เรื่อยไปในโตเกียว 19 : ตะลุยสวิตเซอร์แลนด์ไปกับ EuroCG2016!!

ในสรุปชีวิตปี 2015 และเป้าหมายชีวิตปี 2016 เราได้ตั้งเป้าหมายทางวิชาการเกี่ยวกับการไปประชุมวิชาการไว้ว่า จะพยายามปั่นงานข้ามปีให้เสร็จ แล้วส่งงานไป EuroCG2016 ที่สวิตเซอร์แลนด์แดนในฝันที่น่าไปสักครั้งในชีวิต !!  ในที่สุดเราก็ปั่นงานได้สำเร็จ submit ส่งไป แล้วก็ Accept ด้วย (เย่)

เรื่อยไปในโตเกียวตอนที่ 19 จะมาเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์การไปยุโรปครั้งที่สองของชีวิต และประสบการณ์ ข้อคิดจากการเข้าร่วมงานประชุม EuroCG2016 workshop ทาง Computational Geometry ระดับต้นๆ ของโลก (เพราะโลกนี้มันมีคนทำวิจัยสายนี้ไม่มากไง โถ่วววว) ถึงแม้เป็นเรื่องราวของสวิต แต่เนื่องจากจุดเริ่มต้นมาจากงานของโตเกียว เลยพอจะเขียนให้มันเป็นโตเกียวได้และ (ข้ออ้างเดิมๆ เหอะ)

ปล. บันทึกอันนี้ บางส่วนก๊อปมาจากสเตตัสเฟสบุคที่อัพไว้รายวัน หรือปรับ เพิ่มเติมรายละเอียด ถ้าคุ้นๆ บ้างก็ถือซะว่าอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมนะครัช

**********************************************************************

บันทึกการเดินทางจากการประชุมวิชาการ The 32th European Workshop on Computational Geometry 2016 (EuroCG2016)
ณ Lugano, Switzerland 28 March – 3 April 2016

งาน EuroCG เป็นงาน workshop เกี่ยวกับ computational geometry งานใหญ่งานหนึ่ง ซึ่งงานของสายนี้หลักๆ ที่รู้จักกันทั่วไป งานใหญ่สุดคือ CG week ซึ่งมีหลายๆ งานจัดพร้อมๆ กัน (SoCG ด้วย) ส่วนงานที่ดูจะรองๆ ลงมาก็ CCCG (Canada เป็นคนจัด) และก็ JCDCGG ที่ญี่ปุ่นเป็นคนจัด ส่วนงาน EuroCG นั้น สเกลก็ประมาณ CCCG/ JCDGG นี่แหละ

งานนี้คอนเซปต์คือ วิชาการก็ต้องเป๊ะตามมาตรฐานทั่วไป  แต่เป็นงานวิชาการที่ relax ลงมา คือไม่มี proceeding แต่มีการส่ง extended abstrat ซึ่งการจะรับหรือไม่รับก็มี reviewer คนในสายสามคนตัดสินงานเหมือนส่งใน journal แต่งานนี้ ผู้จัดจัดให้มี บรรยากาศที่เป็นกันเอง เพื่อให้คนทำงานสายนี้มาพูดคุย ทำความรู้จักสร้างความร่วมมืองานวิจัยกันไป ปีที่แล้วเราไปมารอบนึงที่สโลวีเนีย (อ่านย้อนหลังที่เรื่อยไปในโตเกียว 10 : สโลวีเนียยยย ~)  ความรู้สึกหลังจากกลับมา เนื่องจากเป็นชาวเอเชียจากประเทศโลกที่สาม เราเลยรู้สึกดูด้อยๆ ไม่ค่อยอยากไปอีก… แต่การไปงานประชุมวิชาการ น่าจะสร้าง motivation อะไรใหม่ๆ ได้บ้าง เราเลยอยากไปอีกสักปีนะ… แต่ตอนนั้นไม่มั่นใจว่าจะมีงานพอส่งไปหรือเปล่า… เพราะตอนกลับมาจากสโลวีเนีย เป็นช่วงงานกำลังจะเข้าสู่ทางตัน !

เหมือนฟ้าเป็นใจ หลังจากพบทางตันนิดๆ ทางตันก็ดันเราไปสู่ทางใหม่ ข้อสังเกตของปัญหาที่เกิดจาก numerical experiments ทำให้เจอข้อสังเกตทางทฤษฎี เลยได้งานทางทฤษฎีมา ซึ่งทำให้เราขยายทางตันไปได้อีกเยอะมาก….  หลังจากเราเริ่มงานใหม่เกี่ยวกับ SLVD recognition problem (รายละเอียดของงานอุบไว้ก่อน รอให้งานเสร็จแล้วจะมาเล่าแบบเต็มๆ) กลับมาจากที่ไทยรอบเดือนสิงหา เราก็วางแผนในการ submit paper SLVD recognition problem ไปที่งาน SoCG งานใหญ่อันดับหนึ่งของสาย (แล้วก็โดนรีเจคมา ฮือออ) ในช่วงที่คิดงานเกี่ยวกับ recognition problem ก็พอเห็นช่องทางที่จะขยับขยายงานไปสู่ปัญหาหลักที่สนใจ (คือประมาณผิวผลไม้ด้วย SLVD ก็จะเป็น SLVD approximation problem) เลยทำงานขนานไปในช่วงที่เขียนเปเปอร์อันนั้น

มีช่องทางใหม่ มีงานแล้ว เราก็เลยคิดในใจว่า น่าส่งดราฟท์ของ approximation problem ไป EuroCG นะ ได้แต่คิดในใจ จนจังหวะเหมาะๆ ราวๆ พฤศจิกายน หลัง TJIA E-Dok (เอ๊ย E-Talk) เลยเล่าให้ซุปฟังประมาณว่า

“เนี่ย ผมคิดว่าอยากจะส่งงานไป EuroCG นะครับ แต่น่าจะไม่ค่อยโอเคมั้งนะครับ เงินน่าจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนปีงบประมาณพอดีเลย”

คิดในใจว่าซุปคงไม่ให้มั้ง… แต่ท้ายสุดซุปก็บอกว่า เอ่อ นี่คิดไว้ละว่าถ้าจะไป กะจะให้ใช้งบก้อนนี้ๆ น่าจะไม่มีปัญหา ส่งเลยสิ… งานเราเลยงอกในทันที (แต่งอกอย่างเต็มใจ ถถถ)

งานรอบนี้ปั่น manuscript ใช้เวลาหนึ่งเดือนนิดๆ (ปีก่อนสองเดือนแหนะ มีเวลาเหลือส่งไปให้ English check ตรวจงานให้ด้วย) แก้ๆ กันไปแบบด่วนๆ เผาๆ มาก ส่งไปทันเวลาพอดี (เอาจริงๆแอบลุ้นให้มันเลื่อนวันส่ง แต่แล้วก็ไม่เลื่อน T_T)

ก่อนวันไปเที่ยวจีน เราก็รอคอยมานานแสนนานนน… และในที่สุด

Accepttttttt!!!!  แต่มาพร้อมคอมเมนท์ว่า ยังเขียนไม่ดี บลาๆ คอมเม้นท์มารัวๆ มีเวลาแก้อยู่ประมาณสองสัปดาห์ เพื่อให้ทันเวลาเราก็ปรินท์ไปนั่งทำงานที่จีนเลยจ้าาาา…. (ทำงานกับคอม ที่ไหนก็ทำได้ แต่ก็แอบลุ้นว่าที่จีนจะบล๊อก hotmail ไหม ซึ่ง ไม่บล๊อก เย่) แก้งานส่งอาจารย์ มีเวลาเหลือส่งให้บริษัทตรวจภาษาดูให้ แล้วก็ submit ไปพอดี

จากประสบการณ์คราวก่อน รอบนี้เราก็ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมได้ไวขึ้น แต่วีซ่านี่สิที่ช้า เพราะเราต้องใช้ passport ช่วงไปไต้หวัน ไหนงาน conference จะออกกำหนดการช้าอีก (ทำวีซ่าก็ต้องแนบตัวกำหนดการไปด้วย) พอกำหนดการออกปุ๊บ เราก็รีบไปสมัครเชงเก้าวีซ่าเลย ใช้เวลาราวๆ สองสัปดาห์พอดี (รอบนี้รุงรังเพราะลืมเอกสารรับรองจากอาจารย์ พอส่งไปรอบนึง เค้าให้ส่งไปใหม่ แก้จดหมายของอาจารย์ – -“) ได้วีซ่าอาทิตย์ก่อนเดินทางเลยทีเดียว…

ปีนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างปุบปับไวมาก ไม่ค่อยมีเวลาเตรียมตัว (โดยเฉพาะเรื่องเที่ยว) เตรียมแผนเที่ยวมั่วซั่วสองวันก่อนไป… ก่อนหน้านั้นถามข้อมูลโดยคร่าวจากน้องนุ ผู้ซึ่งเรียนที่สวิตมา ทำให้ทราบความจริงที่ช๊อคมากว่า ค่าครองชีพแพงงงงงงงงงงงงงง ประมาณว่า ข้าวจานนึงราวๆ 20 ฟรัง ซึ่งตีเป็นเงินแล้วราวๆ พันกว่าเยน (ตายยยยยยจ้า) นอกจากน้องนุแล้ว น้องวอร์ม วรรินทร์ ผู้เรียนต่อ ณ สวิต ก็แนะนำในสเตตัสที่เราถามเรื่องที่เที่ยวว่าไป Sonogno น่าจะดี (มีเวลาวันหลังจากแลนดิ้งแล้วนิดนึงให้พอเที่ยวได้) ก็เลยวางแผนไว้นิดนึง

แผนการเที่ยวก็เขียนๆ วางๆ ไว้จนเกือบถึงวันจะบิน…. แต่หาได้ fix แผนไม่… ที่ทำได้คือคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ละเว้นเรื่องการเที่ยวไว้มาคิดสดเอา… วันเสาร์มีคุยงานวิจัยกับพี่ต้น (จากโทได) และพัทร (สถาปัตย์ชาวเมได) พี่ต้นเพิ่งกลับมาจากสวิตพอดี เลยแบ่งเหรียญมาให้เราจำนวนหนึ่ง…. โดยปกติแล้ว เราจะแลกเงินต่างประเทศจาก Sumitomo bank ที่ชินจุกุ แต่เนื่องจากทุกอย่างปุบปับไปหมด ไปถึงเย็นวันก่อนบิน ทุ่มกว่า ปิดแล้วจ้าาาา… ยืนเซ็งกับกำนัน สมาชิกคณะศรัทธา อยู่สักแป้บ (กำนันแวะมาเยือนโตเกียวพอดี) ท้ายสุดเราก็แลกเงินจากร้านแถวๆชินจุกุ เงินในร้านแรกไม่พอ เลยต้องไปแลกต่ออีกร้าน จนได้ครบมา 800 ฟรัง พร้อมเดินทางในที่สุด

ก่อนเดินทาง เนื่องจากแผนเที่ยวตอนแรก (วันสุดท้ายหลังประชุมเสร็จ) กะจะไปเมืองเล็กๆ Campione แถวอิตาลี ก่อนวันที่จะไป คุยกับโลเรนโซ ชาวอิตาลีโต๊ะข้างในแลป โลเรนโซไม่ค่อยรู้เรื่องเมืองนั้น เลยไปถามพ่อแม่ให้ (พ่อแม่โลเรนโซมางานรับปริญญาโลเรนโซพอดี) สรุปคือ พ่อแม่โลเรนโซไม่ค่อยแนะนำเมืองนั้น เลยแนะนำให้ไปอีกเมืองนึง

คืนวันก่อนเดินทาง นึกได้ว่าต้องคิดเรื่องเที่ยวแล้ว เลยแชทถามน้องวอร์ม น้องวอร์มก็แนะนำให้ไปมิลาน หาข้อมูลดูแล้วก็โอเค ราคาไม่แพง เดินทางสะดวก ก็เลยปักหมุด… คิดเล่นๆ ว่ามีใครรู้จักอยู่แถวมิลานบ้าง…. ก็เลื่อน feed เจอจินเพื่อน ม.ปลาย Gifted Math รุ่นแรก คู่เต้นลีลาสตอน ม.6 (ที่เราทำให้จินได้คะแนนไม่ดี 5555) ซึ่งเรียนและทำงานอยู่ที่มิลานด้วยพอดี!!! อย่างนี้ต้องเจอกันและเม้ากันสักหน่อย เราก็เลยแชททิ้งไว้ก่อน

28 March 2016 ออกเดินทาง 

ไฟล์เดินทางของเราคือสิบโมงเช้า ที่ “นา ริ ตะ” มีความไกลจากโตเกียว เพื่อความปลอดภัยเราจึงควรถึงสนามบินราวๆ แปดโมง… หมายความว่าเราควรออกจากบ้านหกโมง… หมายความอีกว่าตื่นตีห้า… แต่กว่าจะวางแผนทุกอย่างเสร็จ นอนไม่หลับ… กว่าจะได้นอนก็ตีสี่ T_T สรุปคือนอนได้แป้บๆก็เก็บของ ออกเดินทาง (โชคดีมีสมาชิกผู้เข้าพัก SnC Resort พอดี เลยพากันตื่นได้)

จากประสบการณ์เดินทางครั้งก่อน ทำให้เราคิดว่า เราต้องเตรียมงาน หรือกิจกรรมไปนั่งทำบนเครื่องฆ่าเวลาด้วย รอบนี้เราจึงเตรียมหนังสือบุนโป N4 ไปนั่งทบทวนซะ (เพราะอาจารย์ที่สัมภาษณ์วันสอบวัดระดับ ไล่ให้ไปทวนมาก่อนเข้าคลาสใหม่) นอกจากหางานไปทำแล้ว การเตรียมลิปมัน ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

หลังจากขึ้นเครื่องปุ๊บก็ นอนนนนน – -” นอนได้สักพัก บนเครื่องก็เสิร์ฟอาหารเที่ยง รอบนี้เราบินไปกับ Swiss International Airlines ซึ่งเป็นเครือ Star Alliance สะสมไมล์กับ ANA ได้ (เลยยิ้มกระหย่องย่องยิ้มเลยทีเดียว) อาหารก็มาตรฐานทั่วๆ ไป

พอกินข้าวเสร็จ ก็แอบงีบ สักพัก ตื่นมาเริ่มเบื่อ ก็ดูการ์ตูนในทีวีบนเครื่อง (Peanut the movie) ดูจนจบก็ได้เวลาเอางานมาทำ ด้วยการทำแบบฝึกหัดในหนังสือบุนโป ต่อด้วยเขี่ยอ่านคันจิ จำศัพท์ ทำสักพักใหญ่ๆ ก็เบื่อ เบื่อก็นอน ตื่นมาเขียนงานนู่นนี่นั่น เป็นวัฎจักรจนกระทั่งอาหารมื้อที่สองมาเสิร์ฟ ได้เวลาจะถึงสักที (เย่)

อาหารทั้งสองมื้อบนเครื่อง

ก่อนลงจากเครื่อง คุณลุงที่นั่งข้างๆ เรา นั่งอยู่ตั้งนานเพิ่งมาชวนคุยตอนจะลงเครื่อง ลุงแกมาเที่ยวหลายเมือง เห็นเรานั่งอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นเลยถามไถ่ คุยกันไป ปิดท้ายด้วย กัมบัตเตะเนะ… เดินทางจนถึงปลายทาง ก็ได้เวลาเปลี่ยนเครื่องที่ Zurich เราก็ต้องรีบเดินๆ เพื่อเปลี่ยน terminal ไป Lugano ต่อ จาก Zurich บินไป Lugano ใช้เวลาราวๆ 45 นาที ด้วยเครื่องบินลำน้อย ประมาณ 100 ที่นั่ง

ระหว่างทางก็ดูวิวที่แสนสวยงาม กับภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ และฝ่าเข้ากลุ่มเมฆหมอกสู่ Lugano โดยสวัสดิภาพ…

วิวจากบนเครื่องบิน พร้อมช๊อคโกแลตที่ได้ในวันอีสเตอร์พอดี !

แต่คิดหรอว่าชีวิตเราจะราบรื่นง่ายๆ เพราะเมื่อเท้าก้าวสู่ Lugano เรื่องโบห์มๆ มากมายก็เกิดขึ้นทันที !!

เครื่องบินเล็กๆ กับสนามบินอันมุ้งมิ้ง 

เริ่มแรก เราคิดว่ารอบนี้ เราทำการบ้านมาดีนิดนึง ที่นั่นหาเนทใช้ไม่ได้แน่… ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น เราเลยโหลด google map offline เก็บไว้ในโทรศัพท์ละ มั่นใจมากว่าคราวนี้ไม่หลงแน่นอน

ลงมาจากสนามบิน Lugano ซึ่งเล็กน่ารักมาก ก็เดินไปสถานีรถไฟ ประมาณยี่สิบกว่านาที เดินไปถึงสถานีรถไฟ รถไฟที่จะเข้าเมืองจอดพอดี ไม่ทันซื้อตั๋ว รถไฟก็บ๋ายบายไปซะแล้ว รออีกครึ่งชั่วโมง

รถไฟจะไปลูกาโน่ โย่วๆ กว่าจะซื้อตั๋วได้ – -“

กำลังจะซื้อตั๋ว ในตัวมีแต่แบงค์ แต่ตู้ซื้อตั๋วรับแต่เหรียญ เลยเดินหาดูว่ามีที่ไหนแลกเหรียญบ้าง เจอป้าแก่ๆจูงหมา พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วย จะขอแลกเหรียญ สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แต่ในที่สุดก็รู้เรื่องแหละ ป้าแกก็มาช่วย

ค่าตั๋ว 4.4 ฟรัง มีเหรียญในมืออยู่ 3 ฟรัง (จากที่ได้จากพี่ต้นตอนวันเสาร์ 13 ฟรัง) กำลังงมๆ กับตู้กับป้า มีครอบครัวเดินผ่านมาพอดี ป้าเลยคุยให้ เค้าเลยเอาเหรียญ 2 ฟรังให้ละบอกว่าไม่เป็นไร งมตู้ซื้อตั๋วกับป้าจนซื้อได้ ขอบคุณก็ขอบคุณแบบงงๆ กะจะหาอะไรขอบคุณป้า ก็ไม่มีอะไรติดตัว มีแต่เหรียญญี่ปุ่น กะจะ ให้ป้าเป็นที่ระลึก แต่ป้าแกเอาเงินในมือเราที่เป็น 0.6 ฟรังไปแทน งงๆ

วิวจากสถานีรถไฟ และเมืองอันว่างเปล่าในวัน Easter T__T

ขึ้นรถไฟเสร็จถึงตัวเมือง จาก google map บอกว่าให้นั่งรถบัสลงไปอีกหน่อย แต่เราดูระยะทางแล้ว กะเอาว่าเดินเอาน่าจะได้ ลืมคิดไปว่ามีกระเป๋าลาก กระเป๋าเป้ และกระเป๋ากล้อง อีรุงตุงนังลากลงดอย ถนนบ้านเมืองนี้ก็ดีเกิน เป็นบล๊อกๆ ขรุขระ ลากกระเป๋าไม่ smooth อีก กลัวล้อพังเลยแบกมันลงไปจากดอย ละเดินไปโรงแรมพอดี ถึงโรงแรมเกือบๆสองทุ่ม (คิดในใจว่า ถ้ารู้งี้นะ ตรูยอมนั่ง shuttle bus ส่งถึงโรงแรมเลยดีกว่า ฮือออ)

check in คุณเจ้าหน้าที่เค้าท์เตอร์ใจดี เราก็รีบเคลียร์ค่าโรงแรมก่อน (ตอนแรกเจ้าหน้าที่บอกว่ามาเคลียร์ตอนเชคเอ้าท์ก็ได้ แต่อยากจัดการให้เสร็จก่อน เลยจ่ายๆเลย) ค่าโรงแรมห้าคืน 400 ฟรัง บวก tax เมืองอีก 16.25 ฟรัง เนื่องจากความโบห์มเรื่องเหรียญ เลยกะจะแตกแบงค์ใหญ่ เจ้าหน้าที่ไม่มีทอน เลยเอาแบงค์ 20 ฟรังจ่ายให้

ที่โบห์มสุดๆ คือการเจอว่า แบงค์ 20 ที่คิดว่าเป็น 20 ฟรัง ที่แลกมาจากชินจุกุ มันคือแบงค์ 20 โครน (20 ฟรัง ~ 2300 เยน แต่ 20 โครน ~ 300 เยน ดรวกส์ -.-)  ตอนแลกก็ไม่รู้ว่าแบงค์มันเป็นยังไงเลยไม่ได้เชคดีๆ เลยคิดว่ากลับถึงโตเกียวไปจะไปโวยวายที่ร้านเป็นอันดับแรก

ถามเจ้าหน้าที่โรงแรมว่า จากโรงแรมไปสถานีรถไฟยังไงให้ใกล้ เจ้าหน้าที่บอกว่า นั่งรถบัสได้นะ (แล้วเราลากกระเป๋าเพื่ออออ -.-“) มาดูอีกทีคิดว่าขากลับยอมขึ้น shuttle bus จาก รร มาสนามบินดีกว่า ไหนๆ ก็(น่าจะ) เบิกเงินกับเซนเซได้

เคลียร์อะไรเสร็จหมดละ หิวสุดๆ แต่ระหว่างทางร้านรวงปิดหมดเพราะอีสเตอร์ คุณเจ้าหน้าที่เลยแนะนำให้เดินไปย่าน shopping ใกล้ๆ น่าจะเปิด แต่พอไปถึง… There exists unique mac donald ที่เปิดอยู่ คนเต็มร้าน…

12513723_10153416409320811_5176532316236509461_o

เพื่อนคู่ใจในยามที่ทุกที่ปิดหมด T__T 14 ฟรังเองงงงงง (หรอออ)

ได้เวลาอันสมควร ก็รีบกิน รีบกลับมา รีบอาบน้ำ เตรียมตัวนอน และเตรียมตัว jetlag ในวันถัดไป…

29 March 2016 ตะลุย Milan และ Welcome party

จากการมาครั้งก่อน ทำให้เราคิดไว้ว่า เราต้อง jetlag แน่ๆ ถ้าอีกวันจะไปงานวิชาการเลย เราอาจจะไม่รอดในงานวิชาการได้ เลยขอเซนเซมาก่อนล่วงหน้าวันนึงแบบนี้นี่แหละะะะ (แต่จริงๆ ก็แอบแซะไปเที่ยวได้ครึ่งวัน ฮี่ๆ)

เราส่ง message หาจินคืนวันก่อนเดินทาง เชคข้อความจากจินได้ตอนไป Zurich พอดี เลยสรุปว่านัดเจอกันวันนี้ที่จะไป Milan แต่จินว่างตอนบ่าย ดังนั้นเราก็เลยตะลุยฉายเดี่ยวก่อนตอนเช้า แล้วค่อยเจอกันตอนบ่ายอีกที…

12916237_10153416437120811_2537699602098124404_o.jpg

ข้าวเช้าฟรี (จากภาษีที่ตรูจ่ายให้โรงแรมไงเฟร้ยยยย)

ตื่นเช้าหลังจากเกือบ jetlag (รอบนี้ดีกว่ารอบปีที่แล้วที่ตื่นมาทุกชั่วโมง รอบนี้ชิวมาก) กินข้าวเช้าจากโรงแรม (เพราะฟรี เย่) วันนี้ตอนกลางวันว่าง ระหว่างรอ welcome party ตอนเย็น เลยออกไปเที่ยวมิลานที่อิตาลี (นั่งรถไฟจาก Lugano ประมาณชั่วโมงนิดๆ) ตั๋วไปมิลาน 16 ฟรัง (แต่ถ้าซื้อไปกลับเลย จ่ายแค่ 30 ฟรัง) ยังไงเราก็ต้องกลับอยู่แล้ว ก็ซื้อแบบไปกลับซะเลย…. ก่อนไปก็แลกเงินจากฟรังเป็นยูโรเรียบร้อยที่สถานี..

 

おはようございました。

ตอนหาข้อมูลก่อนมาเกี่ยวกับมิลาน เราได้เรียนรู้จากพี่เป้ในเว็บไซต์เด็กโบห์มดอทคอม http://www.dek-d.com/studyabroad/16394/ ว่า

สุดท้ายพี่เป้อยากขอเตือนเรื่อง “มิจฉาชีพ” อีกที โดยเฉพาะรอบๆ ดูโอโมนั้น เรียกได้ว่ามีมิจฉาชีพคอยจับตามองเราอยู่ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะพวกคนผิวดำที่พยายามจะเข้ามาหาและเอาสายสิญจน์หรือเชือกเล็กๆ มาผูกข้อมือของเรา ซึ่งเราอาจจะงงๆ ว่า อะไรเนี่ย มาผูกทำไม แต่ความงงนั้นก็จะงงยิ่งกว่าเดิม เพราะหลังจากผูกเสร็จแล้ว พวกคนผิวดำนั้นก็จะร้องเอาเงินจากเรา ซึ่งถ้าเราไม่ยอมจ่าย พวกนั้นก็จะตะโกนเรียกเพื่อนคนผิวดำเหมือนกันให้มาขู่บังคับให้เราจ่ายให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นคนผิวดำเดินตรงมาที่เราเพื่อจะผูกเชือกที่ข้อมือให้น้องๆ รีบเดินหนีเลยนะคะ

นั่งรถไฟไปถึงมิลาน ระหว่างข้ามพรมแดนก็สัมผัสความแตกต่างระหว่างสองประเทศได้อยู่เบาๆ พอถึงสถานีก็สัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวเล็กๆ จากการอยู่ประเทศที่มีความปลอดภัยมากอย่างญี่ปุ่น และการมาสวิส (ไม่นับไทยนะ อันนั้นต้องระวังสุดๆ) พบเจอผู้คนที่ดูน่าสงสัยเป็นโจรมากมาย ก็เดินมองรอบ 360 องศาตลอดเวลา จะเผลอถ่ายรูปชิวๆ ไม่ได้แล้ว

12672140_10153416439655811_1691869903486034707_o

สถานีรถไฟข้ามเมืองจากลูกาโน อารมณ์หัวลำโพงนี่แหละ

จากการวางแผนการเที่ยว เราก็ซื้อตั๋ววัน 4.5 euro ไว้เลย ซื้อตั๋วเสร็จแขวนกล้องถ่ายรูป ตำรวจก็มาเตือนไว้ก่อนว่า ห้ามถ่ายรูปในสถานีใต้ดินนะ เราก็ ครับๆ (เออ ตรูเพิ่งรู้เลยทีเดียว) เสร็จแล้วก็นั่งรถไฟลุยไปตามแผนเล้ยยย

ในแผน ตอนแรกเราจะไป Duomo ก่อน แล้วเดิน หรือนั่งรถไปชมปราสาท Castello แต่เนื่องจากนัดจินที่ Duomo เลยปรับแผนเป็นไปปราสาท Castello ก่อน

12916898_10153416440480811_3529636760575494836_o

แรกสุดก็ไป Castello ก่อน ก็ดูดีมีความอลังการ ถ่ายรูปมาแชะๆ เดินเล่นไปในสวน ก็แอบเห็นคนที่ดูเหมือนอาจจะเป็นมิจฉาชีพ…. เราก็มองซ้ายขวา ละรีบๆ เดินไปถ่ายรูปชิวๆ

ปราสาท และประตูชัย

ตอนขากำลังจะออกจาก Castella ไปขึ้นรถไฟ เราก็เดินชิวๆ ไปทางที่ไม่ค่อยมีคน ในที่สุด เราก็เจอชาวผิวดำถือด้ายสายสิญจ์มองๆ มาที่เราละ  นั่นไง ตามที่พี่เป้บอกไว้เป๊ะๆๆ จากนั้น เราก็เลยดูว่า มันจะทำยังไงกับเราต่อ ก็เลยเดินต่อไป… มันก็เดินตรงเข้ามาหาเราในทันที เห็นท่าไม่ดีเราเลยรีบวิ่งตัดขวาออกไปเล้ยยยย… ในที่สุด เลยวิ่งไปทางที่คนกำลังข้ามถนนพอดี…. ทีนี้แหละต่อมระแวงก็เข้ามา เดินสามก้าวหันซ้ายขวา เดินสามก้าวหันซ้ายขวาเลยทีเดียว

12891793_10153416458620811_536073507976763656_o

หนีจากมิจฉาชีพ ก็มาเจออะไรแบบนี้แหละนะ

จาก Castello นั่งรถไฟไป Duomo ดูแล้วมันช่างอลังการรร ใหญ่เกินคิดฝันน สิ่งอัศจรรย์มีมากมายเพียงใด… (พอละ เดี๋ยวยาวเกิน – -“) ราวๆ เที่ยงกว่าๆ เดินไประแวงไป เพื่อความปลอดภัยเราเลยยืนไปถ่ายรูปแถวๆ ที่มีตำรวจอยู่เยอะๆ แต่พอเห็นตำรวจก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะช่วยเราได้ไหม เพราะตำรวจสามัคคีชุมนุม เม้ามอย สูบบุหรี่กันชิวๆ ถ่ายรูปเล่นสักพักก็หาอะไรกินแถวๆ นั้น

ปราสาทและย่านช๊อปปิ้งใกล้ Duomo

ดูราคาอาหาร ก็เลยสั่งพิซซ่า Margarita มากิน ซึ่งเป็นพิซซ่าที่ราคาถูกที่สุดในเมนู ปรากฏว่าจานใหญ่เท่าบ้าน กินชิ้นแรกก็โอเคอยู่นะ แต่พอเริ่มชิ้นที่สอง สาม สี่นี่เลี่ยนสุดๆ กว่าจะยัดห่าจนหมดจานได้นี่พะอืดพะอมอยู่พอสมควร เป็นไม่กี่ครั้งที่กินอาหารแล้วลำบากใจจริงๆ

อาหารเที่ยง เที่ยวรอบเมือง และเจอจิน

กินเสร็จก็ไปเจอจินตามที่นัดไว้ เม้ากันตามประสาไม่ได้เจอกันนานมาก จินก็เป็นเจ้าบ้านที่ดี พาทัวร์กิน และเดินรอบๆ ใจกลางเมืองมิลาน ด้วยความเนียนกับเจ้าถิ่นมาก ทำให้เราไม่เจอใครเข้ามากวนเลย เย่

ได้เวลาพอสมควรจนบ่ายแก่ๆ เราก็แยกย้ายกัน และ กลับมา Lugano ตอนสี่โมงเย็น เพื่อกลับมาร่วมงาน Welcome party…

กลับมาถึง Lugano ตอนห้าโมงกว่าๆ ก็เดินเล่นรอบๆ อ่าว รอเข้างาน Welcome party ซึ่งพบว่า อากาศดีเลยทีเดียว และซึ่งมีความสวยมากกกกกกก… (ใครจะรู้ว่า มันเป็นวันเดียวของทริปที่อากาศดี หลังจากนั้น ฝนตกรัวๆ เลยทีเดียว) เนื่องจากหลังจากเราเปิดกระเป๋าเมื่อวาน ทำให้พบว่า ลืมเอากางเกงขาสั้นใส่นอนมา T-T ระหว่างทางก็เลยต้องหากางเกงขาสั้นไปด้วย ท้ายสุดมาได้ที่ H&M ราคาราวๆ 14.8 ฟรัง คำนวณราวๆ 1800 เยน (ราคาก็พอๆกับญี่ปุ่นมั้ง พอรับได้) ได้เวลาอันสมควรก็เข้างาน Welcome party

ความสวยงามรอบๆ อ่าวลูกาโน ซึ่งหาได้วันเดียวในทริปทั้งหมดที่ไป – -“

เราก็เข้าสู่งาน welcome party จากการมาปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกมีความคุ้นเคยมากขึ้น คนที่เจอปีที่แล้วก็มาก็พอจำได้ คุณมาเทียส คุณมาเซล ที่อยู่ Tokohu ซึ่งเจอกันครั้งแรกที่ JCDCGG2014 ก็มาเช่นเดิม (ปีที่แล้วคุณมาเทียสเป็นแชร์ตอน session ของเรา) เจอชาวแคนาดามาจาก Waterloo เลยบอกว่า มีเพื่อนเรียนอยู่ที่ Waterloo นะ อยู่ที่ quantum institute เพื่อนก็บอก อื้มมม ศูนย์ควันตัม เงินเค้าเยอะนี่นะ (นึกถึงที่ภูเล่าให้ฟังเลย ถถถถ)

ตามสไตล์ปาร์ตี้ยืนกิน (ริโชขุเคชิกิ ตามสไตล์ภาษาญี่ปุ่น เหมือนที่ไปแข่งสุนทรพจน์มาไง เหอๆๆ) ก็ทำให้เดินวนไปวนมา ไม่ค่อยรู้จักใครก็ยืนฟังเค้าพูด พยักหน้าหงึกๆ อื้อๆ ไปตามนั้น

เดินๆ หมุนโต๊ะไปสักพักก็เจอคนหน้าเอเชียๆ โดนเซนส์ก็คิดว่าคงไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา คุยกันก็เลย อ้าว เป็นชาวอินโดนีเซียที่ไปเรียนที่เนเธอร์แลนด์นี่เอง เป็นลูกศิษย์เจ้าของตำรา Computational Geometry เล่มที่ทุกคนในสายควรต้องอ่าน (เล่มปกเหลืองน้ำเงิน) คุยไปคุยมา สำหรับเรา เค้าก็รู้ในนามลูกศิษย์อาจารย์คนแต่งหนังสือ Spatial Tessellation ที่ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับ Voronoi diagram ต้อง refers เล่มนั้นเช่นกัน (แอบภูมิใจ ซุปเราก็มีความดัง ถถถถถถ) ยืนคุยสักพักอาจารย์ที่ปรึกษาของชาวอินโดนีเซียก็มายืนคุยด้วย ปรากฏว่ายืนคุยกับอาจารย์ยาวเลย เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นและ polite form (เพราะอาจารย์แกมา workshop แถวญี่ปุ่นบ่อยๆ แกเลยหัดภาษาญี่ปุ่นเองจากมือถือเลย) แกก็เขี่ยมือถือให้ดูแอปภาษาญี่ปุ่นที่แกเรียนมา คุยไปมา อาจารย์แกบอกว่าเคยมาที่ไทยอยู่สองวันที่ กทม. หลังจากกลับมาจากเสียมเรียบ แต่แกมาตอนเดือนธันวา 2013 ช่วงขบวนพาเหรดเดินกันสนุกสนานใน กทม. พอดีเล้ยยยย… สู้เข้าไปอย่าได้ถอยจ้าาาาาา….

อาหารการกินใน Welcome party

ได้เวลาอันสมควร ปาร์ตี้เลิก คุยกับชาวอินโดนีเซีย ปรากฏว่าพักโรงแรมเดียวกัน เลยเดินกลับไปพร้อมๆกัน พร้อมกับการรีเซทสมองให้หายจากการ jetlag และเมื่อยขาจากการยืนนานๆ สักที….

12898192_10153416489865811_3768186386549835651_o

รวมแพคเกจของแจกจากงาน EuroCG2016

30 March 2016 งานประชุมวันแรก

เนื่องจากตอนจองโรงแรม เราได้เชคสถานทีเรียบร้อยแล้ว เราจึงเลือกโรงแรมที่ถูกที่สุด และใกล้กับมหาวิทยาลัยที่สุด ซึ่งมันก็สะดวกสบายมาก เดินแค่ 5 นาทีจากโรงแรมก็ถึงมหาวิทยาลัยเรียบร้อยกับบรรยากาศฝนพรำทั้งวัน !มาถึงก็เตรียมตัวเข้าสู่พิธีเปิด และบรรยาย keynote session แรก

มหาวิทยาลัยในวันที่ฝนสุยๆ

ปีนี้รู้สึก comfortable กว่าปีที่แล้วมาก จำได้ว่าปีที่แล้วไปเป็นคนเอเชียอยู่คนเดียว เราก็ไม่ค่อยรู้ว่าจะคุย สนทนา discuss ยังไง (ไม่นับเซนเซคนญี่ปุ่น เซนเซญี่ปุ่นเราไม่ค่อยกล้าคุยเท่าไหร่) แต่ปีนี้มีชาวอินโดฯ ซึ่งเป็นชาวอาเซียนรวมใจอาเซียนเรามาร่วมใจด้วย เลยคุยกันได้สนุกสนานหน่อย อีกอย่างอาจจะเป็นเพราะว่ามาปีที่แล้วรอบนึง หลายๆ คนก็เลยพอจำเราได้แล้ว ก็ทักทายกันไป (อาจจะเป็นเพราะหัวข้อวิจัยมันดูประหลาด apply มาก ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ที่ดูทฤษฎีจัดๆ)

เปิด session แรกก็พิธีเปิด อธิการบดีก็มากล่าวเปิด ก็อารมณ์แบบที่ไทยนี่แหละ ต่อด้วย keynote speaker ซึ่งพูดเกี่ยวกับเรื่อง motion planning ของหุ่นยนต์

ปีนี้ที่มีเพิ่มเข้ามาคือ Fast Forward Session ปกติถ้ามีหัวข้อพูดเยอะๆ เวลาพูดเค้าจะแบ่งเป็นห้องย่อยๆ parallel sessions ซึ่งบางทีการเลือกเข้าฟังแต่ละห้อง อ่านจาก abstract  อาจจะไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าไม่ใช่คนในหัวข้อวิจัยเฉพาะ ด้วยเหตุผลนี้จึงมี session Fast Forward ซึ่ง Session นี้ คนจัดงานจะให้แต่ละคนเตรียมโฆษณางานของตัวเอง โดยส่ง slide ไปล่วงหน้า ไม่เกิน 2 slide พอถึงเวลา สตาฟก็รวมไฟล์มาให้เรียบร้อย คนพูดแต่ละคนก็จะมีเวลาพรีเซนต์คนละหนึ่งนาที โฆษณาเรียกลูกค้ากันไป เสร็จแล้วก็คลิกต่อเป็นสไลด์อื่นๆ (ซุปเราเคยบอกว่า งานนี้สมัยที่ซุปไปร่วมเมื่อสี่ห้าปีก่อนก็มี session นี้)

จากการที่เราเห็น เป็นครั้งที่สองที่เห็นอะไรทำนองนี้ (ครั้งแรกเห็นตอนซุปเราจัดงานที่มหาลัย แต่ตอนนั้นไม่ได้เข้าใจเหตุผล เลยไม่ได้คิดอะไรมาก เดาว่าซุปอาจจะได้แรงบันดาลใจจากงานนี้) ดูจากรูปแบบนี้ เราชอบมากกก แต่ละคนก็ฮาร์ดเซลล์ ขายของ โฆษณางานตัวเองกันไป มีแบบที่เตรียมมาเฮฮาขำๆ ก็มี เช่นตัวอย่างอันนี้

12961406_10153428781185811_3684833849344127525_o12901063_10153428777900811_7030217772855915772_o

เรียกได้ว่า Trash O-metic นี่เป็นงานโฆษณาที่เรียกเสียงฮือฮาได้มาก เราเห็นแล้วชอบมากๆ (แต่งานวิชาการอันนี้ไม่ได้ไปฟังนะ เพราะฟังอีกห้อง parallel กันพอดี) เรียกได้ว่า ทุกคนปรบมือให้เลยทีเดียวหลังคนนี้ขายของเสร็จ

เอาเข้าจริง session นี้ มันก็เป็นการฝึกให้เราย่อยงานของตัวเอง และพูดงานตัวเองให้น่าสนใจ ให้คนอื่นรู้เรื่องในเวลาจำกัด ซึ่งอีกหน่อย เราคิดว่า เราจะเอากลับไปใช้บ้างเวลาต้องจัดงานประชุมวิชาการ

จากนั้นก็เข้าสู่ parallel session ก็พรีเซนต์ห้องย่อยไป จนถึงตอนพักเที่ยง ปีนี้โต๊ะกินข้าวเที่ยงก็เป็นโต๊ะแบบยืนกินเลย ระหว่างหาโต๊ะกินข้าวกับชาวอินโดฯ ก็มีอีกคนเดินมา ปรากฏว่าเป็นคนเวียดนามที่ไปอยู่ที่ฝรั่งเศส กลายเป็นโต๊ะอาเซียนรวมใจเลยทีเดียว ยืนกินข้าวสักแป้บมีเซนเซจากญี่ปุ่น จากไซตามาได เดินมาทักเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยจ้าา.. เราก็ตอบๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น สองคนที่เหลือชาวเวียดนามและอินโด ก็ทำหน้างงๆ กัน… สุดท้ายก็ยืนกินข้าวกันกลุ่มนั้นล่ะ เป็นว่าเซนเซญี่ปุ่นที่มางาน เห็นละก็ อ้อออ ลูกศิษย์สุกิฮาร่าเซนเซนี่นะ (มีความกดดัน ห้ามโชว์โง่เลยทีเดียว ถถถถ)

ที่กินข้าว และข้าวเที่ยงวันนี้

ตอนบ่ายก็มีพรีเซนต์งานต่อ จนเสร็จตอนเย็นมี business meeting ตอนแรกกะว่าจะไม่เข้า (เหมือนเราไม่เกี่ยว) แต่เห็นเค้าไปฟังก็เลยไปนั่งฟังดู ก็น่าสนใจดี การประชุม business meeting เป็นการประชุมเกี่ยวกับการจัดงาน conference ครั้งนี้ ครั้งที่ผ่านมา และครั้งหน้า ก็ได้เห็นมุมมองการบริหารจัดการงานประชุมที่น่าสนใจ เค้าก็ชี้แจง พวกการเงิน รายละเอียด excursion พรุ่งนี้ และโชว์พวกสถิติเช่น submission กี่เปเปอร์ accept กี่เปเปอร์ เปเปอร์ที่โดน reject ไปเพราะอะไร (เช่นเป็น paper math เพียวเกินไป/ งาน trivial เกินไป) เจ้าภาพครั้งต่อไปก็มาเล่ารายละเอียดครั้งหน้า ซึ่งจะไปจัดที่สวีเดน ที่ Malmo ต้นเดือนเมษายนปีหน้า เอาจริงๆ ก็มีความอยากไปนะ หลังจากเข้าฟัง business meeting แล้วเหมือนรู้สึกเป็นคนในวงการมากยิ่งขึ้น แต่…ปีหน้าคงจะไม่ได้ไปแล้ว เงินน่าจะหมด และน่าจะหาที่เบิกไม่ได้แล้วล่ะ T__T

จากนั้นก็เป็นช่วงการ bid หาเจ้าภาพของปี 2018 ซึ่งมี candidate สองเจ้าคือ Berlin กับ Utrecht แต่ละเมืองก็เตรียมข้อมูลมาพรีเซนต์ ซึ่งดูเหมือน Berlin จะเตรียมมาดีกว่า ก็เลยชนะโหวต ได้เป็นเจ้าภาพปี 2018 ไป (แอบยกมือให้อยู่แหละ)

หลังจากเลิกงาน เราคุยกับคุณชาวอินโดเมื่อวานละว่า แถวนี้มีร้านอาหารไทยแหละ (เราดูรีวิวจาก youtube NinebeerJP มา และจากการเดินผ่านในวันแรก) ก็เลยคุยกันว่าเดี๋ยววันนี้จะไปลองกิน เลยชวนคุณชาวเวียดนามไปด้วย ก็เลยเป็นชาวเอเชีย ฝ่าฝนพากันไปกินอาหารไทย

อาหารไทยที่นี่ที่ไปกินเป็นสไตล์แบบข้าวราดแกง (เอาจริงๆ สั่งแบบปกติก็ได้ แต่เราก็ไม่ได้กินสไตล์ข้าวราดแกงมานานแล้ว ก็โอเค) รสชาติก็ใช้ได้เลยทีเดียว กินๆ ยืนๆ คุยๆ กันพักใหญ่ๆ เราก็แยกย้าย กลับโรงแรมมาเตรียมซ้อมพรีเซนต์วันพรุ่งนี้ คุณอินโดเดินเล่นต่อ (เพราะพรีเซนต์ไปแล้ว) คุณเวียดนามก็กลับโรงแรมไป (จริงๆ ก็อยากเดินเล่น แต่อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกแฉะแหมะมาก)

อาหารไทย ร้านสุทินไทย อร่อยดี ไม่ได้กินข้าวราดแกงมานานแล้วว กินชาเขียวแบบหวานๆ ที่ป้าเจ้าของร้านเข้าใจว่าเป็นชาชิงโชคคุณตัน >_<

31 March 2016 พรีเซนต์งาน Social Events และ Banquet Party

วันนี้ตื่นแต่เช้าก็ฝนตกอีกแล้ว ในใจคิดว่าอย่าตกเลยยยย เพราะงานประชุมมี social events วันนี้ แต่ฝนมันจะตกจะห้ามได้ไงนะ T_T

เริ่มต้นมางาน ก็มี keynote speaker บรรยายเรื่องเกี่ยวกับ route planning เป็นปัญหาเกี่ยวกับ Computational geometry ที่น่าสนใจมาก เป็นปัญหาในทำนองว่า มีรถแบบชาร์จไฟฟ้าได้ ปัญหาคือ ถ้ามีการเดินทางจากเมืองนึงไปอีกเมืองนึง โดยมีเงื่อนไขว่า รถจะไปได้ด้วยไฟฟ้าปริมาณนึง เมื่อถึงจุดๆนึงต้องชาร์จไฟฟ้า ซึ่งมีจุดชาร์จไฟฟ้าตั้งอยู่ที่บริเวณๆ นึง การชาร์จหนึ่งครั้งต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ๆ เครื่องชาร์จแต่ละเครื่องมีเงื่อนไขต่างกันไป เลยเป็นที่มาของ route planning นั่นเอง

เสร็จบรรยายรวมก็ต่อด้วย Fast Forward session วันนี้เป็นคิวเราที่ต้องพรีเซนต์ เมื่อคืนก็ซ้อมไปหลายรอบอยู่เหมือนกัน ทั้ง fast forward session และงานพรีเซนต์… ไปถึงก็ขายของเต็มที่ ไม่รู้เรียกลูกค้าได้ไหม…

เข้า session present งาน ห้องเราก็เกี่ยวกับ Voronoi diagram หมดเลย ฟังดูก็สนุกสนานดี  คนแรกที่พรีเซนต์ พูดเกี่ยวกับ Laguerre Voronoi diagram ใช้นิยามตั้งต้นเหมือนๆ กันเลย (เพราะเค้าเป็นลูกศิษย์ของ Aurenhammer คนเริ่มต้นนิยามของ Laguerre Voronoi diagram เลย) เลยเป็นเรื่องที่ฟังแล้วพอรู้เรื่องบ้าง

จากนั้นถึงคิวเราพรีเซนต์ก็ฝากกล้องให้เพื่อนชาวอินโดช่วยถ่ายรูปให้ พรีเซนต์รอบนี้รู้สึกชิวๆ ไม่มือไม้สั่น เทคนิคที่เจอคือ ทำตัวชิวๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก คิดว่าเดี๋ยวก็จบๆ อย่าตื่นเต้น มันก็ไม่ตื่นเต้นเอง (เอ๊ะไอ้นี่) เตรียมพรีเซนต์มา 13 นาทีเป๊ะ แต่พูดจริงรู้สึกว่ามันไวมาก… ดูเวลาอีกที อ่าว เหลืออีกสามสี่นาที เพื่อให้ตรงตามเวลาก็เลยถ่วงเวลาไปนิดนึงงง จบตามเวลาพอดี

พรีเซนต์เสร็จก็เป็นช่วงคำถาม สรุปไม่มีคนถาม – -” หลังๆ เวลาพรีเซนต์แล้วไม่มีคนถามนี่ไม่ดีใจแล้วนะ… กลับรู้สึกไม่แน่ใจว่า เราพูดไม่รู้เรื่อง เรื่องไม่น่าสนใจ ภาษาอังกฤษเราห่วย หรือยังไงกัน… เอาว่ะช่างมันนนนนน

มาดูกล้องรูปที่เพื่อนถ่ายรูปให้ ปรากฏว่าเพื่อนกดผิดปุ่ม – -” ไม่มาสักรูป มีเวลาอยู่นิดๆ เลยไปจัดฉากถ่ายรูปนิดนึง แอบขอเค้าเปิด projector ก็ปรากฏว่าสตาฟไม่รู้ว่าเปิด projector ยังไง เราก็บอกว่า เอ้ออ ไม่เป็นไรก็ได้ครับ เค้าก็พยายามจนได้ เลยถ่ายรูปมาได้นิดนึง (คราวนี้เพื่อนไม่พลาดละ)

12891592_10153428814045811_5679384619782456584_o

พรีเซนต์แบบจัดฉากนิดหน่อย

 ข้าวเที่ยงวันนี้ย้ายมากินที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย เดินเข้าไปก็หยิบๆ เลือกๆให้แม่ค้าตัก ออกมาก็มีคนนับจำนวนตามที่แขวนป้ายชื่อ (คิดว่าคนจัดงานจะให้มหาวิทยาลัยนับหัวอีกที) เลยคิดว่าคงอดตักเพิ่มรอบสองละ TT ละก็อดตักเพิ่มจริงๆ ไม่ค่อยอิ่ม แต่ก็พยายามให้อิ่มก็ได้ ฮือ กินข้าวเสร็จสักแป้บ เพื่อนเวียดนามก็เอาคำถามมาถาม ประมาณว่า เขียนข้อความแบบนี้ๆ ยังไงให้ rigorous ดี เลยช่วย discuss ไป คุยไปคุยมาเข้า session หลักพอดี เลยวงแตกไป

12901412_10153428815665811_425005146130186954_o

มื้อเที่ยงที่ดูดี มีความน่ากิน

ตอนบ่ายมี present งาน ต่อด้วย session ที่น่าสนใจคือ “Open problem session” เริ่มต้นมาก็ลากเครื่องปิ้งแผ่นใสมาเล้ย (คิดถึง ไม่เจอมันนานมากก) เจ๊พิธีกรก็พยายามจะไม่ใช้ไมค์ แต่ก็มีป้าอีกคนไฝว้ว่า นี่เจ๊จะตะโกนตลอดงานเลยหรอออ… เจ๊พิธีกรเลยบอกว่า เนี่ย ไมค์นี้จะวิ่งไปให้ทุกคนไง…

Session นี้ พิธีกรก็จะไซโค ให้คนมาเสนอปัญหาที่สนใจ ที่อาจจะยังไม่ได้แก้ หรือขยายปัญหา ก็มีคนโพสปัญหาที่น่าสนใจหลายๆ ปัญหา ดูเป็น community ที่น่ารักมาก เจ๊พิธีกรมีไซโคด้วย เป็นต้นว่า มีใครอยากอาสาสมัครมาเสนอปัญหาไหมค้าาาาา…. แบบว่าบางคนที่แกรู้จักก็แบบ เนี่ย มาธอน ไม่มีปัญหาเลยหรอออ…. แก้ปัญหาหมดได้เลยหรออ ออกมาสิค้าาาา… อะไรทำนองนี้ ก็เฮฮากันไป วันนี้สรุปๆ คร่าวๆ ตามเวลาก็ได้ประมาณ 5-6 ปัญหาเลยทีเดียว

Open Problem Session  แบบคลาสสิก

เสร็จจาก session นี้ก็เป็น Social Events คือ hiking ที่ Cabonera แถวๆ นั้น เราเห็นไว้ละว่าจะปีนเขาในเว็บ และในเว็บงานประชุมมีข้อมูลการปีนเขาเตรียมให้โหลดใน gps เราเลยดาวน์โหลดเก็บไว้ก่อนมางานประชุมวิชาการ (เรื่องเที่ยว เรื่องไร้สาระต้องมาก่อน ถถถ)

เสร็จจากงานวิชาการ ก็แวะเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมก่อน เอาจริงๆ คือเอากระเป๋าไปเปลี่ยนของข้างใน เอาของวิชาการออก เหลือของไปเที่ยว  lol อุปกรณ์กล้องพร้อม!! แล้วก็จึงเดินไปจุดนัดหมาย… เดินจากโรงแรมไปจุดนัดหมายไปกับเพื่อนชาวอินโด ระหว่างทางก็เจอเพื่อนชาวเวียดนามเดินมาป๊ะกันพอดี เลยเดินไปพร้อมๆ กันที่จุดนัดพบของคนจัดงาน

ระหว่างทางเดินไปจุดนัดหมาย

ไปถึงก็นั่ง funicular (นึกถึงก็อารมณ์รถรางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพสมัยก่อน ที่มีข่าวรถรางตกดอยเมื่อราวๆ สิบปีก่อนน่ะ) ขึ้นไปก็ตามๆ เค้าเดินป่าเดินดอยไป… อากาศสบายๆหน่อยแต่ท้องฟ้าขมุกขมัว

Funicular

เดินไปสักพักก็เหนื่อย เลยเดินไปขบวนท้ายๆ กับเพื่อนอินโด เวียดนาม มีสมาชิกชาวเยอรมัน เซอร์เบีย โปแลนด์ และ prof. ที่เป็นแชร์ฯ มาเดินด้วย เดินไปเหนื่อยไป เทียบระดับก็ประมาณขึ้นเขา Takao นั่นแหละ…

ระหว่างทางและทัศนียภาพรอบๆ 

ตอนไปเดินในป่า ให้ความรู้สึก Silent hill มาก ใบไม้ร่วงหมด คิดในใจว่าถ้ามาฤดู Autumn น่าจะฟินมาก ใบไม้คงสีสวยงาม แต่มาตอนนี้เหลือแต่กิ่งก้าน ส่วนใบร่วงกองกันไป

กำลังเดินจะเสร็จฝนก็ตกพอดี แถมกระเป๋าที่เอามา ซื้อจากถนนคนเดินเชียงใหม่ก็แอบมีปัญหา ตัวล๊อกหลุด – -” เลยต้องตุเลงๆ เดินไป เดินขึ้นๆ ลงๆ หอบแฮ่กๆ แต่ท้ายที่สุดก็สามารถเดินไปถึงที่ที่จัด banquet party ได้อย่างปลอดภัย

วิวจากข้างบน ถ้าฟ้าใสก็คงสวย T__T

ที่ร้านอาหาร ถ้าอากาศดี เราจะได้ชมวิวเมือง Lugano ที่สวยมากๆ ข้างนอก แต่เผอิญว่าฝนตก T___T เลยต้องเข้าไปในตัวตึก ไปถึงเรายืดยาดถ่ายรูปนู่นนี่ ให้คนอื่นเข้าไปก่อน ไปถึงที่นั่งเต็มหมดละ เลยได้ไปนั่งกับชาวอิตาลีและเนเธอร์แลนด์แทน สมาชิกโต๊ะอาหารก็ฮามาก อารมณ์ประมาณว่า โต๊ะอื่นเสริ์ฟไวน์กัน เหลือโต๊ะเรา ขอแล้วขอไม่ได้ เฮียแกก็บ่นๆ แบบฮาๆ ปรากฏว่าอาหารงานเลี้ยงเป็นแบบยุโรปสไตล์มากก มาชั่วโมงละ 1 จานจริงๆ (ในขณะที่ปีที่แล้วเป็นบุฟเฟต์ ตักรัวๆ เย่) อาหารเริ่มเสิร์ฟทุ่มสิบห้า อย่างที่บอกว่าค่อยๆ มาชั่วโมงละจาน กว่ากินเสร็จก็สามทุ่มกว่าๆ (อาหารมาสามจาน บวกขนมที่ตามมาไวกว่า)

อาหารจานละหนึ่งชั่วโมง

กินเสร็จก็ถ่ายรูปนิดๆ แล้วนั่ง funicular กลับลงมาข้างล่าง ระหว่างนั่ง funicular ก็คุยกับชาวอิสราเอล (เพราะเห็นพรีเซนต์เรื่อง fair division น่าจะเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวกับงานวิจัยเสริมของเราพอดี) เลยแลก contact กันไว้ หลังจากนั้นก็เดินกลับโรงแรม และทำท่าจะสลบในที่สุด

12891560_10153428890950811_4128931280459500743_o

วิวยามดึก ไม่ค่อยเห็นอะไรถึงแม้จะใช้ Tripod แล้ว นั่นแหละ ถ้าฟ้าใสคงจะสวยกว่านี้ T_T

1 April 2016 งานประชุมวันสุดท้าย ตะลุย Bellinzona

วันนี้ก็เป็นวันประชุมวันสุดท้าย และฝนก็ยังคงตกอยู่เหมือนเดิม T_T

หลังจากที่เราพรีเซนต์งานเสร็จแล้ว ก็ไม่ค่อยเหลืออะไรพีคๆ แล้ว (เมื่อปีที่แล้วเราพรีเซนต์วันสุดท้าย น้ำตาจิไหล รู้สึกเหนื่อยยาวไปถึงวันสุดท้าย) วันสุดท้ายเราเลยนั่งฟังจนครบหมด

11257238_10153428904770811_5734975292511637825_o

พรีเซนต์รับ April fool day เจ๊แกเล่นมุขมา แชร์เลยเล่นมุขกลับไปว่า นี่แสดงว่าเรื่องที่พูดทั้งหมดนี่จะเชื่อไม่ได้เลยนะ ถถถถ

งานเลิกราวๆ บ่ายสองโมงกว่าๆ พอดี เพื่อนชาวอินโดก็กะจะเดินเล่นๆ แถวเมืองลูกาโน ส่วนชาวเวียดนามก็จะแวะหาซื้อของฝากแถวในเมือง เราแพลนไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะออกไปนอกเมืองบ้าง เลยแยกจากกันและเดินทางไปยัง Bellinzona ตามที่พ่อแม่โลเรนโซแนะนำไว้

เรานั่งรถไฟไป Bellinzona!

ที่ Bellinzona มีปราสาทเก่าแก่ที่เป็นมรดกโลกของ Unesco ดังนั้นในเมื่อมันไม่ไกลมาก ก็เดินทางไปดูมันหน่อยละกัน….

เราเดินทางไปถึง ก็เที่ยวชมปราสาท ซึ่งที่นี่ขึ้นฟรี (ไม่เหมือนที่สโลวีเนีย เก็บตัง ฮืออ) บนปราสาทก็มีเด็กเล่นๆ เป็นเหมือนประมาณพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวเมืองนั่นแหละ (ดูดีเนอะ) ที่นี่จะมีปราสาทติดกันอยู่สามหลัง แต่แค่หลังเดียวก็ชื่นชมความสวยงามจนเวลาล่วงเลยไปมาก ก็ต้องบ๋ายบาย เตรียมตัวกลับลูกาโน

Bellinzona และบรรดาปราสาท

ก่อนกลับเมืองนึกขึ้นได้ว่าพ่อฝากหาซื้อมีดของสวิตพอดี แต่กว่าจะฮู้คิง น้ำปิงก็ปอแห้ง ร้านรวงปิดหมดแล้ว แถมร้านมีดที่หาก็ไม่มีอีกต่างหาก… (สุดท้ายเลยกดสั่งอะเมซอนที่ญี่ปุ่นเอา ฮาาาาา)

นั่งรถไฟกลับลูกนาโน่ นี่เค้าดราม่าอะไรก๊านนนน

คำนวณเวลากลับมาถึงลูกาโน พระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี ได้เวลา Golden time เลยตั้งขาตั้งกล้องถ่ายรูปริมอ่าวลูกาโนในวันที่ขมุกขมัวเช่นกัน…

Lugano ในเวลา Golden time

ถ่ายรูปไปๆ ท้องร้องโครกๆ หิวสุดๆ ได้เวลาถ่ายรูปเสร็จกะจะหาอะไรดีๆ กินสักหน่อย เห็นราคาปุ๊บก็ร้องบรัยยยยส์…. เดินเข้าเบอร์เกอร์คิงไปเลย T.T กลับมาโรงแรมก็สลบ… เก็บกระเป๋าก็ผลัดไว้วันถัดไปละกัน

12961305_10153428953390811_8407269050839895757_o

ฝากท้องด้วยเบอร์เกอร์คิง = =”

2 April 2016 กลับโตเกียวสักที 

วันนี้ตามแผนแรกสุด เราต้องออกจากโรงแรมเจ็ดโมงครึ่ง เพื่อให้ถึงสนามบินราวๆ เก้าโมงครึ่ง (เครื่องออกราวๆ สิบโมง) ตอนแรกจะนั่งรถไฟ แต่เนื่องจากดูจากขามาแล้ว น่าจะลำบาก และดูลุ้นๆ ไปนิด เลยเปลี่ยนเป็นให้ shuttle bus มารับแทน จ่ายเพิ่มจากค่ารถไฟสี่ห้าฟรัง (ซึ่งเอาจริงๆ เบิกเงินอาจารย์ได้อยู่ละ ทำไมไม่มาแต่แรกกกก) ตื่นสายขึ้นได้ด้วย (รถมารับเก้าโมงตรงพอดี ชีวิตดีกว่าครึ่งชั่วโมง) จากความเอ้อละเหยมื่อคืน ไม่ได้เก็บกระเป๋า เราเลยต้องรีบเก็บกระเป๋ารัวๆ เช้าวันนี้เลยแหละ (โชคดีที่ไม่ลืมของอะไร)

จาก Lugano!

ขากลับก็นั่งเครื่องบินกลับจากลูกาโนมา Zurich มีเวลาเปลี่ยนเครื่องแป้บๆ ระหว่างรอเข้าเกทก็เจอแกงค์คุณมาเทียส คุณมาเซล กลับโตเกียวไฟลท์เดียวกันพอดี! แถมด้วยเซนเซญี่ปุ่นอีกคนด้วย

บนเครื่องรอบนี้ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาก กินๆ เล่น plant VS zombie ใน iPad, เขียนดราฟท์งานเล่นๆ งีบ เล่นสุโดคุ สลับๆ กันไป จนในที่สุดเครื่องก็แลนดิ้งมานาริตะ ก็ได้เวลากลับบ้านมาเจอครอบครัวที่รออยู่ที่ห้องพอดี! (เป็นลูกเนรคุณมาก ปล่อยพ่อแม่เที่ยวโตเกียวก่อนตั้งต่วันที่ 30 เพราะตอนแรกไม่คิดว่าจะได้มางานคอนนี้นี่แหละ ถถถ)

กลับมาถึงราวๆ สิบโมง ก็สลบยาวไปจนถึงห้าโมงเย็น ตื่นมาสิ่งที่ทำอย่างแรกคือ ไปชินจุกุแล้วไปร้านแลกเงิน! เลยบอกเค้าไปว่าแบงค์ผิด บลาๆ เค้าก็น่าจะรู้ว่าผิดจริง เลยเปลี่ยนแบงค์ให้เป็น 20 ฟรัง ด้วยความที่เรากลัวจะสับสนเรื่องเงินแบบตอนเงินยูโรอีก เลยรีบแลกๆ คืนไปให้เรียบร้อย ก็นับว่าเป็นการจบทริป EuroCG 2016 อย่างสมบูรณ์!

***********************************************************************

สรุป ทริปครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของการเดินทางไกล ครั้งที่สองของ EuroCG เป็นการประชุมที่รู้สึกสนุกกว่าครั้งที่แล้วมาก รู้สึก comfortable มากขึ้นมาก ได้พูดคุย รู้จักผู้คนเยอะแยะมากมาย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเยอะแยะ ได้เห็นสังคมวิชาการที่ดูเป็นสังคมวิชาการจริงๆ แบบที่ไม่ค่อยมี commercial เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้เห็นเวทีวิชาการระดับนานาชาติของจริง เห็นมุมมองแปลกๆ ใหม่ๆ ที่น่าจะเอามาใช้กับทั้งงานวิจัย งานจัดการประชุม และการจัดการอื่นๆ

การเดินทางครั้งนี้ เราเคยมีประสบการณ์หลายๆ อย่างมาก่อน ทำให้รับมือกับปัญหาต่างๆ ได้บ้าง (ยกเว้นปัญหาที่เกิดจากความเบลอของตัวเอง แก้ไม่หายสักที ฮืออ) แต่กระนั้นก็ตาม ก็มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้อีกมากเลยทีเดียว

ที่สำคัญที่สุด การมาร่วมงานประชุมวิชาการ ทำให้เรารู้สึกมีความอินในหัวข้องานที่ทำอยู่ และรู้สึกว่าเป็นคนที่อยู่ในฟิลด์วิจัย และเนื่องจากงานของเรามันดู unique แบบไม่ค่อยมีใครทำแบบเรา ทำให้เรามีแรงบันดาลใจอยากสร้างงานวิจัยที่น่าสนใจในมุมมองใหม่ๆ ให้เป็นไปในแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เหมือนที่เซนเซคามิยาม่าที่คิวชู ที่เคยปฏิเสธเราไว้

Many researchers study the stable matching problem  in Economic, Mathematics, Computer Science.  So, you have to find “your own color”.

วันนี้เราพอจะเข้าใจแล้วว่า การหา “your own color” มันจะเป็นประมาณไหน… อย่างน้อยการมางานครั้งนี้ ทำให้จุดประกายความคิดเกี่ยวกับงานวิจัยของเราในอนาคตได้เลยทีเดียว…

ในที่สุดก็จบตอนสักที… ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านนะครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหราาาาาาา…)

***********************************************************************

KM (Knowledge Management) ประจำตอน

เนื่องจากมีความขี้เกียจเขียน และรายละเอียดอยู่ตอนเยอะพอสมควร KM วันนี้เลยขอสรุปโดยย่อๆ ถึงเรื่องดีๆ ที่น่าเอามาใช้ต่อ

  • Fast forward session ที่กล่าวไว้ข้างบน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ การฝึกพูดอะไรที่ดูยากๆ ให้คนนอกฟิลด์วิจัยรู้จักในเวลาอันสั้น ดูเป็นเรื่องที่น่าท้าทายมาก
  • Open Problem session ในวงวิชาการ การแลกเปลี่ยนความเห็น โยนปัญหา ช่วยกันคิด แทนที่จะแข่งกันคิด น่าจะเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคมได้ดีเลยล่ะ
Advertisements