先生のダイアリー1:ยินดีต้อนรับน้องๆ สู่โลกจำลอง ตอนที่ 1

จริงๆ ตั้งใจว่าอยากจะเขียนเรื่องทำนองๆ นี้ในช่วงที่เด็กๆ นักศึกษาใหม่เข้ามาแล้ว แต่เนื่องจากกลัวว่าช่วงใกล้ๆ นั้นจะมีงานต่างๆ ที่รุมเร้าจนลืม ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลยเขียนไว้ ณ ตอนนี้เลยก็แล้วกัน (ซึ่งจะมีคนอ่านของแกด้วยหรออออ..)

เมื่อสิบปีที่แล้วสมัยที่เรายังเป็นปีหนึ่ง เรามีความสนุกสนานกับชีวิตเฟรชชี่ แต่เมื่อเริ่มโตขึ้น จนกระทั่งมาอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งผ่านชีวิตการเป็นนักเรียนนักศึกษาอย่างสดๆ ร้อนๆ ก็ตื่นเต้นกับบทบาทใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามา นักศึกษาใหม่ที่กำลังจะเข้ามาก็จะกลายมาเป็นลูกศิษย์ (ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราก็ต้องตื่นเต้นกับการเป็นรุ่นพี่ที่จะมีรุ่นน้อง แต่เนื่องจากเราถือว่าอายุยังไม่มาก อาจจะพอเป็นรุ่นพี่ได้บ้าง ซึ่งใครๆ เค้าก็ว่าหน้าเราก็เนียนเป็นเด็กนักศึกษาได้อยู่นะ ฮี่ๆๆ) มานั่งคิดดูตอนนี้ก็พบว่า มันเป็นช่วงที่โลกเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมากจนหลายอย่างเราก็ชักจะตามไม่ทัน เมื่อมองย้อนกลับไปจากเวลานี้ ก็มีเรื่องหลายอย่างที่มานั่งเสียดายอยู่ว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะ…..”

เพื่อไม่อยากให้น้องๆ พลาดขบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก วันนี้เลยอยากมารับน้อง (ที่ไม่ใช่ว๊ากน้อง) ด้วยการเล่า (และเตือน) ให้น้องๆ ฟังว่า น้องๆ ที่กำลังจะเข้าสู่ “โลกจำลอง” ควรจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้พร้อมกับการก้าวออกจาก “โลกจำลอง” สู่ “โลกแห่งความเป็นจริง” ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

เนื่องจากมีเรื่องอยากเล่าเยอะแยะมากมาย เลยขอแบ่งเป็นตอนๆ หลายๆ ตอนไว้หน่อยก็แล้วกันสำหรับตอนแรกนี้ ขอเสนอเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ….

เรื่องของภาษา

 

เมื่อสมัยสิบปีที่แล้ว การไปต่างประเทศ (เอาเป็นว่าแค่เที่ยวละกัน) เป็นเรื่องที่เราคิดว่าใหญ่มากๆ การไปต่างประเทศได้นั้นดูเป็นเรื่องที่ไฮโซมาก สมัยนั้นโปรแกรมแลกเปลี่ยนต่างๆ ยังไม่ได้อู้ฟู่เหมือนกับปัจจุบันนี้ (หรืออาจจะมีแต่เราไม่รู้สินะ T_T) สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ เราสามารถไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น มีโปรแกรมแลกเปลี่ยนต่างๆ เยอะแยะมากมาย ตั๋วเครื่องบินราคาก็ถูกลงมาก การไปต่างประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้เห็นว่า นอกประเทศไทยเค้ากำลังไปถึงไหนแล้ว… ดังนั้นหากเราไม่รวย (เช่นตัวผู้เขียนนี่แหละ ถถถ) ทางที่จะไปได้คือ ทุนต่างๆ ที่สนับสนุนเรา และสิ่งที่จะทำให้เราไปต่างประเทศได้อย่างราบรื่นก็คือ “ภาษา” นั่นเอง

ราเชื่อว่าหลายๆ คนมีปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษ อย่างน้อยก็การพูดภาษาอังกฤษ แต่เนื่องจากเราไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันเท่าไหร่ เวลาที่อาจารย์บอกให้ฝึกภาษา เรามักจะมีความเพิกเฉยว่า ช่างมันเถอะ ปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ ชิวๆ กว่าเราจะรู้ตัวในเวลาที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษจริงๆ ก็อาจจะสายไปแล้ว

สถานการณ์ปัจจุบันนี้ อยากบอกให้น้องๆ ได้รับทราบว่า การสมัครงานในหลายๆ ที่ ต้องการผู้สมัครที่มีคะแนนภาษาอังกฤษพอสมควร เพื่อวัดศักยภาพการใช้ภาษา (สายไม่วิชาการก็จำพวก TOEIC, สายวิชาการใครคิดจะเรียนต่อหรือทำงานในมหาวิทยาลัยก็ต้องใช้คะแนน TOEFL/IELTS หรือถ้าคิดจะเรียนในประเทศเองก็ยังต้องการคะแนนจำพวก CU-TEP/ CMU e-Tegs) ดังนั้นโลกปัจจุบันเราหนีภาษาอังกฤษไม่พ้นแน่นอน !

แล้วเราจะเตรียมรับมือกับเรื่องภาษาอังกฤษอย่างไรดี?

อย่างน้อยๆ น้องๆ มีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องภาษาในมหาวิทยาลัยราวๆ สี่ปี ก่อนออกไปเผชิญโลกกว้าง …. ในความคิดเห็นของพี่ เรื่องภาษาเป็นเรื่องของน้ำซึมบ่อทราย มันยากมากที่เราจะพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาพ่อแม่ให้ได้ภายในเวลาอันสั้น ดังนั้นภาษาคือเรื่องที่ต้องสะสมวันละนิดวันละหน่อย สะสมไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราอาจจะนึกคือ แล้วเราจะหาโอกาสไหนในการใช้ภาษาอังกฤษดีล่ะ

วันนี้เราจึงขอเสนอแนะแนวทางง่ายๆ หาได้ในมหาวิทยาลัย ดังนี้

  1. หาเพื่อนชาวต่างชาติ ทุกวันนี้ในมหาวิทยาลัย (เอาง่ายๆ ม.ช. เรานี่แหละ) มีนักศึกษาต่างชาติเยอะขึ้นกว่าเมื่อสิบปีที่แล้วมาก เมื่อสัปดาห์ที่แล้วไปกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร Bio ก็เจอนักศึกษาต่างชาตินั่งกินข้าวแบบสไตล์ไทย ดังนั้นหากมีโอกาส อยากให้กล้าเข้าไปพูด เป็นเพื่อนด้วย อย่างน้อยก็เซย์ไฮ แล้วเดี๋ยวทักษะก็จะตามมาเอง
  2. แต่จากข้อหนึ่ง อาจมีคนเถียงในใจก็ได้ว่า ใครจะกล้าไปคุยในโต๊ะอาหารล่ะ ! เราก็ขอเสนอทางเลือกที่ง่ายกว่าข้อ 1 นั่นก็คือ การสร้างบรรยากาศภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ

    เมื่อสมัยที่พี่เรียน ป.โทที่จุฬาฯ เป็นช่วงที่พี่อยู่กับเพื่อนที่ไปเรียนด้วยกันอีกสองคน มีอยู่วันนึงเรานึกครึ้มใจกันว่า น่าจะถึงเวลาที่จะเริ่มพัฒนาศักยภาพสู่สากลได้แล้ว เราจึงคิดกิจกรรม “English Speaking Day” กันในห้องนอนของเรา ทุกวันพุธเราจะพูดสนทนากันเป็นภาษาอังกฤษ มีกฏง่ายๆ คือ พูดภาษาอังกฤษ ใครหลุดพูดภาษาไทยจะต้องจ่ายค่าปรับครั้งละ 5 บาท เมื่อทดลองครั้งแรกปรากฏว่าสนุกมาก และได้ผลดี เราจึงขยายไปเป็นสองวันต่อสัปดาห์

    สรุป ทำกิจกรรมนี้ไปได้ราวๆ หนึ่งปี มีเงินในกระปุกออมสินพอที่จะจ่ายค่าไฟได้หนึ่งเดือน 😛 เป็นเรื่องขำๆ กัน ถ้าถามว่าทำแล้วมีประโยชน์อย่างไหม? ก็ขอบอกว่า มีประโยชน์มาก อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกให้พูดภาษาอังกฤษได้อย่างไม่เคอะเขิน ถึงแม้จะพูดถูกบ้างผิดบ้าง แต่การเริ่มต้นที่จะเปิดปากพูด ก็จะทำให้เราคุ้นชินกับการพูด และเกิดแรงบันดาลในให้ฝึกทักษะอื่นๆ ต่อไป

ทุกวันนี้ตัวผู้เขียนเองก็ไม่ได้ถือว่าเมพในการใช้ภาษาอังกฤษมาก แต่เราก็ประเมินว่าน่าจะสามารถใช้ในการสื่อสารใช้ในงานวิชาการได้ ใช้สนทนากับเพื่อนชาวต่างชาติได้อย่างสนุกสนาน และก็ยังต้องพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่อยากจะบอกให้น้องๆ ได้คิดไว้ก็คือ การเรียนภาษาอังกฤษนั้น ไม่ได้จบแค่คอร์สที่มหาวิทยาลัยบังคับสี่ตัวหกตัวเท่านั้น การเรียนภาษาคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนรู้นอกห้องเรียน ดังนั้นจึงควรหาโอกาสที่ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้เสียดายมาเสียดายในภายหลังว่า “รู้งี้นะ…..”

 ท้ายสุดขอฝากไว้ให้คิสนิสนึงว่า ตอนนี้เราเปิดประชาคมอาเซียนแล้ว

  1. เรามีความเข้าใจมากเพียงใดเกี่ยวกับการเปิดประชาคมอาเซียน นอกจากการรู้จักเมืองหลวง ธงชาติของประเทศในอาเซียน
  2. เราตระหนักหรือไม่ว่าประชาชนในประชาคมอาเซียนชาติอื่นๆ จะมาแย่งงานของเราไป

หากยังนึกคำตอบไม่ออก ก็อยากให้ลองชมสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงในอีกสิบปีข้างหน้า อย่างน้อยอยากให้ลองตั้งคำถามว่า เราจะยืนอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้

ปล. 1 นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ปัจจุบัน เรื่องของภาษาที่สาม ภาษาที่สี่ ก็เริ่มจะมีบทบาทในแง่ที่ว่า รู้เยอะกว่าได้เปรียบ ประเด็นนี้จะไว้มาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อๆ ไป (ถ้ามีคนอยากอ่านนะ ถถถ)

ปล. 2 รูปบนปกนี่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแต่ประการใด แค่อยากรำลึกความหลังเมื่อสิบปีที่แล้วแค่นั้นเอง lol

ในตอนต่อไป ก็จะมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยี ในเชิงที่ว่า เราควรเรียนรู้อะไรก่อนไปเผชิญโลกกว้างบ้าง… ไว้ติดตามกันนะครับ ~

Advertisements

10 years anniversary : SnC Spaces!

ครบรอบ 10 ปีการเขียน blog!! 😀

19 June 2005 – 19 June 2015

Chapter 1 : Introduction

วันที่ 19 มิถุนายน 2548 ตอนนั้นกำลังเรียน ม.5 [First Post]

ตอนเริ่มเขียนนี่ เริ่มโดยบังเอิญ ช่วงที่ MSN กำลังฮิต ตอนนั้น Microsoft เปิดให้ลองใช้ spaces ใหม่ๆ ก็เลยลองเขียนดู (เข้าใจว่าเปิดพอๆ กันกับ Facebook นี่ล่ะ)

สมัยนั้นก็มีสมาชิกผู้เริ่มบุกเบิกร่วมอ่านร่วมคอมเม้นอยู่บ้าง (น้องกอล์ฟ Neizod, พี่โน๊ต Koalar) นานขนาดที่สมัยม๊อบสีเหลืองเริ่มก่อตัวเลยทีเดียวล่ะ

ปี 2007 เริ่มทำ สรุปชีวิตปีเก่าและเป้าหมายชีวิตปีใหม่ ที่หลังจากนั้นก็ทำมันมาทุกปี (ไม่รู้ทำได้ยังไง)

จากนั้นก็เขียนบ้าง หยุดบ้าง จนกระทั่งมี hi5 ก็บ้าไปเล่นอยู่พักนึง (ประมาณปีกว่าๆ) [Ref Here] พวก blog/diary ก็ไปอัพในนั้นแทนช่วงแรก แต่ก็คิดถึงบ้านหลังนี้ เลยมาอัพไว้ด้วย [Ref Here] …เสียดายที่ตอนมันเปลี่ยน hi5 ใหม่ พวก blog ที่เขียนไว้หายหมดเลย กลับไปกู้ไม่ทัน (ตอนนี้ปิด hi5 ไปละเรียบร้อย)

ช่วงหลังจากนั้น (ประมาณปี 2009) Microsoft ทำ software สำหรับเขียน space ในคอมได้โดยเฉพาะ (Micrsoft Live Writer) เราก็เป็นลูกค้าใช้มันอยู่ระยะใหญ่ๆ เลย (ตอนนั้นสะดวกกว่าพิมพ์บน browser อีก) [Ref Here] ตอนนั้นเริ่มเล่น Facebook แล้วล่ะ… ทำให้ไม่ค่อยได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนเมื่อก่อน

ปี 2010 เริ่มลองเล่น wordpress ครั้งแรก [Ref Here] ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร กะจะมีไว้เล่นๆ เฉยๆ แต่จากนั้นกลางปี 2010 Microsoft ก็จะปิด space แล้ว เลยเนรเทศเรามาที่ wordpress ให้โดยอัตโนมัติ! [Ref Here] โชคดีที่มัน Syncronize ข้อมูลเก่ามาเกือบหมด (ยกเว้นรูปในอัลบั้ม)

หลังจากนั้นก็เริ่มกลับมาเขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้นหลังจากเล่น Facebook ไปได้ระยะใหญ่ๆ ตอนแรกอัพทั้งคู่ ตอนหลังใช้วิธีอัพในบล๊อกแล้วให้มันแชร์ไปที่ Facebook ไป จนกระทั่งกลับมาเขียนจริงๆ จังๆ อีกทีตอนได้ทุนต่างประเทศกับซีรีส์ เตรียมตัวเก็บกระเป๋า จนมาถึงซีรีส์ เรื่อยไปในโตเกียว และ เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป หลังจากที่มาถึงที่ญี่ปุ่นแล้ว

นี่คือ 10 ปีบน space และ wordpress อันนี้…..

Chapter 2 : How can I learn from the space and blog?

10 ปีที่ผ่านมา การมี blog ทำให้เราได้ตรวจสอบตัวเองว่า เราเคยทำอะไรลงไปบ้าง เราเคยตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ยังไง

แอบกลับไปอ่านของเก่าๆ ทำให้เห็นว่า สิบปีก่อนเราตั้งเป้าหมายชีวิตอะไรไว้ อาจะมีเปลี่ยนได้บ้าง แต่ก็ไม่ออกจากที่วางไว้มากนักก็โอเค

กลับไปดูสมัยทำแฟ้ม Port Folio ตอน ม.3 ทำให้เห็นเป้าหมายของเราที่เคยวางไว้ตอนเป็นเด็ก (ภาพดูบิดเบี้ยว ไม่สวย เพราะว่าเปิดใน word เวอร์ชันที่ต่างกัน สมัยนั้นทำใน word XP? เปิดด้วย word for mac )

Untitled

อันนี้หลังจากต้องทำแฟ้ม Port Folio ตอนจะจบ ม.6 (บิดเบี้ยวเช่นกันเพราะทำใน word 2003 และเปิดใน word for mac)

Untitled2อ่านดูแล้วก็อึ้งอยู่พักใหญ่ๆ เลย จะว่าไปเราก็มาในเส้นทางที่วางไว้ อาจจะไม่ตรงซะทีเดียว (เรื่องไปสอนที่โรงเรียนมงฟอร์ต เคยได้ไปสอน Gifted อยู่หนึ่งเทอมประมาณช่วงปี 4 (พ.ศ. 2553) ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายไปนิดนึงอยู่นะ) แต่มาดูอีกทีก็เหมือนจะไปได้ไกลกว่าที่คิดไว้พอสมควรเลยล่ะ (เรื่องอยากเรียนวิศวะคอม ก็แอบเฉียดๆ นิดหน่อยตอนมาทำงานที่ต้องเขียนทำโปรแกรมคำนวณเชิงคณิตศาสตร์นี่แหละ)

ตอนกำลังจะจบปี 4 เราก็มาคิดว่าชีวิตเราอยากทำอะไรดี เลยวางแผนชีวิตดู (ตั้งชื่อหรูไว้ก่อนว่า โครงการพัฒนาศักยภาพ SnC สู่สากล)

Vision

หลังจากสอบโทที่จุฬาติดแล้ว เราก็เชคแผนว่าเป็นยังไง

Vision2

จนสอบทุนต่างประเทศ (ตอนนั้นกำลังรอเข้าสัมภาษณ์ ต้องทำแฟ้ม Port Folio อีกรอบ) ก็ถึงได้มาเชคแผนที่ตัวเองทำไว้

vision3

สิบปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นพัฒนาการทางความคิด สมัยก่อนเราเป็นคนขี้บ่น (ดูบล๊อกสมัยเก่าก็น่าจะเห็น TT) และอารมณ์ร้อน เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะบ่นน้อยลง (เอ๊ะ หรอ อาจจะบ่นใน Facebook แทน – -“) ใจเย็นขึ้นเยอะ (จุดเปลี่ยนน่าจะอยู่ที่อะตอมเกมส์ตอนปี 53) และทำอะไรก็คิดมากขึ้น และเรียนรู้จากสิ่งที่ทำลงไป (พยายามหาสาระจากการบ่นอยู่ด้วยเหมือนกัน)

สิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างนึงคือ ตัวเรามีความเป็นเด็กเสมอในทุกๆ ช่วงวัย ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้เรียนรู้และก้าวต่อไป ให้ s_i แทนชีวิตช่วง i และ ช่วง s_i+1 เป็นชีวิตช่วงถัดไป จะเห็นว่า เราก็ยังต้องโตขึ้น และเรียนรู้เรื่อยๆไปตราบเท่าที่ i จะวิ่งไปถึงตัวสุดท้ายของจำนวนนับ (ซึ่งมันไม่มี)

Chapter 3 : The Future

อนาคตเป็นสิ่งที่เราล่วงรู้ได้ลำบาก เพราะว่าในอนาคตอาจมีปัจจัย ตัวแปรต่างๆ ที่มาทำให้สิ่งที่อยากทำเปลี่ยนไป … แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เราก็ต้องทำทุกวันให้ดีที่สุด… s_i ส่งผลให้เกิด s_i+1 ฉันใด ปัจจุบันก็ส่งผลให้เกิดอนาคตฉันนั้น…

เรื่อง blog ก็จะพยายามอัพเป็นระยะๆ จะพยายามอัพอะไรที่มันมีสาระหน่อย เรื่องบ่นๆ ก็จะเพลาๆ ลงบ้าง…

ท้ายที่สุดก็คงต้องฉลองครบรอบ 10 ปีด้วย Post อันนี้ (ในวันที่ 20 มิถุนายน ขึ้นต้นปีที่ 11 พอดีเลย ~)

และสุดท้าย ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านครับ

(และก็ต้องถามว่า มีใครอ่านของแกด้วยหราาาาาาา >_<)

SnC คืออาราย???

ประเด็นข้อสงสัยนี้ ถูกถามมานานมากมายจนขี้เกียจตอบแล้ว
 
งั้นมาชี้แจงแถลงไขใน blog นี้เลยละกันครับ
 
ที่มาของ SnC นั่นมาจาก –> Supanut Chaidee นั่นเอง
มีหลายคนมาทึกทักเอาว่า SnC คือ Science รึเปล่า (ยังเคยโดนเขาว่าว่าบ้าเห่อคณะวิทยาซะงั้น – -")
ทีนี้ เครือข่ายของ SnC นั้นมีมากมาย จะไล่รายการให้หมดเลยนะครับ
 
อันแรก MoDErN_SnC อันนี้ใช้นานมากกกและบ่อยด้วย
MoDErN ตัวนี้ จะแปลถึง ความทันสมัยที่ต้องหมั่นอัพเดทความรู้รอบครอบจักรวาลอยู่เวลา
สำหรับโค้ดตัวนี้ ใช้นาน กะจะปลดระวางแล้ว (ดีไหม?) แต่ก็อุตส่าห์ใช้มาอ่ะนะ เสียดาย
 
อันที่สอง mathteacher_snc สร้างขึ้นเพื่อ add mail ที่มีมากในช่วงหนึ่ง
ซึ่งปัจจุบัน ในไม่ช้าจะเลิกใช้เมลล์นี้แล้ว…. หมายถึง ครูสอนคณิตศาสตร์ที่ชื่อ SnC นี่เอง
เมลล์นี้สำหรับกลุ่มกิฟเต็ด และกลุ่ม SPU Friends Camp ครับ (หากเลิกใช้ก็จะแจ้งให้ทราบ)
 
อันที่สาม CM_SnC อันนี้ใช้สมัครสมาชิกในเว็บวิชาการดอทคอม
มีสาเหตุเพราะ สมัคร MoDErN_SnC แล้วมันไม่ได้ (จดหมายยืนยันมันเข้า junk mail แล้วโดนลบ
มันก็เลยใช้ไม่ได้ เลยสมัครใหม่มันเลย)
 
อันที่สี่ Mathman_SnC อันนี้ ใช้เป็นนามปากกา เวลาเขียนบทความลงวารสารหรือจุลสารโรงเรียน
เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนหมั่นไส้จากผู้อื่น (ปกติ วารสาร รร มักมีข้าพเจ้าไปแจมเสมอ) โดยจะมีปีที่ห้อยท้าย
Mathman นั่นคือ ชาวคณิตศาสตร์นั่นเอง
 
อนาคต…ของ SnC
คิดว่า จะตัดให้เหลือ SnC พอ แต่อาจมีเพิ่มเติมบ้างบางโอกาสที่เหมาะสม (แต่จะมี SnC เป็นแกนหลักเสมอ)
 
อนาคต….รองรับการ add mail ของเพื่อนที่คณะวิทย์ มช
น่าจะเปิดใหม่ เป็น snc นี่แหละ แต่ขออุบไว้ก่อนก็แล้วกัน
 
หวังว่า คนที่สงสัย ก็คงจะคลายข้อคำถามได้บ้างนะครับ

Welcome to my life style…MoDErN_SnC

เฮ่อ วันนี้ได้ฤกษ์มาทำ Space สักที หลังจากที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำมานานเพราะว่าขี้เกียจ (สันดานดิบก่อกำเนิด)

ไม่อยากจะคิดว่าอีกไม่นานงานก็จะไหลมาเทมาแล้ว…

งานสังคม ก็ยังไม่เสร็จ
ต้องมาเริ่มเตรียมงาน Open house Gifted Math อีก…..

งานกิฟเต็ดหลายๆส่วนที่รับผิดชอบก็ไม่ค่อยบรรลุผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร…
เรื่องติวตอนเช้าตอนแรกไปได้สวย หลังๆมาโอลิมปิกก็แย่งไปหมดเลย….
เรื่องเสื้อกิฟเต็ดกว่าจะได้แบบเสื้อก็ต้องรอ….กว่าจะได้
ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง เรื่องขายสมุดกิฟเต็ด…
ทุกอย่างทำด้วยใจรักหมด อยากให้งานออกมาดี…
ไม่รู้จะมีใครเข้าใจหรือเปล่า

เบื่อคนที่ทำงานนิดหน่อยแล้วบอกว่าตัวเองก็ทำงานเหมือนกันนะไม่เคยเกาะ!
เบื่อคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ…
เบื่อคนที่เอาแต่สั่งๆๆๆๆๆไม่เคยช่วยเหลือตัวเองเลย…

ทำไมเราเป็นคนที่เถียงใครไม่เก่งหนอ…เถียงใครทั้งๆเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ยังโดนเถียงกลับมาแบบพูดไม่ออก…

 

จะทำยังไงถึงจะเก่งเท่าชาวบ้านชาวช่องได้
อยากจะขยัน แต่มันทำไม่ได้สักที…
แล้วจะต้องทำอย่างไรครับ ?

เฮ่อ ชีวิตที่หมุนเวียนไปวันๆ ก็คงต้องอดทนต่อไปเพื่อเป้าหมายที่รอคอยคือรั้วจามจุรี

 

MoDErN_SnC