ความทรงจำสีจางๆ ของวัน Sports Day

ตั้งแต่จำความได้ตั้งแต่มาเรียนในมหาวิทยาลัย กิจกรรมที่ได้ร่วมทุกๆ ปี นอกจากวันรับน้องขึ้นดอย ก็คือ วัน Sports Day
หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกว่า ทำไมเราถึงอินกับงาน Sports Day ได้มากขนาดนั้น…

ตอนอยู่ปี 1 เราอยู่ในบทบาทของน้องที่ทำตามที่พี่วางแผนไว้ให้ ก็ได้อีกอารมณ์หนึ่ง เราได้อยู่บน stand cheer ตั้งแต่เช้าจนดึก ถึงแม้หลายคนอาจจะมองว่าเป็นกิจกรรมไร้สาระก็เถอะ แต่ถ้าเรามองหาประโยชน์จากงานดังกล่าวนี้มันก็มีไม่น้อย กับ Sports Day ทำให้รู้จักเพื่อนมากขึ้น ทุกวันนี้ก็ยังเจอ พูดคุย ติดต่อกับเพื่อนๆ ที่อยู่รอบๆ ทิศอยู่เหมือนกัน รวมถึงทักษะการทำงานอื่นๆ อีกมากมาย

จากบทบาทผู้ร่วม ก็มาสู่บทบาทการทำงาน การวางแผน
ตอนปี 2 เป็นพยาบาล Sports Day อาจจะยังไม่ได้อินกับงาน Sports Day มากเท่ากับบทบาทของผู้ร่วม

ณ ปีนั้น เรายังไม่ได้เห็นภาพอะไรที่ชัดเจนมากมาย แต่สิ่งที่เราเห็นคือ การทำงานที่ยังไม่ค่อยประสานกันดีพอ ทำให้มีปัญหาต่างๆ มากมาย อาทิ ไฟหลีดฉายบังแสตนด์ แสงเสียงสโมไม่ยอม set ลำโพงให้พี่เชียร์ ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ผลจากปีนั้นสะท้อนได้ทั้งภาพโดยแจ้ง คือรางวัลที่ได้(ที่แย่ๆ) และภาพที่คนอื่นมอง

มาถึงปีที่คงต้องพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นปีที่จดจำมาจนถึงทุกวันนี้ (และคงจะตลอดไป) คือปี 52 ซึ่งเป็นปีสวรรค์ล้านนา
รู้ๆ กันว่าปีนั้นสโมมีปัญหาอะไรกัน (ช่างมันเถอะ) จนสุดท้ายต้องมาช่วยกันก่อร่างสร้างตัวใหม่ (มีอะตอมเกมส์อีกต่างหาก)
Head Sports Day ปีนั้นคือพี่ภู ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ต้องจัดสรรงบประมาณอันน้อยนิด เพื่อใช้ของระยะยาว
(ปีนั้นไม่ได้รับผิดชอบงานหลักอะไรมากเพราะต้องรับผิดชอบอะตอมเกมส์ แต่ก็ช่วยนู่นช่วยนี่ ไปนั่งเฝ้าดูน้อง เสนอความเห็นต่างๆ ไปบ้าง ไม่รู้ใครจะรำคาญบ้างไหม)
งบ Sports Day คณะเรามีไม่มาก แต่ละปีเราใช้ของเก่า ของเก็บ และของหาซะส่วนใหญ่ เมื่อเทียบกับคณะอื่นๆ เรากล้ารับประกันได้ว่า งบเราน้อยกว่ามากๆ
ปีนั้นการคิด Theme เริ่มมาจาก idea ที่ว่า “เราจะพยายามคิดเผื่อไว้ใช้ในงาน Atom Games”
ด้วย idea นี้ จึงบีบให้ concept กลายเป็นสวรรค์ล้านนานั่นเอง
มีหลายคนบอกว่า ในวิกฤตมักสร้างโอกาสเสมอ …ปีนี้ก็คงเป็นอย่างนั้น

กับข่าวที่ช๊อคที่สุด ที่คณะแพทย์ มือวางอันดับ 1 มาชี้ว่าจะอยู่แสตนด์ข้างวิดยา (เดาว่าปีนั้นคงจะกระทืบให้จมดินไปข้าง อันนี้เปรียบเปรย 555)
ทำให้ทุกคนตกใจ และต้องมาวางแผนอะไรสักอย่างกันซะแล้ว…
ปีนั้นเป็นปีที่น้อง 52 ไม่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเท่าไหร่
ห้องเชียร์มากันไม่มาก ณ วันสุดท้ายของห้องเชียร์ เป็นปีแรกที่น้องสอบเพลงคณะไม่ได้สักเพลง

แต่สุดท้าย ผลที่ได้กลับมามันตรงข้ามสุดๆ เพราะได้ All day ที่ 1 Climax ที่สอง (คะแนนเฉือนในระดับทศนิยม) Parade ที่ 1 ซึ่งเราทุกคน (ทีเป็นคนทำงาน) ตกใจมากกว่าตอนประกาศรางวัลอีก….ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?!?
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า เวลาเราทำงาน เราทำงากันแบบเพื่อนๆ พี่ๆ ไง…

แต่ละฝ่ายไม่ได้ตั้งแง่กันว่า ฝ่ายนี้อย่างนั้น ฝ่ายนั้นอย่างนู้น
แต่ด้วยการทำงานแบบเพื่อน เวลาเรามีปัญหา เราก็จะมาคุยกันว่าเป็นยังไง เวลาใครมีความคิดเห็น idea ดีๆ ก็จะเสนอให้แก่กัน
และเราคุยกันแบบเพื่อนกันตลอด อะไรที่คุยกันได้เราก็คุยกัน และหาจุดร่วมกัน (อาจะเป็นเพราะเราเคยเห็นผลร้ายของการไม่พูดกันก็ได้)
ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะคัทเอาท์ เพลท พาเหรด สตาฟวิ่ง และเชียร์ เราคุยกันตลอดแบบเพื่อน (ใครเจออะไรลี้ลับก็มาเล่าสู่กันฟัง 555+)
ที่สำคัญเราไม่ได้คุยเฉพาะในที่ประชุม แต่เราคุยกันนอกรอบบ่อยๆ ด้วยความเป็นเพื่อน เป็นพี่
มันเลยเป็นผลที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในท้ายที่สุด ถึงแม้จะมีอะไรที่ยุ่งยากลำบากก็ตาม
(จริงๆ ปี 53 เราก็ทำงานแบบนี้เหมือนกัน แต่ความทรงจำมันไม่ได้จดจำได้แบบตอนปี 52)

น่าจะเป็นบทเรียนหนึ่งที่ช่วยเตือนให้เราคิดเสมอว่า การทำงานเราควรประสานงานกันให้ดีๆ และคุยกันแบบเพื่อน พี่น้อง การ order คำสั่งไม่น่าจะใช่วิธีที่ดีเลย….
ในความคิดเห็นส่วนตัว งาน Sports Day นี่แหละ ที่จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการทำงานสโมสรนักศึกษาตลอดทั้งปี ว่าจะมีความสามารถในการประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ได้ดีมากน้อยแค่ไหน

ตั้งแต่ปีสวรรค์ล้านนาเป็นต้นมา เราจึงพยายามกลับไปดูน้องๆ เพื่อรำลึกถึงความหลังที่สวยงามของ Sports Day (รับน้องขึ้นดอย ความทรงจำก็ไม่มากเท่า)
ถึงแม้การทำงานตอนนั้นจะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่พอหันหลังกลับไปมอง มันเป็นความทรงจำที่สวยงาม และเก็บเรื่องราวเป็นประสบการณ์เตือนใจในการทำงานในอนาคตได้มาก…

ปีนี้ คงจะเป็นปีสุดท้าย ก่อนที่จะต้องไปทำหน้าที่ที่สำคัญของตัวเอง และหวังว่าจะได้กลับมาดูอีกครั้ง หลังจากภารกิจลุล่วงเรียบร้อยแล้ว….

ปิดท้ายด้วยวีดีโอ ที่ไม่ว่าดูจะดูกี่รอบ ความรู้สึกดีๆ ก็มาหาทุกครั้ง

Advertisements

อะไรที่ shaped เราให้เดินมาทางนี้บ้าง?

นานๆ เขียน blog (in wordpress) / note (in facebook) ทีนึง…ก็ขอจัดเต็มเบาๆ (ยังไงเนี่ย จัดเต็ม เบาๆ?)

น้องๆ กิฟเต็ดที่โรงเรียนจู่ๆ ก็ make admin page Gifted math ของโรงเรียน เลยค้นหารูปเก่าๆ หว่านลงไปในเพจ

พลันก็นึกย้อนกลับไปว่าอะไรที่ทำให้เราเดินทางมาสายนี้ได้บ้างหวังว่าบทความนี้อาจเป็นประโยชน์ให้กับการวางแผนอนาคตด้านการศึกษาของประเทศชาติได้ไม่มากก็น้อย 😛

ยาวหน่อย ทนอ่านก็ยินดีครับ..

 

ถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่อยากเป็นตั้งแต่ตอนเป็นเด็กคือครู ตอนเด็กเราชอบสอน ชอบพูด (มาก) ด้วยความชอบพูด ตอน ป.5 เลยไปสมัครเป็นนักเรียนเสียงตามสาย ตั้งแต่นั้นมาการอยู่ในโรงเรียน ตั้งแต่ประถมจนจบ ม.6 ก็ผูกพันกับเสียงตามสายของโรงเรียนมาโดยตลอด ที่เสียงตามสายโรงเรียนทำให้เราฝึกพูด ฝึกการอ่าน และการใช้ภาษาไทย ทั้งการใช้ที่ถูกต้องและการเกลาภาษาให้สละสลวย มีโอกาสได้ไปอบรมเยาวชนอ่านข่าว (ของช่อง 11) ไปทำหนังสือพิมพ์เยาวชน (ผู้สื่อข่าวกะทิข้น) จัดรายการวิทยุ (ของโรงเรียน ที่ไปร่วมกับวิทยุชุมชน) ไปประกวดแข่งพูดในวันไปรษณีย์สากล (ได้รางวัลชมเชยมาด้วย ^^) หลังๆ ก็ไปต่อยอดกับสโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ (แต่หลังๆ ไม่ได้ไปเพราะไม่มีเวลาแล้ว หลังจากเข้ามหาวิทยาลัย) ส่วนนี้เลยทำให้พูดได้แคล่วคล่อง มีบุคลิกภาพที่ดี  (แต่บางทีก็อาจจะปากไวปากเสียไปบ้าง – -“)

ย้อนกลับไปเรื่องความฝัน…เคยจำได้ว่าตอนเด็กอยากเป็นครูมาก (ถึงขนาดให้คุณป้ามานั่งฟังสอนหนังสือตอนเด็กๆ) พอโตขึ้นประมาณ ป.5 – ม.1 ดูเป็นช่วงที่เคว้งคว้าง ตอนนั้นอยากเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ (เพราะที่บ้านมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ตอนเด็กน้อย และดูเหมือนจะเป็นอะไรที่ทำเป็น) จนกระทั่งชีวิตเริ่มพลิกผันตอน ม.1 เทอม 2 เมื่อวันเลือกชมรม

ตอน ม.1 เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขกับการเรียนวิทยาศาสตร์มาก เพราะครูที่สอนวิทยาศาสตร์ (Refer ชื่อเลย ครูณัฐนรี ไทยาภิรมย์) ให้ทำ Lab เกือบทุกคาบ (สิ่งที่ทำหลังจากทำ lab คือต้องรีบเขียน report lab ส่งแข่งกับเพื่อน – -“) ตอนเทอม 1 ที่จำความได้ เข้าชมรม “คณิตศาสตร์แสนสนุก” ของครูแกม (ครูรัตนาภรณ์ วงค์ชัย) ที่มีสมาชิก 2 คน ! (เกือบโดนยุบชมรมแล้วไหมล่ะ)

**จำได้ว่าตอนนั้น Pk.Mac เข้าชมรมมายากลเคมี แล้วก็บ่นๆ อุบว่าอะไรกันเนี่ยย.. ตอนแรกนึกว่าจะได้ทดลอง แต่ต้องไปหา lab มาพรีเซนต์ซะงั้น 5555 (แอบพาดพิงเล็กน้อย)

พอเทอม 2 ก็มีการเลือกชมรมใหม่อีกรอบ ชะตาชีวิตพัดให้ไปอยู่ชมรม “คลีนิคทักษะวิทยาศาสตร์” ด้วยชื่อที่น่าสนใจมาก เราจึงเลือกชมรมนี้ ปรากฏว่าเมื่อเข้าชมรมนี้ก็ถึงขั้นตกใจ เพราะทั้งชมรมมีแต่พี่ ม.ปลาย (มี ม.ต้นอยู่สามคนแค่นั้นเอง คือ เรา กอล์ฟ และกาญจน์ (ปัจจุบันเป็นว่าที่ตำรวจแล้ว)  เมื่อก่อนสมัยตอน ม.1-2 คาบชมรมจะเข้าชมรมกันทั้งโรงเรียน))ด้วยความเป็นเด็กที่สุดก็จะได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษจากครูนงลักษณ์ เล็กศิริ (ครูนภ) ต้องบอกว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ได้รับโอกาสพิเศษมาก ๆ เพราะเราได้หยิบจับสารเคมีที่ดูน่ากลัว อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ประหลาดๆ กล้องจุลทรรศน์แบบไฟฟ้า (ซึ่งปกติห้อง lab ม.ต้นเป็นกล้องที่แสงเข้าด้วยกระจกแค่นั้นเอง – -) มีผ่าด้วง ดู anatomy เราก็รู้สึกตื่นเต้นมากในวัยเด็ก เวลาเข้าชมรมเราจะได้รับตราปั๊มและลายเซ็น เมื่อครบก็จะได้เกียรติบัตร (ของแค่นี้ล่อตาล่อให้เราอยากได้ !) ช่วงปิดเทอม summer เลยใช้เวลาหลังตอนเที่ยงไปทำ lab เพิ่มเติม (เพื่อหวังเกียรติบัตร 5555+) จากแลปเคมี และฟิสิกส์ ตอนนั้นเริ่มใช้ปิเปตครั้งแรกตื่นเต้นมาก ^^ และด้วยหวังเกียรติบัตร (โลภเนอะ) ก็เลยไปทำกิจกรรมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ด้วย (อยู่อะไรมั่งก็ไม่รู้ จำไม่ได้ละ 555) ชีวิตช่วงนั้นเลยจะคลุกคลีและชอบทางวิทยาศาสตร์มากเลยทีเดียว !

(ลืมโม้ไปเรื่องนึง ตอน ป.6 ก็ได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไปประกวดด้วยนะ เพื่อนร่วมทีมเราตอนนั้น ตอนนี้เป็นดาราหนังและนักร้องที่ดังไปแล้วว :P)

จุดหักเหจริงๆ มาอยู่ที่ตอน ม.3 ช่วงปิดเทอมก็รู้สึกชีวิตว่างๆ เลยคุยกับชัยวัฒน์ใน MSN (สมัยนั้น) ก็ชวนไปเรียนคณิตศาสตร์ที่บ้าน ม.อินทร์ส่ง (เป็นครูเก่าที่เกษียณไปนานแล้ว และสอนในราคาที่ไม่แพงเลย) ก็เลยไปเรียน เริ่มสนุกกับคณิตศาสตร์ ตอน ม.3 (ที่ทุกคนขู่กันไว้ว่า คณิตศาสตร์ ม.3 ปราบเซียนมาก นำทีมโดย ม.เสรี กิจสวัสดิ์ไพบูลย์) ด้วยความที่ถูกขู่ไว้ ก็ยิ่งลุยๆ (ม.3 เรียนคณิตศาสตร์กับครู CN’ Pink Surround จ้าาา) ตอน ม.3 ทำให้เราเห็นคณิตศาสตร์ในมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้น (เพราะไปนั่งเรียนฟรีตอนเช้า ที่ ม.เสรีเปิดสอน) ประกอบกับตอนนั้นรุ่นพี่ที่โรงเรียน (พี่ศรัณย์ อาฮูยา) ไปได้เกียรติคุณประกาศ IMO ตอนปี 2546 ทำให้เริ่มอยากไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า (บ้าง) ทำให้เบนความสนใจจากวิทยาศาสตร์มาทางคณิตศาสตร์ก็ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

ชีวิตตอนนั้น ได้ยินโครงการ พสวท. มาบ้าง (แต่เนื่องจากถ้าอยู่ พสวท. ต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่ รร.ยุพราช) แต่ตอนนั้นไม่สนใจ ตอนนั้นไม่รู้จักโรงเรียนมหิดลวิทย์ รู้จักแต่เตรียมอุดมฯ เป้าหมายชีวิตอย่างนึงคือความอยากไปเรียนที่เตรียมอุดม แต่ที่บ้านก้ไม่อนุญาต..ก็เลยต้องอยู่ที่เชียงใหม่ต่อไป

ช่วงกำลังจะขึ้น ม.4 ได้ข่าวมาว่า Gifted ที่โรงเรียนจะเปิดรุ่นแรก ปีนั้นเปิด 3 กิ๊ฟ คือ ไทย คณิต และอังกฤษ ด้วยความคิดว่าคณิตเราไม่เจ๋งพอ กลัวสอบไม่ติด แต่เราพอจะมีความสามารถทางภาษาไทยอยู่บ้าง เลยสมัครกิ๊ฟเต็ดไทยไว้เลย พอถึงวันสอบปรากฏว่า คนสมัครกิ๊ฟเต็ดไทยมีน้อยมาก เปิดไม่ได้ จึงถูก transfer ให้เลือกสอบอันอื่นแทน ณ ตอนนั้นเลยเลือกสอบ Gifted คณิตแทน (จะติดไหม) สรุปว่าก็ติดแฮะ ! (ปีนั้นรับ 40 คนแหนะ ฮาๆ แต่สุดท้ายออกกันไปจนเหลือจนจบโครงการก็ 13 คน – -“) ชีวิตเลยเริ่มเจอคณิตศาสตร์ที่เริ่มหนักหน่วงขึ้น

กิ๊ฟเต็ดสมัยนั้นมีวิชาเพิ่มพูนประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ วันศุกร์สองคาบสุดท้าย เรียนร่วมกับเพื่อนๆโรงเรียนเครือข่าย สัปดาห์เว้นสัปดาห์ เริ่มเรียนด้วยวิชาระเบียบวิธีการพิสูจน์ อำนวยการสอนโดย ศ.ดร.สมพงษ์ ธรรมพงษา และคณะ (ตอนนั้นบอกตรงๆว่าไม่รู้เรื่อง !) ปีนั้นที่โรงเรียนเป็นปีที่หลักสูตรคณิตศาสตร์แปลกที่สุดเท่าที่เคยเจอมาแล้ว (ไม่คิดว่าจะเจอตอนนั้น และไม่รู้ว่าตอนนั้นทำไมครูจัดแบบนั้นได้ ?!?) ปลายเทอม 1 ก็สอบค่าย สอวน. แล้วก็ติดค่าย 1 ความฝันไปสู่ดวงดาวเริ่มมาแล้ว 🙂 แต่ด้วยความอ่อนหัด (ตั้งแต่เยาว์วัย ถึงทุกวันนี้?) ก็กลายเป็นดาวหางที่ตกลงไปจากค่าย 1 (5555+)

โครงการ Gifted เอง เวลานั้นบอกได้ตามตรงว่า ทำให้เรามุ่งมาเรียนทางภาควิชาคณิตศาสตร์ (แทนที่จะเบนไปทางสายการสอน : อันนี้พ่อ Induce ด้วยว่า ป.ตรีน่าจะเรียนทาง science ให้ logic ดีๆ ก่อน ซึ่งมาดูตอนนี้มันก็จริง!) ช่วงเวลานั้นได้เรียนรู้อะไรเยอะพอสมควร มีการแกะเปเปอร์จาก Mathematics magazine ด้วย ! บรรยากาศคล้ายกับวิชาสัมมนาตอนนี้ (แต่ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่หรอกนะ) การได้เจอกับอาจารย์ผู้มีความรู้ ทำให้เราเห็นอะไรที่กว้างขึ้น และดูจะมีประโยชน์มากเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย

เป้าหมายการเลือกมหาวิทยาลัยตอนนั้น คิดถึงที่ ภาควิชาคณิต จุฬา (เทรนตอนนั้นไปจุฬา เพราะ Noomnim Chaidee เพิ่งสอบติดที่จุฬา) ก็ตั้งเป้าไว้เรื่อยๆ จนกระทั่ง….

สมัครค่ายฝึกวิจัยทางวิทยาศาสตร์ภาคฤดูร้อน สำหรับเยาวชนภาคเหนือ ครั้งที่ 25 (Science Camp)มีพี่ประธานค่ายคือ พี่ก้อง และพี่วิชาการคือพี่โจ (ที่รู้จักกับขวัญ ในค่ายนี้แหละ ฮิฮิ) ค่ายนี้ประชาสัมพันธ์โดยครูสุนิสา จินะชิต และส่งใบสมัครวันสุดท้ายของกำหนดส่งใบสมัคร – -” (ที่จำได้อีกอย่างคือ วันที่แนะแนวของ ม.ช. เราไปดูงานที่คณะวิทย์ด้วย ปรากฏว่าแอบไปถามพี่หทัย ที่ตอนนั้นเป็นพี่สโมเรื่อง scicamp นี้ด้วย ^^)  ค่ายนี้ทำให้เรารู้ว่าที่เชียงใหม่ คณะวิทยาศาสตร์ก็มีดีเหมือนกัน ด้วยบรรยากาศค่ายที่อบอุ่นทำให้เราเลือกที่จะสอบโครงการพิเศษของคณะวิทยาศาสตร์ ม.ช. แทน และตัดสินใจเลือกเรียน (ทั้งๆที่สอบได้แค่ วพ. ไม่ได้ทุนในตอนแรก) คำถามในห้องสัมภาษณ์โดย อ.มัลลิกาคือ คะแนนไม่ถึงทุนนะ ได้แค่ วพ. เอาไหม? คำตอบที่ตอบไปตอนนั้นคือ เอา ครับ ! รวมถึงคำถามน่ากลัวๆเช่น”เคยไหม สอบได้คะแนนน้อยขนาดนี้” (ตอนนั้นกลัวป้า 55555) เรียนคณิตชอบอะไร ตอนนั้นตอบว่าชอบพวก พีชคณิต พวกสมการ แล้วก็เจอคำถามต่อว่า แล้ว DE เป็นสมการพีชคณิตไหม ? เงิบเลยตอนนั้น 555555 ด้วยการมีที่เรียนตอนนั้นทำให้เป็นคนแรกที่มีที่เรียนของชั้น ม.6 (เพราะประกาศผลก็สิ้นเดือนพฤษภาคม สัมภาษณ์เดือนมิถุนา ประกาศผลปลายเดือนมิถุนา เซ็นสัญญาเดือนกันยา)

ด้วยความที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่เรียน ทำให้เราเริ่มมองหาอะไรทำ สิ่งที่เคยสมัครไปตอน ม.4 คือโครงการ JSTPตอนนั้นสมัครไปตอน ม.4 ติดรอบสัมภาษณ์ แต่ไม่ผ่าน (JSTP8) (เพราะสมัครสาย Bio)[note นิดหน่อยว่า ตอนแรกๆชอบเรียน bio มาก จนกระทั่งเจอเรื่อง Phylum ตอน ม.4 เทอม 2 เกรด bio ร่วงลงมาเหลือที่ 2 โลด ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็พยายามหนีหน้าออกมาจาก bio] รอบนี้เลยดูจุดอ่อนของครั้งก่อน และสมัครในสายคณิตศาสตร์ ด้วยการอยู่ Gifted และค่ายโอลิมปิกที่เจอ อ.จินตนา (ตอนนั้นเห็นรายชื่อใน list ของ mentor ในเว็บ) เลยคุยกับอาจารย์หาหัวเรื่องที่น่าสนใจ ปรากฎว่า ณ ตอนนั้นได้หัวเรื่อง “สมบัติทางพีชคณิตบางประการของ O(Zn)” ซึ่งเป็นงาน Algebra! (ตอนนั้นยังไม่เห็นความงามเท่าไหร่ เลยทำๆไปเรื่อยๆ จนเพิ่งมาเจอความงามที่น่าสะพรึงกลัวของ Algebra ตอนปี 3 เป็นต้นมา และทำให้พยายามจะลาขาดในที่สุด) สัมภาษณ์โครงการ JSTP10 ก็พบกับคณาจารย์จากจุฬา นำทีมโดย ศ.ดร.กฤษณะ เนียมมณี, รศ.ดร.ไพศาล นาคมหาชลาสินธุ์, ผศ.ดร.ณัฐพันธ์ กิติสิน และอื่นๆ ก็ผ่านเข้าโครงการ ทำวิจัย 1 ปี

ช่วงที่อยู่ในโครงการ JSTP เองทำให้เห็นว่าการเรียนทางนี้เราต้องทำวิจัย (ได้มุมมองเพิ่มขึ้นนอกจากการจะเรียนคณะวิทย์เพื่อสอนหนังสืออย่างเดียว) ที่จำได้คือค่าย 2 โดย รศ.ดร.พิเชษ ยิงในค่าย (และก็โดนยิงต่อตอนมาเรียน ป.โทที่จุฬาจนต้อง W Topology 55555555+) และค่าย 3 พบกับ ผศ.ดร.วัชรินทร์ วิชิรมาลา (ซึ่งตอนนี้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ป.โท!!!! โลกกลมมากจริงๆ ^_^)

จบ JSTP10 ถึงแม้จะไม่ได้ระยะยาว (แอบเฟลเบาๆ) แต่ปีนั้นเป็นปีที่ พสวท. ปี 1 ว่างลง 3 ตำแหน่ง ด้วยการนี้จึงไม่รอช้าที่จะสมัครและเข้า พสวท.ทดแทน… ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า พสวท. ให้อะไรบ้าง (เพราะมากมายเหลือเกิน) เส้นทางชีวิตก็เดินทางมาจนถึงปัจจุบันนี้…..

 

คำถาม 1. บทความนี้ให้อะไรแก่ผู้อ่านนอกจากการโว – -“

สิ่งที่อยากให้เห็นคือ วัยมัธยมเป็นวัยที่สำคัญ การได้รับ inspiration จากอะไรบางอย่างที่เหมาะสม และจังหวะชีวิต (อันนี้แล้วแต่ความบังเอิญ) จะทำให้ชีวิตเรามีเป้าหมาย และมีคุณค่าที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างในอนาคต จึงสำคัญมากกับการให้แรงบันดาลใจกับเด็กๆ ในสิ่งที่เขาชอบ…

คำถาม 2. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะย้อนตรงไหนไหม อย่างไร

ถ้าถามคำถามนี้ มันก็มีหลายอย่างที่ว่า ถ้าย้อนกลับไปแล้วก็อยากทำอะไรหลายๆอย่างให้ดีกว่าเดิม แต่ตอนนี้มามอง สิ่งที่เราทำพลาด ก็มาเป็นสิ่งที่เราจะไม่ก้าวซ้ำในครั้งต่อๆไป…เรื่อง พสวท. เองเคยแอบถามตัวเองหลายๆ ครั้งว่า เราคิดถูกไหมที่ให้ พสวท. ผูกมัดเรา ซึ่งในบางอารมณ์ก็ขัดแย้งในใจว่าเราอยากเป็นแค่ครูทีสอนหนังสือธรรมดาๆ แค่นั้นเอง…แต่เมื่อเรามองประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะได้รับ และสร้างสิ่งสร้างสรรค์ให้สังคม มันก็มหาศาลเหมือนกันนะ (และทำให้เราเห็นว่าตัวเราเองในอนาคตก็อาจจะพอมีพลังเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย)

ท้ายสุดก็ต้องขอบคุณคุณครู อาจารย์ ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ช่วยจุดประกายชีวิตมาถึงทุกวันนี้ครับ

 

ชีวิตเดินไปข้างหน้า มองกลับหลังได้บ้างเมื่อคิดถึง…

สิ่งที่พลาดไปก็จะช่วยให้เราไม่ทำมันพลาดอีกในอนาคต….

 

ลองคิดเล่นๆท่าจะสนุกว่า ถ้าเราเปลี่ยนอะไรในอดีต จะทำให้ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างไร 😉

DPST Summer Camp 2010

:: อารมณ์ตอนสมัครไปเป็น Staff
อยากไป น่าสนุกจริงอะไรจริง
ถึงเราไม่ได้เป็น พสวท. ตั้งแต่ ม.ปลาย แต่ก็อยากมีส่วนร่วมกับทุนนี้บ้าง

:: อารมณ์ก่อนค่าย
เฮ่อ เพิ่งเสร็จอะตอมเกมส์
อยากพักยาวๆๆๆๆ
ขี้เกียจไปแล้วววว สละสิทธิ์ไม่ทันแล้วสินะ
(ช่วงที่กำลังใจในการทำอะไรทุกอย่าง ดับวูบ ขอให้อยากได้พักอย่างเดียว)

:: อารมณ์หลังค่าย
คิดถูกแล้วที่ไปค่าย พสวท.!

เพราะว่า…สิ่งที่ได้รับจากค่าย พสวท. มันมากๆจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นของฟรี กินอิ่ม (ฮี่ๆ 😛 ) แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ !

กลับมาจากค่ายนี้ สิ่งที่ได้มากกว่าคือ ความผูกพันกับ พสวท. มากๆ
ตั้งแต่ที่พี่บัณฑิตมาเป็นพี่ค่าย (ว้าวๆ) และสร้างความอบอุ่น
บรรยากาศในการทำงานในค่าย เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้องๆ พี่เลี้ยงค่าย พสวท. ทุกคน
ความเป็นกันเองของพี่บัณฑิต
ได้เห็นความสามารถของน้องๆ พสวท. อนาคตของชาติ
หรืออื่น ๆ ที่บอกไม่ถูก
ได้ความรู้สึกว่า พอเราจบมา เราต้องยืนในจุดนั้น (พี่บัณฑิต) ให้ได้!

ที่สำคัญที่สุด !
ช่วยเติมไฟของเราที่เคยมอดๆ จนเกือบจะดับลงไป
รู้ไหมว่าก่อนจะมาค่ายนี้ ช่วงก่อนอะตอมเกมส์ หลังเกรดออกใหม่ๆ
เคยท้อใจจนมาคิดว่า ทำไมเรากระโดดมารับทุน พสวท. ตอนปี 2
รู้งี้เราไปหาทุนอื่นตอน ป.โท หรือย้ายไปเรียนในสายศึกษาศาสตร์เลย

แต่จากการไปค่าย
จากการเห็นพี่ๆ บัณฑิต น้องๆ ม.4-5 จาก English Presentation
มันช่วยทำให้ไฟในการเรียน การวิจัย การขวนขวายหาความรู้ ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
และทำให้มั่นใจว่า "คิดถูกแล้วที่รับทุนนี้"
และช่วยทำให้มั่นใจว่า อนาคตต่อไปในปี 4 ก็จะมั่นคงในเป้าหมายของตัวเองได้แล้ว

 

ขอบคุณ พสวท.
DPST Forever

TKY_7385

มหากาพย์ Atom Games

จุดเริ่มต้นของงานนี้ อยู่วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2552 เป็นภาวะที่มีปัญหาอะไรต่อมิอะ ไรเยอะแยะไปหมด
สุดท้ายก็รับเป็น Head งานนี้ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง
ทั้งๆที่ไม่เคยไปอะตอมเกมส์มา ก่อน

เริ่มต้นงานนี้ที่ 0.5 (ยังไม่ 0 ดีนัก) กับข้อมูลที่มีอยู่กำมือนึง มีคนให้ข้อมูลอยู่คนนึง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้มันก็กะปริดกะปรอย ได้ข้อมูลไม่เต็มที่ เหมือนผู้ให้ไม่อยากจะให้เท่าไหร่
ต้องค่อย ๆ เก็บข้อมูลมาเรื่อย ๆ จนข้อมูลต่าง ๆตกผลึก ก็ไม่ได้ข้อมูลเพิ่มอีกแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม…เค้าก็ยังคง รักษาข้อมูลงานอีกส่วน (ที่สำคัญไว้) กับตัวเอง

ทำงานไปเรื่อยๆ เริ่มแบ่งฝ่าย เริ่มดึงคนทำงานมาเป็น Head ฝ่ายต่าง ๆ
เริ่มวางโครงกิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นก็เริ่มประชุมการจัดอะตอมเกมส์ ครั้งที่ 1
ไม่รู้จะอะไรกันนักกันหนา เีถียงกันทำไม สุดท้ายก็กลับมาเหมือนกับตอนเสนอตอนเริ่มเถียง
ปัญหามากที่สุดอยู่ที่ เราไม่รู้ข้อมูลที่สำคัญที่สุด เพราะมีผู้รักษาข้อมูลไว้ แต่จัดการข้อมูลไม่ค่อยมีประสิทธิ ภาพ

ทำงานกันไป วางแผนกันไป จนถึงการประชุมครั้งที่ 2 รายละเอียดต่างๆก็เริ่มชัดเจน ขึ้น
เริ่มมีสมาชิก Staff เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมแล้วล่ะ
แต่งวดนี้ สู้กับศึกภายนอกไม่พอ ยังต้องมาสู้กับคนในที่สร้างเรื่องกับคนภายนอกอีก
อาจเป็นเพราะคนเราสูญเสียอำนา จที่กำไว้ในมือมั้ง เลยคิดที่จะทำลายฝั่งตรงข้าม
สุดท้ายมันก็ไม่ต่างอะไรกับการ เมืองเฮงซวยของประเทศไทยในตอน นี้
ปัญหามากที่สุดก็อยู่ที่ Paragaph ด้านบนเหมือนเดิม….

เตรียมงาน ติดต่อกับฝ่ายต่าง ติดต่อประสานภายใน – นอก จนถึงประชุมครั้งที่ 3 งวดนี้ OK ดี ไม่มีปัญหา
ปัญหาที่รุนแรงก็ไม่มี

หลังจากประชุมครั้งที่ 3 หลังสอบไฟนอล ก็ลุยงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน อาทิ ทำ ID Card สั่งทำสูจิบัตร ซื้อของต่าง ๆ ติดต่องานในกรณีที่ติดต่อไว้แล้วไม่ได้ Staff ในฝ่ายก็เพิ่มพูนมากขึ้น คนเก็บข้อมูลก็ห่างไกลกันเสียแล้ว ไม่เหลืออะไรไว้ให้คนแถวนี้ทำต่อ ที่สำคัญคือฝากปัญหากองมหึมาเอาไว้ให้ต้องแก้ในวันจริง
เตรียมงานต่าง ๆเหนื่อยมากมาย เริ่มต้นวันลงทะเบียน
ขอโทษทุกคนด้วยที่ไม่อยู่วันที่ 19 มีนาคม เพราะภารกิจสำคัญจริงๆ

กลับมา ก็ทำงานประสานงานไปเรื่อยๆ บางทีเดินดูว่าอะไรยังขาดตกไปบ้างอะไรบ้าง
บางทีก็มานั่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างไม่คาดคิด
เช่น…วางระบบไว้อยู่แล้ว มายุ่งกับระบบจนสุดท้ายทั้งระบบก็รวนไปทั้งงาน จนแก้อะไรลำบาก
เช่น…ปั่นป่วนเกิ๊น จนมีเรื่องมีราว (อันนี้บ่นน้อยหน่อย พอขำๆ)
แต่จะว่าไป เราไม่ห่วงงานฝ่ายต่าง ๆ เลยเพราะ ทุกฝ่ายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ตามหน้าที่ของตัวเอง
เป็นความประทับใจในการทำงานคณะ ครั้งแรก
เพราะทุกฝ่ายทำงานเต็มหน้าที่ คนทำงานพอดีกับงาน (ไม่มากไป ไม่น้อยไป)

ถ้าตัดเกรดในงานนี้ ขอตัดเกรดให้ B+
ถึงคนอื่น คนนอก อาจจะคิดว่างานนี้ห่วยกว่าที่ไหนๆที่จัดมาก็เถอะ
แต่เพราะทุกฝ่ายพยายามเต็มที่แล้ว
ที่ไม่ให้ A เพราะ….คนที่เก็บรวบรวมข้อมูลสร้างความปั่นป่วน สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรรม การ สนาม หรืออื่น ๆ ก็รวนไปหมด…… ไม่เข้าใจว่าเวลาถามอะไรทำไมต้องชักสีหน้าใส่กันด้วย ?!?

ในที่สุดอะตอมเกมส์ ก็ผ่านไป
งานหลักๆ งานสุดท้ายที่จะทำในงานคณะวิทยาศาสตร์
ก่อนที่จะปล่อยให้น้องรุ่นถัดไป ได้ทำงาน

จบงานนี้ไป ได้อะไรมากกว่าที่คิด
ได้ประสานงานอะไรหลายอย่าง ทั้งบนดิน และใต้ดิน (ขอบคุณพี่ลาวัลย์ พี่อัม พี่พนมที่ช่วยโดยตลอดนะครับ)
ได้ว่า เกรดลด (มัวแต่คิดแต่ทำจนบางทีไม่ได้ทำการบ้าน)
ได้ฝึกความอดทน ความกดดัน ไม่ว่าจะโดนใครด่ายังไง สุดท้ายในฐานะเ้จ้าภาพ ก็ต้องนิ่งเงียบ และก้มหน้ารับกรรมต่อไป (เพราะว่าเจ้าภาพอาจเปรียบเสมือนอะไรสักอย่างที่ มีอะไรดี ไม่ค่อยมีใครเห็น พอพลาดมาหน่อยก็…ใส่ไม่ยั้ง)
ได้รู้จักกับคนอื่น ๆ ม.อื่น ๆ อีกมากมาย

งานนี้มีหลายอย่างที่คิดไว้ผิด พลาดหลายอย่าง ยังดีที่อะไรก็แก้ไขได้บ้าง
………………………………………..
โหมดนี้ขอบ่นแรงๆ…..รับไม่ได้ ไม่ต้องอ่าน เฮอะ :@

– "หอพักห่วย" แก้อะไรให้ไม่ได้ ขอตังหน่อยสักร้อยล้าน จะสร้างหอให้ เครื่องนอนเชียงใหม่ก็มีไม่พอ แก้ทุกวิถึทางแล้ว
– "ที Bonding Game ยังเ่ช่าพัดลมมาให้ได้เลย" ที่นี่เชียงใหม่ ไม่มีที่ไหนที่มีพัดลมให้เช่า จำนวนมหาศาลหรอก
– "จัดงานห่วยมาก", "ที่นู่นมีรถไฟฟ้าถึงเที่ยงคืน น้ำไม่มีปิดเที่ยงคืนแบบนี้" มาจัดเองเลยป๊ะ อย่าดีแต่พูด ทีตอนให้เลือกเจ้าภาพครั้งต่อๆ ไป ไม่มีใครรับสักคน เกี่ยงกันไปกันมา เลวร้ายที่สุดคือ จะถอนตัวถ้าต้องเป็นเจ้าภาพ นี่หรือ Spirit
– "กีฬาไม่เป็นกลาง" คนเราคิดต่างกัน
– "ขันโตกเอาอาหารถูก ๆ ให้กิน ละหาเงินเข้าสโม สมเพชสิ้นดี" พูดอะไรไม่มีข้อมูล มโนไปเอง น่าสมเพชยิ่งกว่า ยิ่งอยู่คณะวิทยาศาสตร์ด้วย คิดอะไรไม่มีเหตุผล มันช่างน่าอับอายยิ่งนัก!
– "สนามมีฝุ่นเยอะ" อันนี้แก้ไม่ได้จริงๆ ราดน้ำที่สนามไม่ได้เพราะมหาวิทยาลัยไม่อนุญาต แก้ได้เท่านี้แหละ
– "สวัสดิการกับพยาบาลไม่พอ" อันนี้ขอโทษจริงๆ /|\ กะอะไรผิดไปบ้างก็ขอโทษมาด้วยละ กันครับ
บ่นข้อสุดท้าย
ทำงานช่วยกรุณารับผิดชอบกันได้ ไหม ได้แต่ เอา เอา เอา แต่เวลาเราขอบ้าง เคยส่งอะไรให้เราได้ตามเวลาบ้างไหม? พอเตรียมอะไรไม่ทันก็ ด่า ด่า ด่า เหนื่อยจริงๆ

…………………………………………
กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณ
– อาจารย์เน็ต อาจารย์บู อาจารย์หน่วยกิจฯทุกท่าน ที่ให้คำปรึกษาโดยตลอด
– พี่ลาวัลย์ (เป็นพิเศษ) พี่อัม พี่พนม ที่ช่วยให้คำปรึกษาพวกเอกสาร การประสานงาน หรือประสานงานกับส่วนอื่น ๆ จนทำให้งานผ่านไปได้โดยลุล่วง
– พี่โจ พี่ป๊อป ถึงแม้พี่ๆจะนำงานอะตอมเกมส์มาสู่พวกเรา แต่พี่ๆก็ไม่ได้ทอดทิ้งเราไปเลย มาช่วยดูแลเราเสมอ ถ้่าไม่ได้พี่โจ พี่ป๊อป อะไรหลายๆอย่างคงเลวร้ายไปกว่า นี้แน่
– พี่อ้อม ถึงแม้ปีที่ผ่านมาพวกเราจะมีปัญหาอุปสรรคมากมาย แต่ก็ช่วยกันแก้ ฝ่าฟันไปได้ ขอบคุณที่อดทนกับผมนะครับ (บางทีผมอาจจะรุงรังจนทำให้พี่อ้อมอึดอัดใจบ้างก็ตามเถอะ)
– พี่แม๊ก ฝ่าย Mascot ที่ช่วยประสานงานในช่วงวันงาน อาทิ ใส่ Mascot คุมวอแทนนัตจัง (ไม่มาทำงาน เชอะ) โทรหา U อื่น ๆ และอื่น ๆ
– พี่ภู น้องหญิง ที่ช่วยดูเรื่องกีฬาให้จนลุล่วงไปด้วยดี (ถึงแม้มีปัญหาอยู่มากจากที่เล่าไปข้างบน)
– พี่บ่าย ขอบคุณจริงๆครับที่ช่วยคิด วางแผนงานกิจกรรมสัมพันธ์ทั้งหมด ไม่ได้พี่บ่ายนี่คงยุ่งแน่ๆ
– พัดชา พลอย มินท์ ชะเอม จอย เอกซ์ เกด ที่ช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยกันแก้ปัญหา ถึงแม้จะโดนรุมบ้าง 5555+ แต่ก็รักมากมาย
– น้้องอิ๋ง โบ๊ท ต้อยติ่ง ภา แต๊ๆ น้องๆคอมปี 2 ภู่ (เลขาส่วนตัว 555+) ดีน ตะวัน มิว แก๊ป อื่น ๆ ที่ช่วย run งาน ช่วยคิดอะไรมากมาย
– ประสาน U ทุกท่านที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน
– น้องฝ่ายทุกคนที่ช่วยกันทำงานอย่าง ขะมักเขม้น น้องปี 1 ที่มาแสดงภาคสนาม ซ้อมการแสดงแสตนด์ โดยเฉพาะน้องฝ่ายสถานที่ปี 1 สู้ๆนะครับ ^^
– Staff กีฬาที่ทำงานกันอย่างหนัก จนทำให้งานนี้ผ่านไปได้ (ถึงขลุกขลักบ้างแต่ก็ OK นะ)
– คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง ณ ทีนี้

ขอบคุณจริงๆ จากใจครับ ^^’

Doi Suthep Games

เอา (เนื้อ) เพลงมาแปะไว้
เด๋วเพลงจริงๆ จะอัพอีกที (ถ้าเกิดเสร็จสมบูรณ์แล้วนะ อิอิ)

เนื้อร้อง – ทำนอง โดย กฤษดา ชัยมณีวงศ์ (บอล Bio’50)

ถิ่นสวรรค์ มช. ณ เชียงใหม่
ดอยสุเทพเกมส์ ยินดีต้อนรับ
เทศกาลที่เราวิทย์ ได้เจอกัน
อยากให้เราสามัคคีกัน
ร่วมแบ่งปันวัน และ เวลา
ให้เราวิทย์ได้มาใกล้ชิด รวมดวงใจให้เป็นหนึ่ง
อะตอมเกมส์ เชียร์เข้าไปให้สุดหัวใจ แม้วันนี้เราจะ
ชนะ แพ้ ยังไง ก็ไม่สำคัญ
เพราะสุดท้ายก็วิทยาศาสตร์
ต่างความคิดสักนิดจะเป็นไร
แต่อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน
เล่นกีฬาให้ใจได้ผ่อนคลาย

Hoh…โฮะ!!!!

คำว่า “ โฮะ ” แปลว่า รวม
แกงโฮะ ก็คือการนำเอาอาหารหลาย ๆ อย่าง มารวมกัน เช่นเดียวกับ “ จับฉ่าย ” ของจีน
ในสมัยก่อน แกงโฮะ มักจะทำจากอาหารที่เหลือ หลายๆ อย่างนำมารวมกัน
โดยมีการ ปรุงรส แต่งกลิ่น ใหม่อีกครั้ง แต่ในปัจจุบัน นิยมใช้ของสดปรุงขึ้นมา หรือ นำเอาอาหารใหม่มาทำก็ได้

ที่มาของแกงโฮะ
จากการศึกษาของ อุบลรัตน์ พันธุมินทร์ ทำให้เห็นได้ว่า
แกงโฮะ อาจมาจากแกงที่มีชื่อ“ แกงฮินเล – ฮังเล ” ของพม่า
ยังอาจกล่าวได้ว่า น่าจะเกิดที่วัด เนื่องจากในเทศกาลสำคัญทางศาสนา เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา สงกรานต์ จะมีชาวบ้านนำอาหารมาถวายพระ เป็นจำนวนมาก
พระ และเณร จึงฉันไม่หมด ในสมัยก่อนนั้นยังไม่มีตู้เย็น ครั้นจะปล่อยทิ้งไว้
ก็อาจบูด เน่า เสียหาย เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง
เพราะอาหารส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านนำมาถวาย ล้วนถือว่า เป็นอาหารอย่างดี เช่น ห่อนึ่ง หมูปิ้ง หมูทอด แกงอ่อม แกงฮังเล ลาบ แคบหมู และอาจมีแกงประเภทใส่กะทิบ้าง เป็นต้น
ลูกวัดจึงนำเอาอาหารที่เหลือเหล่านี้มา ” โฮะ ” คือรวมกัน
อาจมีการเติมน้ำ แล้วเทน้ำออก เพื่อล้างความบูดออกบ้าง
จากนั้น ก็นำขึ้นตั้งไฟ หรือ ผัดในน้ำมัน เติมเกลือ น้ำปลา พริกสด หรือพริกขี้หนู
ปรุงรสตามชอบ และอาจเติมบางอย่างลงไปเพิ่มอีก เช่น วุ้นเส้น หน่อไม้
และแต่งกลิ่น โดยใส่ใบมะกรูด ตะไคร้ บ้างก็เติม ผงกะหรี่ เพื่อให้กลบกลิ่นบูด
หากเป็นการปรุงใหม่ คือเป็นการตั้งใจทำแกงโฮะขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ มิได้นำของเหลือใดๆ มาทำ จะใช้เนื้อหมูติดมัน และผักต่าง ๆ เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักตำลึง หน่อไม้ดอง วุ้นเส้น มะเขือ ใบมะกรูด

เครื่องปรุง
น้ำพริก มีพริกสด หัวหอม กระเทียม เกลือ กะปิ
โขลกเข้าด้วยกันให้ละเอียด แล้วเอากะทะตั้งน้ำมัน เอาเครื่องปรุงลงผัดกับเนื้อ
เอาผักต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ ลงผัด เติมน้ำพอสมควร เคี่ยวให้แห้งแล้ว
เอาวุ้นเส้นใส่ลงไป ชิมรส ปรุงตามชอบ โรยพริกขี้หนูและใบมะกรูด เพื่อเพิ่มความสวยงาม
และยังช่วยทำให้มีกลิ่นหอม น่ารับประทานอีกด้วย
ในอดีตเมื่อผู้เขียนยังอยู่ในวัยเยาว์ ยามเมื่อมีเทศกาลสำคัญ ๆทางพุทธศาสนา
ชาวบ้านส่วนใหญ่ ที่เป็นพุทธศาสนิกชน มักจะนิยมไปทำบุญ และนำอาหาร หวาน คาว
ไปถวายพระที่วัด ( เรียกว่า ตานขันข้าว ) กันเป็นจำนวนมาก
หลังจากเสร็จพิธีทางศาสนาแล้ว พระกับลูกวัด จะนำเอาอาหารที่ชาวบ้านนำมาถวาย
มาปรุงรวมกันเป็นแกงโฮะ แล้วแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน ที่มาร่วมทำบุญกันทุกคน
แกงโฮะวัด ถือว่าเป็นสุดยอดของ แกงโฮะเลยก็ว่าได้ เนื่องจากวัสดุในการนำมาปรุง ล้วนแต่เป็นอาหารดี ๆ อร่อยน่ารับประทาน ทั้งสิ้น
แกงโฮะที่เหลือบางส่วน จะถูกนำไปกรอกใส่ในกระบอกไม้ไผ่บ้าง น้ำต้น ( คนโฑ )บ้าง
ปิดปากให้แน่น แล้วนำไปฝังดิน หรือเก็บไว้ในที่ ๆ ปลอดภัย
อาจเก็บไว้ได้นานหลายเดือน ยามขาดแคลนอาหาร สามารถนำเอามาอุ่นรับประทานได้ ถือเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณล้านนา ในการถนอมอาหาร ที่น่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่ง
เรียบเรียงจาก: ล้านนาคดี

 

เหตุผลที่เอาเรื่องนี้มาพูดวันนี้เพราะว่า

วันนี้มีการประชุมคณะทำงาน Atom Game พร้อมกับการสัมมนาสโม
Topic หนึ่งที่พูดคือ…Vote ชื่อ Mascot กัน ตอนแรกเสนอกันไปดังนี้…

หลินปิง นำชัย พลายแก้ว อิงดอย ลำไย
น้องสุเทพ ขันโตก ฮังเล ไส้อั่ว จ๊างน้อย
น้ำปิง อ่างแก้ว โฮะ

รอบแรกตัดชื่อออกให้เหลือ 5 ชื่อ

เราตัด หลินปิง ออกเพราะ…ซ้ำกับแพนด้า
ตัด พลายแก้วออก เพราะฟังดูทะแม่งๆ
ตัด ลำไย ขันโตก ฮังเล ไส้อั่ว ออกเพราะมันเป็นของกินที่ฟังดูทะแม่งๆ (แล้วโฮะไม่แม่งกว่าหรอ)
ตัด จ๊างน้อยออก เพราะ…อะไรไม่รู้ 555+
ตัด น้องสุเทพ ออก เพราะเด๋วเสื้อแดงจะมาบุก ATG 555+

เหลือชื่อเข้าชิง 5 ชื่อสุดท้าย…พร้อมความหมาย

1. นำชัย เป็นสัญลักษณ์ที่นำชัยชนะมายังการแข่งขัน
2. อิงดอย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ
3. น้ำปิง แม่น้ำปิงเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงใหม่
4. อ่างแก้ว อ่างเก็บน้ำหลักของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5. โฮะ อาหารพื้นเมืองของภาคเหนือ และยังมีความหมายแปลว่า “รวม”

สุดท้ายเราก็มาโหวตลงคะแนนกัน….
ผลโหวตสรุปว่า “โฮะ” ชนะ “อิงดอย” (หรือน้ำปิงนี่แหละ สักอย่าง) ไป 1 คะแนน!!!

เรามาดูนิยามของคำว่า โฮะกันแบบหรูหรา (ออกจะตอแหลนิดนึง) กัน 555+

atg2[1]

“แกงโฮะ เป็นอาหารทางภาคเหนือที่เกิดจากการรวมเอาอาหารประเภทต่าง ๆ รวมกันและปรุงรสเพิ่มเติม จนได้อาหารประเภทใหม่ที่มีรสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้คำว่า “โฮะ” ยังมีความหมายถึงการรวมกันโดยปราศจากเงื่อนไขต่าง ๆ

เราเปรียบเทียบแกงโฮะ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “โฮะ” กับการอยู่ร่วมกันของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ร่วมการแข่งขันอะตอมเกมส์ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละมหาวิทยาลัย ย่อมมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคม เมื่ออยู่ร่วมกันโดยผ่านการแข่งขันกีฬาและกิจกรรมสัมพันธ์ เปรียบกับการปรุงรสเพิ่มเติมของแกงโฮะ ทำให้ชาววิทยาศาสตร์จาก 18 มหาวิทยาลัย สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนทัศนคติในด้านวิชาการ และด้านอื่น ๆ ต่อไป

สัญลักษณ์ช้าง แทนสัญลักษณ์ของภาคเหนือ อีกทั้งยังเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยที่ถูกใช้ในการสงคราม จะเห็นได้ว่า ช้างมีความอดทน เข้มแข็ง และ เสียสละ ซึ่งเป็นไปตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักกีฬา

คบเพลิง แสดงถึงความรุ่งโรจน์ และเป็นแสงสว่างที่จะนำนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ 18 มหาวิทยาลัยไปสู่จุดหมายปลายทาง คือ เกิดความสามัคคีระหว่างนักศึกษาแต่ละมหาวิทยาลัย และการเป็นบัณฑิตที่มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน”

เว่อร์ดีไหม ฮ่าๆๆๆๆ

 

สรุปว่า…Mascot ช้างของอะตอมเกมส์ครั้งที่ 20 นี้มีชื่อว่า “โฮะ” หรือ Hoh นั่นเอง 55555+

สัปดาห์วันวิทย์…ที่แสนจะเหนื่อย…….

วันนี้วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

คณะวิทย์ ม.ช.ก็ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ในปี 2552 นี้

ดังนั้น….มีงานเข้า มีงานเข้า มีงานเข้าาาาาา…(เสียงเพลงของหลิวอาจารียาดังแว่วมา)
แต่ก็รู้สึกว่า ง งาน มันหายไป ฮ่าๆๆๆๆ เพราะงานที่รับผิดชอบครั้งนี้มันดูน้อย (เกินไปรึเปล่า – -“)

เริ่มต้นวันนี้ พิธีเปิด ความจริงนัดกัน 8 โมงที่สโม
ด้วยการที่นอนตี 3 เมื่อคืน (ด้วยอารมณ์ที่ หลับแล้วตื่น แล้วก็หลับ = =") ก็เลย ง่วงๆ
นาฬิกาพร้อมทั้งเสียงแม่ปลุก “เจ็ดโมงๆ” แต่ตัวผมเองนั้น….ไม่ตื่น 555

สะดุ้งอีกทีก็แปดโมงแล้ววววววว O_O
รีบอาบน้ำ แต่งตัวโดยเร็ว…แล้วก็..รีบบึ่งรถมาที่ ม.ช.
วันนี้แอบเลี่ยงเส้นทาง (ปิดถนน รถติดแน่) ก็เลยไปถึงคณะเร็วหน่อย

ออกจากบ้าน 8 โมง 20 ถึงที่คณะ 8 โมง 40 พอดิบพอดี
พิธีเริ่มนิดหน่อย ก็ไม่รู้ทำอะไรก็เลยไปช่วยเค้าไปเรื่อยจนพิธีเสร็จ

หลังจากนั้น…ไม่มีงานทำ = = แต่เนื่องจากโอมมาพอดี
งานเข้าไปเข้าโอมแทน โดยการ…ตั้งโต๊ะขายสมุดคณะที่สโมเลย O_O

เวิ่นเว้อไปมา ไปดูเต็นท์มัคคุเทศก์ (งานเก่าที่เคยทำตอนปี 1) เห็นไม่มีอะไร
เลยโฉบไปดูที่ Science Show
ไปนั่งดูจนถึงสัก 11 โมง…โหๆ เด็กไทยเดี๋ยวนี้ช่างกล้าแสดงออกจริงๆ
การแสดงเด็กๆเว่อร์ได้อีก ฮ่าๆๆๆๆ

ตอนเที่ยง หาข้าวฟรี เริ่มมองลู่ทางการค้าขาย
เลยแบกสมุดไปขายที่หน้าตึก SCB1 หลังจากนั้นชีวิตก็วนเวียนกับการค้าขาย และการไปนั่งดูเค้าตอบปัญหาวิทย์
ซึ่งเราเองต้องไปเป็นพิธีกรในวันที่ 19 ทั้งวัน (ดูซิว่าจะเปนไงบ้าง)

ขายของเสร็จสรรพแล้วก็กลับ SCB2 ประมาณสามโมงครึ่ง รอรับสมุดฉีกที่เพิ่งสั่งจากโรงพิมพ์
สมุด สวยมากกก เว่อร์ได้อีก (ทำที่โรงพิมพ์นันทกานต์ เป๊ะมากๆ ขอโฆษณาไว้ให้ ณ ที่นี้)
ซึ่งเพิ่งจะสั่งพิมพ์เมื่อวันเสาร์ (เร็วโคตรๆ)

เหมือนว่าไม่ค่อยได้ทำงานเท่าไหร่ แต่ที่บ่นว่าเหนื่อยเพราะว่า….

อากาศมันร้อนนนนนนนนนนนนน

อากาศแบบอ้าวๆทำให้ถึงแม้ไม่ได้ทำงานมาก แต่มันก็เพลีย…จริงๆนะ

อาบน้ำแล้วก็ค่อยสดชื่นหน่อย ^^’

เป็นงานวันวิทย์ที่รู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้ทำงานเลย = =”