先生のダイアリー2:ความเนียน

ชีวิตเฟรชชี่เป็นได้ครั้งเดียวฉันใด ชีวิตอาจารย์ใหม่ก็เป็นได้ครั้งเดียวฉันนั้น

(ประโยคนี้ไม่มีใครพูดหรอก เรานี่แหละพูดเอง :P)

ในฐานะอาจารย์ใหม่ที่ห่างหายจากการสัมผัสความเป็นวัยรุ่นมานาน (ราวๆ 10 ปีแหนะ) เราเลยคิดหลายตลบและคิดมาหลายวันละว่า เราควรมีการได้ไปสัมผัสคลุกคลีกับวัยรุ่นยุคใหม่ที่กำลังจะต้องไปสอนแล้ว ในความหลังความทรงจำของการที่ผ่านการถูกรับน้อง และเป็นคนจัดรับน้องมาก่อน เราก็โหยหาความทรงจำเก่าๆ เมื่อครั้งสิบปีที่ผ่านมา

มานั่งคิดดู การเป็นอาจารย์ใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้จักในปีแรก จะเป็นปีเดียวและโอกาสเดียวเท่านั้นที่จะไป [เนียน] ได้ (เป็นต้นว่า ปีที่ผ่านมาไปเป็นพี่บัณฑิตค่าย พสวท. ม.ปลายแล้ว ดังนั้นอย่างน้อยปีหน้าก็จะเจอพวกเด็กเหล่านั้นแน่นอน, ปีนี้ถ้าได้สอนเด็กวิทยา ปีหน้าเนียนได้ไม่เนียนแน่ๆ)… นอกจากการอยากไปเรียนรู้ว่าเด็กๆ รุ่นใหม่เป็นยังไงแล้ว (จะได้รับมือกับการสอนเทอมที่จะถึงนี้ได้) สิ่งที่คิดคือ การไปทำกิจกรรมอะไรแบบนี้ก็เป็นการทดสอบสมมติฐานที่มีคนกล่าวไว้ว่า เราเป็นคนหน้าเด็ก (ยกตัวอย่างเช่น คุณน้าร้านอาหารไทยที่โตเกียวเคยบอกว่า หน้าอย่างนี้สอนหนังสือใครจะเชื่อเนี่ย ฮาาาาาา ~)

ด้วยไอเดียนี้ จึงนำไปสู่การไปเป็น [อาจารย์เนียน] สำหรับกิจกรรมรับน้องปีนี้

เรื่องราวเริ่มจากหลังวันสัมมนาภาควิชาฯ หลังลงมาจากบนดอยก็กำลังคิดสองจิตสองใจว่า อืม จะไปส่องงานรับน้องคณะดีไหม (10 ปีพอดี และเป็นปีแรกที่ได้ไปส่องรับน้องหลังจากไม่ได้ไปเกี่ยวข้องมาราวๆ ห้าปี) หรือ…จะกลับไปนอนที่บ้านต่อดี… ท้ายสุดความโหยหาความหลังชนะเลิศ จึงนำไปสู่เรื่องราวอันยุ่งเหยิงในครั้งนี้

IMG_4477.JPG

แรกพบแลกของ
เริ่มต้นวันนี้เป็นวันแรกพบแลกของของคณะ หลังจากรถตู้แลนดิ้งไปถึงที่ภาคและตัดสินใจไปแล้ว เราก็เลยเดินไปนั่งเนียนๆ นั่งดูเด็กๆ เตรียมงาน นั่งคิดนู่นนี่นั่นไป นั่งรอดูว่าจะมีใครมาทักว่าเป็นเพื่อนไหม… ไม่มีจ้า.. จริงๆ ณ ตรงนั้นมีเด็กปีหนึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ แต่เรายังเหนียมอายไม่กล้าทัก พอดี…มีน้องเดวิลมาติดกับหนึ่งคนคือ น้องอิงค์ !! มาชวนคุย เอาล่ะ เราก็เล่นตามน้ำเลยสิ

กำลังตามน้ำอยู่ได้สักพัก …

น้องลี เดวิล 51 เดินมาสวัสดีจากระยะไกล… นึกในใจว่า อ้าว หายนะละ… – -” เลยรีบส่งซิกว่า นี่กำลังเนียนๆอยู่ มันก็ไม่หยุด TT โอเค งั้นเราก็ต้องแก้สถานการณ์ด้วยการลุกหนีไปคุยกับน้องลี

ช๊อตหลังจากนั้นเริ่มคิดหนักว่าจะเล่นต่อดีไหม… ไปเจออาจารย์พี่เอ่เอ๊กับอาจารย์พี่หนุ่ยไปเดินส่องดูเด็กๆ พอดี เลยเข้าไปเม้าละถามว่า เออ ทำไงดีนะ เพราะถึงเวลาลงทะเบียนแล้ว แต่ถ้าไปลงทะเบียนก็จะแจ๊คพอตแน่เพราะเราก็ไม่มีชื่อ แต่ถ้าไม่ไปก็จะไม่ได้ของมา พี่เอ๊เลยชี้ทางสว่างให้ไปขอป้ายชื่อจากโต๊ะป้ายชื่อ เลยเข้าไปขอว่า

“นักศึกษาครับ อ.ขอป้ายชื่อหน่อย”

ดังนั้นในช๊อตแรกก็จะมีกลุ่มนักศึกษาปีสองที่รู้ละว่าจะไปเนียน >_< ปัญหาคือ จะเขียนรหัสอะไรดี… รู้มาว่าปีนี้ปีหนึ่งมีเด็กมา 595 คน ถามนักศึกษาว่าอาจารย์เอารหัสอะไรดีอะ… นักศึกษาก็บอกมาว่า เออ เด็กไม่รู้จำนวนคนอะครับ ก็เลย…งั้นบวกหนึ่งละกันนะ… ได้รหัส 596 มาไว้ในอ้อมกอดอ้อมใจ 😛

หลังจากนั้นก็เป็นช่วงว่างๆ เวิ่นๆ เราก็นั่งชิวๆไปจนกระทั่งเดวิลเรียกไปรวม… จริงๆเป็นช่วงที่ก็ลังเลอยู่จะไปเล่นต่อดีไหม แต่เอาวะ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลุย…

img_4481.jpg

แอบส่องจากมุมมองของเด็กน้อย ถถถ+

นั่งเล่นไปกับเด็กๆ จนถึงแบ่งแฟม เนื่องจากรหัสเรา 596 เราก็จะอยู่ แฟม 96 ก็นั่งๆเนียนๆทำความรู้จักกับเพื่อนในแฟม จนกระทั่ง พี่ๆ เดินมาแจกป้ายชื่อที่เขียนไว้ตอนแรก ให้กรอกข้อมูลหลังป้ายชื่อ เราก็ อ้าว หายนะละสิ เลยรีบหนีออกจากงานเพื่อแก้สถานการณ์ก่อน (บอกเพื่อนแฟมว่ารีบออกไปธุระ 555)

วิ่งหนีออกไปก็ไปเจอพี่เอ่เอ๊ พี่หนุ่ย ก็หนีไปนั่งฟังว่าเด็กๆ สโมชี้แจงอะไรให้น้องๆ บ้างอยู่ข้างนอก จนถึงช๊อตที่กำลังจะกลับ ตอนนั้นตั้งใจจะเลิกเล่นแล้ว เพราะถ้าต้องเล่นก็ต้องไปในมอตั้งแต่เจ็ดโมงไปทำกิจกรรม (เอาวันตื่นสายของช้านนนคืนมาาาาา T__T) แต่.หลังจากพี่เอ๊กล่าวโอวาทด้วยหน้าตาไซโคดีกรี 500

“ถ้าเธอจะเล่นก็เล่นมันให้สุด เนี่ย ป้ายชื่อก็เขียนมาแล้ว เปลืองค่าพิมพ์ไปกี่บาท… เลิกกลางคันแบบนี้ไม่ได้อะไรหรอกเธอ”

ด้วยประโยคนี้เราก็เลย อ่ะ ลุย! (ด้วยความกลัวออร่าของพี่เอ๊ ถถถ+) เลยหนีกลับขึ้นไปใหม่ เอาป้ายชื่อไปให้น้องลีฝากไปเคลือบ แล้วตั้งเจตนารมณ์ว่า พรุ่งนี้เจอกันจ้า….. เสร็จงานนี้ก็มานั่งทำงานต่อที่ office นิดหน่อยแล้วก็เตรียมตัวเข้าสู่กิจกรรมต่อไปในวันรุ่งขึ้น ….

ค่ายใต้ผืนฟ้า ชายคาเหลือง

(เมื่อก่อนมีคำว่า ในเมืองอะตอมด้วย ตอนนี้ไม่น่าจะมีละ)

หลังจากตัดสินใจว่าจะมาค่ายใต้ผืนฟ้า วันนี้ก็เลยต้องตื่นเช้า (มาก T_T) เพื่อไปค่ายใต้ผืนฟ้า ไปถึงก็ไปเอาป้ายชื่อที่เคลือบ น้องๆ โต๊ะลงทะเบียนก็แบบ จะยกมือไหว้ละ (คิดในใจ อย่าน้าา)

เราก็ไปร่วมกิจกรรมตอนเช้าตามประสาเด็กปีหนึ่ง สอนคอมโบ ก็เหมือนกับการทบทวนท่าที่ลืมไปละ แล้วก็เดินเวียนฐานต่างๆ การเวียนฐานกิจกรรมต่างๆ ก็ย้อนความทรงจำกลับไปสมัยปี 1 เมื่อสิบปีก่อน ต่างกันตรงที่วัยที่เปลี่ยนไป ในระหว่างกิจกรรมก็เจอเพื่อนๆ แฟมข้างๆ ก็เนียนคุยไปเสมือนเป็นเพื่อนๆ

กิจกรรมรอบนี้ไม่รู้มีใครไปสั่งเมเจอร์ที่ฐานให้จัดหนักไหม เพราะว่าทุกฐานดูเหมือนพี่ฐานก็จะเพ่งเล็งที่เราเป็นพิเศษ และจากการไปเข้าฐานต่างๆ มา เราก็ได้มงกุฏและสายสะพายขวัญใจเมเจอร์ต่างๆ มาถึงสามอันเลยนะ !!!! (ตอนสมัยเป็นนักศึกษาไม่เคยได้สักอัน ฮาาาา)

20248074_1500624723330319_3278073376432367172_o.jpg

รางวัลสายสะพายจากภาค Geo. (ภาพจาก GSSC Studio)

IMG_4519.JPG

สายสะพายที่ได้มาสามภาค lol
ระหว่างการเข้ากิจกรรมก็ไม่มีใครทักอะไรเราเลย แต่ความลุ้นก็เกิดขึ้นตอนที่กำลังไปภาค Math พอดี บังเอิ๊ญญญ บังเอิญไปภาค Math ตอนช่วงที่กำลังจะต้องกินข้าวเที่ยงพอดี T_T” แสดงว่าต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการอยู่ที่ภาค Math ที่เราทำงาน จังหวะที่เดินไปที่ภาค Math หนีไปเข้าห้องน้ำ ก็เจออาจารย์พี่ฝนน้อย ก็คิดว่า ช่วงที่ Math จะอยู่หรือจะหนีดี หรือไขกุญแจไปนั่งใน ofiice รอเลย ถถถ+ แต่ท้ายสุดก็กลับมาเล่นเกมส์ปั้นน้ำเป็นตัวจนได้โดนแอบถ่ายตอนอยู่ที่ฐาน Math

20232292_690666997793094_6904336529509145129_o.jpg

โดนแอบถ่ายตอนอยู่ที่ฐาน Math (ภาพโดยชมรมโฟโต้)
ที่ฐาน Math นี่ก็มีนักศึกษาบางส่วนที่เจอหน้ากันแว้บๆ คือน้องกวิน (เด็กปี 4) จังหวะที่สบตากันคือ น้องคงคิดว่านี่ทำอาร๊ายยย แต่เรารู้กัน มองหน้าแล้วเข้าใจกันว่า ห้ามมาเฉลยนะ 😛 ช่วงทำกิจกรรม กินข้าวเที่ยงเราก็เดินแวดๆหวันๆ แถวเด็ก Math เด็ก Math จะมองหน้าเราแบบแปลกมาก นับว่ายังเป็นบุญมากที่บอร์ดอาจารย์ภาคยังไม่มีรูปเราติดอยู่ที่บอร์ด

IMG_4487.JPG

น้องณัฐ 596 ถ่ายกับเพื่อนแฟมและพี่แฟม 96 (เค้าขอโต้ดที่หลอกลวง /|\)
กิจกรรมค่ายใต้ผืนฟ้านี้ เราก็ไปร่วมกิจกรรมประดุจเป็นน้องปี 1 ยอมให้ทุกคนกระทำการปะแป้ง สาดน้ำเต็มที่เลย ที่ฐาน IC มีเพื่อนแฟมข้างๆ มาโปะแป้งเราด้วยแบบจัดเต็มเลยทีเดียว 5555

S__4505605.jpg

แป้งนี้ที่ IC >_<

เล่นกิจกรรมไปเรื่อยๆ ไปถึงฐานหลีด เจอกับ รักษ์ เพื่อนหลีดที่ยังมาดูน้องๆอยู่ มองหน้าปุ๊บก็เข้าใจกันว่าทำอะไรอยู่ ถถถ+ จนกระทั่งเสร็จกิจกรรมด้วยความยม แล้วก็มารอที่ลานอะตอมเพื่อเข้ากิจกรรมต่อไป ระหว่างเดินไป เพื่อนแฟมข้างๆก็ตบหลังแบบ ป้ะๆ ไปนั่งกันๆ อ่า เราก็ไปกันเถอะๆ

กิจกรรมหลังจากเสร็จการเข้าฐานก็เป็นเกมส์ถอดโค้ด มีเกมส์นึงเด็กต้องคิดเลข แต่ก็คิดช้า ก็เห็นแล้วก็อดไม่ได้ไปช่วยคูณเลขด้วยนิดนึง ต่อด้วยกิจกรรมเตรียมการเฉลย ระหว่างนี้มีน้องอยู่คนนึงมาทัก

“นี่ๆ นาย ถามจริงๆนะ นายอายุเท่าไหร่เนี่ย”

ด้วยความที่ยังไม่ได้เฉลย และกำลังต้องจะเฉลยในไม่ช้า เลยบอกไปแบบชะงักๆว่า

“เออ เรา 19 อยู่อะ นี่เราหน้าแก่ขนาดนั้นเลยหรอ แล้วนายคิดว่าเราอายุเท่าไหร่ล่ะ”

ยังดีที่คำตอบออกมาคือ ประมาณอายุ 21 ปี (เย่ๆๆๆ)

หลังจากนั้นก็ถึงช่วงการเฉลยพี่เนียนจาก Devil ซึ่งจริงๆแล้ว Devil มีพี่เนียนอยู่แล้ว 3 คน เราได้เตี๊ยมกันไว้กับน้องตี้เดวิล ซึ่งแชทมาหาเราในคืนวันแรกพบ (ว่าพี่จะมาเนียนไหมวันพรุ่งนี้ จะเฉลยไหม ซึ่งแน่นอน เพื่อความสนุกเราก็ร่วมกับเดวิลอยู่แล้ว ฮาาา) ระหว่างเฉลยพี่เนียน น้องที่นั่งข้างๆ กันก็หันมาคุยแบบช๊อค เราก็ตามน้ำไปสิ เอออออ เนียนมากเลยเนอะะะะ …

IMG_4493.JPG

สามพี่เนียนของปีนี้ สังเกตว่าข้างหลังมีสายรุ้งด้วยแหละ

ไฟหลังจากเฉลยพี่เนียนสามคนแรกที่พีคแล้ว เดวิลก็เฉลยต่อว่า มีอาจารย์มาเนียนในนี้ด้วยนะ ทุกคนมีเสียงช๊อคแบบเหห คนนั่งข้างๆ ก็หันไปทางอื่น ไม่รู้ว่าใคร และในที่สุดเราก็ลุกออกไปเฉลยในที่สุด ท่ามกลางความช๊อคของคนทั้งคณะ (เพราะว่ากลั่นแกล้งเราไว้เยอะ ฮือออ) การที่คนช๊อคกันก็อาจสรุปได้ว่า สมมติฐานที่เราตั้งไว้ก็ยังจริงที่ว่าไปเนียนกับน้องได้ ถถถถ

เสร็จจากการเฉลยก็ไปกินข้าวเป็นการปลอบใจกับน้องในแฟมที่ไปเนียนมา ส่วนเด็กที่ปะแป้งและตบหลังก็เข้ามาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ซึ่งเราก็ชิวๆ เพราะการเลือกมาเป็นพี่เนียนนั้นก็ต้องทำใจยอมรับความโดนตบ ความเลอะเทอะที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ถถถ+

เสร็จจากการเฉลย กินข้าวแล้ว ก็แวะไปส่องเด็กเตรียมตัวจุดไฟอะตอมดังที่จุดกันมาทุกปี ซึ่งไม่ว่าจะปีไหนก็ยังคงมีความประทับใจเช่นเคย ปิดท้ายงานด้วยการไปผูกข้อมือให้น้องๆ ที่ร่วมชะตากรรมเนียนมา ส่วนสายรหัสเราหรอ…ปีนี้ไม่มีสายรหัสที่เป็นรหัส 60 (เพราะรหัสสุดท้ายคือ 595) แต่เรายังมีน้องชมพู่ สายรหัสของเราที่ทำงานสโมให้ผูกข้อมืออยู่ ถือเป็นการจบการเนียนอย่างสมบูรณ์แบบ

 IMG_4512.JPG
ไฟอะตอม 60 สัญญาณแห่งการเริ่มต้นของเด็กใหม่ และอาจารย์ใหม่ 😀

สรุปแล้วมาเนียนแล้วได้อะไร

การไปเป็นพี่เนียนรอบนี้ของเรา ผ่านการลังเลว่าจะทำดีไหม หรือว่าไม่ทำดีหลายรอบมาก จนในที่สุดก็ตัดสินใจลุย และก็ผ่านมาอย่างสนุกสนาน กิจกรรมนี้ทำให้เราได้ย้อนวัยอีกครั้ง ไปอยู่ในจุดที่ไปทำกิจกรรมแบบเด็กๆ ลุยแบบเด็กๆ แต่ในอีกมุมที่เคยเป็นคนจัด ผ่านโลกมาหลายรอบ ก็เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งก็จะได้นำข้อเสนอแนะต่างๆ ไปแนะนำ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาในโอกาสต่อๆ ไป

ในช่วงที่กินข้าว เจอเพื่อนๆ เราก็แอบสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลมามากหลากหลาย แอบหลอกถามรุ่นพี่เรื่องการเรียน เรื่องเรียนแคล (พี่แฟมเราบอกว่าติดใจแคล Sec อาจารย์พี่ต่าย หนูลงทั้งแคล 1 แคล 2 เลยค่า 5555+) เรื่องกิจกรรม คำถามที่ถามรุ่นน้องหลักๆ ก็ทำนองว่า ทำไมถึงเลือกเรียนวิทยา ทำไมถึงเลือกเรียนที่ ม.ช. มีความฝัน อนาคตแล้วหรือยังว่าอยากทำอะไร คำตอบก็หลากหลายมาก ตั้งแต่อยากเป็นนักวิจัยตั้งแต่เด็กเล็กแล้ว หรือบางส่วนก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี ดังนั้นในฐานะรุ่นพี่ ก็อยากแนะนำให้หารีบเป้าหมายของชีวิตให้เจอ แล้วรีบพัฒนาศักยภาพในช่วงเวลาที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยก่อนออกไปสู่โลกกว้างข้างนอก ซึ่งในความเป็นอาจารย์ ก็ต้องช่วยกันคิดหาวิธีที่จะช่วยกันพัฒนาเด็กๆ ของเราด้วยอีกทางหนึ่ง

ในฐานะอาจารย์ การมาเล่นอะไรแบบนี้หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นการทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือไหม บางทีเราก็คิดเหมือนกัน แต่เราก็คิดอีกมุม การสร้างความคุ้นเคยกับเด็กๆก่อนสอนจริงก็อาจจะทำให้เราสอนเด็กๆ ได้ง่ายขึ้น รู้แล้วว่าเด็กๆ เป็นยังไง อย่างน้อย ณ ตอนนี้ เราก็ได้ข้อมูลบางส่วนเตรียมพร้อมไว้สอนแล้ว….ดังนั้น เปิดเทอมนี้เราก็จะมาพยายามเรียน (และสอน) ไปด้วยกันนะครับ 😉 ~

まとめ。。ท้ายสุดนี้

ในฐานะรุ่นพี่รหัส 50 รุ่น Ruthenium ขอต้อนรับน้องใหม่รหัส 60 รุ่น Xenon สู่คณะวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แล้วเจอกันนะครับน้องๆ

และ

ในฐานะอาจารย์ ก็ขอต้อนรับนักศึกษาสู่คณะวิทยาศาสตร์ แล้วเจอกันเทอมนี้กับแคลหนึ่งนะ หึหึหึ ~

หมายเหตุ

ปล. 1 เรื่องของการเนียนในค่ายใต้ผืนฟ้า ก็ให้จบลงที่ค่ายใต้ผืนฟ้านี้ ส่วนเปิดเทอมก็จะเป็นอีกร่างอวตารของเราแล้วล่ะน้าาาาา ~
ปล. 2 ณ เวลานี้ก็เจียมสังขารตัวเองแล้ว เพราะว่า ณ ตอนนี้ เต้นคอมโบเพลงเดียวก็เหนื่อยมากละ T_T
ปล. 3 พูดถึงเรื่องแฟม ปีนี้ครบรอบ 10 ปี สู่ปีที่ 11 ของการมีระบบ Family พอดี เป็นระบบที่เริ่มสมัยเราอยู่ปี 1 เนื่องจากตอนนั้นมีข่าวว่ารุ่นเราจะรับเด็กวิดยามา 1200 คน เลยกลัวจะไม่มีพี่รหัส เลยมีระบบแบบนี้มาเพื่อรองรับการไม่มีพี่รหัส (แต่ท้ายที่สุดรหัสเราก็แปดร้อยนิดๆอยู่ดีแหละ)
โฆษณา

先生のダイアリー1:ยินดีต้อนรับน้องๆ สู่โลกจำลอง ตอนที่ 1

จริงๆ ตั้งใจว่าอยากจะเขียนเรื่องทำนองๆ นี้ในช่วงที่เด็กๆ นักศึกษาใหม่เข้ามาแล้ว แต่เนื่องจากกลัวว่าช่วงใกล้ๆ นั้นจะมีงานต่างๆ ที่รุมเร้าจนลืม ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลยเขียนไว้ ณ ตอนนี้เลยก็แล้วกัน (ซึ่งจะมีคนอ่านของแกด้วยหรออออ..)

เมื่อสิบปีที่แล้วสมัยที่เรายังเป็นปีหนึ่ง เรามีความสนุกสนานกับชีวิตเฟรชชี่ แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น จนกระทั่งมาอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งผ่านชีวิตการเป็นนักเรียนนักศึกษาอย่างสดๆ ร้อนๆ ก็ตื่นเต้นกับบทบาทใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามา นักศึกษาใหม่ที่กำลังจะเข้ามาก็จะกลายมาเป็นลูกศิษย์ (ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราก็ต้องตื่นเต้นกับการเป็นรุ่นพี่ที่จะมีรุ่นน้อง แต่เนื่องจากเราถือว่าอายุยังไม่มาก อาจจะพอเป็นรุ่นพี่ได้บ้าง ซึ่งใครๆ เค้าก็ว่าหน้าเราก็เนียนเป็นเด็กนักศึกษาได้อยู่นะ ฮี่ๆๆ) มานั่งคิดดูตอนนี้ก็พบว่า มันเป็นช่วงที่โลกเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมากจนหลายอย่างเราก็ชักจะตามไม่ทัน เมื่อมองย้อนกลับไปจากเวลานี้ ก็มีเรื่องหลายอย่างที่มานั่งเสียดายอยู่ว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะ…..”

เพื่อไม่อยากให้น้องๆ พลาดขบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก วันนี้เลยอยากมารับน้อง (ที่ไม่ใช่ว๊ากน้อง) ด้วยการเล่า (และเตือน) ให้น้องๆ ฟังว่า น้องๆ ที่กำลังจะเข้าสู่ “โลกจำลอง” ควรจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้พร้อมกับการก้าวออกจาก “โลกจำลอง” สู่ “โลกแห่งความเป็นจริง” ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เนื่องจากมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะมากมาย เลยขอแบ่งเป็นตอนๆ หลายๆ ตอนไว้หน่อยก็แล้วกันสำหรับตอนแรกนี้ ขอเสนอเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ….

เรื่องของภาษา

 

เมื่อสมัยสิบปีที่แล้ว การไปต่างประเทศ (เอาเป็นว่าแค่เที่ยวละกัน) เป็นเรื่องที่เราคิดว่าใหญ่มากๆ การไปต่างประเทศได้นั้นดูเป็นเรื่องที่ไฮโซมาก สมัยนั้นโปรแกรมแลกเปลี่ยนต่างๆ ยังไม่ได้อู้ฟู่เหมือนกับปัจจุบันนี้ (หรืออาจจะมีแต่เราไม่รู้สินะ T_T) สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ เราสามารถไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น มีโปรแกรมแลกเปลี่ยนต่างๆ เยอะแยะมากมาย ตั๋วเครื่องบินราคาก็ถูกลงมาก การไปต่างประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้เห็นว่า นอกประเทศไทยเค้ากำลังไปถึงไหนแล้ว… ดังนั้นหากเราไม่รวย (เช่นตัวผู้เขียนนี่แหละ ถถถ) ทางที่จะไปได้คือ ทุนต่างๆ ที่สนับสนุนเรา และสิ่งที่จะทำให้เราไปต่างประเทศได้อย่างราบรื่นก็คือ “ภาษา” นั่นเอง

ราเชื่อว่าหลายๆ คนมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ อย่างน้อยก็การพูดภาษาอังกฤษ แต่เนื่องจากเราไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ เวลาที่อาจารย์บอกให้ฝึกภาษา เรามักจะมีความเพิกเฉยว่า ช่างมันเถอะ ปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ ชิวๆ กว่าเราจะรู้ตัวในเวลาที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษจริงๆ ก็อาจจะสายไปแล้ว

สถานการณ์ปัจจุบันนี้ อยากบอกให้น้องๆ ได้รับทราบว่า การสมัครงานในหลายๆ ที่ ต้องการผู้สมัครที่มีคะแนนภาษาอังกฤษพอสมควร เพื่อวัดศักยภาพการใช้ภาษา (สายไม่วิชาการก็จำพวก TOEIC, สายวิชาการใครคิดจะเรียนต่อหรือทำงานในมหาวิทยาลัยก็ต้องใช้คะแนน TOEFL/IELTS หรือถ้าคิดจะเรียนในประเทศเองก็ยังต้องการคะแนนจำพวก CU-TEP/ CMU e-Tegs) ดังนั้นโลกปัจจุบันเราหนีภาษาอังกฤษไม่พ้นแน่นอน !

แล้วเราจะเตรียมรับมือกับเรื่องภาษาอังกฤษอย่างไรดี?

อย่างน้อยๆ น้องๆ มีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องภาษาในมหาวิทยาลัยราวๆ สี่ปี ก่อนออกไปเผชิญโลกกว้าง …. ในความคิดเห็นของพี่ เรื่องภาษาเป็นเรื่องของน้ำซึมบ่อทราย มันยากมากที่เราจะพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาพ่อแม่ให้ได้ภายในเวลาอันสั้น ดังนั้นภาษาคือเรื่องที่ต้องสะสมวันละนิดวันละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราอาจจะนึกคือ แล้วเราจะหาโอกาสไหนในการใช้ภาษาอังกฤษดีล่ะ

วันนี้เราจึงขอเสนอแนะแนวทางง่ายๆ หาได้ในมหาวิทยาลัย ดังนี้

  1. หาเพื่อนชาวต่างชาติ ทุกวันนี้ในมหาวิทยาลัย (เอาง่ายๆ ม.ช. เรานี่แหละ) มีนักศึกษาต่างชาติเยอะขึ้นกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วมาก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร Bio ก็เจอนักศึกษาต่างชาตินั่งกินข้าวแบบสไตล์ไทย ดังนั้นหากมีโอกาส อยากให้กล้าเข้าไปพูด เป็นเพื่อนด้วย อย่างน้อยก็เซย์ไฮ แล้วเดี๋ยวทักษะก็จะตามมาเอง
  2. แต่จากข้อหนึ่ง อาจมีคนเถียงในใจก็ได้ว่า ใครจะกล้าไปคุยในโต๊ะอาหารล่ะ ! เราก็ขอเสนอทางเลือกที่ง่ายกว่าข้อ 1 นั่นก็คือ การสร้างบรรยากาศภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ

    เมื่อสมัยที่พี่เรียน ป.โทที่จุฬาฯ เป็นช่วงที่พี่อยู่กับเพื่อนที่ไปเรียนด้วยกันอีกสองคน มีอยู่วันนึงเรานึกครึ้มใจกันว่า น่าจะถึงเวลาที่จะเริ่มพัฒนาศักยภาพสู่สากลได้แล้ว เราจึงคิดกิจกรรม “English Speaking Day” กันในห้องนอนของเรา ทุกวันพุธเราจะพูดสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษ มีกฏง่ายๆ คือ พูดภาษาอังกฤษ ใครหลุดพูดภาษาไทยจะต้องจ่ายค่าปรับครั้งละ 5 บาท เมื่อทดลองครั้งแรกปรากฏว่าสนุกมาก และได้ผลดี เราจึงขยายไปเป็นสองวันต่อสัปดาห์

    สรุป ทำกิจกรรมนี้ไปได้ราวๆ หนึ่งปี มีเงินในกระปุกออมสินพอที่จะจ่ายค่าไฟได้หนึ่งเดือน 😛 เป็นเรื่องขำๆ กัน ถ้าถามว่าทำแล้วมีประโยชน์อย่างไหม? ก็ขอบอกว่า มีประโยชน์มาก อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกให้พูดภาษาอังกฤษได้อย่างไม่เคอะเขิน ถึงแม้จะพูดถูกบ้างผิดบ้าง แต่การเริ่มต้นที่จะเปิดปากพูด ก็จะทำให้เราคุ้นชินกับการพูด และเกิดแรงบันดาลในให้ฝึกทักษะอื่นๆ ต่อไป

ทุกวันนี้ตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้ถือว่าเมพในการใช้ภาษาอังกฤษมาก แต่เราก็ประเมินว่าน่าจะสามารถใช้ในการสื่อสารใช้ในงานวิชาการได้ ใช้สนทนากับเพื่อนชาวต่างชาติได้อย่างสนุกสนาน และก็ยังต้องพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่อยากจะบอกให้น้องๆ ได้คิดไว้ก็คือ การเรียนภาษาอังกฤษนั้น ไม่ได้จบแค่คอร์สที่มหาวิทยาลัยบังคับสี่ตัวหกตัวเท่านั้น การเรียนภาษาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนรู้นอกห้องเรียน ดังนั้นจึงควรหาโอกาสที่ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้เสียดายมาเสียดายในภายหลังว่า “รู้งี้นะ…..”

 ท้ายสุดขอฝากไว้ให้คิสนิสนึงว่า ตอนนี้เราเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว

  1. เรามีความเข้าใจมากเพียงใดเกี่ยวกับการเปิดประชาคมอาเซียน นอกจากการรู้จักเมืองหลวง ธงชาติของประเทศในอาเซียน
  2. เราตระหนักหรือไม่ว่าประชาชนในประชาคมอาเซียนชาติอื่นๆ จะมาแย่งงานของเราไป

หากยังนึกคำตอบไม่ออก ก็อยากให้ลองชมสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงในอีกสิบปีข้างหน้า อย่างน้อยอยากให้ลองตั้งคำถามว่า เราจะยืนอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้

ปล. 1 นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ปัจจุบัน เรื่องของภาษาที่สาม ภาษาที่สี่ ก็เริ่มจะมีบทบาทในแง่ที่ว่า รู้เยอะกว่าได้เปรียบ ประเด็นนี้จะไว้มาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อๆ ไป (ถ้ามีคนอยากอ่านนะ ถถถ)

ปล. 2 รูปบนปกนี่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่ประการใด แค่อยากรำลึกความหลังเมื่อสิบปีที่แล้วแค่นั้นเอง lol

ในตอนต่อไป ก็จะมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยี ในเชิงที่ว่า เราควรเรียนรู้อะไรก่อนไปเผชิญโลกกว้างบ้าง… ไว้ติดตามกันนะครับ ~