เรื่อยไปในโตเกียว 22 : สอบ TOEFL ในโตเกียว

ปล. ตอนนี้เป็นฉบับย่อ ก๊อปมาจากที่โพสต์ใน facebook จ้า

********************************************************

วันนี้เพิ่งไปสอบ TOEFL มา !!

สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยของเรามีเงินให้นักศีกษา grad ไปสอบภาษาต่างประเทศอะไรก็ได้ เบิกได้ปีละครั้ง ปีที่แล้วเราเบิกค่าสอบ JLPT (ที่สอบไม่ผ่านมา) ส่วนปีนี้ ในโอกาสที่กำลังจะไม่มีสิทธิ์ให้ใช้ในไม่ช้า เราเลยต้องรีบเป็นปรสิตดูดค่าสอบจากมหาวิทยาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ในโอกาสนี้จึงสอบ TOEFL วัดความรู้ภาษาอังกฤษดีกว่า (แพงดี 5555) เนื่องจากเอกสารต้องส่งก่อนสิ้นเดือนกุมภา เราเลยดูเวลาแล้วพบว่าวันนี้เป็นฤกษ์ดีที่สุด (ที่จะเนรมิตเอกสารเบิกเงินทัน) เลยเลือกสอบวันนี้

เนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก (ตัดสินใจก่อนวัน Defend Thesis สามวันว่าจะสอบวันนี้) พอสอบ Thesis เสร็จก็มัวเอ้อละเหยไปวันๆ มาเริ่มนอยเอาก็สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ท้ายสุดก็ปลอบใจตัวเองไปว่า ประสบการณ์จากการอยู่ที่นี่จะไม่ทำให้ภาษาอังกฤษของเราพังไปนะ… แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เตรียมๆสอบอยู่บ้างนะ…

หลังจากดูสถานที่สอบ เป็นที่ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ แต่ก็อยู่แถวๆ Iidabashi วันนี้เลยแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า ตามกำหนดจะต้องไปรายงานตัวเข้าสอบ 9.30 แต่ด้วยความตื่นเต้น เราก็ไปถึงตึกสอบ แปดโมงครึ่ง – -” เป็นคนแรกที่ไปถึง ก็กินขนมปัง นั่งชิวๆ รอเวลาไป คนอื่นก็มากันเก้าโมง…

ประมาณเก้าโมงสิบห้า เจ้าหน้าที่ก็เรียกเราเข้าห้องสอบ (เพราะเรามาคนแรกไง 55555) ตอนแรกคิดว่าเป็นข้อดีที่มาไว เพราะจะได้ไม่โดนรบกวนสมาธิตอนสอบพูด ขั้นตอนวิธีสอบก็คล้ายๆกับตอนสอบที่ไทย ก่อนเข้าสอบก็โชว์เอกสารสำคัญ (คือ passport) แต่ที่นี่ก็ strict กว่าที่ไทยคือ มีการใช้เครื่องตรวจโลหะสกรีนก่อนเข้าห้องสอบด้วย ถ่ายรูปอะไรเสร็จ ก็นั่งรอเวลาที่คอมประจำตัว ตอนแรกเรากังวลว่า เราจะได้คอมเป็นคีย์บอร์ดภาษาญี่ปุ่นไหม (ซึ่งมันมีความแตกต่างกับคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยอยู่พอควร เป็นต้นว่าปุ่มเพิ่มขึ้น บางตัวเช่น @, :, ; ย้ายไปตำแหน่งอื่น) พอไปที่คอมปุ๊บก็โล่งอกเพราะคอมเราเป็นคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษ (แต่แอบดูคอมเครื่องอื่น บางเครื่องก็คีย์บอร์ดภาษาอังกฤษ บางเครื่องก็คีย์บอร์ดภาษาญีปุ่น) ซึ่งถ้าใครได้คีย์บอร์ดภาษาญี่ปุ่น เขาก็จะมีกระดาษ conversion คีย์บอร์ดให้ว่า ปุ่มนี้ เช่น @ ให้กดอะไรๆ ไป

รอจนเก้าโมงครึ่งก็เริ่มทำข้อสอบที่ Reading… ตอนซ้อมทำข้อสอบจากหนังสือ TOEFL ของ ETS (ที่ได้ฟรีมาจากน้องแนนตอนน้องแนนย้ายบ้าน จึงขอขอบพระคุณน้องแนนมา ณ ที่นี้ 😀 ) เราก็จับเวลา รู้สึกว่าทำ Reading ทัน สนุกสนาน ดีกว่าตอนสอบเมื่อสามปีก่อนเยอะเลย แต่พอมาถึงสถานการณ์จริงมันไม่ใช่แบบนั้น…

ถ้าเคยทำข้อสอบ TOEFL เนี่ย มันจะมีช่วงให้ลองไมโครโฟนเนอะครับ… เค้าก็จะให้เราพูด “Describe the city you live in” ตอนเราลองเราก็พรรณา อ่า เราอยู่โตเกียว โตเกียวเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น อยู่ทางตะวันออก บลาๆๆ ไป ด้วยความเป็นแรกก็จบไปตั้งนานละ แต่พอหลังจากที่คนอื่นเริ่มเข้ามา แล้วเรากำลังนั่งทำข้อสอบ Reading คนอื่นก็ลองไมโครโฟน (แต่จริงๆระหว่างนั้นเราใส่ headphone ด้วยแหละ) เราไม่แน่ใจว่าทุกคนเค้าเตรียมตัวมายังไง แต่ทุกคนพูดเหมือนกันหมดคือ

“I live in Tokyo. I live in Tokyo. I live in Tokyo”

ตัวเราก็ทำ reading ไป ส่วนคนที่พูดก็ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันตัด ซึ่งมันรบกวนสมาธิอยู่พอควร เจอ passage แรกก็เงิบไป ตั้งสติอยู่นาน ทำช้ามากกก แต่ระหว่างที่กำลังทำอยู่นั้น ที่พีคกว่าคือคนข้างหลังลองไมค์

“I live in Saitama. I live in Saitama. I don’t live in Tokyo.”

พอตานั่นพูดเสร็จปุ๊บ ตรูนี่คือสมาธิแตกกระเจิง ได้แต่ขำในใจ (หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันขำยังไงวะ แต่ถ้ามาอยู่ในสถานการณ์ที่ได้ยินทุกคนพูด I live in Tokyo แล้วจะเข้าใจเอง) ทำ passage แรกแบบมึนๆ อึนๆ ผ่านไปใช้เวลาไป 25 นาที (ซึ่งมันควรคุมให้ได้ 20, 20, 20) จึงทำให้ท้ายสุดกาข้อสุดท้ายของ passage สุดท้าย ข้อ 2 คะแนนไม่ทัน T_T (passage สุดท้ายข้อท้ายๆ ก็กามั่วๆ ไป ส่วนข้อสุดท้าย จริงๆ คลิกๆให้มัน จะทันแล้ว แต่เม้าส์มันลั่น ดันไปกดออก พอจะกดใหม่อีกทีก็หมดเวลาแล้ว อ๊าก)

หมด Reading ก็มาฟัง Listening ต่อ เค้าบอกว่าจะมีสอบสามรอบ รอบละ 10 นาที พอเข้ารอบหนึ่งเราก็ลืมไปว่ามันมีสามอันย่อย พอชุดแรกมาปุ๊บก็ทำไปละ 5 นาทีคิดว่าเหลือสบายๆ พอมีอันที่สองมาต่อแล้วขึ้นมาว่าเหลือสี่นาทีกว่าๆ คือคิดในใจ อ่าวเชี่ยละ -_-” ก็ก้มหน้ารับกรรมทำไป ช่วงหลังๆ ก็ดีขึ้นมา

สอบเสร็จพัก มีขนม ชากาแฟบริการอยู่ (เหมือนตอนสอบที่เกษมบัณฑิต) แต่ไม่มีอารมณ์กิน เข้าห้องน้ำเสร็จมาสงบสติหน้าคอมเตรียมสอบ speaking ต่อ เท่าที่สอบพูดอันนี้คิดว่าพอได้ (มั้ง) ดีกว่าตอนที่ซ้อมกับน้อง อ. ชาวบราซิลในแลปเมื่อวันก่อนมาก แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจตัวเองอยู่ดี

Part สุดท้ายก็คือ writing เป็น part ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เพราะคิดว่าประสบการณ์จากการเขียนเล่ม thesis ที่ผ่านมาน่าจะช่วยเกื้อหนุนได้

ข้อสอบข้อแรกก็มา ซึ่งจะให้เราสรุปว่า Reading กับ Listening มัน support หรือ contradict กัน (ซึ่งเราได้แบบ contradict) อันนี้แอบดูวีดีโอ tutorial มา ก็พอนึกออกว่าจะเขียนไปในทางไหน แต่ด้วยความสลิดบวกกับความมันส์ ก็เขียนไป 300 กว่าคำนิดๆ เหลือเวลาอีก 5 นาทีก็ตรวจทาน ซึ่งพอหมดเวลาตัดไป เพิ่งมามึ้งว่า เค้าให้เขียนใน range 150 – 225 คำนี่หว่า เลยแบบ อ่าวเชี่ยละ จะโดนหักคะแนนหรือไม่ตรวจไหมวะ – -”

ท้ายสุดมาทำข้อสุดท้ายที่เป็นเขียน ก็เขียนๆ ไป โจทย์ถามประมาณว่า ถ้าต้องให้เงินบริจาคการกุศล จะเลือกให้เงินบริจาคองค์กรที่ให้ข้าวปลาบ้านช่อง, องค์กรที่ให้เงินสำหรับทำธุรกิจเล็กๆ ตั้งตัว หรือองค์กรที่ให้ซื้อยา ซึ่งก็เขียนแถๆ ไปเกิน 300 คำตามที่เค้าต้องการ

สอบเสร็จก็เหนื่อย หมดแรงพอดี เนื่องจากศูนย์สอบอยู่ใกล้ร้านอาหารไทยที่มีบุฟเฟต์อาหารไทยตอนกลางวัน (เคยไปสองรอบตอนไปงานประชุม JCDCGGG) เลยแวะไป อ่าว สรุปไปถึงก็บ่ายโมงกว่าๆ กับข้าวบุฟเฟต์เริ่มหมดอีก เซ็งอีกนิดนึงเลย

สรุปคือ สอบรอบนี้ปัง…
.
.
ปังปิ๊นาศมาก T____T
หวังว่าคะแนนจะไม่เลวร้ายเกินไปนะ > _<

สรุป
1. การเข้าสอบก่อนก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีมากนัก
2. สมาธิสำคัญที่สุด โดยเฉพาะ passage เรื่องแรก

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s