เรื่อยไปในโตเกียว 23 : ปัจฉิมบท

ในที่สุดซีรีส์ 「เรื่อยไปในโตเกียว」ก็เดินทางมาถึงบทสุดท้ายพอดี พร้อมกับการสำเร็จการศึกษาของเราที่ประเทศญี่ปุ่น (สักที เย่ๆ)

เป็นธรรมเนียมที่เวลาเราจะจบการศึกษาในแต่ละระดับ (ตรี เคยทำไว้ที่ สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา, โท เคยทำไว้ที่ สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา (ภาค ป.โท) ) เราจะสรุปว่า ในแต่ละระดับทำอะไร และได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ดังนั้นสำหรับเรื่อยไปในโตเกียวตอนสุดท้ายนี้ ซึ่งเป็นตอนพิเศษ เราก็จึงถือโอกาสสำรวจตน หลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งก็เหมาะสมที่จะเป็นตอนจบสำหรับซีรีส์ชุดนี้ 〜

จริงๆ แล้วเราควรต้องจบซีรีส์นี้ก่อนวันที่เดินทางกลับไทย (28 มีนาคม 2560) แต่เนื่องจากความวุ่นวายจากการเก็บของกลับไทย, เก็บกวาดทำความสะอาดห้อง, วุ่นวายกับพิธีสำเร็จการศึกษา (26-27 มีนาคม) สภาพอินเตอร์เน็ทที่ไม่มีให้ใช้ (ย้ายไปอยู่บ้านพี่อาร์ตก่อนกลับ 24 มีนาคม, ตัดโทรศัพท์วันที่ 27 มีนาคม) พอกลับไทยปุ๊บ พอถึงที่กรุงเทพ ก็ไม่มีเวลาและพื้นที่สำหรับทำงาน พอกลับเชียงใหม่ (5 เมษายน) ก็ต้องเก็บกวาดทำความสะอาด Set Environment การทำงานพอควร จนกระทั่งมามีเวลาและมีอารมณ์เขียนก็วันนี้แหละ (10 เมษายน) ดังนั้นก็ขออภัยในความช้าด้วยนะครับ (ขออภัยตัวเองนี่แหละที่ทำไม่ครบตามกระบวนการ ฮาาา)

***************************************************************************

Chapter 1

บทนี้จะสรุปเหตุการณ์สำคัญ กิจกรรมที่ทำในแต่ละช่วงเวลาตลอดสามปีที่ญี่ปุ่น…

27 มีนาคม 2557 : เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น ตื่นเต้นกับซากุระบาน (ติดตามได้จาก เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 1 : สัปดาห์แรก)

เมษายน 2557 : เริ่มเปิดเทอม เริ่มทำวิจัย เขียนแผนวิจัย รู้จักเพื่อนใหม่ในแลป แกงค์เพื่อนคนจีน

พฤษภาคม 2557 : เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น

มิถุนายน 2557 : กลับไทยครั้งที่หนึ่ง เพื่อมางานรับปริญญา ป.โท

กรกฎาคม 2557 : Submit งาน JCDCGG2014, Research Boot Camp ที่ Hiroshima

สิงหาคม 2557 : เทอมแรกในญี่ปุ่นพอดี กล้อมๆแกล้มๆ พอได้ เริ่มมีเพื่อนคนญี่ปุ่นในแลป (ติดตามได้จาก เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 4 : หนึ่งภาคเรียนในโตเกียว)

กันยายน 2557 : ไป Hiroshima, JCDCGG2014, ติด F ครั้งแรกกับฮิโรชิมาพาซวย

ตุลาคม 2557 : เริ่มมีเพื่อนคนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นนิดนึง

ธันวาคม 2557 : สอบ N4 ครั้งแรก (แล้วก็ตก) เรื่อยไปในโตเกียว 7 : สอบภาษาครั้งแรกในญี่ปุ่น (Mock JLPT), เล่นสกีครั้งแรก

มกราคม 2558 : ช่วย Grad School จัด conference, Submit งานไป EuroCG 2015

กุมภาพันธ์ 2558 : เที่ยวกับ สนร. (ดูงานรถไฟ), พรีเซนต์งาน Taiwan-Japan Joint workshop, ได้รางวัล Best Research Award

มีนาคม 2558 : ช่วยซุปจัด International Conference ของ illusion, ไป EuroCG ที่สโลวีเนีย , ตะลุยซากุระทั่วโตเกียว, Submit Paper ตอน ป.โท part หลัง, แกงค์เพื่อนคนจีนสลายวง (เพื่อนกลับจีนไปแล้ว)

เมษายน 2558 : แรกพบชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น (เก๋ พี่เอ พี่ภา กุ๊กกิ๊ก กอล์ฟ), Submit paper แรก

พฤษภาคม 2558 : ไปช่วย สนร. จัดสัมมนานักเรียนทุน เรียน รอด รอบรู้ ในประเทศญี่ปุ่น, ไปเป็นอาสาสมัครค่ายภาษาอังกฤษ, ไปดูเบสบอลครั้งแรก, Submit งาน AFGS

มิถุนายน 2558 : Submit งาน JCDCGG 2015, Paper ป.โท ที่ submit โดนรีเจค และอาจารย์ให้สู้กับ Editor

กรกฎาคม 2558 : จบคอร์ส Basic Japanese ของมหาวิทยาลัย, ตะลุยฮานาบิทั่วโตเกียว

สิงหาคม 2558 : กลับไทยเพื่อมา Conference AFGS, ทำเงิน 100 ยูโรหาย, พักผ่อนที่บ้านราวๆ หนึ่งเดือน, เริ่มทำงานวิจัยคู่ขนานเกี่ยวกับ Voronoi in Architecture

กันยายน 2558 : ไป JCDCGGG 2015 ที่เกียวโต เคลียร์ปมเรื่องอาจารย์ที่คิวชูได้สักที, เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นแบบ Intermediate Course แบบทรมานๆ, ไปช่วย สนทญ. จัดรับน้องคันโตหนึ่งฐาน

ตุลาคม 2558 : สมัครแข่ง Speech Contest ภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักเรียนต่างชาติ, ได้ไปส่องโครงงานคณิตศาสตร์เด็กญี่ปุ่น

พฤศจิกายน 2558 : ไป TJIA E-Talk ที่เกียวโต, Submit งานไป SoCG ครั้งแรก

ธันวาคม 2558 : สอบ N4 ครั้งที่สอง (แล้วก็ตกอีก), แข่ง Speech Contest แบบรั่วๆ,  ตะลุย Illumination ทั่วโตเกียว

มกราคม 2559 : เจอเรื่องเฟล, Paper แรก Accept, Paper ที่ไป AFGS ได้ตีพิมพ์ในวารสารที่จีน (Invited Paper)

กุมภาพันธ์ 2559 : โดนรีเจคเปเปอร์ในงาน SoCG, เปเปอร์ใน JCDCGG2014 ได้ accept, ไปเที่ยวจีนกับเพื่อนคนจีน, เที่ยว Google Japan, ไปไต้หวันงาน Taiwan-Japan Joint Workshop, เริ่มงาน Voronoi and Architect ภาคสองกับทีมงานเพิ่มเติม

มีนาคม 2559 : ไป EuroCG 2016 ที่สวิตเซอร์แลนด์, ครอบครัวมาเที่ยวที่โตเกียว, ส่ง YRF ใน SoCG2016

เมษายน 2559 : เข้าทีมวิชาการของ TSAJ77, เริ่มเตรียมจัดประชุม TJIA2016, Submit Paper ที่แก้จาก SoCG,  Sit in วิชาเรียน ป.ตรีของที่นี่, Paper ป.โทได้ Accept อย่างเป็นทางการ

พฤษภาคม 2559 : สมัครทุนสนับสนุนไปเสนอผลงานที่จีน

มิถุนายน 2559 : ซุปไปทำวิจัยที่อิตาลีสองเดือน, ไป SoCG 2016 ที่อเมริกา

กรกฎาคม 2559 : สอบ N4 รอบที่สาม (แล้วก็ผ่านสักที) เรียนภาษาญี่ปุ่นเดือนสุดท้าย เลิกเรียนหลังจากหมดเทอม เพราะต้องเตรียมเขียน Thesis, สมัคร JSPS, เที่ยว Shizuoka กับชัยและเพื่อนคนจีน, เที่ยว Gunma กับ สนร.

สิงหาคม 2559 : ไปงาน ICGG ที่จีน, ไป Hiroshima Boot Camp พรีเซนต์งานเป็นภาษาญี่ปุ่นครั้งแรก

กันยายน 2559 : ไป JCDCGGG 2016, ไปเที่ยว Kanazawa และ JAIST, เริ่มเขียน Thesis

ตุลาคม 2559 : เป็นงูสวัด, ในหลวง ร.9 สวรรคต, จัดงาน TJIA 2016 และพรีเซนต์งาน Voronoi and Architect ภาคสอง, ปั่น Thesis

พฤศจิกายน 2559 : พรีเซนต์โปสเตอร์งานของมหาวิทยาลัย ได้รางวัลชมเชย แถมด้วยการเป็น Camera man ประจำงานสี่วันติดกัน, Paper โดนรีเจค, ปั่น Thesis

ธันวาคม 2559 : ปั่น Thesis โค้งสุดท้าย, JSPS โดนเท, ลองสมัคร Postdoc

มกราคม 2560 : ส่ง Thesis, Defend Thesis

กุมภาพันธ์ 2560 : เล่นสกีครั้งที่สอง, โดนเท Postdoc ต่างๆนานา, สอบ TOEFL ด้วยเงินของมหาวิทยาลัย, แพ้ละอองเกสรต้นสนครั้งแรก

มีนาคม 2560 : ไปงาน Taiwan-Japan Joint Workshop ส่งท้าย, Discuss งาน Voronoi and Architect ต่อ, Submit paper ที่โดนรีเจค หลังจากแก้อีกรอบนึง, Discuss งานใหม่กับอาจารย์ที่ Toyo, เก็บของย้ายกลับไทย, เที่ยวแถวบ้าน (Nakai) กับ สนร., Graduation Ceremony  เป็นตัวแทนของ ป.เอกขึ้นไปรับปริญญา

28 มีนาคม 2560 :  กลับไทย แลนดิ้งสู่สุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

รวมเวลา 3 ปี 1 วัน พอดีสำหรับการอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ~

***************************************************************************

Chapter 2

ในช่วงสามปีที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น ก็อยากสรุปโดยภาพรวมในหลายๆ เรื่อง แยกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

1. ด้านวิชาการ จากการเรียนในระดับ ป.เอก สิ่งที่ไม่เหมือนกับ ป.ตรี หรือ ป.โท คือ เราไม่ได้เป็นผู้นั่งเรียนในชั้นอีกต่อไป แต่เป็นการทำงานวิจัยที่เป็นงานวิจัยแบบจริงจัง (มีคอร์สที่ไป sit in หลักอยู่หนึ่งคอร์สคือ Computational Geometry จาก supervisor)

งานวิจัยที่เริ่ม เป็นงานวิจัยที่เริ่มจากคำถามที่ตัวเองสงสัยส่วนตัว อาจารย์ไม่ได้มีปัญหานี้มา เริ่มตะลุยงานแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันกับอาจารย์ ดังนั้นมันก็จะไม่มีปัญหาไหนที่มีอยู่ที่ตรงกับปัญหาของเรา 100% แน่ๆ ในช่วงระยะแรกๆ ที่เริ่มทำก็มืดมิดไปหมด แม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะ attack ปัญหายังไงดี แต่ก็เป็นปัญหาที่ท้าทายมากในการไปในทิศทางที่ควรจะเป็น มานั่งคิดดู เราเริ่มปัญหาจากการสงสัยว่า ผิวของขนุนจะเหมือนกับ Voronoi diagram ไหมน้า… ปัญหานี้สามารถแตกขยายไปใน part ที่เป็นงานทางคณิตศาสตร์ที่ลึกลงไปเรื่อยๆ และพยายามเชื่อมด้วยความรู้ทาง bio ซึ่งพอจบงานแล้วก็รู้สึกว่า เออ ปัญหามันสวยดีเหมือนกันนะ >_< แถมยังมีประเด็นให้วิจัยในเชิงลึกต่อไปได้อีกมากทั้งสองด้าน

ประสบการณ์การเรียนที่นี่ ทุกอย่างต้องอ่านจากเปเปอร์ จากหนังสือ อ่านเสร็จคิดงานเพื่อไป Discuss งาน ซึ่งการ Discussion กับอาจารย์ก็จะเป็นการนำเสนอความคืบหน้าจากที่อ่าน ช่วงแรกๆ ตอนที่เริ่มทำงานก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ก็ต้องอ่านเปเปอร์ อ่านหนังสือเยอะ แล้วไปเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็จะชี้หรือตบให้เข้าร่องเข้ารอยตามแนวทางงานวิจัยที่น่าจะเป็น พอเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็ต้องเป็นช่วงคิดงานของเรา ก็ต้องนั่งคิดงาน เขียนโปรแกรม แล้วเอาผลให้อาจารย์ดู ซึ่งโดยปกติแล้ว Discussion งานกับอาจารย์จะทำสัปดาห์ละสองครั้ง แถมด้วยสัมมนาทุกสัปดาห์ (แต่พรีเซนต์อาจจะไม่ใช่ทุกสัปดาห์)

ดังนั้นจากการเรียนแบบนี้ ทำให้นิสัยในการทำงานเปลี่ยนไปมากจาก ป.ตรีและ ป.โท ตั้งแต่เรื่องวินัยในการทำงาน การยึดความรู้ที่มาจากเปเปอร์ หนังสือภาษาอังกฤษ (ไม่มีหนังสือภาษาไทยเล่มไหนที่ใช้ได้เลยในการทำงาน ป.ตรี) ทักษะการอ่านเปเปอร์หรืออ่านหนังสือก็เปลี่ยนไปมาก

เนื่องจากงานหลักๆ เป็นงานที่ต้อง programming เยอะ ดังนั้นจากการเรียนมาสามปี ก็คิดว่าทักษะการ Programming น่าจะเพิ่มขึ้น และมองอะไรเป็น algorithm ขึ้นเยอะ ซึ่งถ้าให้ไปสอนหนังสือ ณ ตอนนี้เราก็จะสอนได้จากประสบการณ์ที่ใช้ในงานวิจัย ซึ่งคิดว่าเรื่องที่น่าจะสอนได้ตามประสบการณ์ก็คงเป็นพวก Geometry, Mathematical Programming, Computational Geometry ล่ะ

สิ่งที่ได้มาจากการเรียน ป.เอกอีกอย่างคือ อาจารย์จะยุให้ไปงาน Conference เยอะมาก ตอนแรกอาจารย์จะเป็นคนบอกว่า ตอนนี้มีงานอันนี้ๆ นะ ไปไหม แต่ภายหลังเราก็กลายเป็นคนหางานให้อาจารย์ดูว่าอยากไปงานนี้ จะดีไหมๆ จนอาจารย์บอกว่าไม่มีตังแล้ว (ฮาาาา) เป็นความโชคดีที่เป็นลูกคนเดียวของอาจารย์ ทำให้เงินต่างๆ ตกมาที่เราเลย (โฮะๆๆ) ด้วยการไป Conference บ่อยๆ (และ Conference ที่อาจารย์เลือกให้ไปเป็นงานระดับต้นๆ ของสาย) ทำให้เราได้ทักษะหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่การเขียน (เขียน abstract, extended abstract), การนำเสนอผลงาน ไม่ว่าจะพรีเซนต์ในสัมมนา งาน conference ทำให้ปัจจุบันนี้เราคุ้นชินกับการพรีเซนต์ละ แบบว่า ถ้าสั่งวันนี้ ให้พรีเซนต์พรุ่งนี้ ก็สามารถเนรมิตงานให้ได้เลย (แต่อย่าเลยนะ เหนื่อยไป ถถถ) รวมถึงการไป conference บ่อยๆ ทำให้เราสามารถ judge งานได้ เช่น งาน conference นี้ดี งานนี้ห่วยไม่น่าไป เปเปอร์อันนี้ไม่ค่อยโอเค ฯลฯ

ทักษะสำคัญอีกอย่างที่ได้จากการเรียนคือ ทักษะการเขียน รวมถึงการเขียนเปเปอร์ ตอนเริ่มเรียน ป.เอกใหม่ๆ อาจารย์ให้ส่ง monthly report ทุกสองเดือน ดังนั้นเราจึงได้ฝึกเขียนบ่อยมาก ถึงแม้ซุปเราจะเป็นคนญี่ปุ่น แต่เป็นคนญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญเรื่องภาษาอังกฤษในงานวิชาการพอสมควร และเขียนเปเปอร์เยอะ ทำให้ซุปแนะเรื่องเปเปอร์ได้เยอะมาก รวมถึงกลยุทธ์ในการเลือก journal,  submit paper (เช่น เวลาเขียนแบบ A ไป ซุปจะบอกว่า แบบ A เนี่ย ถ้าเขียนไป reviewer จะเอาไปกองไว้ แล้วถ้ามีเวลาค่อยมาหยิบอ่าน ดังนั้นให้ปรับเป็นแบบนี้ๆ, หรือตอนเปเปอร์โดนรีเจคด้วยความผิดที่เราไม่ผิด แสดงว่าเราเขียนไม่ชัดเจน ถ้าจะลดเวลาการ submit  ให้แก้ เขียนตอบ แล้วส่งไป journal เดิมอีกครั้ง ฯลฯ) ซึ่งจากการเขียนเยอะแยะก็ทำให้ทักษะการเขียนดีขึ้นเมื่อเทียบกับตอนเริ่มเรียน ป.เอกใหม่ๆ และด้วยกลยุทธ์ของอาจารย์เกี่ยวกับ Monthly report ทำให้เราประหยัดเวลาในการเขียนเปเปอร์หรือเล่ม Thesis ได้มากเลยทีเดียว

คิดว่าประสบการณ์จากการเรียน ป.เอก จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างราบรื่นได้ไม่มากก็น้อย..

มุมมองสำคัญจาการเรียนที่ญี่ปุ่น น่าจะทำให้เราปรับเปลี่ยนวิธีการสอน จากการสอนแบบจดกระดานให้เด็กฟังอย่างเดียว เป็นการเรียนกึ่งๆ Project-based และเน้นการ discussion-สัมมนา ลงมือปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ คงต้องลองปรับใช้กับการทำงานของเราในอนาคต รวมถึงวิธีการดูแลเด็กๆ ทำโปรเจค ทำวิทยานิพนธ์ ก็คงจะเน้นให้มีสัมมนากลุ่มวิจัยกันบ่อยๆ ลากไปงาน conference บ่อยๆ ~ (นักเรียนในอนาคตของเราก็อย่าเพิ่งหนีเราน้าาา T-T)

ท้ายสุดสิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงท้ายคือ เรื่องการมีความคิดเป็นของตัวเอง (อันนี้ซุปก็พูดเองเลย ถถถ) ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่รู้ประสีประสาอะไร เราก็ยัง follow ตามอาจารย์เรื่อยๆ จนมาถึงจุดๆ นึงที่อาจารย์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง หรืออาจารย์ไม่มีประสบการณ์ในด้านที่ต้องทำ เราก็ต้องศึกษาแล้วข้ามผ่านจุดนั้นไป จนถึงจุดที่เริ่มแย้งอาจารย์ได้ (ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่า ดีแล้ว ถถถ+)

 

2. ดัานสังคมและอารมณ์ ที่นี่เรามีเพื่อนหลากหลายกลุ่มหลายชาติมาก เพื่อนกลุ่มแรกที่เจอคือเพื่อนคนจีน ที่เจอจากคลาสภาษาญี่ปุ่น ถึงแม้เราจะได้ยินข่าวจากที่ไทยเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีน แต่เราก็พบว่า เพื่อนคนจีนนี่แหละที่ดีและจริงใจ ซึ่งก็ยังติดต่อกับเพื่อนอยู่ทุกวันนี้

เพื่อนกลุ่มที่สองคือเพื่อนในแลปทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ ตั้งแต่อิตาลี บังกลาเทศ บราซิล จีน เวียดนาม ซึ่งโดยปกติคนที่เรียนที่ญี่ปุ่นก็จะรู้กันเรื่องสังคมในแลป แต่ก็โชคดีที่ได้เจอเพื่อนและสังคมที่ดี ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว และใช้ชีวิตในห้องวิจัยได้อย่างมีความสุข

เพื่อนกลุ่มที่สำคัญที่สุดคือ แกงค์เพื่อนคนไทยที่ชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น เป็นแกงค์ที่เริ่มจาก เก๋ ลากทุกคนที่รู้จักมาเจอกันในวันที่เก๋มาโตเกียว จากนั้นก็มีอีเวนท์ต่างๆ มากมายที่ทำให้เจอกัน เม้าท์กัน มีอะไรก็ช่วยกันทุกๆเรื่อง ในเวลาที่เรามีปัญหาก็ได้เพื่อนๆ พี่ๆ ในแกงค์นี่แหละที่คอยรับฟัง ให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งก็บอกตรงๆ ว่ารักแกงค์นี้มากกกกก ❤

นอกจากกลุ่มหลักๆ แล้ว เราก็ยังเจอเพื่อนๆพี่ๆ น้องๆ กลุ่มอื่นๆ เช่น แกงค์เด็กไทยในเมได ซึ่งมีกันไม่มาก แต่ก็เฮฮาปาร์ตี้ในยามที่มีเวลามาเจอกัน แกงค์ฝ่ายวิชาการ TJIA ที่ถึงแม้จะอยู่ต่างมหาลัย แต่ก็เฮฮาและทำงานด้วยกันได้แบบสนุกสุดๆ เพื่อนจากคลาสภาษาญี่ปุ่น เช่นเพื่อนคนเยอรมัน ที่ไม่เคยเยาะเย้ยหรืออารมณ์เสียเลยเวลาที่เราตอบผิดหรือเป็นตัวถ่วงในคลาสภาษาญี่ปุ่น สมาชิกทำงานวิชาการ Voronoi and Architect ที่เสียสละเวลามาทำเรื่องสนุกๆ แบบมีสาระและไร้สาระ (ซึ่งเรากำลังติดค้างเปเปอร์อยู่ T_T) รวมถึงเพื่อนคนญี่ปุ่นอื่นๆ ที่เจอจากใน campus บ้าง กิจกรรมต่างๆ บ้าง ก็ทำให้การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นผ่านไปอย่างดีงาม

สรุปคือ สามปีนี้เจอแต่เพื่อนที่ดี ทำให้ชีวิตดี 🙂

3. เรื่องภาษา

เริ่มต้นตอนที่ไปเรียนใหม่ๆ ภาษาอังกฤษก็พอสื่อสารได้ ภาษาญี่ปุ่นด๋อยมาก โชคดีที่ในแลปมีบรรยากาศกึ่ง international และญี่ปุ่น ที่บังคับให้เราต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น (คุยกับคนญี่ปุ่น) และใช้ภาษาอังกฤษ (เวลาคุยกับอาจารย์ หรือเพื่อนต่างชาติ เช่นเพื่อนอิตาลี หรือบังกลาเทศ) ด้วยนิสัยขี้เม้าท์ของเรา เลยเป็นตัวเร่งให้เราฝึกภาษาต่างๆ ได้คล่องขึ้นทั้งสองภาษา (เช่น สามารถเม้าท์ชาวบ้านเป็นภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว ถถถ+) ซึ่งหลังจากกลับมาแล้วเราก็จะยังฝึกภาษาญี่ปุ่นต่อไป (ส่วนภาษาอังกฤษมันต้องฝึกตลอดอยู่แล้ว) และอยากเรียนภาษาที่สี่คือภาษาจีน (ทำให้เกิดความสำนึกในเรื่องที่เคยเรียนตอนประถมที่ทิ้งมันไปหมดแล้ว T_T)

4. เรื่องวัฒนธรรม มุมมองต่อโลกภายนอก

การไปเรียนต่างประเทศของเรานั้น ไปด้วยทุน พสวท. ต่างประเทศ ซึ่งเป็นทุนของรัฐบาล สิ่งที่เราเข้าใจ (และคิดว่าเราอาจจะมโนไปเอง) คือ นอกจากการเรียนรู้เรื่องวิชาการแล้ว สิ่งที่รัฐบาลหรือประเทศชาติต้องการจากการไปเรียนคือ การได้ไปดูหรือซึมซับสิ่งที่ดีของประเทศที่ไปเรียน เอามาปรับใช้ในการทำงานเวลากลับมาที่ไทย

เหตุผลหนึ่งที่เราเลือกไปประเทศญี่ปุ่น แทนที่จะไปประเทศทางยุโรปหรืออเมริกาคือ เราคิดว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศในเอเชีย มีวัฒนธรรม แนวคิดต่างๆ ที่น่าจะใกล้เคียงกัน การเรียนรู้ประเทศที่มีความคล้ายๆ กันแต่เจริญกว่า น่าจะเห็นมุมมองที่น่าสนใจหลายๆอย่าง

สิ่งที่น่าจะติดตัวมาจากการมาอยู่ที่นี่ หลักๆ คงเป็นเรื่องการมีระเบียบ และความตรงต่อเวลา ซึ่งก่อนหน้านี้เราเป็นคนมีระเบียบบ้าง (บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี) แต่พอมาอยู่ ก็รู้สึกต้องปรับตัวและมีวินัยมากขึ้น เรื่องตรงต่อเวลากลายเป็นเรื่องที่เราเปลี่ยนไปหลังจากมาอยู่ที่นี่ อาจมีสายบ้าง (ถ้านัดกับคนไทย ถถถ+) แต่โดยรวมก็น่าจะดีขึ้นมากกว่าตอนอยู่ที่ไทย

หลังจากที่ไปอยู่มาสามปี ได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เที่ยวเล่นหลายๆ ที่ เรียนรู้วัฒนธรรมหลายๆ ทาง เราก็เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นในเรื่องวัฒนธรรมที่นี่ สิ่งที่เคยมโนไว้หลายๆอย่างก่อนมาก็ไม่เป็นดังที่คิด กับญี่ปุ่น สิ่งที่อยากบอกสองอย่างคือ

  • ที่นี่น่าเที่ยว แต่อาจจะไม่ได้น่าอยู่มากนัก
  • ประเทศนี้เป็นประเทศที่ดี แต่ก็มีฮั่น(หลาย)อย่าง

ซึ่งคิดว่าคนที่มาอยู่ แค่มองตากันก็จะเข้าใจดี (แต่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ 555) ซึ่งเราคิดว่า มันไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายถ้าเราอยู่อย่างเข้าใจ

5. เรื่องงานเสริมหลักสูตร

สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อมาโดยตลอดตั้งแต่เรียนระดับมัธยมคือ การทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาตัวเองในด้านทักษะการทำงาน ความคิด ประสบการณ์ ดังนั้นถึงแม้เราจะเรียน ป.เอก แต่เราก็พยายามหากิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจและน่าสนุกทำไปเรื่อยๆ ตราบที่มีโอกาสและเวลาจะทำได้ โดยเฉพาะกิจกรรมในต่างแดน

การอยู่ที่นี่เราก็ได้ทำกิจกรรมที่นี่บ้างตามสมควร เช่น จัด TJIA, ช่วยงานที่นู่นบ้างที่นี่บ้าง ก็ทำให้ได้สะสมประสบการณ์ต่างๆ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายอื่นๆ เยอะแยะมากมาย

6. อื่นๆ

การอยู่ที่นี่ได้เรียนรู้เรื่องราวหลากหลายมิติ หลากหลายอารมณ์ ได้เจออารมณ์ดีใจ มีความสุข เสียใจ ท้อแท้ นอยด์ โดนเท เหงา รู้สึกเป็น loser ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ไม่ว่าเรื่องดี ก็เป็นพลังใจต่อไป เรื่องไม่ดี ก็ไว้ให้เรียนรู้ต่อไป ที่สำคัญคือได้เรียนรู้การทำงานอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเจออารมณ์แบบไหนเข้ามากระทบในชีวิต เราก็ต้องรักษาหน้าที่ของเราให้ดี (ซึ่งคือการเรียนการวิจัย)  ไม่ให้พังไปพร้อมกับอารมณ์แย่ๆ ที่เข้ามา ซึ่งที่ผ่านมาก็เอาตัวรอดผ่านมาได้อย่างปลอดภัย…

ท้ายสุดต้องขอบคุณทุกๆ ท่านที่คอยสนับสนุนในทุกๆเรื่อง ทั้งคำปรึกษาด้านวิชาการ ด้านดราม่า ด้านต่างๆ รวมถึงกำลังใจที่มีให้มาโดยตลอด จะจดจำในทุกการสนับสนุนที่มีให้ครับ

สรุปแล้ว ชีวิตสามปีที่นี่ ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ก็น่าจะถึงเวลาไล่ตามความฝันที่รอคอยมานานสักที แม้จะรู้สึกหวิวๆ ที่ต้องเข้าสู่ช่วงชีวิตการทำงานแล้วก็ตาม (ในขณะที่เพื่อนๆ ทำงานกันไปนานแล้ว)

ถึงแม้ว่าตอนนี้อนาคตของเราจะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหนก็ตาม แต่เราก็จะพยายามทำให้เต็มที่ กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ อันไกล ก็ขอทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

***************************************************************************

ปล. ส่งท้าย

ในช่วงที่เรากำลังเรียน ป.เอก ทุกคนก็จะชอบเรียกว่า ดร. ซึ่งเราก็จะต้องปรามไม่ให้ทุกคนเรียก เพราะมันยังไม่เป็น ดร. และมันจะขึด

แต่ถึงแม้เราจะจบ ป.เอก ที่มักจะถูกเรียกว่า ดร. ก็ตาม เราก็ขอปรามอีกครั้งไม่ให้ทุกคนเรียก ดร. นำหน้าชื่อเรา

การจบปริญญาเอกนั้น เป็นเพียงแค่การบอกว่าเราผ่านการศึกษาด้านวิชาการมาแล้ว มันไม่ใช่สถานะที่เราจะใช้ยกตัวเหนือคนอื่น การจบปริญญาเอกไม่ใช่เป็นผู้วิเศษแต่อย่างใด เราก็เป็นคนแค่ธรรมดาที่ก็อาจจะพลั้งเผลอทำอะไรผิดได้ ดังนั้นถ้าเราทำอะไรผิด ก็เตือนได้ตามปกติ อีกความรู้สึกคือ การเรียกเราด้วยคำว่า ดร. นำหน้า มันเป็นอะไรที่ดูห่างเหิน ดังนั้นจึงขอบอกไว้ ณ ตรงนี้ให้เข้าใจโดยทั่วกัน 🙂

***************************************************************************

จบแล้ว.. ขอบคุณที่ทนอ่านครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหรออออ)

ต่อจากซีรีส์นี้ จะเป็นอะไรก็ยังนึกไม่ออก ไว้นึกออกแล้วจะมาบอกกล่าวกันอีกทีเนะ ~

またね〜

 

 

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s