เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 8 : กินข้าวบ้านพี่ ท3

จริงๆแล้วอยากเขียนยาวๆ เล่าให้ฟังถึงวัฒนธรรมและธรรมเนียม แต่เนื่องจากขี้เกียจละ เลยอยากเขียนย่อพอสังเขปดังนี้ (ขี้เกียจเติมคำเชื่อมให้สละสลวย เอาเนื้อๆ ละกัน)

************************************************************************************

สัปดาห์ก่อน พี่ ท3 คนญี่ปุ่นในแลปชวนไปปาร์ตี้ที่บ้านวันนี้ โดยชวนไปกับเพื่อน ล. ที่นั่งโต๊ะข้างกัน (น่าจะสืบเนื่องจากเป็นวันเกิดที่ใกล้ๆ กันพอดี เราเกิด 22 ล. เกิด 25) ปาร์ตี้นี้เรามีความเกร็ง เพราะเป็นครั้งแรกที่ไปบ้านคนญี่ปุ่น แบบที่เป็นบ้านจริงๆ ไม่ใช่อพาร์ตเมนต์แบบอยู่คนเดียว (ปกติเวลาไปปาร์ตี้เรามักจะได้ไปที่บ้านเพื่อนคนจีน ซึ่งมันจะมีความ relax มากกว่าเยอะ)

เราถามพี่ ท3 ว่า เราต้องทำอะไรไหม (เป็นต้นว่า เอาอาหารไทยไปด้วย ฮาาา) พี่ ท3 บอกว่าไม่ต้องๆ

เมื่อวันเสาร์ไปฮานาบิ เราก็เล่าให้พี่เอฟัง และเราสงสัยว่า เราควรเตรียมอะไรไปไหม (เคยอ่านเจอเกี่ยวกับมารยาทการไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นมา) พี่เอก็บอก่า เตรียมไปเลย เพราะมันเป็นมารยาท อาจจะเตรียมพวกเหล้า หรือผลไม้ก็ได้

วันนี้ถึงเวลา ตอนเช้าเลยแวะไปซื้อองุ่นที่ซุปเปอร์มาร์เกตแถวบ้าน และมุ่งหน้าไปบ้านพี่ ท3 (นัดบ่ายสามที่สถานี Hino) ไปถึงปรากฏว่า พี่ ท3 ขับรถมารับเรา ล. และเพื่อนอีกคน พอไปถึงที่บ้านพี่ ท3 ดูหรูหรามากมาย เป็นอารมณ์บ้านเดี่ยวออกแนวยุโรปนิดหน่อย

ไปถึง คุณแม่ของพี่ ท3 ก็มาต้อนรับพวกเราเข้าไปในบ้าน เรื่องๆที่เคยอ่านมาในหนังสือเกี่ยวกับมารยาทญี่ปุ่นก็หยิบนำมาใช้ เข้าไปก็ต้องถอดรองเท้า หันปลายรองเท้าออกนอกบ้าน เข้าไปในบ้านสักพักก็เอาของที่ซื้อให้ เหลือบเห็น ล. กับเพื่อนอีกคนของพี่ ท3 ก็ซื้อมาเหมือนกัน

บนโต๊ะอาหารก็มีการเตรียมอาหารกับแกล้มอย่างหรูหรา มีเบียร์และไวน์อย่างพร้อมสรรพ (เวอร์มาก) แม่พี่ ท3 ก็มานั่งกินด้วย ด้วยลักษณะบ้าน การดูแลต่างๆ และบรรยากาศ เห็นแล้วนึกถึงเวลาไปบ้านเพื่อนสมัยเด็กๆ เลยทีเดียว lol (นึกถึงเวลาไปบ้านแมคตอนไปทำงานกลุ่มตอน ม.ต้น หรือบ้านอ๊อป ตอนไปทำงาน ม.ปลาย อารมณ์คล้ายๆ กันนี่ล่ะ คุณแม่ใจดีคอยดูแลตลอดเวลา)

พวกเราก็กินไป คุยไป (เป็นภาษาญี่ปุ่น) ฟัง-พูดรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง พอกิน Main course เสร็จแล้วก็พักเล่นเกมส์ไพ่กัน ล. ก็เอาเกมส์ไพ่แบบอิตาลีมาให้ลองเล่น จากนั้นก็เป็นชุดของหวาน คุณแม่พี่ ท3 ก็ชงชามาให้ดื่มพร้อมขนม ผลไม้ (ซึ่งบางส่วนก็เป็นของๆ ที่เรา ล. แลเพื่อนพี่ ท3 เตรียมไปให้นี่ล่ะ)

นั่งกินขนม ดื่มชา กินองุ่นไป เม้าท์กันไปจนถึงเวลาประมาณสี่ทุ่ม พี่ ท3 ก็ขับรถมาส่งที่สถานีรถไฟ กลับถึงบ้านเกือบห้าทุ่มพอดี

************************************************************************************

สิ่งที่เรียนรู้ในวันนี้

  1. เวลาคนญี่ปุ่นชวนไปบ้าน เราควรต้องเตรียมของเล็กๆ น้อยๆ ไปให้ด้วย ส่วนมากเป็นพวกขนมแพคสวยๆ หรือของกินพวกผลไม้ติดไม้ติดมือไปด้วย (ไม่ต้องแพงมาก สักพันเยนก็พอโอเคนะ)
  2. ตอนแรก พี่ ท3 ดื่มจนกรึ่มๆ ก็รู้สึกไม่กล้าขับรถมาส่งเรากลับ แรกสุดกะจะนั่งรถบัสกลับออกมาแล้ว แต่สุดท้ายนั่งนานกว่าที่คิดประมาณสามสี่ชั่วโมง พี่ ท3 เลยสร่างแล้ว และขับรถออกมาส่ง แสดงให้เห็นว่าที่นี่มีการบังคับใช้กฏหมายที่เคร่งครัดเลยทีเดียว
  3. อื่นๆ นึกไม่ค่อยออก แต่ที่นึกออกคือบรรยากาศจากการไปวันนี้ ทำให้คิดถึงบ้านขึ้นมานิดนึง คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่ไปเที่ยวบ้านเพื่อน อารมณ์ประมาณนั้นเลย ~
Advertisements

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 7 : วีรกรรมสำหรับภาษาญี่ปุ่นในแลป

สมัยมาอยู่ใหม่ๆ เราจำได้ว่าเราพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ค่อยได้

ตอนหลังๆ เริ่มพูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้างจากคลาสภาษาญี่ปุ่น เราก็อยากนำบทเรียนไปใช้ ก็ฝึกใช้ในแลปไป แต่บางทีก็อาจจะผิดที่ผิดเวลานิดนึง

Dialogue 1: เมื่อเทอมก่อน เรียน phrase เกี่ยวกับ どうしたんですか。

เวลาถามอันนี้ก็จะเป็นอารมณ์ประมาณว่า เป็นอะไรรึเปล่า (น้ำเสียงแบบสงสัยใครรู้ ถามด้วยความสงสัยอยากรู้จริงๆ)

ในแลป ปกติน้อง ด. และน้อง อ. ชอบแกล้งเราด้วยการเอาอะไรแปลกๆ มาให้พูด (มันก็อารมณ์คนเชียงใหม่หลอกคนกรุงเทพพูดคำเมืองฮาๆ นั่นแหละ) มันมีรายการทีวีประมาณว่า พูด ラメン ツケメン 僕イケメン

(คือ ราเมง ทสีเคเมน โบคุอิเคเมน :อิเคเมน แปลว่าหล่อ) มันก็จะประมาณว่า คนถามก็จะพูด ラメン ツケメン แล้วก็รอให้ตอบว่า 僕イケメン。

หลังจากที่เรียนประโยคนั่นมาสดๆ ร้อนๆ กลับมาที่แลปก็มาเล่าให้น้อง ด. กับน้อง อ. ฟังว่า นี่ๆ วันนี้เรียนมาพอดีเลยนะ ก็เม้าๆ กันไป

พี่ ท. (อดีต ท. 2 ซึ่งตอนนี้เป็น ท. 3 แล้ว) ก็กำลังกินบะหมี่ถ้วยพอดี น้อง ด. ก็ถามพี่ ท. เลย

น้อง ด. : ラメン、ツケメン

พี่ ท. ก็จัดเต็มให้

พี่ ท. : 僕イケメン。

ตรูก็พูดขึ้นมาในทันทีว่า どうしたんですか。

พี่ ท. แทบจะสำลักบะหมี่เลยทีเดียว !

ถ้านึกไม่ออก อารมณ์มันจะประมาณว่า ราเมง ทสีเคเมน กรูหล่อ แล้วก็พูดขัดขึ้นมาว่า เป็นอะไรรึเปล่าาา อะไรประมาณนั้น..

ขอโทษขอโพยแทบไม่ทัน 555 สุดท้าย พี่ ท. ปรินท์วิธีใช้ どうしたんですか มาให้อ่านเลยทีเดียว

Dialogue 2 : เมื่อวันจันทร์เราเรียนเกี่ยวกับ そうです。

ปกติเวลาเราใช้คำ Adjective เราจะใช้ Adj. เพื่อบอกเป็นคำคุณศัพท์ อาทิ あなたはしんせつです。 ประมาณว่า คุณใจดีนะ แต่การใช้ そうです นี่มันจะประมาณว่า ดูใจดีนะ (มีคำว่า ดู ขึ้นมีอีกคำ เป็นอารมณ์แบบว่า ดูเหมือนจะ… อะไรทำนองนั้น)

หลังจากเรียนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เราก็มาเล่าให้น้อง ด. น้อง อ. ฟัง เนี่ยๆ วันนี้เรียน そうです มาแหละ อะไรประมาณนี้

เมื่อวันจันทร์ มีเรียนต่อหลังจากประโยค そうです ด้วย でも。

(อารมณ์มันคือ เธอดูใจดีจังนะ (でも=แต่))

วันนี้น้อง ด. ไปเป็น TA มา ก็กลับมาที่แลป ก็คุยๆ เม้าๆ ไป น้อง ด. ก็กำลังลุกจากโต๊ะไปข้างนอกพอดี กำลังคุยเกี่ยวกับ TA

เราก็พูดไป : Dさんはしんせつそうです。 (D ซังดูใจดีเนอะ)

น้อง ด. ก็ :  ありがとう。แล้วก็กำลังจะเดินออกจากห้อง

เราก็ปากไว : でも。。

น้อง ด. หันขวับมาในทันที : でも 何。พร้อมทำหน้าตกใจแกมหัวเราะ

ตรูนึกไป ตอบไม่ทัน ได้แต่หัวเราะและบอกว่า just kidding 55555+

น้อง ด. กลับมาอีกทีเลยบอกว่า でも 厳しいです。 (แต่ดูเข้มงวดนะ)

เกือบโดนตบคาแลปไปละสินะ -.-”

บางทีเรื่องฮาๆ ก็เกิดขึ้นแบบงงๆ

จบเรื่องเม้าท์ประจำวันนี้

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 6: เบิกตังไปประชุมวิชาการ

เรื่องเล่าในวันนี้ออกจะเป็นการบ่นๆ นิดหน่อย แต่ก็เป็นแง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่นี่

สืบเนื่องจากเราจะไปประชุมวิชาการที่สโลวีเนียตอนเดือนมีนาคมนี้ ก่อนที่จะไปก็คุยกับซุป ซึ่งท้ายที่สุดเราก็สามารถเบิกเงินกับมหาวิทยาลัยได้ ส่วนที่เบิกได้คือ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าลงทะเบียน

การเบิกเงินนี่ มีสิ่งที่แตกต่างจากที่ไทยหลายๆ อย่าง ที่น่าสนใจ (อาจจะเป็นเฉพาะมหาวิทยาลัยเราก็ได้) ดังนี้
1. ที่นี่ไปประชุมวิชาการไม่ได้เบี้ยเลี้ยงนะเออ (อันนี้เฉยๆ)

2. ที่น่าเซ็งกว่านิดๆ คือ นอกจากจะไม่ได้เบี้ยเลี้ยงแล้ว เรายังโดนหักค่าอาหารที่รวมในค่าลงทะเบียนด้วยนะเออ!
(อันนี้มีประสบการณ์มาครั้งนึงเมื่อตอนงานเจซีดีซีจีจีเมื่อเดือนที่แล้ว ค่าลงทะเบียนมันแปดพันเยน แต่ในเว็บไซต์เขียนไว้หราเลยว่า ค่างานเลี้ยงหกพันเยน ตอนเบิกเงินคืน อาจารย์พาไปเบิกให้สองพันเยนถ้วน)
******************************
เรื่องมันมีอยู่ว่า ในเว็บไซต์ลงทะเบียนของงานคอนเฟอเรนซ์ เค้าเขียนมาว่า อัตราค่าประชุมสำหรับนักเรียนมันคือหกสิบยูโร (คิดเป็นเงินเยนก็ประมาณแปดพันเยน) แต่ในเว็บไซต์นั่นดันเขียนบอกไว้ว่า ในแพคเกจนี้ ประกอบไปด้วย
1. ค่าอาหารกลางวัน
2. ค่าเบรคการประชุม
3. ค่าอาหารเย็นวันที่สอง (ที่ในนั้นเขียนว่า เป็นกิจกรรมสังคม)
4. ค่าร่วมกิจกรรมวิชาการ
5. ค่าร่วมกิจกรรมทางสังคม (? ในนั้นบอกว่าเป็นโซเชียลแอคทิวิตี้)
แต่ในนั้นก็ไม่ได้แจกแจงรายละเอียดหรอกว่าข้าวมื้อละเท่าไหร่ยังไง อ้อ ในเว็บไซต์นี้ก็บอกด้วยนะว่า โชคดี๊ดี ปีนี้มีเงินสนับสนุนมาช่วย เลยได้ค่าลงทะเบียนถูกสุดๆ

ภายหลังจากที่คุยงานกับอาจารย์ที่ปรึกษา เราก็เล่าให้อาจารย์ฟังเรื่องเกี่ยวกับการลงทะเบียน (พร้อมโชว์หน้าที่บอกด้วย) อาจารย์เลยให้เราไปคุยกับสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย (อาจารย์ก็บอกว่า เราไม่ควรปกปิดข้อมูลพวกนี้อยู่แล้วนะ)

วันนี้ได้เวลาดี ก็ไปคุยกับสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย (ฤกษ์สะดวกน่ะ 555) ก็เลยปรึกษาว่า รายละเอียดในเว็บไซต์บอกว่ามันรวมค่าอาหารอะไรงี้ด้วยครับ! ที่บัณฑิตวิทยาลัยก็เลยให้เราส่งอีเมลล์ไปถามคนจัดงานว่า ช่วยประมาณค่าอาหาร ค่างานเลี้ยงได้ไหมว่าประมาณเท่าไหร่ -.-”

อันตัวเราก็ช๊อคๆ นิดนึงว่า มันละเอียดยิบย่อยขนาดนั้นเลยหรอฟระ! แต่จริงๆ คุณ อกชร. ที่เค้าเตอร์บัณฑิตวิทยาลัยของภาคก็เอาแบบฟอร์มมาให้สำหรับแจ้งเบิกเงิน ซึ่งในแบบฟอร์มนั่นก็มีที่ให้กรอกว่า “ในกรณีที่คนจัดงานไม่สามารถแจ้งให้ได้ว่าที่รวมค่าข้าวเป็นเท่าไหร่ ภาคก็จะออกเต็มให้” (ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องถามคนจัดงานซะก่อนด้วยนะเออ)

ทั้งๆ ที่ไม่อยากส่งอีเมลล์ไปถาม (ตรูติ๊กช่องนั้นเลยได้ไหมเนี่ย) แต่ก็ต้องส่งเมลล์ไป ท้ายที่สุดก็โชคดีหน่อยที่ได้คำตอบมาว่า ค่าข้าวนั้นสนับสนุนโดยสมาคมสักสมาคม ไม่รวมในค่าลงทะเบียน แต่มันรวมค่างานเลี้ยงในนั้น ประมาณยี่สิบเจ็ดยูโร ก็โอเค โดนหักนิดหน่อยก็ไม่ว่ากัน (คุณคนจัดงานท่าจะบ่นว่า ตานี่นี่เรื่องมากจริงๆ ตั้งแต่ขอเอกสารทำเชงเก้นวีซ่าละ)
******************************
3. แต่ภายใต้ความรุงรัง ก็มีความน่ารักอยู่พอสมควร

เนื่องจากเราเบิกเงินนี้ในช่วงใกล้ปิดปีการศึกษามหาวิทยาลัย (คือเดือนมีนาคม) หากเราจ่ายทุกสิ่งอย่างด้วยบัตรเครดิต สลิปมันก็จะมาไม่ทันปิดงบ ดังนั้น ทุกอย่างจึงต้องจ่ายด้วยเงินสด!!!

สิ่งที่ต้องจ่ายเป็นเงินสดคือ ค่าโรงแรม อันที่จริงค่าโรงแรมไปจ่ายที่นู่นก็ได้ แต่เนื่องจากเราต้องใช้เอกสารการยืนยันจ่ายเงินของโรงแรมไปสมัครเชงเก้นวีซ่า (รุงรังเรือหาย) ดังนั้นเราก็ต้องจ่ายเลย ด้วยเงินสด ซึ่งจากการเอาเงินไปจ่ายด้วยการโอน ค่าธรรมเนียมมัน เจ็ดพันห้าร้อยเยน!
นี่รวมถึงค่าลงทะเบียนที่กำลังจะไปจ่ายด้วยนะเออ (ค่าลงทะเบียนประมาณแปดพันเยน แต่ค่าธรรมเนียมการโอน เจ็ดพันห้าร้อยเยน ช๊อค)

แต่เนื่องจากไม่มีทางเลือกในการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว สุดท้ายคุยกับคุณ อกชร. เลยได้คำตอบว่า ตอนเบิกเงิน เบิกค่าธรรมเนียมธนาคารได้อยู่นะ (แต่ก็เสียดายตังแทนมหาวิทยาลัยเหมือนกัน -,-“)
******************************
4. วิธีเบิกเงินเบิกทองของที่นี่ ก็ดูยุ่งยากซับซ้อนไม่แพ้บ้านเรา เอกสารเป็นภาษาญี่ปุ่น (แต่โชคดีมีตัวอย่างเป็นภาษาอังกฤษให้ดูบ้าง) และยังมีวิธีการเบิกเงินแบบๆบ้านเรา ที่ว่า เบิกจากเงินหลายๆ กองอีกต่างหาก (อาทิเช่น ค่าตั๋วเครื่องบินแสนหก เบิกจากเงินก้อนเอ แสนนึง ที่เหลือไปเบิกจากเงินก้อนบี ฯลฯ)

5. เสร็จงานก็ต้องส่งรายงานสรุปการเดินทางด้วย อันนี้ก็คงไม่ต่างจากบ้านเรา

6. จากความละเอียดถี่ยิบที่ได้แสดงในข้อ 1-5 การจะแอบอยู่เที่ยวต่อ (ถึงจะเป็นเงินตัวเอง) ก็คงจะไม่ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยเป็นแน่แท้ ~ (อันนี้อาจารย์บอกไว้ว่า ตอนจองก็ให้รีซอนเนเบิลนะเออ อย่าให้เค้าถามว่าทำไมต้องอยู่ต่ออีกหนึ่งวันหลังจากเสร็จงาน ประมาณนี้)
******************************
สรุปแล้ว ที่นี่ค่อนข้างสนับสนุนเรื่องการทำวิจัย การไปนำเสนอผลงานพอสมควร ด้วยเงินก้อนของมหาวิทยาลัย เรามีสิทธิ์เบิกไปประชุมได้สองครั้งต่อหนึ่งปีการศึกษา (ในประเทศหนึ่งครั้ง ต่างประเทศหนึ่งครั้ง) ซุปเราบอกว่า คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเบิกเงิน ถ้าจะไปละเบิกกับมหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็เบิกกับเงินวิจัยของอาจารย์ก็ได้ (แต่ประเด็นคือ จะมีงานไปรึเปล่า ฮ่าๆ) ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจที่แตกต่างจากบ้านเรา (เพราะบ้านเราไม่ได้มีตังมากแบบนี้ไง ฮาาา) ที่สำคัญที่สุดคือที่นี่ ทุกอย่างต้องเป๊ะ ใบเสร็จต้องถูกต้องทุกประการ จะมามุบมิบแบบบ้านเรานี่ไม่ได้แน่นอน!!

เรื่องพวกนี้…ก็ต้อง หมั่นคอยเรียนรู้ไป จะเข้าใจเองงง ~~ (มังคะ)

ปล.1 ณ โพสต์นี้ได้ปิดกั้นการเข้าถึงจากสหายชาวเมไดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ปล.2 เพื่อความปลอดภัย เราจึงพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษ จึงเกิดความไม่ค่อยกระชับในเนื้อหาเท่าไหร่

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 5 : ทส. ที่หายไป

‪#‎เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป‬ ตอน ทส ที่หายไป…

(เพื่อป้องกันตัวเอง ขออนุญาตใช้ตัวย่อ)
ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ดังนั้นจึงไม่แปลกที่แต่ละคนจะมาแลปสายบ้าง (เช่นตรูเนี่ย 555) หรือบางคนก็ไม่เข้ามาที่แลปบ้าง… แต่วันนี้ที่แลปมีอะไรบางอย่างที่หายไป

ปกติในแลป เราจะสนิทกับเด็ก ป.โท นามว่า ทส. (เพราะเป็นคนแรกๆที่เราพูดภาษาญี่ปุ่นแบบง่อยๆ ด้วยในแลป และชอบเอาการบ้านแคล กับ ODEs มาถามบ่อยๆ) เมื่อสองเดือนก่อน ทส. เล่าให้ฟังว่ามีปัญหาดราม่ากับน้อง ด. จนไม่ได้คุยกันนานมากๆ

เมื่อสัปดาห์ก่อนไปฮิโรชิมา ที่แลปมีตารางให้ลงว่า จะไปกินอาหารเกาหลีกันเมื่อไหร่ดี ทุกคนก็ไปลงเวลาบนกระดาน ทส. ก็ลงไว้ว่าว่างจนถึงวันที่ 9 ส่วนที่ 10 เป็นต้นไป ทส. ก็กากบาทว่าไม่ว่าง เราก็ถาม ทส. ว่า อ้าว กลับบ้านหรอเนี่ยช่วงนั้น (เพราะปกติ ทส. จะอยู่ชมรมคนรักแลปโดยตลอดอยู่แล้ว) ทส. ก็บอกว่า ไม่ได้กลับนะ (เพราะบ้าน ทส. อยู่ที่ฟุกุโอกะ) เราก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

เริ่มมีอะไรแปลกๆ เมื่อวันจันทร์ จู่ๆ ทส. ก็เอาใบอนุญาตขออยู่แลปดึกปึกใหญ่ๆ มาให้เรา บอกว่า your present! (ปกติเวลาจะอยู่หลังสี่ทุ่มครึ่ง หรือเข้าตึกวันอาทิตย์ ต้องขอ permission เป็นรายเดือน โดยส่งแบบฟอร์ม ซึ่งเรามักจะไปขอบ่อยๆ จาก ทส. นี่ล่ะ) เราก็แปลกใจนิดหน่อย คิดว่า ทส. ถ่ายเอกสารมาให้เรา

เมื่อวานก็เจอ ทส. เก็บของที่โต๊ะพอดี เป็นการเก็บของแบบสะอาดสะอ้าน เหมือนโต๊ะใหม่ (แต่ยังมีหนังสืออยู่บ้างสักสองสามเล่ม กับที่เก็บปากกา) เราก็เลยทัก ทส. ว่า อ้าว นี่เก็บของจะไปไหนหรอเนี่ย ทส. ก็บอกอว่า อ๋อๆ เก็บของกลับบ้าน เราเลยถามว่า กลับฟุกุโอกะหรอ (เพราะว่าเก็บของเหมือนย้ายบ้านมาก) ทส. ก็ตอบมาว่า โตเกียวนี่ล่ะ… เราก็ยังแซวแบบว่า โอ้ โต๊ะสะอาดเลยเนอะ โต๊ะเรานี่รกมาก เมื่อวานเรากลับค่ำมากๆ ทส. กลับไว (ช่วงหลังกลับไวกว่าปกติ) ก็ยังลาปกติอยู่ (แต่เหมือนเราจะสัมผัสได้ว่าการลานี่มันแปลกๆ กว่าทุกวัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก)

วันนี้มาถึงที่แลป ก็นั่งเปิดคอมทำงาน เดินผ่านไปที่โต๊ะ ทส. ปรากฏว่า โต๊ะว่างเปล่า! ของทุกอย่างบนโต๊ะหายไป เลยถามเด็ก ป.โทอีกคน (ซึ่งแก่กว่าเรา) นฮ. นฮ. ก็ตกใจ พอเฮีย ล. มา ก็ตกใจกันว่าเกิดอะไรขึ้น แวบแรกที่คิดคือ ทส. ย้ายห้องแลปป่าว (คิดไปเอง จากคดีวิวาทระหว่าง ทส. กับน้อง ด. ซึ่งรู้จากปากน้อง ด. ว่าไม่ได้คุยกันมาจะสองเดือนแล้ว ซึ่งเราเองก็รับรู้ว่ามีสงครามเย็นระหว่างสองคนนี้มาระยะใหญ่ๆ ละ) เราเลยเดินไปห้องพักอื่นๆ ใกล้ๆ ปรากฏว่าไม่มีของของ ทส. ปรากฏอยู่ เราก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว ตั้งแต่เอา Permission paper มาให้ (ถ้าย้ายห้อง มันก็อาจจะต้องใช้อยู่ดี จะเอามาให้ทำไม) หรือการกากบาทวันที่จะไม่ไปปาร์ตี้กับแลป ตั้งแต่วันนี้ ก็เลยเดาว่า สงสัยลาออกแหงมๆ (ทุกคนมามุงดูที่โต๊ะ ทส. แบบเป็นเรื่องใหญ่มาก) ถามกันไปถามกันมา ทส. ซึ่งซี้กับ ย. เคยเกริ่นๆ ว่า จะลาออก แต่ในแลปไม่มีใครรู้ ….จนกระทั่งตอนเย็นก็คอนเฟิร์มข่าวอีกทีว่า ทส. ลาออกนั่นแหละ…

สรุปคือ สมาชิกในห้องแลปเราก็หายไปหนึ่งคนแบบงงๆ ว่าไม่มีใครรู้จนกระทั่งวันนี้ -.-” สมาชิกแลปก็งงๆ นอยๆ กันไป (น้อง ด. ดูจะนอยเป็นพิเศษ เพราะว่ามีคดีกันแล้วไม่ได้คุยกันนี่เอง)

>> KM (Knowledge Management) ประจำเรื่องเม้าท์วันนี้

ดูเหมือนคนญี่ปุ่นค่อนข้างแคร์คนรอบข้าง และบางทีก็เก็บงำอะไรไว้ในใจไม่พูดออกมา KM วันนี้นึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร แต่ก็ทำให้รู้ว่า จิตใจมนุษย์นี้ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ โดยเฉพาะคนที่เราสื่อสารด้วยยาก การเก็บรายละเอียดคนที่อยู่รอบๆตัวเรา ดูเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 4 : เม้าท์มาราธอน

วันนี้นับตั้งแต่ตอนบ่ายสามโมงกว่า หลังจากเลิกบรรยายพิเศษ
ก็ร่วมวงเม้าท์การ(อ)กุศล ติดต่อกันจนถึงสามทุ่มครึ่ง
ไม่ได้ทำงานไม่ได้ทำการเลย
แต่ก็ได้ฝึกภาษาญี่ปุ่น ก็โอเคอยู่

ทำให้รู้ว่า
– เจ๊ ด. มีเรื่องกับ ทส (เจ๊ถึงจะไม่ไปกินปาร์ตี้ของห้องแลป)
– ตา อ. แลปห้องข้างๆ พาเที่ยว คุบากิโจวใน google map (ดูเชี่ยวชาญมาก)
– พี่ ท3.  กินอาหารเพื่อสุขภาพทุกเที่ยง (ที่ร้านแถวมหาลัย ปกติเห็นแต่ซื้อเป็นกล่อง แต่ไม่รู้ว่ากินอะไร)
– ได้กินไอติมฟรีหนึ่งถ้วย จากการเป่ายิ้งฉุบแพ้ของ อ. กับ ด.
– เม้าจนง่วงนอนไปรอบนึง -*-

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 3 : ข้าวโพดฮอกไกโด

#เรื่องเล่าเมาท์ในแลป
กำลังนั่งทำงานอย่างเงียบเหงาอยู่ในห้องแลป อยู่ๆ ก็มีรุ่นพี่แลปห้องข้างเคียงมาเรียกให้ไปกินข้าวโพดจากฮอกไกโดที่ Louge Room (อาเฮียแกมาจากฮอกไกโด เมื่อวันก่อนก็มี party เมล่อนญี่ปุ่นไปทีนึง) ก็เปรียบเสมือนกับการรวมพล เพราะทุกคนก็ไปรวมตัวกันที่ห้อง Louge เพื่อไปกินข้าวโพดกันพอดี

รุ่นพี่ก็ถามทั้ง Grad school เลยว่ากินไหมๆ แล้วก็ไปถาม Sensei ที่เป็น Director ของศูนย์วิจัย ไม่รู้ได้ความว่ายังไง รู้แต่ว่า ตอนกำลังตั้งวงกินข้าวโพดอยู่ เซนเซถือข้าวโพดมาพร้อมกับบอกว่า เนี่ยๆ จัดโต๊ะสัมมนาเลย เดี๋ยวจะถ่ายรูป (สงสัยไว้ใช้ทำสื่อประชาสัมพันธ์)

เผอิญมีเซนเซอีกคนนั่งอยู่ในห้องนั้นพอดี ก่อนหน้านี้คงกำลังนั่ง discuss งานอยู่ สุดท้ายเลยได้จัดฉากถ่ายรูปกันเป็นการใหญ่ ต่อคอมกับ projector พรีเซนต์งานกันไป

PS1 : ข้าวโพดหวานมาก อร่อยฝุดๆ (วันก่อนเมล่อนก็อร่อย)
PS2 : สรุปนั่งเซทท่าถ่ายรูปกันก็เกือบๆครึ่งชั่วโมง (เซนเซก็พรีเซนต์งานแบบจริงจัง ก็ถามกันจริงๆ จังๆ กึ่งเล่นนิดหน่อย)
PS3 : หน้าร้อนแบบนี้ ตอนนี้ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ไปแลปแล้วจ้าาาา

เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป 2 : คดีทิ้งขยะ

‪#‎เรื่องเล่าเม้าท์ในแลป‬ ตอน คดีทิ้งขยะ

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า ที่นี่มีการแยกขยะอย่างเคร่งครัดมาก ในแลปเราก็คล้ายกัน มีถังขยะแยกอยู่สองใบคือ combustible กับ incombustible (ส่วนขวดมีที่ทิ้งข้างนอกอยู่ละในชั้นเดียวกัน) เพื่อเป็นการแบ่งหน้าที่กันตามความสมัครใจ ก็จะเชิญชวนให้ผลัดกันไปเอาขยะไปทิ้งที่โซนทิ้งขยะของชั้น 8 (แลปอยู่ชั้น 8) ทิ้งเสร็จก็ลงชื่อไว้ว่าทิ้งวันไหน

เมื่อเรามาอยู่ใหม่ๆ เราก็เห็นป้ายติดถังขยะ เลยแปลกใจว่าถังอะไร จึงเปิดดิก ก็รู้ว่าต้องแยกขยะ จึงปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ประเด็นมันมีอยู่ว่า วันนี้พี่ ป.เอกปีสอง นามย่อ ท2. เอาขยะไปทิ้ง ก็พบว่า ถัง combustible มีขยะจำพวกพลาสติกปนอยู่จำนวนหนึ่ง พี่ ท2. ก็ถามแต่ละคน ประมาณว่าใครเป็นคนทิ้งขยะ

ขณะกำลังหันหน้าเข้าคอมนั่งทำงานอยู่ หูได้ยินอะไรสักอย่าง เข้าใจโดยสัญชาติญาณว่ามีอะไรแน่ๆ และดูเหมือนเราเป็นผู้ต้องสงสัย
พี่ ท2. : อ๋าาา nut san (เสียงแบบดูมีเรื่องนิดนึง)
Me : หืมมมม แบบตกใจนิดนึง
พี่ ท2. : อ้ะ ไม่มีอะไรๆ ปกติยูทิ้งขยะยังไงหรอ
Me : (ด้วยความรู้ว่าดราม่าน่าจะเกิดในไม่ช้า) ปกติแยกขยะทิ้งตลอดนะ พวกพลาสติกก็ใส่ถังฟ้า กระดาษใส่ถังเขียว
พี่ ท2. : อ๋อออ โอเคๆ
จากนั้นพี่ ท. ก็หาผู้ทำผิดต่อไป

สักพักใหญ่ๆ พี่ ท. ก็รื้อไปดูถังเขียวอีกใบ ปรากฏว่า เจอหลักฐานบางอย่าง เช่นพลาสติกห่อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป บัตรเติมเงิน app store ของ apple พี่ ท3. ก็มาร่วมวงดูหลักฐานอีกคน

สักพักน้อง ทส ป.โทเข้ามา ที่ ท2. ก็สืบสาวราวเรื่องต่อไป เราแว้บไปเข้าห้องน้ำ กลับมาอีกทีเหนือถังขยะมีป้าย การแยกขยะของเขต nakano ติดอยู่ เลยถามว่าใครปรินท์มาเนี่ย พี่ ท2. ก็บอกว่าน้อง ทส ปรินท์มาๆ (ในใจเราสงสัยน้อง ทส นี่แหละ 555)

ตกเย็นๆ เลยถามพี่ ท2. ตอนน้อง ทส ไม่อยู่ พี่ ท. ก็บอกว่า สุดท้ายมันเป็นปริศนาที่ยังไม่รู้กันต่อไป -.- แต่เราเดาว่า น่าจะเป็นน้อง ทส นะ

พี่ ท2. นึกศัพท์ไม่ออก เลยเปิดดิก เจอคำว่า criminal เห็นคำนี้เลยชี้ให้ดู เราก็โอ้ววว พร้อมคิดในใจว่าทิ้งขยะผิดถังนี่แม่งเป็นฆาตกรเลยหรอ 555 แต่แกคงนึกศัพท์ไม่ออก แต่แกคงรู้ว่าไม่น่าใช่คำนี้ เลยลดความแรงของคำเป็นอันอื่นแทน เราเลยบอกว่า เออ เหมือนโคนันนะครับ ก็หัวเร่ะกันไป 5555+

คดีทิ้งขยะเลยกลายเป็นเหมือนโคนันทวิศาล ที่ยังหาไม่ได้ว่าใครเป็นคนทำ แต่ก็คงไม่มีใครทิ้งผิดถังละมั้งง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ที่นี่ การทิ้งขยะเป็นเรื่องใหญ่มาก…ดังนั้น ตื่อตือตื๊อตือตื่อตื๊อ…. หมั่นคอยเรียนรู้ไปจะทำได้เองงงงง (มังคะ)