เตรียมตัวเก็บกระเป๋า ตอนพิเศษ : เคยเขียนอะไรในใบสมัครสอบ

จริงๆ ซีรีส์เตรียมตัวเก็บกระเป๋านั้น ได้จบไปชาติเศษๆ แล้ว แต่พอดีว่าไปค้นเจอไฟล์ตอนสมัครสอบทุนต่างประเทศ ซึ่งก่อนที่เราจะเขียนลงในใบสมัครด้วยมือ เราก็ได้พิมพ์ไว้ เพราะจะได้ตัดต่อ ลบ แก้ ได้สะดวกก่อนที่จะเขียนลงไป

พอกลับไปอ่านใบสมัครนี้ทีไร เราก็จะรู้สึกมีกำลังใจในการเรียน ทำวิจัยขึ้นมา เพราะเหมือนกับเราได้กลับไปดูว่า ก่อนหน้านี้เราเคยคิด ตั้งเป้าหมายอะไรไว้บ้าง และต่อจากนี้จะทำอะไรต่อไป… เลยคิดว่าเป็นประโยชน์กับตัวเอง

หมายเหตุ (สำคัญ) เนื่องจากอันนี้คือสิ่งที่เราเขียนในใบสมัคร การ copy ความคิดที่ไม่ใช่ของตนเอง คือการทำผิดจริยธรรมทางวิชาการ…

เหตุผลที่ต้องการขอรับทุน พสวท. ศึกษาต่อต่างประเทศ รวมถึงแผนการศึกษา และแผนการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยภายหลังจากสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ

ข้าพเจ้าได้รับทุน พสวท. ตั้งแต่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 วัตถุประสงค์หลักในการเลือกรับทุน พสวท. คือ ต้องการทำความฝันของตนเองให้เป็นจริง กล่าวคือการเป็นอาจารย์ เพื่อให้ความรู้แก่นักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนค้นคว้าวิจัย สร้างองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป รวมไปถึงการพัฒนาการเรียนการสอนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การศึกษาต่อในต่างประเทศจึงเป็นหนึ่งในการเพิ่มพูนประสบการณ์ ทั้งด้านการใช้ชีวิต และการเรียนรู้วิทยาการที่แปลกใหม่ และทัศนคติ ตลอดจนมุมมองต่างๆ ที่แตกต่างจากการศึกษาในประเทศ

ในด้านการวิจัย ข้าพเจ้าได้ให้ความสนใจในการทำวิจัยทางด้านเรขาคณิตเชิงคำนวณ (Computational Geometry) ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาทางเรขาคณิตด้วยการสร้างขั้นตอนวิธี ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการหาผลเฉลย โดยสร้างทฤษฎีบทในการยืนยันการแก้ปัญหา ซึ่งข้าพเจ้ามีความสนใจในการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่การทำงานค้นคว้าอิสระระดับปริญญาตรี ในการเรียนรู้ด้านนี้ ข้าพเจ้ามีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาในประเทศที่มีความโดดเด่นทางการวิจัยด้านเรขาคณิตเชิงคำนวณ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งข้าพเจ้ามีความสนใจในการนำปัญหาทางเรขาคณิตเชิงคำนวณมาช่วยแก้ปัญหาในโลกจริง เช่น การนำปัญหาทางเรขาคณิตไปตอบปัญหาทางธรรมชาติ การประยุกต์ไปใช้งานกับการวางระบบต่างๆ การแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค ฯลฯ

หลังจากที่ข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ข้าพเจ้าวางแผนที่จะปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยของรัฐในท้องถิ่นภาคเหนือ ซึ่งเป็นบ้านเกิดข้องข้าพเจ้า เพื่อทำหน้าที่เป็นอาจารย์ โดยให้บริการทางวิชาการภายในมหาวิทยาลัย สร้างองค์ความรู้ใหม่ ตอบปัญหาของชุมชนและท้องถิ่น และเผยแพร่ความรู้ทางคณิตศาสตร์สู่ชุมชนเท่าที่จะทำได้ หรืออีกแนวทางหนึ่งคือ จะปฏิบัติงานในหน่วยงานที่วางนโยบายการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของประเทศ เช่น สสวท. หรือ สวทช. เพื่อปรับปรุงและแก้ไขกระบวนการคิด และการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของประเทศ อันจะนำประเทศไทยก้าวสู่โลกสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อธิบายคุณลักษณะพิเศษในตัวท่าน เพื่อให้คณะกรรมการสอบสัมภาษณ์ทราบว่าท่านเหมาะสมที่จะเป็นผู้ได้รับคัดเลือกเป็นผู้รับทุน

จากการที่ข้าพเจ้าได้ทำกิจกรรมในระดับมหาวิทยาลัย และการปรับเปลี่ยนสถานที่เรียนในระดับปริญญาโท ทำให้ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ในการใช้ชีวิตในแง่มุมต่างๆ มากมาย ซึ่งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อในต่างประเทศ ดังนี้

การทำงานร่วมกับผู้อื่นและการประสานงานต่างๆ ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้อย่างรวดเร็ว และจากการที่ข้าพเจ้าได้มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นในหลายกิจกรรม หลายองค์กร และหลายระดับ ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การประสานงานงานกับหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนการจัดเตรียมเอกสารต่างๆ อย่างถูกต้องและเรียบร้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นในการศึกษาต่อในต่างประเทศ

ความกระตือรือร้น ใฝ่รู้ในเรื่องที่สนใจและแปลกใหม่ ข้าพเจ้ามีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้สิ่งที่แปลกใหม่ ตลอดจนเรื่องที่มีความสนใจเป็นพิเศษ ข้าพเจ้ามักจะค้นคว้าหาความรู้ ตลอดจนสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นกับผู้มีความรู้หรือมีความสนใจในด้านเดียวกัน

ความทุ่มเทและเสียสละ ในด้านการเรียน และงานที่ข้าพเจ้ามีความสนใจ ข้าพเจ้าจะให้ความทุ่มเท และให้ความสำคัญกับการทำงานชิ้นนั้นเป็นพิเศษ หรืองานที่ได้รับมอบหมายต่างๆ เช่น งานของส่วนรวม ข้าพเจ้าได้ให้ความทุ่มเทและเสียสละในการทำงาน โดยมีความตั้งใจในการทำงาน เพื่อให้งานที่ได้ทำออกมาดีที่สุดตามความสามารถ โดยแบ่งเวลาในการทำงานอย่างเหมาะสม

การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมต่างๆ หลังจากที่ข้าพเจ้าเปลี่ยนสถานศึกษา ในช่วงแรกของการเรียนระดับปริญญาโท ข้าพเจ้ามีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ดังกล่าว ข้าพเจ้าได้บทเรียนและประสบการณ์สำหรับการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า เมื่อประสบปัญหาในอนาคต ทั้งด้านการปรับตัว การเรียน ข้าพเจ้าจะสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง จากคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้น

ท่านมีความสนใจทางวิทยาศาสตร์ด้านใดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศไทย

ในมุมมองของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่า การสร้างองค์ความรู้และการนำองค์ความรู้ที่มีไปใช้ในการแก้ปัญหาในโลกจริงเป็นสิ่งที่สำคัญพอๆ กัน แนวทางที่ข้าพเจ้าสนใจในการเรียนและการทำวิจัยจึงเป็นงานวิจัยที่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ และสามารถตอบปัญหาต่างๆ ได้พร้อมๆ กัน ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยในการแก้ปัญหาต่างๆ มากมาย ตลอดจนเครื่องคอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพมากพอที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้แล้ว การนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยแก้ปัญหาจึงเป็นอีกมุมหนึ่งที่ข้าพเจ้าให้ความสนใจ

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ข้าพเจ้ามีความสนใจในการทำวิจัยด้านเรขาคณิตเชิงคำนวณ ( Computational Geometry ) ซึ่งจากการที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ พบว่า มีปัญหาหลายๆ ปัญหาที่สามารถนำไปประยุกต์กับปัญหาในสาขาอื่นๆ ได้ ข้าพเจ้าจึงเริ่มให้สนใจเป็นพิเศษ อบปัญหากับการพัฒนาประเทศ ในการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเรขาคณิตเชิงคำนวณ ก็มีการนำปัญหาทางคณิตศาสตร์ไปประยุกต์กับสิ่งที่อยู่รอบตัวมากมาย เช่นการวางระบบคอมพิวเตอร์ การวางระบบสาธารณูปโภค การหาลวดลายหรือแบบแผนของธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ผสมผสานทั้งการประยุกต์ และการสร้างองค์ความรู้ด้วย

นอกจากงานด้านเรขาคณิตเชิงคำนวณแล้ว ข้าพเจ้ายังสนใจการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Modeling) ด้วย ซึ่งในปัจจุบันการศึกษาด้านการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์กำลังได้รับความสนใจมาก เนื่องจากการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จะช่วยเป็นตัวแบบในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น แบบจำลองของระบบเศรษฐกิจ แบบจำลองเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ตลอดจนแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับพลวัตทางสังคม เป็นต้น แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ยังมีความเป็นสากล และมีความรัดกุม ด้วยการใช้คณิตศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาแห่งเหตุผล ข้าพเจ้ามีความสนใจในการทำแบบจำลอง โดยได้เคยศึกษาแบบจำลองมาบ้างในวิชาตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Modeling)

โฆษณา

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 9 : ปัจฉิมบท

ตอนที่เริ่มเขียนซีรีส์เรื่องนี้ ก็ไม่คิดว่าจะลากตัวเองให้เขียนได้ยาวขนาดนี้…ตอนเริ่มก็คิดว่าเขียนแป้บๆ ก็เลิก เหมือนที่เคยพยายามทำอะไรหลายๆ อย่างละไม่/สุดสักที…. เขียนไปเขียนมาเริ่มสนุก และคิดว่าน่าจะเป็นความทรงจำหนึ่งที่เข้ามาในช่วงชีวิตนึงนี้ รู้สึกขอบคุณตัวเองที่พยายามเขียนจนจบตั้งแต่เริ่มสมัครทุน จนเกือบพร้อมเดินทางในวันที่ 26 มีนาคมนี้แล้ว… การเขียนบล๊อคนี้นอกจากจะเป็นการบันทึกความทรงจำในช่วงหนึ่งของชีวิตซึ่งมีทุกอารมณ์แล้ว ยังคิดว่าน่าจะพอเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ ที่เผลอเข้ามาอ่านสำหรับการเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ (โดยเฉพาะประเทศที่ต้องติดต่อกับอาจารย์เอง) ได้บ้างไม่มากก็น้อย

นับตั้งแต่วันที่ประกาศผลว่าเป็นผู้ได้รับทุนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 จนถึงวันก่อนเดินทาง วันที่ 25 มีนาคม 2557 มีหลายอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะมีความสุขสุดๆ ตื่นเต้นสุดๆ ลุ้นสุดๆ พารานอยด์สุดๆ นอนไม่หลับสุดๆ เฟลสุดๆ และอารมณ์สุดๆ แบบอื่นๆ เป็นหนึ่งปีที่ประสบกับภาวะทางอารมณ์ที่แปรปรวนมาก แต่ก็เหมือนเป็นโชคดีที่ถึงแม้จะมีความหวาดเสียว แต่ก็แคล้วคลาด ปัญหาต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีมาโดยตลอด…

ตอนที่ 9 (เลขสวยพอดี) เป็นเหมือนบทสรุปสำหรับเรื่องราวทุอย่างที่ผ่านไป เพื่อเป็นการก่อให้เกิด Knowledge Management : KM เราจึงขอ List รายการสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการสมัครทุนต่างประเทศ และส่วนอื่นๆ ดังต่อไปนี้

********************************************************

บทสรุปสำหรับการเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ : สิ่งที่ได้รับและได้เรียนรู้

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการจะไปเรียนต่อต่างประเทศคือ การวางแผนที่ดีและลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแผนการสมัครเรียนภาษา แผนการสอบภาษา สอบนู่นนี่ แผนการสมัครมหาวิทยาลัย แผนการจัดการเรื่องเอกสาร ไม่ว่าจะภายในองค์กร นอกองค์กร การ deal ระหว่างมหาวิทยาลัย พวกนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เพราะหลายเรื่องถ้าพลาดไป ก็จะทำให้อะไรหลายๆ อย่างมีปัญหา ตัวเราโชคดีที่ได้มีการวางแผนหลายๆ อย่างไว้ ไม่ว่าจะ Master Plan, แผนสำรอง 1, แผนสำรอง 2, แผนสำรองอื่นๆ เผื่อทางหนีทีไล่เวลาเกิดปัญหา โชคดีที่สองคือ สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ ถึงแม้ว่าหลายอย่างจะมีเผื่อๆ ไว้บวกลบนิดหน่อย แต่ก็ยัง OK โดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือ เรื่องการจบ ป.โท ที่ทำได้ตามแผนคือ สองปีครึ่ง โชคดีที่เกินเพราะสามารถเบิกค่าใช้จ่ายไป Conference ที่ญี่ปุ่นได้ โชคดีที่จบทัน เพราะถ้าไม่ทัน ก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับการสมัครมหาวิทยาลัยอีกมากมาย

ในระหว่างการดำเนินการ แน่นอนว่าหลายๆอย่างไม่เป็นไปตามแผน เป็นเรื่องปกติของการรับ ส่ง เอกสาร ที่บางทีเอกสารจะหายไปตามรายทางบ้าง เราก็คงไม่โทษพี่ที่ดำเนินการ ระหว่างดำเนินการในทุกขั้นตอน พี่ๆ สาขา พสวท., กพ. ช่วยดำเนินการและประสานงานได้อย่างเต็มที่มากๆ ทำให้อะไรหลายๆ อย่างได้มาไว และทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน  ถึงแม้จะเป็นคนทีชอบจัดการงานด้านเอกสาร แต่การที่เอกสารมากองมหาศาล ด้วยภาษาที่ไม่คุ้นเคย ก็ทำให้ได้เรียนรู้กับการจัดการเอกสาร การรับส่งเอกสารอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

การสมัครมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะช่วงที่มีปัญหาติดต่อกับ Grad School มากๆ ทำให้ Skill การเขียนภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นมากโขเลยทีเดียว แต่เดิมจะร่างอีเมลล์ฉบับนึงต้องร่างแล้วร่างอีก เปลี่ยนประโยคเปลี่ยนข้อความ หาคำแปล ใช้เวลานานมาก เมื่อเวลาผ่านไปทำให้การเขียนดีขึ้น เลือกใช้คำได้สบายขึ้น เป็นเหมือนกับภาคปฏิบัติของการเรียน Academic Writing เลยจริงๆ

การติดต่อกับหลายๆ ส่วนทำให้เราได้ฝึกทักษะการประสานงาน มารยาท และการเข้าสังคม…การติดต่อกับแต่ละฝ่ายจำเป็นต้องใช้ทักษะการเจรจา จะทำยังไงไม่ให้คนที่จะต้องดำเนินงานเอกสารงานของเราต้องอึดอัดใจ (ก็ย้อนกลับไปที่เรื่องแผนอีกนั่นแหละ) เวลามีปัญหาต่างๆ เราก็ได้ฝึกวิธีในการหาทางแก้ปัญหา ปรึกษากับพี่ ๆ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงและถูกต้องที่สุด

ความรู้หลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นมาก ทักษะทางภาษาได้รับการพัฒนา ความรู้ทางวิชาการได้เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากช่วงที่คิดจะเปลี่ยนสายงานวิจัย ได้เปิดโลกทัศน์ต่างๆ มากในระหว่างหนึ่งปีที่ผ่านมากับการ Conference ระดับนานาชาติ

หนึ่งปีที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรเยอะ…. แต่การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุดหรอก เพราะช่วงเวลาหลังจากนี้ต่างหาก ที่เป็นเวลาสำคัญสำหรับการเรียนรู้ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต และเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดกะลาที่ครอบตัวเราไว้ด้วย…

ท้ายสุดนี้ เราเองจะพึงตระหนักเสมอว่า ทุนที่ได้รับนี้ มาจากภาษีประชาชน หลังจากที่เราสำเร็จการศึกษา เราขอคาดหวังกับตัวเองว่า จะมีส่วนช่วยดันประเทศไทยขึ้นจากวังวนอันชั่วร้ายหลายๆ ประการ ให้แข่งขันกับใครๆ ได้ไม่มากก็น้อย และเราจะกลับมาทำให้วงการการศึกษาไทยดูมีอนาคตกว่าวันวาน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเลือกไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง…

********************************************************

ขอบคุณผู้เกี่ยวข้อง

  • แรกสุดขอขอบคุณครอบครัว ญาติๆ ที่คอยให้กำลังใจ เป็นกองหนุน สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมมาโดยตลอด
  • ขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษา (อ.วัชรินทร์) ที่ช่วยทำให้เราจบทันเวลา ช่วยสนับสนุนให้เราได้ไปมีโอกาสในการออกไปเผชิญโลก ไม่ว่าจะ Conference หรืองานอื่นๆ อาจารย์คอยให้กำลังใจ คอยรับฟังเวลามีปัญหาต่างๆ
  • ขอบคุณอาจารย์ที่ภาควิชาคณิตศาสตร์ฯ ที่จุฬา อันได้แก่ อาจารย์รตินันท์ สำหรับการช่วยเขียน Recommendation, อาจารย์วิชาญ สำหรับคำปรึกษาต่างๆ, อาจารย์ยศนันต์ ที่ไว้ใจให้ช่วยทำงาน TA ตารางสอนตารางสอบ ทำให้ได้ฝึกทำงานวางแผนต่างๆ ได้ด้วย,  อาจารย์เอื้อมพร อาจารย์พัฒนี ซึ่งถ้าเราไม่มีอาจารย์เมื่อวันที่มีปัญหาชีวิตตอนปี 1 ป.โท ณ ตอนนี้ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง, อาจารย์ท่านอื่นๆ ที่คอยให้กำลังใจมาโดยตลอด
  • ขอบคุณอาจารย์ที่ภาควิชาคณิตศาสตร์ ที่เชียงใหม่ อาจารย์ธนะศักดิ์ ที่คอยให้คำปรึกษามาโดยตลอดในเรื่องการเรียนต่อ อาจารย์สุเทพที่ช่วยให้ปรึกษาและดู Recommendation ให้ อาจารย์ทุกท่านในภาค (อ.ต่าย อ.นุช อ.อ้อน อ.แนน ฯลฯ) ที่คอยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาในเรื่องการสมัครเรียนโดยตลอด
  • ขอบคุณอาจารย์ Eto ที่ช่วยประสานงานเรื่องต่างๆ มากมาย และดูแลเราเป็นอย่างดีมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องที่พัก วีซ่า หรือการช่วยประสานให้ได้มีโอกาสไปงานต่างๆ ของสถานทูต ทำให้มีโอกาสต่างๆ มากมาย
  • ขอบคุณเซนเซตั๊กแห่ง BSC ที่สอนภาษาญี่ปุ่นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา รวมถึงความช่วยเหลือตอนสงสัยภาษาญี่ปุ่นในเอกสารใบสมัคร และแกรมม่าภาษาอังกฤษที่หรูหราก็เพราะเซนเซช่วยขัดเกลา…ถึงแม้ว่าบางทีผู้เรียนคนนี้จะมึนๆ เบลอๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ก็ตาม แต่มันก็เป็นสิ่งที่จะช่วยเราได้เวลาไปเรียนที่นู่นแน่นอน
  • ขอบคุณอาจารย์จิระพันธุ์แห่ง BSC ที่ช่วยรื้อ ขุดเรื่องการเขียนภาษาอังกฤษ ทำให้ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษดีขึ้นมากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานี้
  • ขอบคุณพี่เอ่เอ๊ เพื่อนไทน์ ที่คอยรับฟังคำบ่น คำระบายในทุกครั้งที่มีปัญหา อาจารย์ประพุฒที่คอยให้คำแนะนำหลายๆ เรื่อง
  • ขอบคุณพี่แจ้ กำนัน พี่บ๊อบ พี่อู๋ คุณม่อน พี่พฤหัส ที่ช่วยให้คำปรึกษาต่างๆ นาๆ ช่วยตอบคำถามต่างๆ ที่มีความสงสัยมาก (บางทีเกรงใจสุดๆ เหมือนกัน)
  • ขอบคุณเพื่อน GradMaths เพื่อนคณะศรัทธา ที่คอยให้กำลังใจมาโดยตลอด
  • ท้ายสุดนี้ ต้องขอบคุณทุน พสวท. เพราะถ้าไม่มีทุน พสวท. ก็คงจะยังไม่ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ และคงไม่ได้มาไกลขนาดนี้ (ไกลเกินกว่าที่ฝันมากมาย) รวมถึงขอบคุณพี่ๆ สาขา พสวท. ทุกท่าน , พี่แววพรรณ ที่ กพ. ที่ช่วยประสานงานเรื่องต่างๆ ให้จนทุกอย่างสำเร็จไปได้ด้วยดี
  • ขอบคุณคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ไม่ได้กล่าวถึง ณ ทีนี้
  • ท้ายสุดๆ แล้วก็ต้องขอบคุณตัวเองที่เข็นชีวิตให้รอดขั้นตอนต่างๆ ได้ด้วยดี

********************************************************

ช่วงนี้ชี้แนะ

เนื่องจากซีรีส์เราคือซีรีส์เตรียมตัวเก็บกระเป๋า ดังนั้นจุดสุดท้ายของเรื่องนี้ก็คือ การเก็บกระเป๋านี่เอง…ในการนี้เราก้ได้ทยอยเก็บกระเป๋าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…จึงนำมาเล่าสู่กันฟังว่า สุดท้ายเราได้เตรียมตัวเก็บอะไรใส่ในกระเป๋าบ้าง…

รูปแบบหนึ่งที่แนะนำในการเตรียมตัวจัดกระเป๋าคือการทำ Check list เพื่อใช้เชคว่าเราจะเตรียมอะไร ประโยชน์ที่เราเห็นได้ชัดคือ จัดกระเป๋าได้ไวขึ้น เพราะคิดวางแผนไว้ก่อนการลงมือจัดจริงๆ ไม่ต้องมาคิดว่าจะตัดอะไรออก เลือกชุดตัวไหนดี และการวางแผนล่วงหน้าจะทำให้เราคอยเติม หรือตัดสิ่งที่น่าจะจำเป็นหรือไม่จำเป็นได้ เลยลองเอามาโชว์เป็นแนวทางเผื่อไว้สำหรับจะต้องจัดกระเป๋า น่าจะใช้เป็นแนวๆ ได้บ้าง

Check list นี้ได้รับการตรวจสอบจากพี่เอ่เอ๊แล้ว 😛 อาจารย์วิชาญและอาจารย์ประพุฒแนะนำว่าควรเตรียมพวกกางเกงชั้นในหรือถุงเท้าไปเผื่อเยอะๆ หน่อยด้วย…

Chk1Chk2

Chk3

********************************************************

เมื่อทุกอย่างพร้อมสำหรับการเดินทางในวันที่ 26 มีนาคม 2557 ก็ได้เวลาสำหรับปิดจบซีรีส์นี้อย่างเป็นทางการสักที

พบกันกับซีรีส์เรื่องใหม่ เร็วๆ นี้ (ถ้าชีวิตมีความว่างและมีอารมณ์อยากเขียน)

ท้ายสุดๆ…….

 

ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านครับ

(มาจนถึงวันนี้ก็ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าพอมีคนอื่นบ้างแหละนะ 😛 )

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 8 : มหากาพย์เรื่องเอกสาร

เมื่อวันประกาศผลว่าผู้เขียนเป็นได้รับทุน พสวท. ศึกษาต่อต่างประเทศ มีหลายๆ คนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเตือนว่า การรับทุนถือเป็นทุกขลาภอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เหมือนได้รับลาภ แต่ลาภมาพร้อมความทุกข์… เมื่อตอนได้ทุนใหม่ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าใครๆ ทำได้ เราก็ต้องทำได้ และต่อสู้ไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข มันก็คงไม่ใช่ทุกขลาภหรอก…แต่หลังจากเวลาผ่านไปเกือบปี ทำให้เข้าใจเลยว่า หากการสอบเพื่อรับทุนเป็นเรื่องยาก การใช้ชีวิตหลังจากการรับทุนเป็นสิ่งที่ยากกว่าการได้รับทุน (และคิดว่าชีวิตหลังจากได้ไปเรียนแล้วก็คงยากกว่านี้อีก) ในเตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 8 จะมาตีแผ่ถึงสิ่งที่ยากและยุ่งที่สุดในขั้นตอนของการเรียนต่อ ก็คือ กระบวนการเกี่ยวกับเอกสาร (พูดซะเวอร์)

******************************************************

หลังจากที่มหาวิทยาลัยประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการคือการจัดการงานเกี่ยวกับเอกสาร เอกสารที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องดำเนินการประกอบไปด้วยการติดต่อหลักๆ สองส่วนคือ การติดต่อภายในประเทศ ซึ่งมี สสวท. (สาขา พสวท.), กพ., การบินไทย และการติดต่อต่างประเทศ หลักๆ ก็มี Grad School ที่นู่น ขั้นตอนแรกที่เราต้องดำเนินการหลังจากประกาศผลคือ ทำเรื่องขออนุมัติเดินทางจากทาง สสวท. เพื่อที่ สสวท. จะได้ส่งเอกสารต่อไปยังสำนักงาน กพ. รวมถึงติดต่อกับการบินไทยเพื่อจองตั๋วเครื่องบินด้วย..

การจะทำหนังสือขออนุมัติเดินทางจาก สสวท. ได้นั้น จำเป็นต้องใช้ผลการตอบรับ (Offer) จากทางมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นหลักฐาน รวมถึงหลักฐานอื่นๆ ประกอบด้วย Transcript (จบ ป.โท เกรดยังคงต้องรักษาไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 3.50) หนังสือรับรองการสำเร็จการศึกษา (ซึ่งต้องสำเร็จการศึกษาก่อนจะเดินทางไปเรียน) และคะแนนภาษาอังกฤษ (ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์ของ สสวท.) Offer คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะบอกว่าเราได้ไปเรียนต่อสักที…แต่เราก็ต้องรอ Offer จากที่มหาวิทยาลัยส่งผลมาให้ ซึ่งในตอนที่ 6 มหาวิทยาลัยได้ส่งมาให้ในวันประกาศผลพอดี ด้วย EMS

นอกจากการดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับภายในประเทศ การดำเนินการต่างประเทศยังต้องทำอีกต่างหาก…สิ่งที่ต้องรีบทำคือ การส่งเอกสารลงทะเบียน ตอบรับเข้าศึกษาต่อกลับไปที่ญี่ปุ่น ภายในวันที่ 10 มีนาคม…ดังนั้นเราก็จะมาลุ้นวันต่อวัน ว่าเราจะทำยังไงให้ชีวิตทำอะไรได้ทัน….

6 กุมภาพันธ์ 2557 วันประกาศผลมหาวิทยาลัย

เมื่อตอนที่ Grad School ส่งใบสมัครมาให้ เราได้ขอให้ Grad School ส่งเอกสารมาที่ที่พักใน กทม. เนื่องจากเราคิดว่าที่อยู่ที่เชียงใหม่เป็นที่อยู่ที่ถาวร เราจึงใส่ Address ไว้ ณ เชียงใหม่ นึกเอะใจขึ้นมาได้ว่า เอาแล้ว…เอกสารจะส่งไปที่ไหน…จะส่งมาเมื่อไหร่…เอกสารจะส่งทันไหม…เราจึงรีบส่ง E-Mail ไปหา Grad School เพื่อสอบถามข้อมูล ถามข้อมูลอีกว่ามีไฟล์เอกสารที่ส่งมาให้ศึกษาก่อนไหม (เหมือนตอนส่งใบสมัคร)

7 กุมภาพันธ์ 2557

ฉับพลัน..Grad School ส่งกลับมาว่า

Regarding the documents we sent yesterday, it was sent to the address in Chiang Mai, not Bangkok.
I hope this is is no problem.

นั่นล่ะ…Problem เลย..เพราะว่าตัวเราอยู่กรุงเทพ ณ เวลานั้น สุดท้ายในเมื่อมหาวิทยาลัยได้ส่งมาแล้ว เราก็ต้องให้แม่ส่งเอกสารจากเชียงใหม่มาให้…ตอนแรกก็คาดเดาว่า เอกสารจะถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์แน่เลย (หวังสูงไปไหม) ช่วงนั้นพี่นิ่มกลับเชียงใหม่พอดี กะจะให้หยิบเอกสารมาเลย…ปรากฎว่า เอกสารยังไม่ถึง !! เอกสารมาถึงจริงๆ วันที่ 10 ตอนบ่าย แม่เลยรีบส่ง EMS มาให้ 11 ตอนเช้า ซึ่งน้าหน้าบ้านเก็บไว้ให้ตอนบ่ายวันที่ 10 โชคดีที่คุณน้าหน้าบ้านเอามาให้วันที่ 11 ตอนเช้าก่อนแม่ไปทำงาน เลยได้รีบส่งตั้งแต่เช้าตรู่ทีเดียว…

12 กุมภาพันธ์ 2557

เอกสารส่งถึงมือตอนบ่าย เป็นบ่ายที่แทบจะไม่ได้ทำอะไร เพราะรอลุ้นเรื่องเอกสาร 2 ฉบับที่จะส่งมาพร้อมๆ กัน คือ Passport (ที่ไม่ได้นอน ไปต่อคิวที่โลตัสปิ่นเกล้าตอนตี 3 เมื่อ 5 กุมภาพันธ์) กับเอกสารนี้…กว่าเอกสารจะถึงมือก็บ่ายแก่ๆ พอดี…

รับเอกสารมาปุ๊บประมาณสี่โมงเย็น เปิดซองปั๊บ…อึ้งไปแป้บนึง…ทั้งปึกเป็นภาษาญี่ปุ่น มีคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษบ้าง เย็นวันนั้นพอได้เอกสารมาก็เห่อมาก ค่อยๆ นั่งดูทีละส่วนๆ เราคิดว่าเราต้องรีบจัดการเอกสารพวกนี้ให้เรียบร้อยสักที ด้วยความเห่อสุดๆ นั่งงมเอกสารพวกนี้ไปจนถึงตีสี่ตีห้าเลยทีเดียว !

หลังจากเอกสารส่งถึงมือเราเรียบร้อย เราตามหาสิ่งที่เรียกว่า Offer!!! หลังจากที่เจอปึกเอกสารภาษาญี่ปุ่น ทำให้เราเกิดความมึนงงมาก และไม่รู้ว่าอะไรมันคือ Offer กันแน่ ดังนั้น E-Mail ไปหา Grad School ล่วงหน้าไปก่อนว่า อยากจะขอเอกสาร Offer ที่ระบุว่าได้เรียนต่อเป็นภาษาอังกฤษ ส่งไปที่ สสวท. เลย!! จนกลางดึก ได้เซนเซตั๊กก็ต้องคอยให้ความช่วยเหลือเป็นระยะๆ เพราะมันมีแต่ตัวคันจิ T_T และทำให้รู้ว่า เอกสารนี้มันคือ ใบประกาศผลสอบ (ในเอกสารนี้อ่านออกอยู่ไม่กี่ประโยค คือชื่อมหาวิทยาลัย กับชื่อตัวเอง -*-) พร้อมทั้งคำถามมหาศาลจากเอกสารเหล่านั้น

ประกาศผล

สิ่งที่เป็นเรื่องที่สำคัญสุดๆ สำหรับการเรียนต่อหรือไปใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่น คือ การทำ Visa หลายๆ คนชอบถามว่า ทำไมต้องขอวีซ่า ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นเค้าก็ยกเลิกวีซ่าแล้วนี่….จริงๆ การยกเลิกวีซ่านั้น เป็นการยกเลิกวีซ่าชั่วคราวสำหรับการไปเที่ยว 15 วัน กรณีที่ต้องพำนักนานกว่านั้น ก็ยังคงต้องทำวีซ่าตามปกติ เนื่องจากเรามีภูมิลำเนาที่เชียงใหม่ ดังนั้นจึงต้องกลับไปทำวีซ่าที่เชียงใหม่ ตามข้อกำหนดของสถานกงศุลญี่ปุ่น แต่การจะทำวีซ่าได้นั้น เราจำเป็นต้องมีเอกสารรับรองสถานะการพำนัก (Certificate of Eligibility) รับรองว่าไปเรียนจริงๆ ประกอบการทำวีซ่า (ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญมาก)

ในขั้นตอนของการขอ Certificate of Eligibility (ต่อไปนี้จะเรียกว่า COE) เราจะต้องได้รับการออกเอกสารมาจากทางญี่ปุ่น Tokyo Immigration Bureau ซึ่งในการขอจะสามารถขอได้หลาย ๆ Proxy เช่น Sponsorship จัดการสมัครให้ หรือถ้ามีญาติหรือคนรู้จักจัดการให้ก็ได้…อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเราไม่มีใครที่ช่วยดำเนินการให้ได้ เราก็ต้องให้มหาวิทยาลัยสมัครให้ ซึ่งก็มีขั้นตอนดังนี้

  1. ส่งใบสมัคร COE กลับไปมหาวิทยาลัย
  2. มหาวิทยาลัยส่งใบสมัคร COE ไปให้ Tokyo Immigration Bureau ดำเนินการ
  3. Tokyo Immigration Bureau ส่งกลับไปให้ที่มหาวิทยาลัย
  4. มหาวิทยาลัยส่ง COE กลับมาที่ตัวเราเอง
  5. ตัวเราเองเอา COE ไปสมัครขอ Visa
  6. ได้รับ Visa เสร็จสมอารมณ์หมาย

ด้วยความตระหนักถึงขั้นตอนอันมากมายก่ายกองขนาดนี้ จึงเป็นหน้าที่เราที่จะต้องรีบจัดการเอกสารให้ส่งถึงญี่ปุ่นให้เรียบร้อย เพื่อที่เอกสารจะได้ถูกส่งไปที่ Tokyo Immigration Bureau ซึ่งแน่นอนว่ามีความช้า เพราะแทบทุกมหาวิทยาลัยต้องดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งนั้น…เอกสารต่างๆ ก็ต้องเตรียมไปด้วย รวมถึงสิ่่งที่เรียกว่า International Reply Coupons (ต่อไปนี้จะเรียกว่า IRC) เรียกเป็นภาษาไทยว่า “วิมัยบัตร”

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้ให้คำจำกัดความของวิมัยบัตรไว้ดังนี้ (Ref : http://th.wikipedia.org/wiki/วิมัยบัตร)

วิมัยบัตร (ฝรั่งเศส: Coupon-Réponse International (CRI) อังกฤษ: international reply coupon (IRC) หรือ international postage voucher) เป็นบัตรที่สามารถใช้แลกเป็นแสตมป์ค่าจดหมายไปต่างประเทศหนักไม่เกิน 20 กรัม วิมัยบัตรสามารถหาซื้อและแลกเป็นแสตมป์ได้จากไปรษณีย์ที่เป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ทั่วโลก

จุดประสงค์การใช้วิมัยบัตรคือ การส่งจดหมายไปยังผู้รับต่างประเทศพร้อมทั้งค่าส่งกลับ ซึ่งถ้าหากเป็นจดหมายในประเทศก็เพียงสอด แสตมป์ หรือซองเปล่าติดแสตมป์ไปพร้อมกับจดหมาย แต่กรณีจดหมายต่างประเทศ การหาซื้อแสตมป์ของประเทศผู้รับปลายทางจะไม่สะดวก จึงใช้วิธีซื้อวิมัยบัตรและสอดไปพร้อมกับจดหมาย ผู้รับปลายทางก็สามารถนำวิมัยบัตรไปแลกเป็นแสตมป์ได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์เพื่อติดบนจดหมายตอบกลับ

นั่นล่ะ…เราต้องไปซื้อวิมัยบัตรที่ไปรษณีย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ขอให้ซื้อส่งไป 7 ใบ

13 กุมภาพันธ์ 2557

ตื่นเช้ามาเชค E-mail ตามเรื่อง Offer ปรากฏว่า Grad School ถามเพื่อให้ Confirm ว่า ส่งไฟล์ pdf ได้ใช่ไหม…ฉับพลันเราก็ตอบกลับไป…

เพื่อไม่ให้เอกสารที่ส่งภายในมีปัญหา เราจึงต้องจัดการเอกสารที่ขออนุมัติจากทาง สสวท. ไปพร้อมกันด้วย ด้วยเข้าใจว่าระบบราชการของเรามีความช้าเป็นปกติสุข…วันนี้จึงเป็นวันแห่งการจัดการเอกสารทุกอย่างให้จบ ก่อนที่จะวันที่ 14 กุมภา จะเป็นวันวาเลนไทน์ เอ๊ย วันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ

เพื่อไม่ให้เสียระยะทาง เช้าวันนี้เราไปที่ไปรษณีย์สามเสนใน  ใกล้ๆ กับที่พัก เพื่อตามล่าหาวิมัยบัตร กดบัตรคิวรอ ขอซื้อวิมัยบัตร…ตั้งตารอคอยจนพนักงานมาบอกว่า…

“วิมัยบัตรตอนนี้ไม่มีค่ะ”

Shock 1 ได้ย่างก้าวมาถึงเราอย่างไม่ทันตั้งตัว…เราได้ถามเจ้าหน้าที่ เขาได้ให้คำตอบ Shock 2 ที่ Shock มากกว่าเก่าคือ

“เท่าที่รู้ตอนนี้ วิมัยบัตรโดนเรียกเก็บจากทุกสาขาทั่วประเทศนะคะ ดูๆ ก็ไม่ค่อยมีใครใช้นี่คะ…ยังไงก็ลองโทรไปหา Call Center ดูนะคะ”

OK! บริษัทไปรษณีย์ที่เราเคยอวยนักหนาว่าเป็นบริษัทที่แปรรูปจากรัฐวิสาหกิจที่เจ๋งที่สุด กำลังเข้าสู่โหมดถูกเราอาฆาต !!! เรารีบโทรไปหา Call Center เบอร์โทรนี้จะได้ยินเสียงรอสาย แบบแบบแบบว่าให้รอ รอกันไปเกือบครึ่งชั่วโมง จนขึ้นไปคุยบนรถไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ Call Center ก็ติดต่อ และให้เบอร์ของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบที่สำนักงานใหญ่ไปรษณีย์ ไม่รอช้ารีบโทรในบัดดล

คำตอบที่ได้รับนั้น ได้ตอกย้ำ Shock 1 และ Shock 2 เป็นอย่างดี เพราะได้คำตอบว่า (โดยคร่าวๆ)

“ตอนนี้วิมัยบัตรที่มีอยู่ปีที่ผ่านมาเราได้เรียกเก็บหมดครับ เพราะหมดอายุแล้ว ส่วนของปีใหม่นี้ แผนกจัดซื้อเรายังไม่ได้ดำเนินการเลยครับ”

เมื่อเราถามว่า แล้วผมต้องรอถึงอีกเมื่อไหร่… คำตอบสุด Classic คือ “ไม่รู้เหมือนกัน”…… หลังจากนั้น ความศรัทธากับ บ.ไปรษณีย์ของเราก็พังทลาย…..

หลังจากจบธุระวิมัยบัตรอันแสนวินาศวอดวาย ก็ถึงเวลาไปติดต่อที่ สสวท. ต่อ นั่ง BTS ไปที่เอกสาร ส่งเอกสารขออนุมัติเดินทาง ปัญหานึงคือ Offer ยังไม่มา (ซึ่งเป็นเอกสารที่รอมานานมาก) มีแต่เอกสารประกาศผล…นั่งงงๆ ที่ สสวท.สักพัก ลอง Refresh Mail ปรากฎว่า E-Mail ส่งมาถึงเรียบร้อยพร้อม Offer แบบ PDF (ทำไมตรูไม่ขอมาตั้งแต่แรกฟะ) เอกสารเลยไม่มีปัญหา เรียบร้อยก็ถามปัญหาให้เพื่อนๆ ที่รวบรวมคำถามเกี่ยวกับทุนต่างประเทศ จนคร่อมข้าวเที่ยง (และไปกินข้าวกับพี่ๆ ที่ พสวท.) จนเสร็จธุระช่วงเที่ยง…พี่นาจจาก พสวท. ก็ให้ไปจองตั๋วเครื่องบินที่การบินไทยหลานหลวง แผนกตั๋วราชการไว้ก่อนเลย บ่ายวันนั้นจึงต่อรถไปที่การบินไทยหลานหลวงจองตั๋ว

จองตั๋วไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากกำหนดการ Orientation คือวันที่ 1 เมษายน ดังนั้นจากการนั่งทางใน ดูวันที่เหมาะสม ก็คิดว่า วันที่ 26 มีนาคม (วันพุธ) เหมาะที่สุด ถ้าบินคืนวันพุธ ถึงเช้าวันพฤหัส มีเวลาจัดการเรื่องเอกสารที่นู่นได้สองวัน ก่อนที่จะลั้ลลาได้ในวันเสาร์อาทิตย์ เตรียมตัวก่อน Orientation ก็เลยจองตั๋ว..แต่เนื่องจากเรายังไม่มี Visa เลยบอกกับพี่ที่รับผิดชอบแผนกจองตั๋ว…นั่นแหละหายนะ…พี่แผนกจองตั๋วก็ได้ย้ำให้เราเข้าใจว่า Booking ที่จองไป ถ้าไม่ไปให้เลื่อนโดย Booking เดิมนะคะ…x 5 รอบด้วยประโยคเดิม (ท่องไว้ในใจว่า ใจเย้นนนน…ใจเย็นนะจ๊ะ)

ตกเย็นหลังจากกลับมาถึงที่หอ…เราก็ต้องรีบเคลียร์ธุระสำคัญเรื่อง IRC เลยส่งเมลล์กลับไปหา Grad School อีก (ทำตัวมีปัญหาสุดๆ)

14 กุมภาพันธ์ 2557 (วันมาฆบูชา)

Grad School ส่งอีเมลล์ตอบกลับมาเรื่อง IRC โดยบอกว่า ได้ติดต่อกับ International Student Center แล้ว…ขอให้ส่งเป็น International Postal Money มาแทน (มันคือธนาณัตินั่นแหละ) 910 เยน….

หลังจากได้เมลล์ฉบับนี้ คล้อยหลังไปไม่นาน Grad School ก็ส่งกลับมาใหม่ว่า หลังจากได้ติดต่อ International Student Center แล้ว ให้รอก่อนนะว่าจะทำยังไง…แล้วจะบอกอีกที

ระหว่างที่รอเราก็ปรึกษากับพี่แจ้ หาวิธีแก้ปัญหา เช่น ขอพี่แจ้ช่วยโอนเงินไปให้ที่นู่นก่อนได้ไหม (แล้วเดี๋ยวไปญี่ปุ่นค่อยจ่ายคืนให้อีกที) ซึ่งพี่แจ้ก็ช่วยว่าจะโอนเงินไปให้ถ้าต้องการ (ขอบคุณครับ ^^’)

19 กุมภาพันธ์ 2557

หลังจากร้อนรนมาหลายวัน Grad School ก็ไม่บอกสักทีว่าต้องทำยังไง เราก็เลยรอมานาน ทั้งที่เอกสารเสร็จพร้อมส่งตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาแล้ว… เลยส่งเมลล์ไปถาม Grad School ว่า สรุปแล้วต้องทำยังไง…พร้อมด้วยความเร่งร้อนเลยถามไปว่า จะใช้เวลาดำเนินการนานไหม เพราะว่าต้องวางแผนกลับมาทำวีซ่าที่ ชม. ส่งเรื่องที่ กทม. ไปมา บลาๆ Grad School คงอ่านแล้วงงๆ เลยถามว่า สรุป IRC สสวท. จะช่วยจัดการให้ใช่ไหม. -*- สรุปก็เคลียร์ไปว่า เหมือนเดิม รอ Grad School จัดการ และ Confirm ว่า ซื้อธนาณัติเหมือนเดิมนะ (แล้วจะให้ช้านรอทามมายยยยยย)

20 กุมภาพันธ์ 2557

วันนี้หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องส่งเอกสารกลับไปมหาวิทยาลัยให้ได้ ยังไงก็ต้องให้ได้!! รีบไปที่ไปรษณีย์ก่อนเพื่อซื้อธนาณัติ บอกชื่อเป็น International Postal Money เจ้าหน้าที่งงรับ AEC ทีเดียว จนได้ความว่าเป็นธนาณัติระหว่างประเทศ เจ๊ที่เคาท์เตอร์ก็เลยบอกว่า ต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์กว่าเงินจะไปถึงที่นู่นนะคะ ถ้าอยากได้ไวๆ ต้องส่ง Western Money… ด้วยความง่าว เราจึงไปหา Western Money ซึ่งในเนทบอกว่า อยู่ที่ Big C สะพานควาย ไปถึงปุ๊บปรากฏว่ายังไม่เปิด หาในเนทอีกที…อ่าว ที่ไปรษณีย์สามเสนในที่ตรูเพิ่งไปมาเมื่อกี้ ก็มีนี่หว่า -*-

กลับไปไปรษณีย์สามเสนในใหม่ ได้ความแล้วจึงรีบไปถามขอใช้บริการ Western Money เพราะคิดว่า Western Money จะได้ไวสุด เลยติดต่อ…ทำให้พบว่า Western Money ส่งได้เฉพาะชื่อคน ส่งในนามขององค์กรไม่ได้…เอาวะ งั้นรอใช้บริการไปรษณีย์ไทยก็ได้ 7 วันก็ช่าง…กรอกเอกสารไปเรียบร้อย บอกจำนวนเงินไปปุ๊บ…เจ้าหน้าที่บอกเลยว่า “น้องคะ ค่าส่งแพงกว่าเงินที่น้องจะส่งไปอีกนะคะ ไม่คุ้มนะถ้าจะส่งไปแบบนี้”

ด้วยเหตุนี้ ทางเลือกใหม่จึงผุดขึ้นมาทันที เราพอมีเพื่อนที่นู่นหลายคน ที่อาจจะขอให้ช่วยจัดการให้ได้ เลยคิด Idea ได้ว่า ถ้าเราส่ง DHL ไป ใช้เวลาสองวัน ให้เพื่อนที่นู่นซื้อ IRC ส่งตามไป เบ็ดเสร็จน่าจะถึงพร้อมๆ กันพอดี…(ทำไมไม่คิด Choice นี้ได้ตั้งแต่แรกฟะ) เลยส่งอีเมลล์ไปถาม Grad School ว่า ถ้าจัดการแบบนี้จะ OK ไหม….แล้วก็ติดต่อฟิล์ม ที่ไปทำแลปที่นู่น รบกวนให้ช่วยจัดการให้ แต่เนื่องจากฟิล์มไม่ค่อยสะดวกในวันนั้น (ซึ่งจริงๆ ฟิล์มจะช่วยดูให้หลังจากนั้น แต่เนื่องจากแอบรีบนิดนึง จึงต้องหาทางเลือกอื่น ยังไงก็ขอบคุณที่ช่วยน้า ^^) เราจึงนึกถึงพัดชา ซึ่งไปทำแลปที่เกียวโต พัดชาก็เลยเป็นธุระจัดซื้อให้เรียบร้อย ส่งไปจากเกียวโตสู่โตเกียว

ด้วยความวู่วาม ไม่รออีเมลล์กลับ และด้วยความร้อนรนกลัวเอกสารไม่ทัน 11 โมงกว่าๆ ก็ได้ฤกษ์ส่งเอกสารไปพอดีด้วย DHL หลังจากกลับมาก็ร่างอีเมลล์ส่งไปที ่Grad School ว่าสรุปตัดสินใจทำแบบนี้…ยังร่างไม่ทันเสร็จ Grad School ส่งมาพร้อมเอาลิงค์ประกอบว่า คุณสามารถซื้อธนาณัติออนไลน์ได้ ดังรายละเอียดในเว็บ….

แต่…ส่งไปแล้วง่ะ..แล้วจะให้ทำยังไง สุดท้ายก็เลยต้องบอกเค้าไปว่า เราส่งเอกสารไปแล้ว โดย IRC จะตามไปในทันที Grad School ก็จำยอมว่า งั้นเดี๋ยวรอก้ได้…

21 กุมภาพันธ์ 2557 

วันนี้จัดการถามไถ่ปัญหาเรื่องที่พัก (ในตอนที่ 7) เชคสถานะ DHL เอกสารถึง Grad School ตอนเย็นพอดี

24 กุมภาพันธ์ 2557

Grad School ส่งอีเมลล์ว่า ได้รับ IRC เรียบร้อย และแนบส่งพร้อมเอกสารสมัคร COE ให้แล้ว..

ผ่านมาถึงขั้นตอนนี้ ตัวเราก็โล่งใจไปได้ระยะใหญ่ๆ เลยทีเดียว…. เอกสารที่ต้องตามต่อก็คือ เอกสารขออนุมัติเดินทาง

เนื่องจากเราวางแผนกลับบ้านเพื่อจะทำวีซ่าตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ดังนั้นสิ่งที่ควรมีติดตัวไปคือ Financial Statement เผื่อไว้สมัคร Visa เนื่องจากตั๋วเครื่องบินจองล่วงหน้า ตามแผนตอนแรกที่คิดว่าจะส่ง COE กลับไปทันเวลา และการดำเนินเรื่องคงจะไวว่องเหมือนที่มหาวิทยาลัยจัดการเอกสารไวตลอด เลยคิดว่า สัปดาห์นึงน่าจะเรียบร้อย อย่างไรก็ตามเราก็รู้สึกว่า กลับรอบนี้คงยังไม่ได้ทำ Visa ง่ายๆ หรอก…แต่เนื่องจากเราต้องมาพบท่านทูตตามที่อาจารย์นัดไว้วันที่ 10 มีนาคม เราจึงต้องรีบกลับมา กทม ตั้งแต่ 9 มีนาคม

25 กุมภาพันธ์ 2557

เอกสารอนุมัติเดินทางออกจาก สสวท. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่งต่ออัตโนมัติไปยัง กพ. แล้ว Financial Statement จะได้ไหมน้า….ด้วยการนี้จึงโทรไปหาพี่นาจ ทำให้พบว่า… เรื่องที่ส่งไปขอ Financial Statement มีการตกหล่นหายไป !! (เนื่องจากมีวิธีการเปลี่ยนคนลงนาม ทำให้เอกสารค้างระหว่างทางและหาไม่เจอ) เลยได้ส่งเมลล์ไปขอใหม่อีกทีนึง…

ได้หนังสืออนุมัติการเดินทางเสร็จ เราจึงได้ติดต่อกับ กพ. เพื่อให้ กพ. จัดการเรื่องคำนวณค่าใช้จ่าย (ขั้นตอนนี้ กพ. จะคำนวณค่าใช้จ่ายให้ สสวท. และ สสวท. จะเป็นคนจ่ายเงินให้เราโดยตรง)

ในเวลาเดียวกัน International Student Office ส่งเมลล์บอกว่า เราลืมกรอกเอกสารไปช่องนึง…โชคดีเชค junk box เลยเจอทันเวลา…เลยรีบตอบกลับให้ได้ช่วยเติมสิ่งที่ขาดหายไปได้ในบัดดล

27 กุมภาพันธ์ 2557

หลังจากไปพบอาจารย์ Eto ที่ มศว เนื่องจากอยู่ใกล้ๆ ไม่ไกลกันมาก เราจึงไปที่ สสวท. เพื่อไปเอาเอกสารฉบับจริง ก็ได้เอกสารขออนุมัติมา แต่ Financial Statement  ยังไม่มาถึง..พี่นาจเลยบอกว่าจะส่ง EMS ไปให้ที่เชียงใหม่

28 กุมภาพันธ์ 2557

อยู่ที่เชียงใหม่เรียบร้อย… ด้วยความร้อนรนจึงส่งอีเมลล์ไปถาม Grad School ให้ช่วยประมาณวันเวลาที่เอกสารส่งถึงได้ไหม จะได้จัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย…

3 มีนาคม 2557

Grad School ส่งอีเมลล์ตอบกลับมาว่า International Student Center ส่งเอกสารไปที่ Tokyo Immigration Bureau แล้ว คิดว่าจะส่งกลับไปช่วง Mid-march รวมถึงเอกสารของ Grad School ด้วย

ช่วงที่อยู่ที่เชียงใหม่เริ่มทำใจได้ว่า คงยังไม่ได้ทำวีซ่าในรอบนี้หรอก… ชิวๆ กลับ กทม ไปคืนวันที่ 8 พบท่านทูตวันที่ 10

 

10 มีนาคม 2557

หมดเขตส่งเอกสาร Enrollment Document (แต่ตรูส่งไปตั้งแต่เดือนกุมภาแล้ววว)

11 มีนาคม 2557

Grad School ส่งอีเมลล์ว่า ได้ส่งเอกสารมาให้แล้วในวันนี้ ทำให้เรารอคอยอย่างมีความหวังว่า กลับมาอีกรอบทุกอย่างน่าจะลงตัว

12 มีนาคม 2557

กลับเชียงใหม่อีกทีวันที่ 12 มีนาคม วันนี้วุ่นทั้งวัน ตอนบ่ายทำสัญญาที่พัก ตอนเย็นพี่แหวว (สมาคมศิษย์เก่า) พาไปเลี้ยงข้าว แล้วบินกลับเชียงใหม่ รอคอยอย่างมีความหวัง

รอบนี้เราสามารถอยู่เชียงใหม่ได้ถึงวันที่ 19 มีนาคม (จองตั๋วเครื่องบินกลับไฟลท์ดึก) วันที่ 20 เราต้องไปร่วม Orientation ทุนร่วมกับนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (อาจารย์ Eto ฝากฝังให้ไปร่วมงานนี้ด้วย) และวันที่ 21 เป็นเหมือนกับ Deadline ว่า ต้องส่งหนังสือซื้อตั๋วไปที่การบินไทย ก่อนที่การบินไทยจะเคลียร์ตั๋ว…นั่นหมายความว่าเอกสารทุกอย่าง Visa ต้องอยู่ในมือเราวันที่ 19 มีนาคม เอกสารทำ Visa ทุกอย่างกรอกครบแล้ว เหลือเพียงแค่ COE เท่านั้นที่จะเป็นใบปะหน้ายื่นขอ Visa

13 มีนาคม 2557

เนื่องจากเอกสารส่งมาวันที่ 11 มีนาคม วันนี้เราก็เลยเริ่มรอ ด้วยการให้เหตุผลแบบอุปนัย คิดว่า Grad School จะส่ง EMS มาเหมือนทุกครั้ง รอคอยทั้งวันไม่ได้ทำอะไร ก็ไม่มีอะไรส่งมา….

เนื่องจาก Visa ยังไม่ได้ เลยต้องโทรไปรายงานความคืบหน้าจากพี่นาจ พี่นาจถามถึงเรื่องคำนวณค่าใช้จ่ายจาก กพ. เราก็ตกใจเพราะคิดว่า กพ. ส่งเรื่องไปแล้ว…ปรากฏว่า กพ. ยังไม่ forward เรื่องมา เรื่องนี้โดนดุเพราะว่าไม่ตามเรื่อง จะโทรไป กพ. วันนี้พี่ที่รับผิดชอบก็ไม่มา….น้ำตาไหลพราก TT

14 มีนาคม 2557

วันนี้เริ่มมีความทุกข์ร้อน แม่โทรไปหาที่ไปรษณีย์พระสิงห์ให้ว่ามีจดหมายมาหรือยัง…ด้วยความร้อนรนของเรา เราก็เลยขับรถจากบ้านไปดักที่หน่วย EMS ของไปรษณีย์พระสิงห์ และก็…ไม่มี อารมณ์เริ่มขุ่นเคือง เพราะว่าเราวางแผนว่าจะทำ Visa วันนี้

เราจึงโทรไปถามสถานกงศุลที่เชียงใหม่ว่า ถ้าทำวันจันทร์ จะได้วีซ่าวันพุธไหม… เจ้าหน้าที่ตอบว่า ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ยื่นวันจันทร์ก็จะได้วันพุธ นั่นเป็นความหวังสุดท้ายของเราที่จะทำให้เอกสารราบรื่น ไม่เช่นนั้นจะทำให้ทุกอย่างรวนไปหมด

อย่างไรก็ตาม เราแอบมีแผนสองในใจ ถ้าได้ทำวีซ่าวันอังคาร ได้เอกสารวันพฤหัส ก็คงต้องให้แม่ไปรับ แสกนเอกสาร และส่งไฟล์มาให้ปรินท์ ทุกอย่างก็จะพอถูไถเอาตัวรอดได้ โล่งใจไปเยอะ แม่ก็ใช้ sense ว่า เอกสารคงถึงวันเสาร์แน่ๆเลย

15 มีนาคม 2557

ด้วยความหวังว่าเอกสารคงจะมาถึง ก็รีบขับรถไปที่ไปรษณีย์พระสิงห์ และก็พบว่า…

เอกสารยังไม่มา

ด้วยความเฝ้ารอต่อ แม่ก็ยังคงใช้ sense ว่า เอกสารน่าจะมาถึงวันจันทร์…แต่ sense เราแรงกว่า รู้สึกตะหงิดๆ ว่าต้องมีอะไรสักอย่างแน่

16 มีนาคม 2557

ที่บ้านเลี้ยงส่ง เหมือนว่าจะได้ไปเรียบร้อยแล้ว (ในใจกำลังคิดว่า ตรูจะมีปัญหากับเอกสารไหมว้า…)

ด้วยความเป็นห่วงของอาจารย์ Eto อาจารย์ก็ถามว่าขั้นตอน Visa ตอนนี้ไปถึงไหน…เราจึงเล่าปัญหาให้ฟัง อาจารย์เลยบอกให้ลองถาม Tracking No. ของ EMS เพื่อจะเชคสถานะเอกสาร ตอนแรกก็คิดจะเชื่อ sense แรกตัวเองว่า พรุ่งนี้ก็คงมาถึงมั้ง แต่ลางสังหรณ์ก็เตือนให้เราส่งอีเมลล์ไปหาในกลางดึกของวันที่ 16

17 มีนาคม 2557

วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับการทำวีซ่าเลยทีเดียว จะเป็นวันชี้เป็นชี้ตายว่า ขั้นตอนทุกอย่างเราจะราบรื่นสมบูรณ์อย่างที่วางแผนไว้ไหม…

7 โมงเช้า รีบตื่นมาเชคอีเมลล์

Grad School ส่งเมลล์บอกว่า อีเมลล์ที่ส่งไป ส่งมาเป็นแบบ Air mail น่าจะถึงภายใน 5 วัน

คำถาม Shock โลกคือ International Student Center ส่ง COE มาให้หรือยัง!!!

ความเข้าใจที่เข้าใจว่า Grad School จะส่งให้มาโดยตลอด เป็นความเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง ลางหายนะจึงเริ่มมาเยือน ตอบอีเมลล์ในทันใดว่า “ยัง ไม่ ได้ COE เลย ครับ TT”

8 โมงครึ่ง โทรหา กพ.

โทรตามเรื่องคำนวณค่าใช้จ่ายที่ส่งอีเมลล์ไป…ปรากฏว่า พี่ที่รับผิดชอบบอกว่า ไม่ได้รับอีเมลล์ที่ส่งไปให้ช่วยดำเนินการ เอาล่ะสิ งานเข้า >_< เลยแจ้งข้อมูลพร้อม forward อีเมลล์ที่เคยส่งไปให้เมื่อนานมาแล้ว

9 โมงเช้า ไปไปรษณีย์

เนื่องจากเราตามไปรษณีย์ EMS (จนลุงจำหน้าได้ละว่าบ้านเลขที่อะไร) เราจึงไปเชคดูอย่างไม่มีความหวัง จดหมายยังไม่ออกจากซองตอนเก้าโมงตรง วันนี้เลยขยายขอบเขตไปที่ไปรษณีย์ปกติด้วย (เหมือนตามหาเครื่องบิน MH 370 เลยเนอะ) ปรากฏว่าไม่มี ลงมารอจดหมายออกจากซองให้หมด เชคอีเมลล์ดู เจอเรื่อง Shock ที่แรงกว่า

About the COE document, I checked with the International Students Office but itseems that they still haven't received this from the immigration bureau.
They aren't sure when they'll receive this since it all depends on the immigration bureau, but they have assured me that they would send this to you as soon assoon as they receive it.

I know you are getting anxious now that it's already mid-March, but we have hadmany cases where the student couldn't come until late April due to visa issues,so please don't worry so much about not being able to come from the beginning ofApril.

ถึง Grad School จะบอกว่าไม่ต้องกังวล….แต่เราก็กังวล เราเข้าใจว่า การขาด Orientation จะทำให้พลาดเรื่องหรือข้อมูลสำคัญต่างๆ มาก รวมถึงมันจะทำให้มีปัญหาเรื่องเอกสารกับการดำเนินเรื่องภายในด้วย เราต้องไปเปลี่ยนวันเดินทาง เปลี่ยนนู่นนั่นต่างๆ มากมาย ดังนั้น เราจึงต้องพยายามแก้ปัญหานี้ให้ได้!

กลับบ้านด้วยความสิ้นหวัง จึงโทรปรึกษาปัญหานี้กับพี่ที่ สสวท. เรื่องซื้อตั๋วเครื่องบิน ความเครียดเริ่มสุมเข้ามาเรื่อยๆ

10โมงครึ่ง

ช่วงที่ประสานงานเอกสารตลอดช่วงสองชั่วโมงตอนเช้า ระหว่างคุยกับพี่ สสวท. ก็ได้คุยกับอาจารย์ Eto และ Update ข้อมูลตลอดเวลา อาจารย์จึงช่วยติดต่อประสานงานกับทางกงศุลที่เชียงใหม่ จึงได้มีโอกาสไปหารือกับทางสถานกงศุล และในที่สุด ก็สามารถจัดการเรื่อง Visa ได้เรียบร้อย โดยยื่นเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติม ด้วยปริมาณมากเลยทีเดียว (เจ้าหน้าที่ขอเอกสารอะไร เราเตรียมพร้อม ส่งไปให้หมดตามคำร้องขอ) อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ให้ส่ง Offer ที่เป็นทางการไปให้ ถ้าส่งวันนี้ ก็จะได้ตามแผนพอดี

11 โมงครึ่ง (บ่ายโมงครึ่งที่นู่น) 

ในเมื่อร้องขอมา เราก็จัดให้….เราก็คิดว่ามันรีบร้อนมาก เลยโทรไปหาเจ้าหน้าที่ Grad School ที่ประสานงานตลอด พอแนะนำตัวปุ๊บ เจ้าหน้าที่ร้อง อ๋ออออ ในทันที (สงสัยจะมีความเยอะสุดๆ กับเรื่องเอกสารนี่แหละ 5555+)  คุยกับเจ้าหน้าที่จนได้ว่า เขารีบส่งไฟล์นี้มาให้เราในบัดดล

บ่ายโมง

โทรตามเรื่องกับ กพ. ทุกอย่างเรียบร้อยผ่านไปได้ด้วยดี อีกครึ่งชั่วโมง Grad School ก็ส่งไฟล์เอกสารมาให้ ก็ไม่รอช้า forward กลับไปที่สถานกงศุลเพื่อรีบทำเรื่อง Visa ในทันที และทุกอย่างคาดว่าจะเรียบร้อย

หมดขั้นตอนทุกอย่างบ่ายโมงครึ่ง ได้เวลาพลังงานหมดพอดี สลบไปถึงห้าโมงครึ่งเลยทีเดียว

18 มีนาคม 2557

International Student Center ส่งอีเมลล์บอกว่า COE ออกมาและส่ง EMS มาให้เรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณครับ….

19 มีนาคม 2557

วันนี้จะลุ้นผลวีซ่าว่าเรียบร้อยดีหรือไม่…เลยโทรไปเชคก่อนว่าจะเป็นยังไง ด้วยความลุ้น ผลออกมาว่า

“เรียบร้อยแล้วค่ะ มารับได้เลยนะคะ”

โล่งอกขึ้นมาในทันที รีบขับรถไปรับวีซ่าด้วยความสุข เก็บของทุกอย่างใส่กระเป๋า เก็บความทรงจำจากบ้านที่เชียงใหม่ อำลาสู่เมืองกรุง เตรียมเดินทางไปญี่ปุ่นสักที…

20 มีนาคม 2557

ร่วมงานปฐมนิเทศนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (เราแทรกตัวไปในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาลไทย) อยู่ตั้งแต่แปดโมงครึ่งยันสี่ทุ่ม ^^

เอกสารทั้งสองฉบับ ทั้ง Grad School และ COE มาถึงที่บ้านพอดี….(รอแม่หิ้วมาที่ กทม ก็แล้วกัน)

21 มีนาคม 2557

ไปรับเอกสารสำหรับไปรับตั๋วที่การบินไทยและดราฟท์เงินสดสำหรับถือติดตัว…ตอนเช้าไปถึง ปรากฏว่า ดราฟท์ยังไม่มา…เลยต้องไปจัดการเรื่องตั๋วให้เสร็จก่อน ด้วยอากาศที่ร้อนสุดๆ เลยนั่ง Taxi จาก สสวท. ตรงไปการบินไทย (รถติด จริงๆ นั่ง BTS ไปแล้วต่อรถอีกต่อ จะดีกว่าเยอะ) รับตั๋วจากเคาท์เตอร์ (ดีที่ไม่ต้องติดต่อกับพี่คนเดิมละ) ได้ตั๋วมาพร้อมเดินทาง….

1531530_10151976641780811_1583933804_n

แวะมาพักที่หอสักแป้บนึง พี่นุช การเงิน พสวท. ก็โทรมาบอกว่า ได้รับดราฟท์แล้ว มาเอาได้เลย

ไปเอาดราฟท์ที่ สสวท. คิดว่าเรื่องน่าจะจบ…แต่ก็ยัง

เพราะเพิ่งมาสังเกตกันว่า เงินที่ กพ. คำนวณไปเป็นเงินใน 1 เดือน !!! (ในกระดาษคำนวณไปถึงเดือนธันวาคม) เอาล่ะ งานเข้าแล้ว พี่ที่ กพ. ก็ลางานด้วยตอนวันศุกร์……ดังนั้น เราก็ต้องรอกันไปถึงวันจันทร์หน้า ก่อนเดินทางเลยทีเดียว…

24 มีนาคม 2557

วันนี้ได้ไปติดต่อรายงานตัวที่ กพ. ทำให้เคลียร์เรื่องเงินเรื่องทองในหลายๆ ประเด็น และคาดว่าจะได้รับเงินส่วนที่เหลือหลังจากไปอยู่ที่นู่น หลังจากกรอกเอกสารต่างๆ เรียบร้อย ลาพี่ที่ กพ. ก็แทบจะกล่าวได้ว่า เกือบพร้อมแล้วที่จะก้าวออกไปสู่โลกกว้างสักที…

******************************************************

ในเวลาหลังประกาศผล เป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปไวมาก เราใจจดใจจ่อกับเอกสารจนแทบจะไม่ได้ทำงานอื่นใดเลย เผลออีกทีก็ใกล้จะเดินทางแล้ว เหมือนเป็นดวงเป็นโชคชะตา ที่ทุกอย่างต้องมีอุปสรรค และอุปสรรคต่างๆ แก้ไขได้เฉียดฉิวแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ติดต่ออาจารย์  ได้อาจารย์เฉียดฉิวกับกำหนดปิดรับสมัคร สมัครมหาวิทยาลัย ผลออกเฉียดฉิวกับวันตัดทุน ซื้อตั๋วเครื่องบินได้เฉียดฉิวกับวันตัดตั๋ว แก้ปัญหาเรื่องดราฟท์ใกล้วันเดินทาง

มันดูเหมือนเป็นเรื่องตลกที่เจออุปสรรคต่างๆ มากมาย และสามารถแก้ได้ทันเวลา แต่ท้ายสุดมันก็เป็นประสบการณ์ที่ช่วยสอนให้เรารู้ว่า เราไม่สามารถ Control อะไรหลายๆ อย่างได้ด้วยตัวเอง มันมีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมาก ดังนั้นการรับมือกับปัญหาจึงเป็นเรื่องที่เราควรเตรียมพร้อมไว้เสมอ และที่สุดมันก็จะผ่านไปได้เองในที่สุด…

******************************************************

ช่วงนี้ชี้แนะ

1. แฟ้มเอกสาร One Stop Service ช่วยท่านได้!

แฟ้มเอกสารแบบ One Stop Service เป็นสิ่งที่จะมีประโยชน์มากสำหรับการดำเนินการพวกเอกสารต่างๆ แฟ้มอาจจะแบ่งและบรรจุเอกสารต่างๆ หลายๆ ชนิด ผมพบว่าการพกเอกสารปริมาณมหาศาลติดตัวไป เป็นประโยชน์มากในเวลาที่ต้องการเอกสารเร่งด่วน เพราะถึงเวลาที่หน่วยงานที่เราไปติดต่อเรียกขอ เราก็สามารถหยิบให้ได้ในทันที

เอกสารที่เราควรมีติดแฟ้มเอกสาร หลักๆ น่าจะประกอบด้วย

  • ผลการได้รับทุนการศึกษา
  • รายละเอียดข้อมูล เงื่อนไขการรับทุนการศึกษา
  • Financial Statement
  • Transcript ทุกระดับการศึกษา และหนังสือรับรองสำเร็จการศึกษา
  • Offer มหาวิทยาลัย ผลการสอบมหาวิทยาลัย
  • สำเนา Passport, Visa หลายๆ ฉบับ
  • รูปถ่ายทุกขนาด 1 นิ้ว, 1.5 นิ้ว, 2 นิ้ว
  • ผลคะแนนภาษาอังกฤษ
  • และเอกสารอื่นๆ ที่อาจจะต้องใช้

เอกสารรวมๆ ปึกใหญ่ อาจจะรู้สึกหนามาก แต่มันก็ช่วยได้เวลาที่ต้องการใช้เอกสารอย่างเร่งด่วน และการจัดการเอกสารให้เป็นระเบียบก็จะช่วยให้หาอะไรได้เร็วมากยิ่งขึ้นด้วย

2. ชีวิตวุ่นวาย Timeline Checklist ช่วยได้

จากชีวิตที่วุ่นวายมากๆ ทำให้บางทีเราไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไร มีขั้นตอนไหนที่ต้องดำเนินการบ้าง การทำตารางเฉพาะเกี่ยวกับการจัดการเอกสาร รวมถึง Checklist จะช่วยทำให้เราสามารถตั้งหลักและทำเรื่องได้ตามขั้นตอนแบบไม่พลาด ตัวอย่างนี้เป็น Timeline + Checklist (ที่ปรับแผนเรียบร้อยของผม)

ประกาศผล

ประกาศผล

 

ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์และพอเป็นแนวทางสำหรับปรับใช้ได้ครับ

******************************************************

ตอนต่อไปจะเป็นตอนสุดท้ายสำหรับซีรีส์ “เตรียมตัวเก็บกระเป๋า” เป็นตอนที่จะมาสรุปทุกสิ่งทุกอย่างในช่วงการเตรียมตัวเก็บกระเป๋า และเพื่อให้สอดคล้องกับชื่อซีรีส์ “เตรียมตัวเก็บกระเป๋า” นี้ เราก็จะมาสรุปว่าเราเก็บกระเป๋าเอาอะไรไปเรียนต่อบ้าง….ติดตามตอนต่อไปก่อนวันเดินทางจริงของผมครับ 😀

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 7 : มหากาพย์เรื่องที่พัก

ความเดิมจากตอนที่ 6 : พารานอยด์จากการรอผลมหาวิทยาลัย จนสุดท้ายก็ได้ที่ Meiji University !

ก็ถึงช่วงเวลาจัดการเรื่องเอกสารและเตรียมพร้อมเก็บกระเป๋า ตามชื่อซีรีส์นีซะที แต่เนื่องจากเรื่องเอกสารยังไม่เรียบร้อย (และโคตรมีปัญหา) เราเลยจะข้ามเรื่องเอกสารไปก่อน แล้วค่อยมาเล่าสู่กันฟังในตอนต่อไป

*******************************************************

หลังจากที่ประกาศผลเรียบร้อย สิ่งแรกที่เราทำในช่วงที่รอเอกสารคือ ดูที่ทางของมหาวิทยาลัย และจัดการหาที่พัก

ในภาควิชาที่เราจะได้เข้าไปเรียน เป็นภาควิชาที่ตั้งอยู่ที่ Campus ใหม่ (Nakano Campus) ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 2013 นี่เอง (เว็บไซต์ Campus http://www.meiji.ac.jp/nakano/english/index.html) ด้วยความเป็น Campus ใหม่ และเป็น Campus เล็กๆ แบบตึกเดี่ยว เรื่องที่พักจึงไม่ต้องพูดถึง…ไม่มี -*- ….. ข้างล่างนี่ก็เป็นแผนที่ Campus…จะเห็นว่าอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า Chuo Main Line ใกล้ๆ ย่าน Shinjuku! ด้วย Shinjuku เป็นย่านที่ดูคึกคัก ในทำนองคล้ายกันกับบ้านเรา ที่พักก็แพงตามไปด้วย

g_01

เนื่องจากเราจะได้ไปอยู่ที่ที่ดูมีความเจริญ จากการที่ได้ไป Conference ปีที่แล้ว เห็นว่าที่นี่ใช้จักรยานกันอย่างถ้วนหน้า และโตเกียวเป็นเมืองที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับจักรยานเยอะมาก เราจึงคิดแบบในละครสวยหรูว่า จะหาที่อยู่ที่ใกล้ๆ campus สามารถใช้จักรยานได้สบายๆ หน่อย แต่ก่อนหน้านี้พอจะทราบข้อมูลมาว่า การหาที่พักในญี่ปุ่นนั้นมีความยากลำบากเป็นอย่างมาก เพราะมีขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องจัดการมากมาย

แรกสุด ก็ลอง Search ใน Internet เกี่ยวกับพวกที่พัก วิธีง่ายสุดก็ google ทำให้เราเจอเว็บไซต์สำหรับหา Apartment อยู่สองสามที่ ก็ลองหาๆ สุ่มๆ เลือกดู จนพอเริ่มรู้ว่า ที่มหาวิทยาลัยอยู่โซนไหน จะหายังไง โดยทั่วไปเว็บไซต์ในการหาที่พักจะมีพวกข้อมูลพื้นฐาน เช่น เป็นที่พักแบบอพาร์ตเมนท์ (ทำด้วยไม้) หรือแมนชั่น (ทำด้วยโครงเล็ก / คอนกรีต) ห้องพักอยู่ชั้นไหน มี facilities อะไรบ้าง ที่พักอยู่ไกลจากรถไฟฟ้าขนาดไหน ซึ่งในการนี้เรามี Criterion ในการตัดสินไว้ดังนี้

1. การเดินทาง เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เราเลือกที่ที่พอจะใช้จักรยานขี่ไปที่ campus ได้ในเวลาไม่นานมากนัก (ระยะประมาณ 3 กิโลเมตร) รวมถึงอยู่ใกล้รถไฟฟ้า ปัจจัยรถไฟฟ้าสำคัญเพราะว่าในเวลาที่เราจะไปที่อืนๆ ก็คงต้องใช้รถไฟฟ้าอยู่แล้ว

2. location ของห้องที่จะพัก ไม่อยากอยู่ชั้น 1  เพราะคนคงจะวุ่นวายเดินไปมา อาจจะไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ กรณีมีเหตุเช่น ฝนตก น้ำท่วม หิมะตก (ไม่รู้จะมีไหม) น่าจะลำบากน่าดู… ส่วนชั้นที่อยู่สูงเกินไปเช่นชั้น 4 – 5 ก็คงลำบาก (นึกถึงเวลารีบกลับหอแล้ววิ่งไปเข้าห้องน้ำ คงจะเหนื่อยน่าดู)

3. ราคา เนื่องจากใน rate การประเมินค่าใช้จ่ายของ กพ. นั้น กพ. กะค่าที่พักให้ประมาณ 70,000 เยน ในการนี้ถ้าได้ห้องพักที่ราคาไม่แพง หรือเกินกว่าราคากลางนี้บวกไปประมาณ 10,000 เยน ก็คงพอไหว (ค่อยไปเจียดเงินส่วนอื่นเอา)

4. ระเบียง เนื่องจากเป็นคนชอบรับลม รับแสงตอนเช้าๆ การมีระเบียงไว้ตากผ้า มีพื้นที่สำหรับเดินออกไปดูในเวลาที่เบื่อๆ ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน

ด้วย Factors เหล่านี้จึงทำให้การหาที่พักจำกัดวงแคบลงมากขึ้น การเลือก location ก็ทำได้ไม่ยาก ด้วยการใช้ google map ดูระยะทาง คำนวณเวลาในการเดินทาง เรียกได้ว่าสะดวกครบครันพอสมควรเลย

การหาที่พักในญี่ปุ่น โดยทั่วไปเราจะต้องหาจากนายหน้าที่ดิน ซึ่งนายหน้าจะมีข้อมูลที่พักใน list ตามรายละเอียดที่เรา inquire ไว้ แล้วเจ้าหน้าที่จะพาเราไปชมตามความพอใจ จนได้เลือกที่พัก และทำสัญญา โดยจะต้องมีผู้ค้ำประกันให้ด้วย…แต่เนื่องจากเราอยากให้มีที่พักในทำนองที่ ไปถึงปุ๊บ เริ่มชีวิตได้เลย เราจึงเริ่มต้นกิจกรรมหาหอพักจากการปรึกษาพี่พฤหัส (รุ่นพี่ห้องเสียงตามสาย+ถ่ายภาพ ตอนมัธยม) พี่ให้คำแนะนำว่า ลองหาพวกที่เป็น dormitory อยู่ชั่วคราวก่อนสักเดือนนึง เพื่อไป survey หาที่ใหม่ จริงๆ ทางเลือกนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่เนื่องจากความอยากให้ทุกอย่างมันเรียบร้อยตั้งแต่เข้าไป เราจึงลองหาข้อมูลไปเรื่อยๆ (พวก shared house / dormitory จริงๆ ก็ไม่ค่อยครอบคลุมในย่านที่เราอยู่เท่าไหร่ด้วย)

ในช่วงต้นเดือนหลังจากผลมหาวิทยาลัยประกาศ ในสัปดาห์นั้น มีงานแนะแนวของ mainichi พอดี เลยเข้าไปถามข้อมูลเรื่องที่พัก พี่ที่ mainichi ก็ให้เราลองส่งข้อมูลเกี่ยวกับที่พักว่าอยากได้ในราคาแบบไหนยังไง เผื่อเค้าจะลองดูให้ได้… (แต่ก็ปรากฎว่า ข่าวคราวก็เงียบหายไป…)

จากการหาข้อมูลไปเรื่อยๆ จึงทำให้พบข้อมูลที่พักหลายๆ ที่ ในการนี้เราจึงเลือกๆ ที่พักและกด inquire ข้อมูลให้เข้าในอีเมลล์ ทีนึงอยู่ในย่านใกล้ๆ มหาวิทยาลัย อีกที่นึงอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเล้ย !!! (ช่างเหมาะสมอะไรขนาดนั้น!!) ในช่วงการตัดสินใจนี้เอง ก็ได้รับคำปรึกษาจากพี่อู๋  เซนเซตั๊ก เซนเซตั๊กช่วย contact กับอาจารย์ที่อยู่ที่ญี่ปุ่นให้ช่วยดูที่พักที่เรา inquire ไว้ ซึ่งในเบื้องต้นก็ดูเหมือนอะไรๆ ก็ราบรื่นไปหมดเลย

จนกระทั่งอีเมลล์ตอบกลับมาจากการ inquire ข้อมูล….

ทั้งสองที่ส่งอีเมลล์กลับมาว่า เราจะพาไปดู เมื่อไหร่ว่างติดต่อไปเลยยย…ใจชื้นมานิดนึง เราจึงส่งอีเมลล์กลับไปบอกข้อมูลให้ทราบว่า เรากำลังหาที่พักจากต่างประเทศอยู่ บลาๆ …. ภายหลังจากนั้นปฏิกิริยาก็มีการเปลี่ยนไป จากความราบรื่นกลายเป็นความซวย -*- ทั้งสองที่ให้ข้อมูลว่า ในการหาที่พัก ต้องใช้เอกสารต่างๆ นาๆ และต้องอยู่ในญี่ปุ่นก่อนถึงจะดำเนินการได้ !

เริ่มมีสัญชาตญาณรับรู้ว่า เรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ ด้วยการปรึกษาพี่แจ้ (พี่ พสวท. ที่เรียนที่ Sendai) พี่แจ้จึงแนะนำให้ลองปรึกษา Supervisor ซึ่งก็เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ในช่วงก่อนไปเรียนด้วย เราก็…ส่งเมลล์ไปรายงานความคืบหน้าให้กับอาจารย์ในเรื่องนี้ทันที… พร้อมทั้งบอกปัญหาว่าที่พักมีปัญหาแบบนี้ๆ มี Agent ที่นี่ๆ เค้าตอบมาว่า ๆ บลาๆ แรกสุดอาจารย์ส่งอีเมลล์กลับมาว่า จะติดต่อกับทาง Agency ให้นะ…

หลังจากที่อาจารย์ติดต่อกับ Agency ให้ อาจารย์จึงได้ข้อมูลซึ่งนำมาซึ่งความยุ่งยากต่อไป อาจารย์ส่งอีเมลล์มามีใจความโดยภาพรวมว่า

การหาที่พักที่นู่นค่อนข้างมีปัญหา ถ้าอาจารย์จะทำสัญญาให้เลย ก็จะเสียเวลาไปเดือนนึงฟรี ๆ เลย (ติดต่อช่วงกลางๆ กุมภาพันธ์) และการเปลี่ยนมือผู้อยู่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเซ็นสัญญา อาจารย์ยังได้ไปถามนักเรียนต่างชาติ รวมถึงนักเรียนที่ช่วยดูแลเด็กใหม่จากต่างประเทศ พบว่าส่วนใหญ่ จะใช้วิธีไปอยู่ในญี่ปุ่นที่โรงแรมหรือที่พักชั่วคราว (อาจจะบ้านคนอื่น) และลองไปหาที่พักอีกทีนึง (ซึ่งการหาไปเองอาจมีความเสี่ยงจากการที่ภาพถ่ายในเว็บไซต์ไม่ตรงกับความเป็นจริง)…. อาจารย์ยังให้ลองบอก spec คร่าวๆ เกี่ยวกับราคาไปด้วย (เราตั้งราคาว่า ค่าเช่าที่พอ Ok น่าจะไม่เกิน 65,000 เยน)

หลังจากตอบเมลล์อาจารย์ในประเด็นเรื่องตรงนี้ อาจารย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่พักอีก ก็คืออาจารย์ไปช่วยดูบูธที่ช่วยเรื่องที่พักสำหรับนักเรียนใหม่ที่ campus อาจารย์เลยได้รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมไว้ดังนี้

They told me there are several points to be careful.

1. Language. If you cannot communicate in Japanese, you should
search for a residence where you can find persons (a manager of the
regidence) to communicate in English or in some language.

2. Environments. Noise, internet-network conditions, availability
of the bicycle parking, etc. There are many aspects to be
checked.

3. Co-signer. This is a must. There are organizations and companies
for replacing co-signers, but some lent house specify a particular
organization or companies.

หลังจากที่อาจารย์ให้ข้อมูล เราก็รู้สึกว่าเราก็ควรต้องกระตือรือร้นในการจัดแจงเรื่องที่พักด้วย…ชักงงๆ เมื่อนึกอะไรไม่ออก JASSO ก็เป็นที่พึ่งให้เราได้อีกครั้ง…วันศุกร์ของสัปดาห์นั้น (วันสัมภาษณ์ของทุน พสวท. ปี 2557) เราก็แวะไปที่ JASSO โชคดีเจอคุณ Yamamoto ที่เป็น Head of JASSO ประเทศไทยพอดี จึงได้ข้อมูลต่างๆ มากมาย การไป JASSO ทำให้ได้ข้อมูลว่า มีศูนย์ ASEAN Center ของ Meiji University ที่ มศว (จริงๆ ทราบข้อมูลมาระยะใหญ่ๆ แล้ว แต่ไม่รู้ว่าถ้าไปที่ศูนย์นี้แล้วเราจะได้ข้อมูลของมหาวิทยาลัยมากน้อยแค่ไหน จะมีใครช่วยเราได้หรือไม่ บลาๆ คุณ Yamamoto ได้จดข้อมูลและให้ลองส่งอีเมลล์หา Prof. Eto ซึ่งเป็นอาจารย์ที่อยู่ที่ School of Political Science and Economics ที่มหาวิทยาลัยที่นู่น ซึ่งเป็น Coordinator เกี่ยวกับ exchange student ที่ ASEAN Center ด้วย…เราพอจะทราบว่ามีบริษัทเกี่ยวกับอพาร์ตเมนต์ที่ maichi เคยบอกไว้ (Leopalace) เลยถามคุณ Yamamoto ซึ่งก็ได้ข้อมูลมาอยู่เหมือนกัน…. 

เสร็จจาก JASSO พอมีเวลา (ก่อนไป MK กับเพื่อนๆ ชาว ม.ช. และแกงค์คณะศรัทธา) ก็โฉบไป Leopalace ไปถามข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับที่พักเพิ่ม (แต่ดูความหรูหราของ office และภาพที่เขาให้ดูก็เหมือนจะสู้ราคาไม่ค่อยไหว ขนาดยังไม่เห็นราคานะเนี่ย)

กลับจากกินข้าวเย็น ก็จัดแจงส่งอีเมลล์ไปหา Prof. Eto อาจารย์ตอบเมลล์กลับมาเร็วมากๆ เนื่องจากว่าอาจารย์กำลังจะคุยกับนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นที่ได้ไปที่ Meiji University พอดี อาจารย์จึงนัดให้เราไปเจอที่ มศว ตอนสายวันพฤหัส ซึ่งเรากำลังจะกลับเชียงใหม่มาทำวีซ่าในเย็นวันนั้นพอดี ระหว่างที่รอก็หาข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมไปพลาง ลุ้นๆ กับเอกสารที่ส่งไปที่ สสวท. กพ. มหาวิทยาลัย และอื่นๆ อีกมากมาย

วันพฤหัสบดีต่อมา ได้ไปพบกับ Prof. Eto อาจารย์ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับที่พัก โดยติดต่อกับ agency ที่ช่วยหาที่พักให้นักเรียนที่ไปเรียนที่นู่นให้ ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเพิ่มเติมด้วย… อาจารย์ได้ให้ Line ติดต่อกับ staff ที่ agency สำหรับติดตามเรื่องที่พัก แนะนำให้รู้จักกับนักเรียนที่นู่นที่ช่วยดูเรื่อง Stamp ตราปั๊ม และอื่นๆ

การติดต่อที่พักจึงเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก ทาง Staff ที่อาจารย์ได้ติดต่อให้ก็ช่วยหาข้อมูลเรื่องที่พัก ส่งพวกข้อมูล รูปภาพ วีดีโอที่ถ่าย รวมถึงลงไปดูสถานที่จริง ถ่ายภาพให้แบบ Real time เลยทีเดียว! นับว่าตัวเรามีความเรื่องมากอยู่พอสมควร กว่าจะเลือกได้ที่พักที่ถูกใจก็ใช้เวลาเกือบสัปดาห์ ซึ่งรวมค่าเช่าเบ็ดเสร็จก็เดือนละ 65000 + 3000  + 3000 เยน (ค่าเช่า + ค่าส่วนกลาง + ค่าน้ำแบบ buffet) บวกค่าต่างๆ อีก รวมๆ ยอดน่าจะประมาณเดือนละ 80,000 เยน (น้ำตาไหลพราก) [ที่พักมีมิเตอร์น้ำแบบมิเตอร์รวม ดังนั้นเวลาจ่ายก็เลยต้องจ่ายแบบเหมา)

ช่วงสัปดาห์หลังจากกลับเชียงใหม่ ได้ขึ้นมา กทม. อีกครั้ง เนื่องจากอาจารย์ได้นัดให้เราได้พบกับท่านทูตที่สถานทูตญี่ปุ่น ในช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากบริษัท Agency ได้มาที่เมืองไทยพอดี (วันเสาร์ อาทิตย์นั้นมีงานแนะแนวของ jeducation ซึ่งเค้ามาออกซุ้มเกี่ยวกับที่พัก) ในวันพุธสัปดาห์เดียวกัน จึงได้ทำสัญญาเกี่ยวกับที่พัก (ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน แต่ Staff ก็ช่วยแนะนำสัญญาให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษทีละข้อๆ ) พร้อมจ่ายเงินค่ามัดจำพอดี (ประมาณมหาศาล มหาศาลยังไงอยู่ใน ช่วงนี้ชี้แนะ) พร้อมกับน้องทุนรัฐบาลญี่ปุ่นอีกคน ซึ่งที่พักนี้ก็จะพร้อมเข้าอยู่ได้เลยเมื่อเท้าแตะที่สนามบินนาริตะ (แต่ก็ต้องไปถึงที่พักก่อนเด่ะ ถึงจะพักได้ 😛 )

เป็นว่ามหากาพย์การหาที่พักก็สิ้นสุดลงด้วยดี หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นต่อไป

*******************************************************

ช่วงนี้ชี้แนะ

ปกติในการหาที่พักที่ญี่ปุ่น เมื่อแรกเข้าเราต้องเสียค่าต่างๆ มหาศาล โชคดีที่ กพ. มีเงินช่วยพวกค่าแรกเข้า ค่าต่างๆ นาๆ

เนื่องจากเรื่องการหาที่พักมีรายละเอียดเยอะ จึงขอคัดลอกคำแนะนำมาจาก Thai Student in Japan Survival Guide โดย TSAJ สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น :  http://tsaj.org/handbook/ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ต/ ดังนี้

  1. ค่าขอบคุณเจ้าบ้าน (key money) อันนี้จริงๆ จะเรียกขอบคุณเจ้าบ้าน หรือขอบคุณบริษัทดูแลบ้าน ก็ได้ ไม่มีอะไรเลย มันคือเป็นค่าที่ชั้นอยากจะเก็บแก ว่ากันง่ายๆ ส่วนนี้ ถ้าบ้านเก่า หรือ เป็นช่วง off season หลายๆ ที่จะไม่เก็บเลย และใช้เป็นจุดขายหนึ่งของบ้านนั้นๆ ถ้าห้องที่อยู่คนเดียว ส่วนใหญ่จะเก็บตั้งแต่ 0-2 เท่าของเงินค่าเช่า
  2. ค่าประกัน (deposit money) จริงๆ เคยไปไว้ว่า ค่าปูเสื่อ ค่าอันนี้เปรียบเสมือนตัวประกัน กันเราทำห้องเลอะเทอะ ผนังพัง พื้นยุบ ฯลฯ ถ้าเกิดเราไปแล้ว เราไม่ยอมจ่ายค่าเสียหาย เค้าจะแย่เป็นต้น ก็จะเก็บไว้เป็นตัวประกัน ห้องอยู่คนเดียว ตอนเราย้ายออก จะหักค่าทำความสะอาดห้องไป แล้วคืนที่เหลือให้เรา ส่วนนี้จะเก็บราวๆ 0-2 เท่าของค่าเช่า
  3. ค่าเช่าเดือนแรก ตรงไปตรงมา คือขอค่าเช่าเดือนแรกไปก่อน ไม่ให้อยู่ฟรีๆ นะ ถ้าไปย้ายกลางๆ เดือน ก็จะโดนไปเป็นเดือนครึ่ง เดือนกับอีกสิบวัน ฯลฯ แล้วแต่คำนวณเป็นวันๆ ไป
  4. ค่าประกันไฟไหม้ + ค่าเปลี่ยนกุญแจ + ค่าทำความสะอาด กำจัดปลวก ฯลฯ อันนี้ยิบย่อยมากๆ ประกันไฟไหม้ เท่าที่เห็นๆ ราวๆ 15000-20000 เยน เปลี่ยนกุญแจก็อีก 20000 เยน ค่ากำจัดปลวกอะไรนี่ก็แอบโกงนิดๆ คือเล่นเก็บทั้งคนเก่าย้ายออก ก็หักค่าประกัน (ข้อสอง) เราจะเข้าก็เก็บเราอีก แต่ค่าอันนี้ไม่ได้มีทุกหลัง ห้องที่ดูๆ ไว้ เท่าที่ดูคคร่าวๆ ไม่เจอ มีแต่ค่าประกันไฟไหม้ กับกุญแจ ที่มักจะโดน บางทีประหลาดหนัก คือไม่ได้หักค่าประกันข้อสองอย่างเดียว มีเก็บค่าทำความสะอาดแยกอีก รวมๆ แล้วข้อนี้ น่าจะเสียราวๆ 4 หมื่นเยน
  5. ค่าธรรมเนียมนายหน้า ส่วนนี้เท่ากับค่าเช่าเดือนนึง หรือ 1.05 ของค่าเช่า  ตรงนี้เป็นส่วนที่นายหน้าอ่อนให้เราได้มากสุด เพราะมันเป็นค่าเค้าเอง (ส่วนอื่นๆ นายหน้าต้องไปคุยกับบ.ดูแลบ้าน หรือเจ้าบ้าน เพื่อต่อราคา) อย่างนายหน้าเจ้าที่ใช้บริการอยู่ มีแคมเปญกับบริษัท ลดธรรมเนียมให้เหลือแค่ 1/2 ของราคาค่าเช่า  บางทีอาจจะลดเป็นจำนวนเงินไปเลยก็ได้  ส่วนนี้มีทริกว่า ถ้า บริษัทดูแลบ้านที่เราอยากได้เค้ายอมทำรับสมัครโดยตรง บางกรณีจะไม่ต้องเสีย  วิธีนี้แอบวุ่นวาย ต้องติดต่อเองเป็นเจ้าๆ แถมดีลใหม่หมด เราเลยตัดสินใจว่า จะไม่ทำ
  6. ค่าค้ำประกัน ส่วนนี้สำหรับคนไม่มีคนค้ำประกันให้  ก็ต้องใช้บริษัทค้ำประกัน ก็จะเสียอีกเท่าค่าเช่าเดือนนึง หรือ 0.5-0.8 ของค่าเช่า แต่ก่อนเคยเข้าใจว่า บริษัทดูแลบ้าน ชอบกรณีเป็นคนๆ ค้ำให้มากกว่า (เพราะตอนย้ายห้าปีก่อนได้ยินแบบนั้น) แต่มาย้ายคราวนี้ พบว่าไม่ใช่ บางที่ชอบเป็นบริษัทค้ำมากกว่า (บางที่บังคับเลยว่าต้องใช้ แบบนี้เราก็ต้องเสียเต็มๆ แม้จะมีคนยอมค้ำให้เรา ซึ่งแต่ก่อนเป็นเซนเซของเราเอง)

ในกรณีของเราซึ่งยังไม่มี Guarantor (คนค้ำประกัน) ทาง agency จึงเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือนเพื่อเป็นการค้ำประกันให้ โดยหลังจากเดือนที่ 3 เสร็จ (ขึ้นเดือนที่ 4) เราจะต้องหาบริการค้ำประกันเองอีกทีนึง

สรุปแล้วที่ตัวเราจ่ายไปในการนี้ มีค่าใช้จ่ายแรกเข้ามหาศาลดังต่อไปนี้ (based on ค่าเช่า 65,000 + ค่าส่วนกลาง 3,000 + ค่าน้ำ buffet 3,000)

  1. ค่าเช่าตั้งแต่วันที่เข้าอยู่จนหมดเดือนมีนาคม (เข้าเดือนมีนาคม)
  2. ค่าเช่า + ค่าส่วนกลาง + ค่าน้ำสามเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน – มิถุนายน
  3. ค่า key money (เท่ากับค่าเช่า)
  4. ค่ามัดจำ (เท่ากับค่าเช่า)
  5. ค่าทำประกัน (23,000 เยน)
  6. ค่านายหน้า (ค่าเช่า คูณ 1.05)
  7. ค่าเอกสารการดำเนินการ

เบ็ดเสร็จสิริรวมประมาณ 450,000 เยน สำหรับการจัดการและที่พักสำหรับคุ้มกะลาหัวไปได้สามเดือน -.- (รวมค่าแก๊ส ค่าไฟ ค่าเนท ก็คงประมาณเดือนละ 10,000 เยนพอดิบพอดี…

*******************************************************

คิดว่าอีกไม่กี่ตอนก็คงจะจบซีรีส์นี้ ตอนต่อไปจะเป็นตอนที่ปวดหัวที่สุดไม่แพ้กับช่วงรอผล ก็คือ การจัดการเอกสารต่างๆ นาๆ ที่ชวนให้หวุดหวิด และหงุดหงิดกับบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากมาย ขอให้เอกสารทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจะมาเล่าสู่กันฟัง (บ่น) ในตอนต่อไป ซึ่งใกล้จะถึงบทสรุปก่อนที่จะได้เดินทางจริงๆ สักที (เดินทางวันที่ 26 มีนาคมนี้ครับ)

ขอบพระคุณที่ติดตามครับ (มีใครมาอ่านของแกด้วยหรอ ห๊าาาา …)

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 6 : พารานอยด์

เว็บไซต์เด็กโบห์มดอทคอม (http://www.dek-d.com/board/view/1504280/) ได้กล่าวถึงคำว่าพารานอยด์ไว้ว่า

พารานอยด์ (paranoid) หรือ หวาดระแวง หมายความถึง อาการทางจิตอย่างหนึ่ง ได้แก่ ความสงสัยคิดเกินเลยจนเป็นความระแวง มีตั้งแต่น้อยๆ นั่นคือคนอื่นอาจพูดคุยโน้มน้าวใจด้วยเหตุผลก็พอจะโยกคลอนได้ ไม่เชื่อแบบฝังแน่น

************************************

ความเดิมจากตอนที่แล้ว : อาจารย์ที่ Meiji University ตอบรับให้เข้าไปใน Lab ของอาจารย์แล้ว

ตอนที่ 6 จะต่อเนื่องมาจากตอนที่ 5 (ไม่อยากเขียนตอนที่ 5 ให้ยาวเกินไป เดี๋ยวมันยาวเกิน)

*************************************

หลังจากที่อาจารย์ตอบรับให้เข้าห้อง lab อาจารย์แล้ว ทาง Grad School ก็ส่งเอกสารการสมัครมาให้ ซึ่งต้องขอบคุณทาง Grad School ที่เป็นห่วงเรา กลัวว่าเอกสารจะมาถึงช้า ส่งไฟล์เอกสารนั้นมาให้ด้วย จะได้มีการเตรียมตัวก่อนเวลาสมัคร คือวันที่ 6 ธันวาคม ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2556

ทาง Grad School ส่งเอกสารมาให้วันที่ 27 พฤศจิกายน (Professor ตอบรับกลับมาวันที่ 26 พฤศจิกายน!) เอกสารถึงไทยประมาณ 30 พฤศจิกายน (โดย EMS ซึ่งไวพอดู) เปิดเอกสารมาจึงต้องเตรียมพวก เอกสารการจบ คะแนนภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือการกรอก Research Plan ซึ่งเทียบได้กับการสอบ Entrance Examination นั่นเอง ตัวเราไม่ต้องไปสอบสัมภาษณ์ที่ญี่ปุ่น แต่ต้องส่งเอกสารเหล่านี้ไปให้ (คนที่ไปสัมภาษณ์ กรรมการก็จะถามพวก Research Plan / งานที่กำลังทำอยู่) หลักๆ มีคำถามให้เราตอบอยู่ประมาณ 4 ข้อ ข้อละหนึ่งหน้ากระดาษ ดังนี้

  1. งานที่กำลังทำอยู่ตอนนี้
  2. แผนการวิจัยที่สนใจ (เขียนแบบ Conceptualization ได้)
  3. ประสบการณ์ทางวิชาการ
  4. ข้อ 4.1 ให้บอกว่าเราเคยได้รางวัล หรือมีความภูมิใจอะไรในชีวิตบ้าง 4.2 นักวิจัยในอุดมคติของคุณเป็นยังไง

ข้อ 1, 3 และ 4 ไม่เป็นปัญหา เพราะเราสามารถแถไถได้อยู่แล้ว ปัญหาหลักคือข้อ 2 เพราะว่าเรายังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี (ยังเคว้งคว้าง) ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา ก็ดูเหมือนยังไม่มีประเด็นที่น่าสนใจ ในการนี้ก็เลยใช้วิธีเขียนโดยกว้างๆ ถึงวิธีการที่เราจะทำวิจัย แนวทางที่ชอบที่สนใจ และยกตัวอย่างปัญหาที่เป็นปัญหาที่ link มาจาก Thesis เก่ากับเรื่องที่น่าสนใจ…

ปัญหาที่นึกออกมันตลกมาก!! นึกออกว่าตอนเดือนเมษายน เราเคยตั้งความสงสัยเกี่ยวกับผิวรูปขนุน กับปัญหาการแบ่งรูป ?!? เราสงสัยว่ามันจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับ Thesis เราได้ไหม หรือจะเป็นปัญหา Voronoi Diagram …ตอนนั้นได้แต่ถ่ายรูปมาคิด จนนึกอะไรไม่ออกในใบคำถาม ก็เลยเอามันมาเขียนใน Research Plan เลย! แต่ก็ไม่ลืมที่จะบอกไว้ว่า เรายัง open หัวข้อได้อยู่นะ 😛

เขียน ๆ แก้ๆ นึกไม่ออกๆ ไปจนถึงวันที่ 7 – 8 จึงได้ฤกษ์เขียนให้เสร็จ มีเซนเซตั๊กช่วยตรวจให้อย่างสุดความสามารถ (ขอบคุณมากครับ ^^)  แต่ยังไม่ได้ให้ อ.ที่ปรึกษาช่วยดูให้ ด้วยความร้อนใจว่าเอกสารจะส่งไปถึงไหม (ช่วงนั้นมีม๊อบ…ซึ่งก็เหมือนช่วงนี้ -*-)  เราเลยรีบทำและส่งไปให้ที่ญี่ปุ่นเลย การส่งเอกสารก็กลัวๆ จะมีปัญหา ด้วยความนอยด์ว่าจะมีปิดสนามบินอีกไหม…เลยส่งไปเลย DHL!

ส่งเอกสารไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยพลานุภาพของ DHL ทำให้การส่งที่ส่งไปตอนสายวันที่ 9 ธันวาคม ถึงที่มหาวิทยาลัยวันที่ 10 ธันวาคมตอนเย็น !!! (แหงละสิ ส่งแค่เอกสารซัดไปเรียบร้อย แปดร้อยกว่า – -) ทางที่นู่นก็ส่งเมลล์ตอบกลับว่าได้เอกสารแล้ว และจะประกาศวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

หมายเหตุ เนื่องจากตัวเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะไปญี่ปุ่น ดังนั้นจึงทุบหม้อข้าวตัวเองไปหมดแล้วสำหรับการสอบ GRE/ GRE Subject รวมถึงคะแนน TOEFL รอบที่สอบไปได้อยู่ 77 ซึ่งที่ญี่ปุ่นหลายที่ไม่ได้ Strict คะแนนขั้นต่ำ ในการนั้นเราจึงไม่ได้เพียรพยายามสอบให้คะแนน Eng เกินอีก (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสุดๆ) แต่ตอนแรกเราวางแผนจะสอบ IELTS ไว้ต้นปี 2557 อยู่เหมือนกัน…

ช่วงเวลาหลังจากนี้ไปก็เป็นช่วงเวลารอ ซึ่งเค้าว่ากันว่าเป็นเวลาที่ทรมานที่สุดเลยก็ว่าได้…..

ช่วงแรกๆ เราก็ยังรื่นรมย์มีความสุขดี…ไม่คิดอะไรมาก

จนกระทั่งล่วงเลยมาปีใหม่ 2557….

ทริปแรกที่ไปต้นปีคือ สิงคโปร์ กับมาเลเซียในงาน MPSGC จะว่าไปเที่ยวก็เรียกไม่ได้ เพราะไปแบบไม่ค่อยมีความสุข กระวนกระวายใจมาก ตัวเราเองก็อยากรู้ว่าทิศทางจะเป็นยังไง เลยปรึกษากำนัน กำนันก็แนะนำตั้งแต่ปลายปีละว่า น่าจะส่ง สคส ไปให้ Prof. … เราก็…ส่ง E-mail ไปให้อาจารย์ช่วงปีใหม่ซะเลย (หลังจากวันปีใหม่ประมาณหกวัน -*-) เพื่อหยั่งเชิงดูกระแส

อาจารย์ก็ตอบกลับมา ในโทนกลางๆ (แต่เราก็อดจะตีความเข้าข้างตัวเองไม่ได้ – -? แต่สุดท้ายเค้าก็ตอบกลางๆนั่นแหละ)

กลางเดือนมกรา เริ่มเกิดความนอยด์หนักขึ้น เพื่อนเริ่มบ่นว่า กูยังไม่มีที่เลย….[กำหนดการตัดทุนรอบนี้คือ 28 ก.พ. 57 ถ้าไม่มีที่ Accept ก็ต้องทำเรื่องขอขยายระยะเวลา ซึ่ง….ไม่น่าเสี่ยง] ความนอยด์ก็เริ่มบังเกิด การทำอะไรหลายๆ อย่างซึ่งเป็นผลจากความนอยด์ก็เกิดขึ้น

เริ่มคิดอยากสอบ IELTS แต่ก็สงวนท่าที ยังไม่อยากสอบ (ถ้าสอบก็ต้องจ่ายอีกห้าหกพัน…แถมตอนเตรียมสอบที่ผ่านๆ มา เตรียมมา TOEFL มาทั้งนั้น!) เลยยังไม่ได้สอบ…กะว่าถ้าผลที่ญี่ปุ่นออกมาไม่ได้ก็คงสอบทันล่ะมั้ง…(หวังน้ำบ่อหน้าอีกละ นิสัยเสียจริงๆ)

มือเริ่มไปหาข้อมูลที่อื่นเพื่อสำรองที่เรียนไว้ (จริงๆ ควรคิดไว้นานแล้ว) เริ่มจากการส่ง E-mail ไปหาที่เรียนที่สเปน…วันที่ 22 มกราคม 2557
นอยด์อีกพักใหญ่ประมาณสัปดาห์กว่า ปรากฏว่าอาจารย์ตอบเมลล์กลับมาวันที่ 29 มกราคม 2557

ผลการตอบรับ Lab ของเรายังไม่รับนักศึกษา Ph.D.

อย่างไรก็ตาม แต่อาจารย์ได้ให้เมลล์ไว้เผื่อไปติดต่อต่ออีกสองท่าน คนแรกอยู่ที่อิหร่าน – – อีกคนอยู่สเปนเหมือนกัน ครั้นจะคิดส่งไปที่สเปนอีกเจ้า พอหาข้อมูลมหาวิทยาลัยก็หาข้อมูลได้ไม่มาก เลยยังไม่ได้ส่ง

นอยด์ไปอีกพักใหญ่ๆ เริ่มนับถอยหลังวันประกาศผล จนคืนวันที่ 31 มกราคม เครียดจนนอนไม่ได้! ถ้านอนไม่ได้ก็ไม่ต้องนอนสิ…!!

วันนั้นตีห้า นั่งคุยใน facebook กับน้องแน๊คผู้ไปเรียนที่อังกฤษ แน่นอน เราก็ระบายถึงความนอยด์ของเราให้รับทราบ น้องก็ช่วยหาอาจารย์ที่อังกฤษ พร้อมดูเงื่อนไขเรียบร้อยว่า ค่อยตามส่งคะแนน IELTS ไปก็ได้…ด้วยความวู่วาม เลยส่งอีเมลล์ไปที่ที่หก Lancaster University

ผลการตอบรับ สองวันต่อมา อาจารย์ตอบกลับมาว่า background ของคุณ fit กับงานวิจัยของเรามากเลย ถ้าคุณสนใจก็สมัครมาได้เลย !

ใจเริ่มชื้นขึ้นมา 20% อย่างน้อยถ้าพลาดที่ญี่ปุ่น ยังมีอ้อมกอดของ Lancaster University ที่อาจจะรับอยู่ (แต่คงเหนื่อยที่จะไปสู้กับ สสวท. เพื่อขอขยายระยะเวลา เพราะคะแนนก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ดีเท่าไหร่ -*-)

สัปดาห์นั้นกลับบ้านมาเลือกตั้ง ช่วงนี้จิตใจเริ่มว้าวุ่น เริ่มพึ่งพาบุญธรรมกรรมแต่ง แอบเสี่ยงเซียมซีในอินเตอร์เน็ตดูนิดหน่อยอีกต่างหาก

สามวันก่อนประกาศผล เริ่มมีความรู้สึกแบบแปลกๆ เหมือนใจหายแบบวูบวาบ เริ่มจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ หลับได้สองชั่วโมงตื่นนอน
โชคดีที่วันที่ 5 กุมภา มี Events ให้ทำคือการไปเข้าแถวรอเพื่อต่อ passport เลยมีการได้นอนหลับตอนกลางวันทั้งวัน

ตอนเย็นๆ ก็นอยด์มาก ชมรมบุฟเฟต์คณิตศาสตร์นำโดยวสนนท์ ชวนไปกินบุฟเฟต์ ตอนแรกจะปฏิเสธไม่ไป แต่ก็ตัดสินใจว่า ถ้าจมอยู่กับความเครียดชีวิตคงไม่ได้ดีขึ้น เลยออกไปร่วมแจมกับชมรมบุฟเฟต์…เดินคุยบ่นๆ กับพี่ต้องอีกสักพักเลยได้กลับหอสักสามทุ่ม โล่งอกขึ้นนิดนึง….

แต่ตอนกลางคืนนี่แหละ ทรมานที่สุด….ตั้งใจจะนอนตั้งแต่เที่ยงคืน…เพื่อจะตื่นเช้าประมาณเจ็ดโมงมารอลุ้นผล (7 โมงที่นี่คือ 9 โมงเช้าที่นู่น) แถมด้วยการเปิดเสียงใน iPad เพื่อให้มันเตือนถ้ามีเมลล์เข้า

ประมาณตีสอง เสียงเมลล์เข้า ตึ้ง ตึ่ง…..

….

เมลล์โฆษณา แสรดดดดด!

ตื่นนอนสักพัก มานอนต่อ หลับๆ ตื่นๆ ตลอด จนรำคาญ ตื่นตีห้าไปเลย… มานั่งเล่นเนทไปด้วยใจตื่นเต้น พอง่วงก็ไปนอน รอแล้วรอเล่าจนกระทั่ง 11 โมงเช้า ก็ต้องจรลีเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อไปคุมสอบ (วันที่ 6 นี้มีสองคุมสอบติดกัน – -.)

เวลาล่วงเลยไปจนถึงการคุมสอบแรกตอนเที่ยงสี่สิบห้า (เวลาที่นู่นบ่ายสองโมงสี่สิบห้า) ซึ่งเป็นการคุมสอบของ อ.วนิดาพอดี (เราก็บ่นให้อาจารย์ฟังเหมือนกันว่าช่วงนี้เครียดสุดๆ เลย อาจารย์ก็บอกว่า ไม่น่ามีปัญหามั้งนะ) ระหว่างคุมสอบ ไม่ค่อยมีกระจิตกระใจทำงาน refresh mail ใน iPad เรื่อยๆ จนเริ่มปลงละว่า มันคงจะไม่มาหรอกตอนนี้ เลยหยิบเอาเปเปอร์มานั่งเขียนต่อ

บ่ายสองโมงแปดนาที….บังเอิญเปิดเมลล์ทิ้งไว้พอดี (ช่วงเวิ่นเว้อ) เลยกด refresh …ปรากฏว่าเมลล์เข้า !!!!

เป็นข้อความจาก Grad School ดังความว่า

Dear Mr. Chaidee,

I hope all is well with you today.

In regards to your application for the Graduate School of Advanced Mathematical Sciences, I am happy to inform you that we would like to accept you as a student for our doctoral course commencing from April 1, 2014. We have sent you the enrollment documents by EMS today so please make sure to return the necessary documents before March 10.

If you have any questions about the documents, etc., please feel free to contactus at any time.

Congratulations and look forward to seeing you in April.

Office of the Graduate School of Advanced Mathematical Sciences
Meiji University

ณ เวลานั้นอธิบายความรู้สึกไม่ถูก ดีใจสุดๆ อยากตะโกนดังๆ ให้สมกับที่ได้ปลดปล่อยความเครียดตลอดสองเดือนที่ผ่านมา (แต่ทำไม่ได้ ต้องสงบสติอารมณ์เพราะกำลังคุมสอบอยู่) สุดท้ายสติก็มา และนั่งคุมสอบต่อไปอย่างมีความสุข จนจบวันหลังจากคุมสอบวิชาที่สอง ก็ซดชาบูไปด้วยความปวดหัว (กลายเป็นว่าปวดหัว เพราะพักผ่อนไม่พอมาหลายวัน -*-)

มหากาพย์การส่งอีเมลล์เพื่อติดต่อมหาวิทยาลัยก็จบลงแต่เพียงนี้ ซึ่งผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
แทบเรียกได้ว่าโชคดีก็ว่าได้ เพราะไม่ได้หาที่สำรองไว้เลย ไม่ได้เตรียมแผนสำรองอื่นได้ไว้อีก ถ้าเกิดไม่ได้ขึ้นมาชีวิตคงต้องเครียดต่อไปอีกหลายระลอกเลยทีเดียว…

***********************************

นิทานเรื่องนี้จึงสอนให้เรารู้ว่า การมีแผนสำรองจะช่วยทำให้ชีวิตมีความนอยด์ลดลงมาก

ตัวเราอาจจะยึดติดกับธรรมเนียมที่บอกว่า ญี่ปุ่นให้ส่งไปทีละคน (แต่ทำไมเราไม่ส่งไปที่อื่นด้วยล่ะ ทำไมเพิ่งมาคิดได้ตอนนี้ !!)
คะแนนภาษาอังกฤษก็เป็นอีกเรื่องที่อยากตีตัวเองมาก เพราะรู้สึกว่ารอบที่สองที่สอบ ไม่ได้ทำอย่างเต็มความสามารถ (เพราะมาเข้าใจว่าคะแนนเท่านั้นก็พอได้แล้วสำหรับญี่ปุ่น ทำให้ปิดประตูสำหรับทางออกไปหลายๆ ทางเหมือนกัน) ด้วยทุกเรื่องเลยทำให้ชีวิตที่ผ่านมามีความนอยด์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ลุ้นมากกว่าตอนนอยด์ช่วง ป.โท ปี 1 เยอะเลย)

หลังจากนี้คงจะต้องเตรียมเอกสารเพื่อดำเนินการในขั้นตอนต่อๆ ไป ถ้าได้ VISA อะไรเรียบร้อยแล้วก็คงจะมาเล่าสู่กันฟังต่ออีกนิดนึง….

ท้ายบล๊อกนี้ ต้องขอขอบคุณหลายคนมากๆ ที่ช่วยรับฟังการบ่นและระบายในช่วงที่นอยด์มากๆ

ที่บ่นให้ฟังเยอะเลยคงเป็นพี่ ดร.เป็นหญิง ที่บ่นให้ฟังบ่อยมากจนเจ๊แกคงจะเบื่อซะแล้ว lol ไทน์แห่งมหิดล ที่คอยรับฟังตลอดเวลา กำนัน พี่แจ้ ที่คอยตอบคำถามเกี่ยวกับการนอยด์ที่ญี่ปุ่น น้องแน๊คที่แนะนำที่อีกที่ ทำให้ความนอยด์ลดลงไป 20% พี่แม๊ก สำหรับการรับฟังการบ่นทั่วๆไป อาจารย์วิชาญที่ช่วยเชียร์ให้สมัครที่สเปน (ได้เติมตัวเลือกเพิ่มขึ้น) คนอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงขอโทษทุกคนที่ช่วงที่ผ่านมานอยด์มาก จนไปรก wall facebook ของทุกคน

***********************************

ช่วงนี้ชี้แนะ

มีทริคที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตอบคำถามใน Research Plan ของผมที่ส่งไปรอบนี้

เวลาที่โจทย์ถามเกี่ยวกับ ความภูมิใจ รางวัลที่ได้รับ ถ้าเราต้องการสมัครมหาวิทยาลัย หรือทำงานต่อ เราควรจะมีการเชื่อมโยงว่า รางวัลหรือความภูมิใจของเรานั้น จะมีผลทำให้งานของเราที่กำลังจะเริ่มดีขึ้นอย่างไร ซึ่งคิดว่ามันจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กรรมการพิจารณาเรา ในฐานะที่เราสามารถนำประสบการณ์ หรือรางวัลที่ได้รับ ไปพัฒนาต่อยอดเป็นงานหรือศักยภาพของตนเองต่อไป…

ต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างที่เขียนไปคร่าวๆ

ส่วนแรกได้ชี้ให้กรรมการเห็นว่า เรามีพัฒนาการด้านการเรียนอย่างไรบ้าง จากการรับทุนการศึกษา ส่วนนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเราในด้านการวิจัย ส่วนต่อมา เนื่องจากเราทำกิจกรรมเยอะ ดังนั้นเราจึงเลือกเอากิจกรรมที่เป็นจุดเด่น มาชี้ให้เห็นว่า เราสามารถ balance เวลาในการทำกิจกรรมไปควบคู่กับการเรียนได้ และการทำกิจกรรมยังช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีด้วย….ส่วนสุดได้พูดถึงความสนใจเฉพาะตัวเกี่ยวกับการทำ Graphic Design และการที่เคยอยู่เสียงตามสายมาก่อน ก็ช่วยทำให้เรามีความสามารถในการ Presentation งานได้ดีด้วย

หวังว่าจะช่วยเป็นแนวทางให้ไปเขียนตอบอะไรแนวนี้ได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ 🙂

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 5 : เส้นทางสู่มหาวิทยาลัย

อะแฮ่มๆ สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน (หันหน้ากลับแล้วด่าดังๆ ว่า มีใครมาอ่านของเมิงด้วยฟระแสรดดดด)

หลังจากที่ร้างราจากการอัพมานาน ก็ถึงเวลามาอัพเดทสักที ว่าชีวิตนี้มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว…

ณ เวลาที่เขียนตอนนี้ การศึกษาไปต่างประเทศด้วยทุน พสวท. ต่างประเทศของผู้เขียน นับว่ามีความก้าวหน้ามาแล้ว ถ้าเทียบกับการเดินทาง ตอนนี้ก็ได้ฤกษ์ที่จะเก็บกระเป๋า เก็บของเตรียมตัวเดินทางได้แล้ว (เย้)

มหากาพย์ตอนนี้จะยาวนิดนึง จะแบ่งเป็นสองตอน ตอนนี้จะจบที่อาจารย์ตอบรับอีเมลล์ ส่วนอีกตอนจะเขียนเกี่ยวกับความนอยด์ของการรอคอยในรอบสองเดือนที่ผ่านมา…

****************************************

หลังจากที่ผ่านการสอบ TOEFL มาอย่างสะบักสะบอม และคะแนนก็ปริ่มๆ น้ำ ก็คงจะเริ่มถึงเวลาที่เราจะได้ติดต่อมหาวิทยาลัยสักที โดยประเทศในดวงใจที่คิดไว้ก็คือ ญี่ปุ่น นั่นเองง!! (เหตุผลดูได้ที่ตอนที่ 2)

ตามธรรมเนียมที่ได้รับทราบมานั้น ที่ประเทศญี่ปุ่นเราจะต้องติดต่อกับ Professor เองก่อน เพื่อให้มี contact กันก่อน จากนั้นจึงค่อยผ่านขั้นตอนการสมัครของมหาวิทยาลัย ซึ่งแล้วแต่ว่า บางมหาวิทยาลัยก็ต้องมีการสอบเข้าด้วย แบบในไทยที่ต้องมีการสอบเข้า ป.โท- เอก

จากตอนที่เตรียมข้อมูลไว้ก่อนสัมภาษณ์ เราได้มี list อาจารย์ที่เคยร่างไว้ว่าน่าสนใจบ้าง ก็จึงถึงเวลาที่จะพลิก list นี้มาดูสักที

ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดทั้งหมด คงต้องพูดถึง requirement ในการหาอาจารย์ที่ปรึกษาที่เราวางไว้ก่อน เนื่องจากสาขาที่เราสนใจคือ Computational Geometry หรือ Discrete Geometry ดังนั้นเราก็ควรที่จะได้ทำงานในสายตรง หรือสายที่เฉียดๆ ใกล้ๆ กัน ข้อกำหนดเพิ่มเติมที่เจอว่าเป็นปัญหาคือ สาขานี้ต้องอยู่ในภาควิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากเรารับทุนสาขาคณิตศาสตร์ (ส่วนใหญ่ Computational Geometry มักจะตกอยู่ในสาขาคอมพิวเตอร์ หรือ Information Sciences ซะส่วนใหญ่ ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการขออนุมัติไปเรียนจากทุน พสวท. ได้)

เดือนกรกฎาคม 2556

ต้นเดือนกรกฎาคม เริ่มต้นที่แรกที่ Kyushu University ที่เมือง Fukuoka ไปหาข้อมูลแล้วเจอ Faculty of Mathematics (คิดว่าหรูหรามาก) ในการนั้นมีสาขาวิจัย Computational Mathematics แต่ไม่ได้มีสายที่สนใจโดยตรง เจออาจารย์ที่ดูเหมือนงานน่าจะใกล้เคียง (แต่จริงๆ ไม่ได้ใกล้เลยแหะ) เลยส่งอีเมลลล์ไป ก็เลยจัดแจงร่างจดหมาย แล้วให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูให้ ณ เวลานั้นยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ในตอนนั้นเราคิดว่าจะลองส่งไปถามก่อนว่าต้องทำอะไรบ้างถ้าอยากทำวิจัยด้วย เลยยังไม่ได้ใส่รายละเอียดของตัวเราไปมาก (บอกรายละเอียดแค่ว่า เราเป็นใคร ทำอะไร ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ มีทุนไปนะ แต่ยังไม่ได้แนบ CV : รายละเอียด CV ที่ดีอยู่ตรงข้างล่างจ้า)

ผลตอบรับที่แรก เงียบสนิท….เราเลยลองส่งรายละเอียดไปถามในหน้าเว็บไซต์ของภาควิชา…
คนที่ตอบกลับมาคืออาจารย์คนที่เราส่งเมลล์ไป !

ช่วงการรออีเมลล์เป็นอะไรที่ทรมานมาก เราจึงหว่านไปอีกที่นึงคือที่ Keio University เนื่องจากเราหาข้อมูลทิ้งไว้ มีข้อมูลอาจารย์อยู่ (ใช้เมลล์อันเก่าที่ส่งไปที่ Kyushu University นี่แหละ)

ผลการตอบรับ เงียบสนิท….(จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ตอบมาเลยมั้ง -.-)

พอคนแรกตอบกลับมาจากเว็บไซต์ของภาควิชา เราเลยเห็นว่า เค้ายัง active งานอยู่ (ถึงจะดูอาวุโสแล้ว) เลยจัดแจงส่งอีเมลล์ไปอีกรอบ รอบนี้มีข้อมูลแล้วว่า เราเคยส่งหาตอนถามข้อมูลที่ภาคที่อาจารย์ตอบกลับคราวที่แล้วเลยนะ (ตีเนียน) แต่รอบนี้แก้ตัวด้วยการส่ง CV ไปเพิ่มด้วย

ผลการตอบรับ อาจารย์ส่งเมลล์กลับมาว่า เราน่าจะทำงานคนละสายกันนะ ! แต่อาจารย์ก็ได้แนะนำ Professor อีกคนนึงมาให้ ให้เราลองส่งเมลล์ไปคุย

หลังจากที่เราส่งเมลล์ เราก็ได้ลองหาข้อมูลคร่าวๆ ดู เนื่องจากเคยได้ยินว่าในการติดต่ออาจารย์ที่ญี่ปุ่นมีธรรมเนียมว่า ติดต่อแบบคนต่อคน (เพื่อน (กำนัน) เคยเล่าว่า มีคดีที่นาย A ติดต่อ Prof B ทีนี้ B ไม่ติดต่อกลับมา เลยติดต่อ Prof. C ปรากฏว่า Prof. C เป็นลูกศิษย์ Prof. B ผลสุดท้ายก็เรือหาย โดนด่าเละเทะ) เราเลยไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นเช่นนี้ เราควรจะทำยังไง เวลาเราติดต่อกับคนที่ Prof. แนะนำไว้ ควรจะ cc. mail ไปหาไหม…

ช่วงนั้นก็หาข้อมูลเพิ่มเติม เจอ Lab ที่ University of Tokyo มีคนไทยทำงานที่นู่นอยู่ เลยส่งเมลล์ไปหา สุดท้ายมาดูว่า งานอยู่ที่คณะวิศวะ เกรงว่าจะมีปัญหาแน่ถ้าต้องไปขอกับ สสวท. เลยคุยกับพี่ที่นู่น เก็บไว้เป็นข้อมูล

เดือนสิงหาคม 2556

เราเห็นว่าไหนๆ เราก็ได้ไป Conference ที่ Tokyo เดือนกันยา…ถ้าเราได้ไปเที่ยวชมมหาวิทยาลัย ไปเจออาจารย์ที่ Prof. แนะนำ (ถ้าส่งเมลล์แล้ว) น่าจะเป็นการดีที่ได้ดูที่ดูทาง ให้ อ.เห็นหน้าเห็นตา เราเลยส่งเมลล์ไปบอกว่า เราจะเดินทางไปที่ Fukuoka เลยจากโตเกียว ตอนนั้นเป็นความโง่เขลาเบาปัญญามากเพราะคิดว่าไป Shinkansen ได้ในราคาที่ไม่น่าแพง

อาจารย์ตอบเมลล์กลับมาว่า มาชมได้เลยด้วยความยินดี ให้บอกด้วยว่าจะมาไฟลท์ไหน… จากนั้นเลยหาข้อมูลเรื่องตั๋ว

ปรากฏว่า Ship…hide…… ค่าตั๋ว Shinkansen แพงมาก…ครั้นจะซื้อ JR Pass ก็ไม่คุ้มเพราะไม่ได้เที่ยวทุกวัน แถมยังเดินทางใช้เวลา 5 ชั่วโมงอีกต่างหาก… เลยแอบดูตั๋วเครื่องบิน ….ผลปรากฏว่า ราคาถูกกว่า JR!! (ANA มีโปรโมชั่นลดราคาในการบินภายในประเทศ สำหรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ) ก็เลยได้ฤกษ์จองตั๋วไปที่ Fukuoka (บินไปวันศุกร์ กลับโตเกียววันเสาร์))

เดือนกันยายน 2556

โชคดีที่เดือนกันยายน 2556 มีงานแนะแนวการศึกษาต่อญี่ปุ่นที่จัดใหญ่โดย JASSO พอดี! มีบูธที่ Kyushu University มาตั้ง เลยเข้าไปปรึกษาหาข้อมูลจากที่ซุ้ม ถามไถ่ ที่ซุ้มบอกว่า ส่งไปได้เลย cc. ด้วยก็ดี เสร็จวันงานปุ๊บก็เลยจัดแจงส่งในบัดดล!

รออีเมลล์จากอาจารย์คนที่สองนานมาก…จนสัปดาห์ก่อนไป conference…….

ปรากฏว่า อาจารย์คนที่ Prof คนแรกแนะนำ ส่งอีเมลล์กลับมาว่า อาจารย์ทำงานสาย Discrete Optimization งานวิจัยของเราไม่ตรงกัน ! ลองหาอาจารย์คนใหม่ที่ทำงาน Computational Geometry ดูนะ !!!!

Shock ล่ะสิ…ตั๋วเครื่องบินก็จองไว้เรียบร้อยแล้ว…เอาวะ ลูกตื้อ ลองไปคุยกับเค้าดูดีกว่าตอนที่บินไป Fukuoka

สัปดาห์ต่อมาไป Conference ที่โตเกียว เป็นงานทางสาย Computational Geometry / Discrete Geometry โดยเฉพาะ งานนี้จึงมีโอกาสที่พอจะจีบ Professor ทำงานวิจัยได้ อาจารย์ที่ไปด้วย (อ.รตินันท์ / อ.วนิดา) ก็ช่วยเป็นกองเชียร์สนับสนุน แนะนำเราให้กับอาจารย์ท่านต่างๆ ด้วยเลย (ขอบพระคุณมากครับ) แต่ไม่ค่อยได้คุยกับอาจารย์เท่าไหร่ (เราก็อายๆ ไม่กล้าไปถาม)

มีอยู่ท่านนึงที่ Meiji University ที่บรรยาย ซึ่งเราดูแล้วชอบมากๆ เกี่ยวกับ Geometry in the Brain ก็คืองานเกี่ยวกับภาพลวงตา อาจารย์ท่านนี้ไปประกวดระดับโลกได้รางวัลมาสองปีด้วย (ดังพอสมควร) อ.บรรยายเสร็จเราก็สนใจ เข้าไปคุยกับอาจารย์นิดนึง แล้วก็ขอถ่ายรูปด้วย (ฮาาา) นึกจะจีบไปทำวิจัยด้วยเหมือนกัน แต่ก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ เข้าไปคุยด้วยไม่ได้ (รอวันที่สองหรือสาม อ.ก็ไม่ได้ไปประชุมแล้ว – -.)

เสร็จจาก Conference เลยบินไปที่ Fukuoka ไปเจอกับอาจารย์ท่านแรกที่นัดไว้ คุยๆ ตอนแรกก็ดูเกร็งๆ ยังไม่กล้าคุย อาจารย์ท่านที่สองปฏิเสธไปในเมลล์ แต่ด้วยความตื้อบื้อของเรา เลยขอ อ.ท่านแรกติดต่อให้อีกที (เพราะพออาจารย์ปฏิเสธมาก็ไม่ได้ส่งเมลล์ไป คิดว่าคงได้เจอตัวจริงแน่) พอได้เจออาจารย์ท่านที่ปฏิเสธเราก็ดู OK ปรากฏว่าคุยกันว่า อาจารย์จะให้เราลองดูหัวข้องานวิจัยที่เราอยากทำที่ใกล้ๆ กับอาจารย์ (ตอนนั้นเราเพิ่ง Defend Thesis ก่อนไป Conference สมองทุกอย่างยังไม่มี Topic อะไรใหม่ๆ เลย ยิ่งนอกสาย Computational Geometry ยิ่ง Blank!) อาจารย์เลยให้ส่ง plan ดู….อย่างไรก็ตาม อาจารย์ท่านแรกของ Kyushu ที่ติดต่อไป ก้ได้แนะนำหาข้อมูล Professor ที่ทำงานเกี่ยวกับ Computational Geometry มาให้หลายๆ คน ซึ่งคนที่อาจารย์แนะนำก็คืออาจารย์ที่ Meiji University คนที่ไปเจอที่ Conference! (โลกกลมสุดๆ)

จากข้อมูลที่เราไปหาของ Meiji University รอบที่สนใจจะเปิดรับสมัครภายในเดือนธันวาคม ดังนั้นเพื่อที่จะให้มีตัวเลือกอื่นในชีวิต ก็ต้องเคลียร์ว่ากับ Professor คนนี้จะต้องปิด deal ให้ได้ภายในเดือนพฤศจิกายน

เดือนตุลาคม 2556

กับจาก Conference ที่นั่น เลยเริ่มดูมีความหวังนิดนึง แต่การที่เริ่มทำอะไรที่เราไม่ได้สนใจจริงๆ มันเป็นความอึดอัด มันจะไม่ค่อยกระตือรือร้น ช่วงระหว่างที่รอก็ต้องเขียน Plan การวิจัย ซึ่งเราก็หา idea อะไรไม่ค่อยได้ จนงมๆ กับมันสักพัก เลยพอเห็นว่าสนใจอยากทำอะไร

ในช่วงที่กำลังทำงาน เราก็กลัวจะขาดการ contact เลยส่งอีเมลล์รายงานความคืบหน้าให้อาจารย์ทราบ…ผลปรากฎว่า เงียบฉี่……ไม่มีสัญญาณตอบกลับมา (เริ่มใจเสียนิดนึง)

เดือนพฤศจิกายน 2556

เดือนพฤศจิกายนมีงานแนะแนวของ กพ. จัดให้นักเรียนทุนรัฐบาล มี Kyushu University มาตั้งบูธด้วย (อีกละ) เลยเข้าไปคุยซะที่แรกๆ เล้ย….ในงานนี้มีหลายประเทศมาก จริงๆ เป้าหมายที่ไปมีที่ Kyushu นี่แหละ U เดียว แต่เวลาว่างเกิน เลยเดินเข้าออกบูธนู่น นี่ นั่น อังกฤษ ออสเตเรีย หลายประเทศเลย ! (กอบโกยเอาโบร์ชัวร์มหาวิทยาลัยมาดูเล่น) จบจากงาน กพ. คิดว่า IELTS คงต้องไปสอบซะแล้ว….

ช่วงที่อึดอัดมากๆ ก็คิดไปว่าเราจะส่งเมลล์ไปหาอาจารย์ที่ Meiji University เลยดีไหม…แต่ว่าเราก็ยังทำของที่ Kyushu ไม่ค่อยเต็มที่เลยนี่นา…สุดท้ายตัดสินใจว่า ลองลุยของที่ Kyushu University ก่อน ด้วยการทำ plan เกี่ยวกับ Discrete Optimization ช่วงนี้ก็ได้ปรึกษาพี่ที่นู่น (พี่บ๊อบ) และส่งไป

กลับจากงาน กพ. ก็มาลุย ร่าง Proposal ต่อ งานลากยาวมามากๆ จนถึงเกือบปลายๆ เดือน หลังงานศพอาจารย์สมัย กลับ กทม ปุ๊บก็คงได้ฤกษ์ส่ง proposal ให้อาจารย์เลย ส่งไปเย็นวันจันทร์ อาจารย์ตอบกลับมาใน 10 นาทีว่า เดี๋ยวจะอ่านดู !

27 พฤศจิกายน 2556

วันต่อมาเราก็ได้รับอีเมลล์ตอบกลับจากอาจารย์

ผลการตอบรับ ปฏิเสธ

อาจารย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ proposal เยอะมาก แต่จบด้วยบรรทัดสุดท้ายว่า ” It is difficult for me to accept the current proposal. ” (แสดงว่า Proposal เรายังไม่ดีพอ กระซิกๆ) และคิดว่าอาจารย์คงปฏิเสธเราแล้ว T_T  (ด้วยความนอยด์….จนตอนนี้ยังไม่ได้ตอบเมลล์กลับไปหาคนนี้เลย -.-) ถือเป็นวันเฟลสุดๆ วันนึง เพราะลุยอ่านและทำงานมานานนับเดือนเหมือนกัน…

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็จะไม่ท้อ ยังเฝ้ารอสิ่งใหม่ ได้โอกาสเหมาะส่งเมลล์หาอาจารย์ที่ Meiji University สักที  การส่งรอบนี้ดูน่ากลัวมากเพราะกำหนดการที่ Meiji University (Meiji Institute for Advanced Study of Mathematical Sciences (MIMS))จะเปิดรับสมัคร ตั้งแต่ 9 ธันวาคม ถึง 19 ธันวาคม และต้องส่ง Research Plan ไปด้วย งานก็เข้าล่ะสิ…

หลังโดน Reject จากอาจารย์ที่ Kyushu เราก็เลยส่งอีเมลล์ไปในบัดดล รอบนี้แต่งเติมอีเมลล์เก่าด้วยการให้ข้อมูลว่า เราเจออาจารย์จากที่ Conference ด้วย รู้สึกสนใจมากๆ ในงานนั้นเราก็ Present งานด้วย พร้อมแนบ CV (ฉบับอัพเดท) ไปหา

เย็นวันนั้นเรียนภาษาอังกฤษแทบไม่รู้เรื่อง นอยด์สุดๆ โศกเศร้ามาก กลับมานั่งเล่นคอมแก้นอยด์…จู่ๆ อีเมลล์เข้ามาตอนเกือบห้าทุ่มบ้านเรา (เกือบตี 1 ที่นู่น) ด้วยอีเมลล์ที่ CC. หา grad office ที่นู่นด้วย เนื้อความมีดังนี้

Dear Supanut Chaidee,
cc: Administration office of the Graduate School of Advanced Mathematical Sciences

Thank you for your e-mail and for your interest in my lab.
I looked through your curriculum vitae, and found that is great.

It is my pleaseure to accept you to my lab. as a Ph.D. student. However, for that purpose
you should pass the entrance examination of the graduate shcool of Advanced Mathematical
Sciences of Meiji University. You can take the entrance examination by submitting documents
to our university while you are staying in your country; you need not come to Japan for the
entrance examination.

The deadline of the submission is December 6. So, you should be hurry. Please visit
the web page about the entrance examination of our gradulate school:

http://www.meiji.ac.jp/cip/english/graduate/ams/index.html

and also please contact the administration office of our graduate school to get the full package of
the documents for the submissoin. The address of the administration office is

ams@mics.meiji.ac.jp

(I am CCing this message to the administration office of our gradulate school.)

I hope you can submit your entry before the deadline.

Best wishes,

ผลการตอบรับ รับแล้วววว เย้ 😀

อารมณ์พลิกขั้วจากนอยด์สุดๆ กลายเป็นดีใจสุดๆ ไม่คิดว่าอาจารย์จะตอบกลับไวขนาดนี้!!
แต่งานที่หนักต่อจากนี้ไปก็คือ การรีบสมัครมหาวิทยาลัยให้ทัน ภายในเวลาประมาณสิบกว่าวัน ในขณะที่หัวข้อวิจัยยังนึกอะไรไม่ออก !!!

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป โปรดติดตามตอนที่ 6

***********************************************

ช่วง มุมนี้มีสาระ

จากการที่ Meiji University รับเข้าเรียน ทำให้เห็นความสำคัญว่า CV ดี มีชัยเกินครึ่ง จึงเป็นคุณูปการสำคัญว่า เราควรทำ CV ให้ออกมาดีๆ ไปเลย ช่วงมุมนี้มีสาระประจำตอนนี้ เราจึงจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ CV ที่ดีควรมีอะไรบ้าง และอีเมลล์ที่ส่งไปหาอาจารย์ ควรมีข้อมูลอะไรปรากฎอยู่บ้าง

1. ว่าด้วยเรื่องของ CV

CV (Curriculum Vitae) เป็นเหมือนประวัติ Timeline ชีวิตว่า ที่ผ่านมาเราเคยทำอะไรไปบ้าง เปรียบเทียบก็คงเหมือนๆ กันกับ Resume สำหรับสมัครงาน แต่ทีนี้ CV เรามักใช้กับงานทางวิชาการ (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหมนะ)

CV สำหรับการเรียนต่อ ควรประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

1. ข้อมูลเบื้องต้น เช่น เกิดเมื่อไหร่ ที่อยู่ที่ติดต่อได้ E-mail เบอร์โทร

2. ประวัติการศึกษา เคยเรียนอะไรที่ไหนมาบ้าง ในแต่ละระดับเรียนสาขาอะไร ได้เกรดเท่าไหร่

3. ทุนการศึกษาที่ได้รับ ถ้าจะหาที่เรียนต่อต่างประเทศ แล้วเคยมีประวัติการรับทุน ตรงนี้จะช่วยเพิ่ม credit ให้แก่เราพอสมควร เพราะการรับทุนการศึกษาเป็นการรับรองอย่างหนึ่งว่า เรามีศักยภาพอยู่พอตัวเหมือนกันนะ

4. งานวิจัย การตีพิมพ์ ถ้ามีส่วนนี้จะเป็นอะไรที่ดู Hi-so มาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความสามารถและประสบการณ์ทางวิชาการ ดังนั้นถ้าเรียนแล้วต้องคิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศในระดับสูง การมีเปเปอร์หรืองานวิจัยจะช่วยสร้างภาษีให้ตัวเราได้มากๆ

5. ประสบการณ์ทางวิชาการ เช่นการนำเสนอผลงานปากเปล่า การนำเสนอผลงานโปสเตอร์ ถึงจะไม่ได้ Hi-so เท่าการตีพิมพ์ แต่มันก็ทำให้เรามีประสบการณ์ไม่แพ้กัน พอกล้อมแกล้มได้ถ้ามีประสบการณ์เยอะแต่อาจจะยังไม่ได้พิมพ์งานวิจัย (ดังนั้นเวลามีโอกาส เช่นมี Conference หรือนำเสนอผลงาน อย่าได้กลัวที่จะไปนำเสนอเลย…ไปนำเสนอผลงานจะได้ประสบการณ์เยอะ รู้จักคนใหม่ๆ แยะ)

6.  รางวัลที่เคยได้รับ เลือกเอางานที่คิดว่าเด่น ๆ จริงๆ เพื่อเป็นการการันตีความสามารถของเรา

7. กิจกรรมเสริมหลักสูตร ส่วนนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้เค้าเห็นว่า เราไม่ได้เรียนอย่างเดียว แต่เรามีความสามารถในการทำงานอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เค้าเห็นว่า เราสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากในการทำงานวิจัย ตรงนี้เลือกเอาที่เด่นๆ มาก็พอ

8. ความสามารถอื่นๆ เช่น ความสามารถเรื่องภาษา คอมพิวเตอร์ ความสนใจอื่นๆ

9. Reference ถ้าเราสมัครทางวิชาการ เราควรให้อาจารย์ที่ปรึกษาของเรา หรืออาจารย์ที่เราพอจะสนิทช่วยเป็น Referee ให้ใน CV (เวลาที่เค้าสงสัยในตัวเราว่าเราเจ๋งจริงไหม เค้าอาจจะส่งเมลล์มาคุยกับอาจารย์ของเราก็ได้)

ตัวอย่าง CV ที่ผมทำ http://www.student.chula.ac.th/~54721219/CV.pdf เผื่อพอจะเป็นแบบอย่างได้บ้าง (อาจจะไม่ดีเท่าไหร่นะครับ)

 2. ว่าด้วยเรื่องของ E-mail

อีเมลล์ที่ใช้ในการติดต่อกับอาจารย์ ควรใช้ภาษาระดับสูงเลยทีเดียว เพราะว่าเราเป็นผู้น้อย เมื่อเทียบกับอาจารย์ ควรให้ความเคารพอย่างมาก

สิ่งที่ควรมีในอีเมลล์ติดต่ออาจารย์ ประกอบด้วยส่วนหลักๆ ดังนี้

1. แนะนำตัว แนะนำตัวว่าเราเป็นใคร ตอนนี้กำลังทำอะไร อาจจะกำลังเรียนอยู่ (ถ้ากำลังเรียนอยู่ก็อาจจะต้องบอกว่า เราวางแผนจะสำเร็จการศึกษาเมื่อไหร่) หรือกำลังรอ (ถ้ารอก็บอกว่าทำอะไรอยู่ตอนนี้)

2. แนะนำงานที่เราสนใจ สาขาที่ชอบ ปกติส่วนนี้เวลาเราเลือกอาจารย์ เราต้องเลือกจากคนที่มีความสนใจคล้ายๆกันอยู่แล้ว แต่เราควรต้องระบุว่า เราสนใจในงานไหนบ้าง งานที่เรากำลังทำวิจัยอยู่ตอนนี้ทำอะไร คิดว่ามีความใกล้เคียงกับงานที่อาจารย์ทำไหม แสดงให้เห้นถึงความสนใจของเรากับงานของอาจารย์เขาไว้

3. ทุนการศึกษา กรณีไปแบบมีทุนควรต้องนำเสนอตัวเองว่าเราไปแบบมีทุน ไม่ต้องกังวลว่าเราจะลำบาก (อาจารย์ทางนู้นเค้าค่อนข้างอยากได้เด็กที่มีทุนติดตัว เพราะเป็นการการันตีถึงศักยภาพของเด็กในระดับหนึ่งอยู่แล้ว) กรณียังไม่มีทุนอาจจะต้องแสดงให้เห็นว่าเราสามารถทำงานได้อย่างดี คุ้มเงินที่เค้าอาจจะจ้างเรา (ถ้าไปทางยุโรป เรียน Ph.D. มีเงินเดือนด้วยอ้ะ)

4. แนบ CV พร้อมบอกว่า เราได้แนบ CV มาให้ท่านพิจารณาด้วยนะ

5. Paragraph ตอบขอบคุณ และเราจะเฝ้ารอด้วยความตั้งใจ (เขียนให้สุภาพ)

จากนั้นก็เฝ้ารออีเมลล์ที่ตอบกลับมาได้เลย!

การส่งเมลล์ควรระวังให้รอบคอบ เหตุการณ์ฮาๆ อาจเกิดขึ้นได้ เช่น copy mail ที่ส่งหา Prof. A จะส่งหา Prof. B แต่ลืมเปลี่ยนชื่อ เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นหายนะขั้นรุนแรงที่จะตามมาได้ ฮาาาาาาา

โปรดติดตามตอนต่อไป 🙂

เตรียมตัวเก็บกระเป๋าตอนที่ 4 : TOEFL ครั้งแรก

หลังจากตอนที่ 1-3 เป็นตอนที่ได้มาซึ่งทุนแล้ว เราก็ถึงเวลาที่ต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเองสักที…

หลังจากที่รู้ผลสัมภาษณ์แล้ว สองเดือนแรกก็ยังไม่ได้อะไรมาก

มีแค่ลงเรียนภาษาอังกฤษของ baptist ตามปกติ กับเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นซะที (วางแผนไว้ว่าน่าจะรู้ภาษาญี่ปุ่นสักนิดก่อนไป conference เดือนกันยานี้)

จนกระทั่งได้เวลากลางเดือนพฤษภาคม ก็ตัดสินใจว่าควรเริ่มลุย TOEFL สักที

จริงๆ ตามเป้าหมายที่อยากไปคือที่ญี่ปุ่น..แต่ยังไงก็ตาม การมีคะแนน TOEFL ก็ทำให้เราอุ่นใจได้ ในเวลาที่ไม่ได้ไปญี่ปุ่นก็เปลี่ยนแผนอื่นได้

และมีคะแนนให้ สสวท. ออก financial statement ให้ด้วย ^o^

 

เค้าบอกว่าการเรียนคือการลงทุน เราจึงลงทุนด้วยการเรียนคอร์ส TOEFL ที่ Kaplan ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม หลังจากที่ร้างรามาหลายปี (เรียนครั้งสุดท้ายตอนปี 3 ป.ตรี ตอนนั้นทำชีวิตเหลวไหลไม่มีเป้าหมายของการใช้ TOEFL ด้วย)

มาถึงตอนนี้ก็คิดว่าได้เวลาต้องลองสอบดูซะแล้วสักครั้งนึง เลยโฉบไปสมัครรอบแรกที่ศูนย์สอบแถวลาดพร้าว

ปรากฏว่า….ผ่านไปสองสามสัปดาห์ ศูนย์สอบจะเลื่อนสอบให้เร็วขึ้น T_T เพราะศูนย์สอบไม่พร้อมในวันที่เราลง

แต่หลังจากการคำนวณวันเวลาที่เหมาะสมแล้ว การเลื่อนขึ้นหรือเลื่อนให้ช้าลง จะทำให้ชีวิตไม่ได้ดีขึ้น ก็เลยต้องเปลี่ยนศูนย์สอบ

จากลาดพร้าว (ที่พอจะมีที่นอนที่บ้านป้า แล้วต่อรถเมล์ไปได้) เลยย้ายไปที่ เกษมบัณฑิต (ร่มเกล้า >_<)

ด้วยความที่ช่วงนี้ต้องเร่งรีบปั่นเล่ม thesis เวลาจะทบทวนก็เลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ที่ทำๆ ก็ทำแต่ practice test ที่ kaplan จัดให้ทุกสองสัปดาห์

เวลาผ่านไปไวมากจนถึงวันสอบ – -”

 

เช้าวันสอบ

คืนก่อนสอบนอนไม่หลับ กลิ้งไปกลิ้งมาจนถึงตีสองกว่าๆ  ตั้งใจว่าจะตื่นตอนหกโมงเช้า แล้วนั่ง ARL ไปลงลาดกระบัง ต่อแท๊กซี่อีก

สะดุ้งตื่นอีกที ฟ้าสว่าง ดูนาฬิกามือถือ

7 โมงครึ่งงงงง !!!!!!!

รีบอาบน้ำแต่งตัว ไปขึ้นแท๊กซี่ตอน 7.50 น. โชคดีมากที่รถไม่ติด ถึงที่สอบ 08.30 น. พอดีเป๊ะ เข้าห้องสอบด้วยความราบรื่น

ส่วนผลเป็นยังไง…ก็ต้องรอดูต่อไป

 

ประเมินตนเอง

จากการประเมินคร่าวๆ รอบนี้ถือว่าน่าพอใจกว่ารอบตอนจบปี 4 มาก

รอบนั้นไม่ได้มีหลักการอะไรเท่าไหร่ (เพราะก่อนสอบไม่ได้เตรียมอะไรเลย)

แต่สอบรอบนี้ก็มั่นใจขึ้น แต่ก็ไม่ชัวร์ (และไม่อยากตั้งความหวังด้วย) ใจจริงรอบนี้แค่อยากดูว่าศักยภาพจะประมาณไหน และจะพัฒนาเพิ่มได้ประมาณไหน แต่ถ้าผลพลอยได้ออกมาเป็นคะแนนดีๆ ก็คงดีใจน่าดู (น่าจะยาก)

ก็ต้องรอผลอีก 10 วันนะ แล้วมาดูกันว่าจะเป็นยังไง

 

Review ศูนย์สอบวันนี้ : ศูนย์สอบ ม.เกษมบัณฑิต

1. การเดินทาง : ไกลมาก
จากอารีย์ (พหลโยธินซอย 8) ไปที่ศูนย์สอบ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ค่ารถแท๊กซี่ 231 บาท

2. ขั้นตอนการสอบ
เรียกเข้าห้องลงทะเบียน 08.30 น.
ถ้าจะให้ไวก็ควรปรินท์ Ticket confirmation ไปด้วย
เค้าก็จะให้เราลอกข้อความที่เกี่ยวกับ agreement การสอบ ตรวจบัตรประชาชน
ต้องใช้บัตรตัวจริงนะครับ ไม่เช่นนั้นเค้าไม่ให้เข้าห้องสอบแน่นอน
(มีเด็กญี่ปุ่นเอาสำเนา passport มา ไม่ได้เข้าสอบ)
มีตู้ล๊อกเกอร์ให้ยืมไว้เก็บของด้วย (เตรียมบัตรอย่างอื่นไปแลกกุญแจล๊อกเกอร์ด้วยนะ)
เสร็จแล้วก็รอจนเค้าเรียก เข้าห้องสอบ 09.30 – -./ (ช้ากว่ากำหนดเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง)

3. สภาพศูนย์สอบ
ค่อนข้าง OK ห้องจะมีสองห้องคือห้อง A กับห้อง B ขึ้นอยู่กับที่ที่เราลงทะเบียนไป
โต๊ะเป็นโต๊ะวงกลม มี partition กั้นตรงวงกลมนี่แหละ
อุปกรณ์ค่อนข้าง OK เลย แต่ตอน speaking เสียงดังนิดหน่อย ถ้าใส่ headset น่าจะพอไหว
มีช่วงเบรค 10 นาที ออกไปเข้าห้องน้ำได้ มีโต๊ะของว่าง พวกกาแฟอะไรงี้ให้ด้วย
มีกระดาษดินสอให้เรียบร้อย (กระดาษ 3 ดินสอ 2) กลางๆ การสอบ มีคนมาเติมกระดาษให้ด้วย

4. ข้อสอบ
คิดว่าถ้าเราตั้งใจทำโจทย์ของ kaplan หรือดูในหนังสืออื่นๆ และก็ฝึกบ่อยๆ จากของ kaplan น่าจะรับมือไหวอยู่

รอบนี้มี science เยอะ ไม่เจอ history แบบที่ยากๆ แบบที่เจอตอนเรียน รู้สึกสบายใจหน่อย ><

สรุป…

ข้อดี…ศูนย์สอบนี้ค่อนข้าง OK ดีหมด
ข้อเสีย…ไกล