director ของสถาบันวิจัย คุมวิทยานิพนธ์เรา ตรวจงานเราแบบละเอียดยิบ (บ่อยครั้งเราได้อีเมลล์ส่งถึงมือตอนเที่ยงคืน – -“) แต่ซุปเราก็เป็นคนที่สบายๆ ลั้ลลา ใจดี และไม่เข้มงวด (นี่ทำให้เราต้องมีรับผิดชอบด้วยตนเองเพิ่มขึ้นมาก)

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ Grad School เรามี Colloquium ประจำเดือน รอบนี้ซุปเรามาแปลก ซุปเราเตรียมอุปกรณ์ทำค๊อกเทลพร้อมมาก จากการคุยเลยรู้ว่า ซุปเราเรียนทำค๊อกเทลตั้งแต่เรียน ป.ตรีปีสอง (ซุปบอกว่า สมัยนั้นที่ญี่ปุ่น ที่โทได สโมสรนักศึกษานัดหยุดเรียนกันหนึ่งปี ช่วงที่เค้าประท้วงๆกัน ถ้าลองหาในประวัติศาสตร์ ซุปเลยรู้สึกว่าต้องหาอะไรเรียนซะแล้ว) นอกจากจะทำค๊อกเทลเป็น ซุปเรายังแบ่งเวลาไปเรียนทำโซบะ (เมื่อหลายๆปีก่อน) จนที่โรงเรียนทำโซบะเชิญให้เป็นโซบะเซนเซด้วย ! ซุปเราทำงานอย่างมีความสุข เลยได้งานใหม่ๆ ดีๆ ออกมา ซึ่งเราคิดว่าเป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้อาจารย์คิดงานเจ๋งๆ ไปโชว์ในระดับโลกได้บ่อยๆ (Illusion of the year นั่นเอง)

เราเรียนรู้อะไรจากอาจารย์ของเรา… การที่เราแบ่งเวลาดีๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สนุกไปกับการเรียนรู้ และสนุกไปกับงาน มันจะทำให้เราสามารถนำงานมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (ซึ่งสุดท้ายมันคงจะแยกจากกันไม่ออก) และสุดท้ายถ้าเราอินไปกับมัน เราน่าจะสามารถหาจุดสมดุลของมันได้ ทำให้ชีวิตสนุกสนาน และได้งานที่ productive เมื่อเทียบกับเวลา…

2. การมีวินัยในตัวเอง เท่าที่สังเกตที่ Google พนักงานไม่ได้อยู่ในกรอบที่รัดแน่นมากนัก แต่งกายไปทำงานชุดอะไรก็ได้ ไม่ต้องใส่สูทผูกไทด์ จะนั่งทำงาน เอาอะไรไปกินที่โต๊ะทำงานก็เชิญตามสบาย… จะไปทำงานกี่โมงก็ตามความเหมาะสม จะหยิบของกิน หยิบของไปใช้ก็เชิญ… จะเล่นเกมส์หลังกินข้าวก่อนทำงานก็ได้เลย มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ…

ฟังดูเหมือนเป็นอะไรที่น่ากลัวบริษัทจะเจ๊ง !! ซึ่งมันคงเจ๊งถ้าคิดตามแบบไทยๆ …

แต่ถ้าเราทุกคนมีจิตสำนึกร่วมกัน รู้จักหน้าที่ คิดถึงคนอื่น หยิบของไปเท่าที่จำเป็นจะใช้ มีความรับผิดชอบ รู้จักแบ่งเวลา หาสมดุลของชีวิต work-life balance ในข้อแรกที่กล่าวไว้ ความ flexible เหล่านี้มันจะเป็นอะไรที่ทำให้งานดู productive มากๆ และเป็นการสร้างสังคมการทำงานที่ดีและอยู่ร่วมกันได้

จากการสังเกตที่นี่ (เหมือนที่เคยเขียนไว้หลายๆ รอบ) ที่ญี่ปุ่นจะสอนให้ทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ไม่ทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อน ซึ่งจากการไปดู Google ที่นี่ก็พอเข้าใจได้ว่าเป็นยังไง (แต่คิดว่าคงเป็นที่ Google ทุกที่แหละนะ)

ของอย่างนี้ดูเหมือนมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่เมื่อนำมาดูกับที่บ้านเรา เรามักจะตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องมีกฎระเบียบมากมายหยุมหยิมคอยบังคับให้อึดอัดใจ…

ในความเห็นของเรา เรื่องนี้มองได้สองมุม…

  • จากมุมมองของคนปฏิบัติงาน เราอาจจะรู้สึกคล้อยตามนิทานเรื่อง มดน้อยจอมขยัน (ดูได้ในลิงค์นี้)
  • จากมุมมองของคนออกกฎระเบียบ เป็นเพราะเคยมีอะไรที่ทำให้เกิดความไม่ไว้ใจหรือเปล่า ?

ซึ่งก็ทิ้งไว้เป็นคำถามชวนคิดกันต่อไปก็แล้วกันว่า จะทำยังไงให้องค์กรที่เราอยู่เป็นองค์กรที่น่าอยู่…

3. บรรยากาศกับการทำงาน ต่อมาจากข้อ 2 การทำงานที่ productive ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเคร่งเครียดกับการทำงาน จดจ้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หน้าหนังสือเสมอไป… ในความคิดของเรา เราคิดว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพ มาจากบรรยากาศของการทำงาน เนื่องจากคนเราแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการหาสิ่งแวดล้อม บรรยากาศที่เข้ากับตัวเราก็ย่อมแตกต่างกัน บางคนนั่งทำงานห้องเงียบๆ บางคนชอบนั่งใต้ต้นไม้คิดงาน บางคนชอบนั่งที่ที่อึกทึกคึกโครมนิดนึงตามร้านกาแฟ ก็ได้ผลงานที่ดี บางครั้งการทำงานก็ต้องอาศัยพื้นที่สำหรับการ discussion กระดานใหญ่ๆ เขียนมันทั้งฝาผนัง หรือบางคนต้องการหลายๆบรรยากาศในการทำงาน ดังนั้นการออกแบบ จัดพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำงานในบริษัท สำนักงาน หรือภาควิชา เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ตัวอย่างง่ายๆ ของเราเอง เวลาเราทำงานศิลป์ (เช่นทำ slide สัมมนา ทำโปสเตอร์) เราก็ต้องการบรรยากาศแบบนึง (เสียบหูฟังเพลงไปทำงานไป) เวลาอ่านหนังสือ เขียนเปเปอร์ เราก็ต้องการบรรยากาศแบบเงียบมากๆ ตัดขาดทุกการติดต่อ (หอบหนังสือ กระดาษไปเขียนที่ห้องสมุดแบบไม่เอาคอม โทรศัพท์ไป) เป็นต้น

ในฐานะที่เราจบกลับไปต้องทำงานในส่วนงานด้านวิชาการ (อาจจะมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็สถาบันวิจัย) เราก็อยากเสนอให้มีการจัดบรรยากาศที่หลากหลาย น่าทำงาน มีพื้นที่ทั้งให้ศึกษาด้วยตัวเอง พื้นที่ discussion มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน…

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะต้องคิดมากหน่อย ซึ่งเป็นโจทย์ที่น่าสนใจ คือ…

หน่วยงานราชการต่างๆ หามีเงินไม่ !!!! เลยมีปัญหาที่น่าสนใจว่า เราจะทำยังไงในการสร้างพื้นที่และบรรยากาศที่น่าทำงาน น่าเรียนรู้ จากพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดผลสูงสุด (ยังเป็นปัญหาปลายเปิดที่ทิ้งไว้ให้กับตัวเองในอนาคตตอนต้องกลับไปทำงาน)

4. ทุกอย่างมีราคาของมัน ที่ Google หรือบริษัทดีๆ ที่ไหนๆ ใครๆ ก็อยากทำงาน (จริงไหม) แต่การที่จะเข้าไปทำงานในที่ที่สิ่งแวดล้อมดีๆ สวัสดีการดีๆ บรรยากาศเหมาะ ๆ มันก็มีราคาของมันที่ต้องจ่าย ราคาในที่นี้คือความทุ่มเท ตั้งแต่การทุ่มเทก่อนที่จะได้เข้าไปทำงาน การทุ่มเทในขณะทำงาน ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง

หลังจากที่เพิ่งอกหักจาก N4 มา อันนึงที่เราเข้าใจตัวเองคือ เราก็ยังพยายามไม่พออยู่ดี… เงิน (ในที่นี้คือสิ่งที่เรามีอยู่ และความพยายาม) ไม่พอจ่ายกับราคาของที่จะได้มา ดังนั้นสิ่งที่จะต้องพยายามให้มากขึ้น แล้วเราจะสู้กันใหม่อีกยก ^o^

****************************************

สรุป การไปดู Google วันนี้ ทำให้ได้ผ่อนคลายจากการเจอสิ่งที่ทำให้ตัวเรารู้สึกไม่โอเคในช่วงเดือนที่ผ่านมา  ได้อิ่มอร่อยจากอาหารของ Google ที่สำคัญได้เรียนรู้ และสะท้อนคิดอะไรหลายๆอย่าง…

เขียนมายืดยาวแล้ว ได้เวลานอนเด็กดีสักที…

ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหรออออออ)

Advertisements