เรื่อยไปในโตเกียว 11 : ไปเล่นกับเด็กที่ค่ายภาษาอังกฤษกัน !! ~

นอกจากภารกิจทางวิชาการที่ต้องลุล่วงในการเรียนที่นี่แล้ว สิ่งที่เราน่าจะศึกษาก็คงจะเป็นเรื่อง วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ในวิสัยทัศน์ประจำปี เราได้เคยวางแผนไว้ว่า ปีนี้น่าจะลองหาดูโรงเรียนที่นี่บ้าง…ซึ่งคงต้องหาโอกาสหาเวลาไปอีกที แต่ก็มีอะไรที่ง่ายกว่านั้นที่เราจะไปสำรวจดูว่าที่นี่เด็กๆ เขาเป็นยังไงบ้าง เรื่อยไปในโตเกียวตอนนี้จะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์การไปเป็นพี่เลี้ยงในค่ายภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่นกัน ~

**************************************************************************

หากเรายังจำได้ดี เมื่อมีนาคม 2011 ที่ญี่ปุ่นมีเหตุการณ์ที่เสมือนฝันร้ายเลยก็ว่าได้ นั่นคือเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่เซนได ซึ่งแผ่ผลกระทบในวงกว้าง หลังจากเกิดเหตุการณ์ผ่านไป ที่นี่ก็ค่อยๆ มีการฟื้นฟูตามลำดับ หนึ่งในนั้นคือการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กับเด็กๆ ที่อาจจะผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวนั่นเอง

ที่นี่มี Recovery Assistance Center ของเมือง Miyagi ที่ให้ความช่วยเหลือภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายใต้องค์กร NPO (Non profit organization) GAKUWARINET ซึ่งในภายหลังองค์กรนี้ก็มีโครงการจัดค่ายภาษาอังกฤษ เพื่อให้เด็กๆ ได้เปิดโลกกว้างมากยิ่งขึ้น ค่ายนี้รับสมัครเด็กๆ จากคนที่สนใจ (และเก็บตัง) โดยแต่ละค่ายที่จัดก็จะมีเด็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ หรือเป็นเด็กที่ลี้ภัยมาอยู่ในเขตคันโตมาร่วมกิจกรรมด้วย (ฟรี) ซึ่งค่ายนี้ก็จัดวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนนึงก็จัดหลายค่าย บางเดือนก็จัดพร้อมกันในหลายๆ ที่ จึงต้องรับสมัครอาสาสมัครซึ่งเป็นชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว ซึ่งอาสาสมัครก็ไปค่ายฟรี ~ (ถ้าบ้านอยู่ไกลก็ขอเบิกค่าเดินทางได้ด้วย)

เนื่องจากเราก็เคยมีประสบการณ์มาบ้างกับค่ายเด็กเล็กที่ไทย (คือค่ายองค์รวมนั่นเอง) ที่จัดให้กับเด็กๆ จริงๆ เราสนใจมาระยะนึงแล้วจากการเห็นเพื่อนคนจีนไปค่ายนี้ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าสมัครยังไง…. แต่ตอนหลังจากที่เราเห็นประกาศรับสมัครพี่เลี้ยงค่ายในกรุป TSAJ บน facebok เราเลยคิดว่า เออ.. น่าจะลองดูบ้างว่าที่นี่เด็กๆ ที่นี่ กิจกรรมค่ายที่นี่จะเป็นยังไงบ้าง.. เลยสมัครไปก่อนหนึ่งค่าย คือเมื่อช่วงวันที่ 25 – 26 เมษายนที่ผ่านมานี่เอง พอสักพักก็เห็นว่ามีพี่กิ๊ฟ (ซึ่งเป็นรุ่นพี่ CU Band ของเจ๊นิ่ม) สมัครไปค่ายด้วย เลยอุ่นใจขึ้นนิดนึง

หลังจากสมัครค่ายไปแล้ว เราก็ได้รับอีเมลล์ให้ยืนยันไปร่วมค่าย รวมถึงก่อนหน้านี้ก็มีโทรศัพท์ถามว่า เราพอจะสะดวกไปค่ายในวันก่อนหน้านั้นไหม (ซึ่งตอนนั้นไม่แน่ใจในตารางเวลา เลยไม่ได้ไปรอบก่อนหน้า) พอใกล้ๆค่าย ทางคณะจัดงานก็ส่งอีเมลล์มาให้เราเตรียมตัวไปค่าย พร้อมกำหนดการโดยคร่าวๆ

25 เมษายน 2015

วันนี้เราก็ตื่นแต่เช้า นัดหมายเจอกันเจ็ดโมงเช้าที่สวนอุเอโนะ เราก็ตื่นตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ (คืนก่อนหน้าก็นอนไม่หลับ ปกตินอนดึกเป็นประจำ) ถึงสวนอุเอโนะประมาณเกือบเจ็ดโมงพอดี ไปถึงก็เจอกับคนที่เป็น coordinator ของค่าย คุณโยสุเกะ (ในค่ายเรียกว่า โยโย่ซัง) ซึ่งต่อไปนี้เราเรียกว่าประธานค่ายก็ละกัน.. พอไปถึงก็มีเชคชื่อ พูดคุย ทำความรู้จักกับสมาชิกอาสาสมัครในทีม เขียนป้ายชื่อ ในค่ายนี้เด็กๆ (ประมาณเกือบๆ 100 คน) จะถูกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มสี แต่ละกลุ่มจะมีหัวหน้าทีม (Leader) และรองหัวหน้าทีม (subleader) ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่น และแต่ละกลุ่มก็จะมีชาวต่างชาติประมาณ 4-5 คนเลยทีเดียว เนื่องจากค่ายนี้มีการจัดเป็นประจำ แต่ละกลุ่มก็จะมีกระเป๋าประจำกลุ่มซึ่งบรรจุข้อมูลของเด็กที่มาค่าย ชุดปากกา ป้ายชื่อ และกล้องถ่ายรูปประจำกลุ่ม สำหรับรอบนี้เราได้อยู่กลุ่มสีส้ม มีสมาชิกชาวต่างชาติจากจีน ฮังการี อียิปต์ ไทย ญี่ปุ่น และลูกครึ่งญี่ปุ่นเกาหลี รวมเจ็ดคน ในกลุ่มเราก็มีอาสาสมัครที่เป็นคุณลุงอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ ด้วยล่ะ

ได้เวลาพอสมควร คุณโยโย่ก็เรียกมาพูดคุยเพื่อบรีฟงานคร่าวๆ ว่าต้องทำอะไรบ้าง คุณโยโย่ก็แนะนำด้วยว่า ให้ถ่ายรูปเยอะๆ ด้วยนะเออ (ด้วยกล้องถ่ายรูปประจำกลุ่มนั่นล่ะ) คุยงานกันเสร็จเรียบร้อยก็มีเวลาอีกนิดหน่อยก่อนเด็กๆ จะมาตอนแปดโมง

พอแปดโมง เด็กๆ ก็เริ่มทยอยมาที่สวนอุเอโนะ เราก็ค่อยๆ รับเด็กเข้ามาในกลุ่ม เด็กๆ ที่มาถึงก็จะมีป้ายชื่อของตัวเองที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม และไม่ได้มีมาแผ่นเดียวด้วยล่ะ ! พอได้เวลาสมควรก็ขึ้นรถบัสออกไปค่ายที่จังหวัดอิบาระกิ ที่ Mitsukaido Asunaro no Sato

11178343_10152767578880811_7883774973764555372_n  11182147_10152767578935811_6011154364185848407_n

ป้ายประจำกลุ่ม กับการรวมพลที่สวนอุเอโนะ

ระหว่างบนรถ เราก็มีการแนะนำตัวอาสาสมัครเป็นภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งภาษาญี่ปุ่นอันกระท่อนกระแท่นของเราก็หนุนนำให้แนะนำตัวได้ล่ะวะ) ระหว่างทางก็มีจุดพักรถด้วย หน้าที่เราก็ต้องดูแลเด็ก รวมพลเด็กก่อนและหลังเข้าห้องน้ำและพาขึ้นรถอย่างปลอดภัย บนรถเราก็เจอกับพี่อิ๊บ ที่เป็นพี่คนไทยอีกคน อยู่กลุ่มข้างกันพอดี (จริงๆ เห็นหน้าค่าตามากันตั้งแต่ทริปสกี TSAJ / กันธรทัวร์ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้จัก)

ระหว่างบนรถ เด็กๆ ก็กินขนมขบเคี้ยวกัน ในอีเมลล์ที่เราได้รับมาก็บอกให้เราเตรียมพวกขนมขบเคี้ยวไว้แลกกับเด็กๆ ด้วย ซึ่งเราก็แลกขนมกับเด็กๆ เด็กๆ ก็แลกกับเราด้วยล่ะ กินๆ คุยๆ เล่นๆ ไป ระหว่างนั้นเราก็ต้องเตรียมป้ายชื่อของเราประมาณสิบใบเพื่อไว้ทำกิจกรรมต่อไป บอกตรงๆว่าโคตรเมาหัว (เพราะเขียนมันบนรถ ฮืออ) หลังจากที่นั่งอยู่บนรถอย่างมึนหัว ก็เดินทางถึงค่ายสักที !

พอถึงค่าย เด็กๆ ก็เข้าไปที่ห้องโถงสำหรับทำกิจกรรม และเริ่มกิจกรรมแรก คือกิจกรรมแลกป้ายชื่อ !! เด็กๆ ได้รับการชี้แจงให้เตรียมป้ายชื่อ ตกแต่งอย่างสวยงามมาคนละประมาณสิบใบ อาสาสมัครก็สาธิตวิธีการแลกป้ายชื่อ ซึ่งต้องแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ เราก็แลกกับเด็กๆ และก็ได้ป้ายชื่อน่ารักๆ มาด้วย

สิ่งที่สังเกตอย่างหนึ่งคือ เด็กๆ ที่นี่จะมีรองเท้าพิเศษสำหรับใส่ในห้องโถงด้วย เป็นทำนองว่า เดินข้างนอกใช้รองเท้าคู่นึง พอเข้าห้องโถง ก็จะเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าใส่ในห้อง

11151017_10152767579000811_8183629182038071826_n  11125498_10152774545055811_1244147367_n

อาสาสมัครสาธิตการแนะนำตัว ส่วนด้านขวาคือบรรดาป้ายชื่อที่ได้มาจากเด็กๆ

เสร็จจากกิจกรรมแลกป้ายชื่อ ก็เป็นกิจกรรมฝึกการ conversation เด็กๆ ก็จะได้รับภารกิจให้ไปแนะนำตัวกับพี่เลี้ยงเป็นภาษาอังกฤษตาม guideline คร่าวๆ อาสาสมัครก็ทำหน้าที่คุยกับเด็กๆ กระตุ้นให้เด็กๆพูดไป

11150645_10152767579130811_5996421305373527790_n

เด็กๆ เขียนชื่อใบกิจกรรม พี่เลี้ยงก็แนะนำว่าต้องทำยังไงบ้าง

เสร็จกิจกรรมนี้ก็ไปเก็บกระเป๋าที่ห้องโถงเก็บกระเป๋า และไปกินข้าวเที่ยง ซึ่งก็เตรียมไว้อย่างโอเคเลย (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา แหะๆ) หลังจากตอนเที่ยงเด็กๆ ก็วิ่งเล่นตามประสา พี่เลี้ยงอย่างเราก็ต้องวิ่งๆ ดูๆไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็ก

11121671_10152774575035811_24636761_n 10245592_10152767579310811_2097749587770555305_n

ความซุกซนของเด็กญี่ปุ่น ที่ไม่ต่างกับเด็กไทยเท่าไหร่ (ลุงเหนื่อยแล้วลูกเอ๋ยยยย) กับบรีฟกิจกรรม Sticker Tag

พอถึงเวลาตอนบ่าย ก็เป็นกิจกรรมให้เด็กๆ เต้นประกอบเพลง (น่าจะให้เด็กๆ สนุกๆ พร้อมเพรียงก่อน) จากนั้นก็ไปสู่กิจกรรมกลางแจ้ง นั่นก็คือ Sticker Tag! กิจกรรมนี้จะให้พี่เลี้ยงวิ่ง แล้วให้เด็กๆ วิ่งไล่แตะเราเพื่อเอาสติกเกอร์สีไปติดในใบงาน (ซึ่งในใบงานก็จะมีให้แยกสีเป็นภาษาอังกฤษด้วย) หลังจากเด็กแตะเราได้แล้ว ต้องพูดประโยคเพื่อขอสติกเกอร์เป็นภาษาอังกฤษ กิจกรรมนี้เด็กๆ ก็สนุก ส่วนเราหรอ… ก็สนุกกกก แต่เหนื่อยยยยยยยย (เพราะไม่ได้วิ่งแบบนี้มานานมากแล้ว) วิ่งไปประมาณสองสามรอบ ก็มีให้เบรคกัน เด็กๆ เตรียมกระติกน้ำส่วนตัวกันมา ส่วนอาสาสมัครนั้น ทางทีมงานเตรียมน้ำ ขนมขบเคี้ยวเล็กๆไว้ให้ มีกิจกรรมให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มไป และมาฝึกกันว่า อันนี้คืออะไร What is this… this is ….. เสร็จกิจกรรมก็ได้เวลาเก็บของเข้าที่พัก

11036079_10152767579400811_6403969849563835826_n11050850_10152767579530811_3024407240343347456_n

ที่พักที่นี่ก็เป็นสไตล์เรียวคังญี่ปุ่น จะว่าไปที่รีสอร์ทนี้นี่ก็เป็นอารมณ์รีสอร์ทญี่ปุ่นแบบจัดค่ายอยู่เหมือนกัน ห้องน้ำก็เป็นห้องน้ำรวม อาบน้ำรวม สำหรับการพักนั้นเราก็จะพักกับเด็กในกลุ่ม กับอาสาสมัครที่อยู่กลุ่มเดียวกัน ถึงที่ห้องพักก็ช่วยกันจัดที่นอน (แต่เหมือนตรูจัดอยู่คนเดียว ละก็มีเด็กๆ มาช่วยนิดหน่อย) หลังจากเสร็จแล้วเด็กๆ ก็วิ่งเล่นไล่แตะกันสักพักที่ระเบียงห้องนอน ก่อนถึงเวลาไปกิจกรรมต่อไป

กิจกรรมหลังจากเข้าที่พักเสร็จแล้ว เราก็พากันไปชมธรรมชาติที่สวนสัตว์เล็กๆ ตามอัธยาศัย เราก็ดูแลเด็กๆ ไป จนได้เวลาสักพักก็ไปสู่ ลานปิ้งบาร์บีคิว !

10373776_10152767579630811_8927272372205881354_n 10659344_10152767579795811_9052906902539013208_n

จากสวนสัตว์เล็กๆ เราก็เดินเท้าไปยังลานปิ้งบาร์บีคิว หน้าที่เราก็คือปิ้งบาร์บีคิวให้เด็กๆ ในกลุ่ม (และเราๆอาสาสมัคร) ซึ่งก็อร่อย เพลิดเพลินมากทีเดียวล่ะ พอปิ้งเสร็จกันสักพักเด็กๆ ก็เริ่มเล่นๆ วิ่งๆ เต้นๆ เพลงฮิตของเด็กน้อยตอนนี้ก็เพลงการ์ตูนนี่ล่ะ

(เพลงนี้นี่ฟังบ่อยมากเวลาไปดองกี้โฮเตแถวบ้านชั้นสี่ T_T) ซึ่งเด็กน้อยเต้นอย่างพร้อมเพรียงมาก

11159522_10152767580080811_3674032489634103838_n 11169875_10152767580045811_7832195730745188557_n 11102714_10152767579910811_4126792942357383421_n

บาร์บีคิว ผักปิ้ง โอนิกิริปิ้งให้อารมณ์ข้าวจี่เมืองเหนือมาก (อยากกินข้าวจี่ T_T)

เสร็จจากปิ้งบาร์บีคิว ก็เก็บเตาเพื่อเข้าสู่กิจกรรม camp fire! กิจกรรมนี้นี่ก็วุ่นๆ เรานิดหน่อย ในกลุ่มเราจะมีเด็กอยู่คนนึงที่ซนโคตรๆ ชื่อน้องชื่อเคนบอย (หน้าตาลูกครึ่ง มารู้ทีหลังว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) เวลามีกิจกรรมก็จะชอบมาเล่นๆ กวนๆ ตามประสาเด็ก ปัญหามันคือ ตอนที่กำลังรวมแถวหลังจากบาร์บีคิว น้องหายไปไหนไม่รู้ !!! เอาล่ะ ก็ได้เวลาไปตามหา เราเองก็วิ่งไปตามหารอบๆ ค่าย (เอ๊ะ มันจะตกดอยไหมเนี่ย) เดินดูรอบๆ ไปกับอาสาสมัครอีกประมาณสองคนเพื่อไปหาเด็กๆ หาอยู่นานก็ไม่เจอสักที เลยลองเดาดูว่าเด็กน่าจะกลับไปที่บ้านพักรึเปล่า (ก่อนหน้านี้น้องใส่เสื้อกล้าม แต่ตกเย็นคงหนาว) เดินไปสักพักก็เจอตาเคนบอย กับเด็กๆ สามสี่คนไปกับพี่เลี้ยงกลุ่มอื่นเพื่อไปเอาเสื้อแขนยาวนั่นเอง (แล้วเอ็งก็ไม่มาบอกเรา หลอกให้นอยยย)

กลับไปถึงที่แคมป์ไฟก็เข้าสู่กิจกรรมเต้นๆ ที่แคมป์ไฟ (นึกถึงเพลง พอฤกษ์งามยามได้เวลา เชิญเทพบนฟ้าทุกทิศลงมาร่วมเป็นพยานนน เลยทีเดียว) กำลังนั่งผิงไฟ (ท่ามกลางอากาศสบายๆ) เราก็ถูกจี้ๆ สะกิดๆ จากคุณโยโย่ให้ไปเป็นผีมาหลอกเด็กๆในกิจกรรมต่อไป !

11164557_10152767580140811_5336975884882324563_n 11156361_10152767580195811_8118457854851191840_n

กิจกรรมหลังจากแคมป์ไฟคือกิจกรรม Scary night คือให้เด็กๆ เดินผจญภัยยามค่ำคืน แล้วเราก็ใส่หน้ากากผีแกล้งมาหลอกเด็ก เราก็ได้รับหน้าที่ให้หลอกเด็กๆ อยู่หลังพุ่มไม้ ไฟในค่ายถูกปิด เราก็หลอกสำเร็จหนึ่งกลุ่ม ด้วยความย่ามใจก็คิดว่าจะสำเร็จ ปรากฏว่าแสงไฟเห็นมาเป็นตัวๆ โดนเด็กรุมตื้บเลยทีเดียว แทบสลบบบ T__T กลุ่มหลังๆ ก็เนียนมั่งไม่เนียนมั่ง

จนเสร็จกิจกรรม เราก็นึกว่ายังไม่เลิก จนกระทั่งเด็กเดินๆมา ก็ส่งเสียงจะหลอกเด็กอีกรอบ ปรากฏว่าพอส่งเสียงไป กลับมีเสียงถามว่า มีใครอยู่ตรงนั้นไหม ลางสังหรณ์เราดีก็ อื้ม ทำไมหรอ … รู้อีกทีคือ กิจกรรมเสร็จแล้ว เด็กๆกำลังกลับที่พัก ช๊อคแป้บนึง -.-” เกือบได้นอนเฝ้าสวนค่ายละสินะ

กลับมาจากแคมป์ไฟ เราก็ส่งเด็กไปอาบน้ำ เราเองก็อาบน้ำด้วยตามสไตล์ญี่ปุ่น จากนั้นก็ประชุมสรุปงาน (แบบคร่าวๆ) และชี้แจงกิจกรรมว่าพรุ่งนี้มีอะไรบ้าง เสร็จประชุมก็นั่งคุยกับเพื่อนกลุ่มอื่น ต่อด้วยปาร์ตี้เล็กๆ นั่งคุยกันกับอาสาสมัครคนอื่นๆ กันไป เข้านอนก็เกือบๆ เที่ยงคืนละ

ก่อนจะแอบไปปาร์ตี้กับอาสาสมัคร เราก็ปิดไฟห้องนอนให้เด็ก เด็กๆ ถามขอยืมไฟฉาย แต่เราไม่มี ฟังไม่ออกว่าเด็กขอยืมไปทำไม ไปยืมคุณโยโย่แบบไม่มีเหตุผลคุณโยโย่ก็ไม่ให้ยืมแหะ (เค้ากลัวเด็กแอบออกไปเล่นข้างนอก) ไปเจอพยาบาลอาสาสมัครชาวญี่ปุ่น เลยให้มาช่วยแปลให้ ปรากฏว่าเด็กๆ ขอยืมไปเล่าเรื่องผีเล่นกันในห้อง -.-” เด็กๆโดนพยาบาลดุเลยย ~~

26 เมษายน 2015

ตื่นแต่ตีห้าเพราะปวดฉี่ เด็กๆ ก็ตื่นพอดี เลยพากันไปเข้าห้องน้ำ เราก็กลับมานอนต่อ ก็แทบจะไม่ได้นอนเท่าไหร่เพราะเด็กก็คุยกันจ้อกแจ๊ก (ลืมบอกว่าที่ห้องนอนนี่ เด็กเล็กมีอยู่สี่คน ที่เหลือพี่เลี้ยงอีกสาม) พอหกโมงที่เป็นเวลาปลุกปุ๊บ เด็กน้อยตะโกนปลุกเราเลย หกโมงแล้วววววว คุณลุงอาสาสมัครอีกคนที่อยู่กลุ่มเดียวกันนี่โดนเด็กกระโดดทับปลุกเลยจ้าาาา… หกโมงกว่าๆ ก็เก็บของ เก็บที่นอน เก็บสัมภาระ แล้วไปออกกำลังกายยามเช้า จากนั้นก็ไปกินข้าวกัน

ที่นี่เหมือนมีเพลงออกกำลังกายแบบเป็น pattern เลย (เหมือนเคยได้ยินใน Battle Royale I ตอนฉากที่ครูคิตาโนะออกไปเต้นคนเดียวก่อนพระเอกกับนางเอกไปหาที่โรงเรียน)

10438554_10152767580235811_7145071374711449843_n

ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสาย ก็ไปกินข้าวเช้ากัน ก่อนที่จะเข้าสู่กิจกรรมตอนเช้าต่อไป

กิจกรรมตอนเช้ากิจกรรมแรกวันนี้ เป็นกิจกรรมเรือโจรสลัด เกมส์ก็เป็นแนวๆ วิ่งกระสอบ (แต่วิ่งด้วยถุงอิเกีย) พอไปถึง ก็ต้องขอเป่ายิ้งฉุบกับพี่เลี้ยงที่เฝ้าอยู่เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าเป่ายิ้งฉุบชนะก็จะได้ลูกบอลกลับมา ถ้าแพ้ก็โดนปั่นจิ้งหรีดพร้อมกลับมามือเปล่า เราก็ถ่ายรูปเด็กๆ ในกลุ่ม คอยเชียร์อัพ ระหว่างนั้นตาเคนบอยก็บ่นแบบ ร้อน ไม่ไหวแระ… เลยต้องพาไปหาพยาบาล (ซนจริงๆ)

11152683_10152767602665811_4178522848851829537_n 11150890_10152767602585811_2814743543377295905_n

เสร็จกิจกรรมนี้ก็เป็นกิจกรรมกลุ่มอีกกิจกรรม คือ Parachute แต่ละกลุ่ม (สามกลุ่ม) จะมีผ้าใบหนึ่งผืน เพื่อช่วยกันตึงๆ แล้วดึงลูกบอลให้ขึ้นไปสูงๆ หรืออาจจะเซตตัวให้กลายเป็นเต็นท์เห็ดก็ได้ เสร็จกิจกรรมก็สลับกับอีกกลุ่ม จะวิ่งเล่น ถ่ายรูปเล่นก็ตามสบาย

11017526_10152767602185811_2740213526800962553_n 11013438_10152767602735811_4784248337159976633_n

พาราชู้ต กับกลุ่มเรา (ที่นอนถ่ายรูปกลางแดด)

วีดีโอเผื่อนึกภาพไม่ออก

เสร็จจากกิจกรรมกลางแจ้ง เราก็เข้าสู่กิจกรรมคำศัพท์ เด็กๆ ก็จะมีคำศัพท์มาให้เลือกจับคู่กับคำแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นกิจกรรมเด็กเล็กตัวกิจกรรมก็ไม่ได้ยากเกินไป เราก็ต้องคอยชี้แนะให้เด็กๆ เขียนภาษาอังกฤษ (คำศัพท์ก็เช่น Cherry Blossom, Camp fire บลาๆ) เสร็จจากกิจกรรมนี้ก็ให้เด็กๆ เล่นเกมส์วิ่งไล่จับ โดยคราวนี้เราเป็นฝ่ายวิ่งไล่แตะเด็กบ้างล่ะ เด็กที่ถูกแตะก็ต้องไปอยู่ในวงเหมือนโดนจับ เกมส์นี้พี่เลี้ยงก็เตี๊ยมกันอย่างดี มีแผนกันว่าจะจับยังไง สนุกเลยล่ะ

เสร็จจากกิจกรรมนี้ก็กินข้าวเที่ยง หลังจากข้าวเที่ยงก็มีกิจกรรมให้เด็กๆ เขียนโปสการ์ดกลับบ้านว่า ได้เรียนรู้อะไรจากค่ายบ้างเป็นภาษาอังกฤษ (เนื่องจากยังเป็นเด็กเล็ก ภาษาอังกฤษก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็จะเขียนตามประโยคที่เค้าเตรียมไว้ให้แล้วล่ะ) จากนั้นก็เสร็จกิจกรรม มีพยายามทำซึ้งด้วยนิดหน่อย (แต่ก็ไม่ซึ้งพีคแบบกิจกรรมค่ายบ้านเรานะ 555) แล้วก็เก็บของกลับบ้านกัน

11174813_10152767603085811_7920216172288723693_n 11196337_10152767603140811_3824046643802028653_n

เขียนโปสการ์ด และถ่ายรูปกันก่อนแยกย้าย ~

จริงๆ ควรต้องกลับสักสี่โมงเย็นตามกำหนดการ เหมือนตอนแรกจะออกไวกว่าชั่วโมงนึง แต่ก็ไม่ไวอยู่ดี เพราะว่าสตาฟบางส่วนเคลียร์สถานที่ กระจายแจกของที่เด็กๆ ลืมไว้ อาทิ รองเท้าใครหายยย เสื้อใครหายยยย กว่ารถจะออกก็เกือบๆ สี่โมง

ประมาณสี่โมงนิดๆ แวะพักรถที่จุดจอดรถ ปรากฏว่าหลังจากพักรถเสร็จ รถติด ไปไหนไม่ได้สักที เหมือนจะอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง กว่ารถจะออกก็เกือบหกโมง ตามกำหนดการแจ้งให้ผู้ปกครองมารับประมาณหกโมง ปรากฏว่าสักห้าโมงครึ่ง สตาฟต้องไล่โทรไปหาผู้ปกครอง และแจ้งเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง กว่าจะถึงสวนอุเอโนะก็ประมาณทุ่มกว่าๆ รวมเด็กๆ อีกหน่อยและแยกย้ายจากกัน (ตรูได้เห็นหน้าพ่อแม่ตาเคนบอยก็ตอนส่งเด็กกลับนี่ล่ะ 555)

เสร็จจากส่งเด็กกลับ คุณโยโย่ก็เรียกพี่เลี้ยงมารวมกัน ขอบคุณๆ กันไป และก็ถ่ายรูปรวมอาสาสมัครกัน เป็นอันเสร็จกิจกรรมค่ายอย่างสมบูรณ์ ส่วนอาสาสมัครก็ขอเฟสบุคกันไป เป็นอันจบค่ายภาษาอังกฤษสุดสนุกและเหนื่อยอย่างสวยงาม ~

11111603_1056109281083072_2684901678384381921_n

**************************************************************************

KM (Knowledge Management) ประจำตอนนี้ (ยาวหน่อยขออภัย)

จากการมาค่ายนี้ เราได้ข้อสังเกตอะไรหลายๆ อย่างพอสมควร แยกจำแนกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

1. ความเหมือนและความต่างของเด็กไทยและเด็กญี่ปุ่น

มีเพลงของเฉลียงที่เคยบอกว่า “เกิดสงครามพันครั้ง เด็กก็ยังสวยงาม เป็นเพียงแค่สงคราม ความเดียงสาเท่าเดิม” นี่ล่ะธรรมชาติของเด็ก จากการสังเกตเด็กทั้งค่ายที่ญี่ปุ่น และค่ายที่ไทย เด็กเล็กๆ ที่ญี่ปุ่นและที่ไทยก็ดูมีความไร้เดียงสา มีจินตนาการ มีความซนที่พอๆ กัน แต่เราสังเกตว่า พอเริ่มเป็นเด็กโต ด้วยระบบการศึกษา ก็ทำให้ความเดียงสาของเด็กๆ ไทย ค่อยๆ หายไป เรายังนึกถึงสมัยก่อนที่เราได้วิ่งเล่นอย่างสนุกสนานในวันหยุด ในขณะที่เด็กยุคใหม่นี่ต้องไปกวดวิชากันตั้งแต่ยังเด็กยังเล็ก ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงน่าเป็นห่วงสำหรับเด็กไทยมากๆ

อีกอย่างที่เราสัมผัสได้คือ เด็กญี่ปุ่น (ถึงแม้จะเด็กเล็ก) มีความรับผิดชอบในตัวเองสูงมาก (ไม่นับรวมเคสลืมของหาย แหะๆ) อาทิ ถึงเวลากิจกรรม เด็กๆ ก็เต็มที่ เด็กๆ สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องบอกว่า กินข้าวน้าาา พอกินข้าวเสร็จเด็กๆ ก็ช่วยกันรวมจานแล้วเอาจานไปเก็บ ถึงเวลารวมแถว บอกแค่ครั้งเดียวเด็กๆ ก็มาเข้าแถวอย่างเรียบร้อยละ อาบน้ำอาบท่า เด็กๆก็ทำได้ด้วยตนเอง…

ที่เราสังเกตจากชีวิตประจำวันทั่วไป เช่นเวลาปั่นจักรยานไปมหาวิทยาลัย บ่อยครั้งเราจะเห็นครูโรงเรียนอนุบาล พาเด็กๆ เดินออกไปข้างนอก เป็นต้นว่าไปเล่นที่สวน (อันนี้เดา แต่ไม่รู้ว่าไปไหนอะนะ) ในการเดินของเด็กก็จะไปอย่างเรียบร้อย เด็กที่เล็กๆหน่อยครูก็จะพากันนั่งรถเข็น (นึกอารมณ์รถเข็นซุปเปอร์มาเก็ตละกัน) แล้วไปกันเป็นหมู่คณะอย่างเรียบร้อย นี่แสดงให้เห็นถึงการปลูกฝังการมีระเบียบวินัย การรู้หน้าที่ของเด็กตั้งแต่ยังเล็ก จึงทำให้ประเทศนี้ได้รับการชื่นชมเกี่ยวกับการมีวินัยมาก ดังภาพที่เราเห็นอยู่อย่างเสมอ

เรื่องการแบ่งปัน เด็กที่นี่จะถูกสอนให้รู้จักแบ่งปัน สังเกตได้จากการแบ่งขนมกันกิน ทุกคนจะเตรียมขนมมาจากบ้าน พอมาบนรถ เด็กๆถึงจะไม่รู้จักกัน ก็จะมารู้จักกันผ่านการกินขนม นั่นคือเด็กๆ ก็จะแลกขนมกัน แล้วก็คุยเฮฮาสไตล์เด็กๆ ไป นี่คือสิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่คนไทยน่าจะสอนเด็กๆ บ้างนะครับ

แต่สิ่งที่เรามาเห็นแล้วก็ช๊อคนิดนึง ด้วยวัฒนธรรมที่นี่ เด็กๆ ก็เล่นกับผู้ใหญ่แรงเหมือนกัน อาทิ ตาลุงอาสาสมัครนี่ โดนเด็กกระโดดทับ หรือเอาเท้าจิ้มๆ ตาลุง แต่ก็ไม่แปลก เพราะเราก็เห็นตาลุงก็แหย่เด็กด้วยทีนเหมือนกัน (อันนี้คือความอึดอัดใจ) อีกอย่างที่เห็นคือ ตอนเรานั่งรถขากลับ เด็กข้างๆเราก็ปีนป่ายเก้าอี้นั่งบนรถอย่างเมามัน เท้าแทบจะแหย่ไปที่หัวอาสาสมัครคนที่นั่งหน้าเราละ ไม่รู้จะบอกยังไง เลยบอกว่า あぶない (แปลว่าอันตราย) แต่จริงๆ เราก็ถืออยู่เหมือนกัน มาคุยกับพี่อิ๊บ เลยเข้าใจว่าอาจเป็นวัฒนธรรมที่ต่างกัน เพราะว่ากลุ่มพี่อิ๊บมีคนฟิลิปปินส์ พอเค้าเห็นเด็กเอาเท้าไปเล่นแบบนั้นก็รีบเตือนว่า ไม่ดีนะๆ (วัฒนธรรมเราอาจจะคล้ายๆ กับฟิลิปปินส์) ก็ช๊อคกันไป (จริงๆ ญี่ปุ่นนี่มีมุมมืดอยู่หลายมุมนะ อาทิพวกปัญหาในโรงเรียนมัธยม การแกล้งกัน แต่ตรงนี้เรายังไม่เห็นปัญหาโดยตรงเลยอาจจะยังเล่าให้ฟังไม่ค่อยได้ ไว้จะมาเล่าให้ฟังถ้าเจอหรือพบเห็น)

2. การบริหารจัดการค่าย

ค่ายนี้หลักๆ มีคนประสานงานอยู่เพียงสองคน คือคุณโยโย่ กับอีกคน ซึ่งก็เหมือนจะกระจายงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะว่าคุณโยโย่ไม่กล้าใช้อาสาสมัครมากนัก ในขณะที่ในค่ายจะมีอาสาสมัครชาวอินเดียที่สามารถเอ็นเตอร์เทนเด็กได้ บ่อยครั้งเราก็จะเห็นอาสาสมัครชาวอินเดียนี่แอบแย่งซีนคุณโยโย่อยู่เหมือนกัน (ดูละก็ขัดๆ อยู่นิดๆ เราก็คิดในใจว่า ทำไมไม่ให้คนนี้ทำหน้าที่เป็นสันทนาการไป แล้วก็ค่อยเป็นคนเชื่อมกิจกรรม จะได้ไม่แย่งซีนและไม่ขาดตอนกัน)

การบรีฟงานส่วนใหญ่เป็นการบรีฟแบบหลวมๆ บางทีก็บรีฟเอาหน้ากิจกรรมเลย (ถ้าเรียกแบบไทน์ เรียกว่าเป็นกิจกรรมแบบ world class เลยทีเดียว ฮาาาา) แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะว่าเฮดหลักมีอยู่แค่สองคน การแก้ปัญหา ถ้าบรีฟละเอียดกว่านี้ก็น่าจะช่วยให้กิจกรรม smooth มากขึ้น แต่การมีเฮดหลักแค่สองคน ทำค่ายให้รอดมาจนจบได้นี่ก็สุดยอดอยู่นะ

นึกถึงกิจกรรมบ้านเรา เวลาทำค่ายทีนึงเราก็ประชุมงานกันเยอะมาก ทั้งประชุมเตรียมตัว ประชุมก่อนค่าย ประชุมสรุปงานประจำวันกันแบบละเอียดสุดๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเลยทีเดียว (แต่ประชุมเยอะบางทีก็น่าเบื่อหน่อย หากกระชับการประชุมได้ก็เป็นการดี 🙂 )

แต่สิ่งที่ต้องชมก็คือการเตรียมตัวแบบญี่ปุ่น ที่กล่าวไว้ตอนแรก แต่ละกลุ่มก็จะมีการรวมข้อมูลมาเป็นอย่างดีในแฟ้ม มีข้อมูลเตรียมพร้อมก่อนค่าย แยกๆ เป็นกลุ่ม ข้อมูลที่นี่ละเอียด เป็นต้นว่า แพ้อาหาร เป็นโรคอะไรมาบ้าง (อันนี้จริงๆ บ้านเราก็มี แต่อาจจะไม่ได้ดูละเอียดขนาดนั้น) ซึ่งก็เป็นมาตรฐานแบบญี่ปุ่นที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง

**************************************************************************

สรุปแล้วค่ายนี้ทำให้เราได้รับประสบการณ์ที่ดีมากมาย ได้เรียนรู้สิ่งที่เหมือนและแตกต่าง ได้ปล่อยแก่ ได้เหนื่อย (โดนเด็กกระโดดเกาะหลัง วิ่งขี่ม้าส่งเมือง TT)  ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่จากนานาประเทศ ได้ติดหวัดกลับมา (กลับมานี่ไม่สบายเลย TT) สรุปก็สนุกและเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ กะไว้ว่าถ้าเคลียร์งานเสร็จก็จะหาโอกาสไปอีกเท่าที่เวลาและโอกาสจะอำนวย ~

ตอนนี้ยาวหน่อย ขอบคุณที่ทนอ่านครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหร๊ออออออ)

โฆษณา