บทเรียนราคาร้อยยูโร…

(Copy มาจาก post ใน facebook อีกทีนะ)

วันนี้กลับไทย..ก็เจอเรื่องตะลึงไปเลยล่ะ…

รอบนี้ที่มาไทยเนี่ย เริ่มจากมา conference ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันศุกร์ (ส่วนตอนเย็นหรือวันเสาร์ก็ต้องพาอาจารย์ไปเที่ยว ตามประสาลูกศิษย์ที่ดี) สำหรับการมารอบนี้ เรามาไฟลท์เดียวกันกับอาจารย์ที่แลปสัมมนาเดียวกัน ตามแผนของวันนี้ พอแลนดิ้งเสร็จเราก็แวะเอากระเป๋าไปเก็บที่ห้องก่อน (ให้เจ๊นิ่มมาเก็บ) แล้วก็นั่งรถไฟฟ้าจากอารีย์ไปลงสะพานตากสิน (โรงแรมอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา) จากนั้นเราก็จะไปปั่นจักรยานชิวๆ ชมเมืองอยุธยากัน

ตอนนั่งรถไฟฟ้า ก็ปกติดีอยู่ ตอนลงจากรถไฟฟ้าจะต่อรถจาก BTS สะพานตากสินไปลงที่โรงแรม ประมาณหกโมงกว่าๆ นี่ล่ะ ตอนแรกกะจะพาอาจารย์นั่ง Taxi ไปลงที่โรงแรม แต่ด้วยอะไรมาดลใจ รถเมล์สาย 17 มินิบัส สีส้ม เป็นรถร่วมบริการผ่านมาพอดี ก็เลยพาเซนเซขึ้นรถเมล์ไป

รถเมล์เป็นรถร่วมบริการ ราคาต่อคน 9 บาท ด้วยเราจ่ายให้เซนเซไปก่อน (เพราะว่าเซนเซพูดภาษาไทยไม่ได้หรอกนะ) เราก็จะหยิบเงินในกระเป๋าเป็นแบงค์ยี่สิบ ทีนี้ด้วยอะไรดลใจไม่รู้ ในกระเป๋าตังค์มีเงินอยู่สามสกุล คือ ยูโร ที่เหลือจากงาน Conference ที่สโลวีเนียอยู่ 165 euro เงินอันนี้กะจะแลกกับพี่ภา เพราะพี่ภากะจะไปยุโรปช่วงค่อนๆ ปลายๆ ปี แต่งานนี้ไม่ได้เอาออกจากกระเป๋า…. อีกอันก็เงินเยน ที่ติดมือมาด้วย และเงินไทย ซึ่งหยิบมาจากซองเงินที่เอาไปญี่ปุ่นด้วยตั้งแต่ครั้งแรก (มีแบงค์พัน แบงค์ห้าร้อย แบงค์ร้อย แบงค์ยี่สิบ ครบเลย) ด้วยรูปสัมผัสที่เยินเหมือนกัน สีเขียวเหมือนกัน และด้วยความเคยชินที่ไทย เราก็หยิบแบงค์สีเขียวสักใบออกไปให้กระเป๋ารถเมล์ ตอนนั้นกระเป๋ารถเมล์ก็ทำหน้างงๆอะไรสักอย่าง แต่เราก็งงว่ากระเป๋ารถเมล์งงอะไร กระเป๋าก็เหมือนจะให้จ่ายอะไรสักอย่าง เราก็ประมาณว่า อ้าว จ่ายไปละไม่ใช่หรอ..? สุดท้ายกระเป๋าก็รับเงินแล้วก็เอาเงินทอนมาให้เป็นจำนวนเงินสองบาท…. เราก็นั่งไปจนถึงโรงแรม…

เก็บของที่โรงแรมกำลังจะออกไปที่หัวลำโพง ตอนแรกก็นั่งรถ BTS ไปเปลี่ยนที่ศาลาแดง จากนั้นเปลี่ยนเป็น MRT ตอนช่วงที่ซื้อตั๋ว MRT นี่แหละ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร พอช่วงที่กำลังเดินใน walk way ไปที่หัวลำโพง ก็มาคิดดู เอ๊ะ มีอะไรแปลกๆ เหมือนมีอะไรมาดลใจมาเปิดกระเป๋าตัง… อ้าว เงิน 100 Euro ที่ปกติเปิดกระเป๋ามาเห็น หายไปไหน… ปะติดปะต่อเรื่องราวก็ เอ๊อะ…. ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรมาก เดินคุยไปกะเซนเซตามปกติ สักพักเริ่มในไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เปิด google 100 euro baht พอเลขมันคำนวณมาสามพันกว่าบาทนี่แหละ เงิบ ร้องเหี้ยหนักมาก !

ตอนแรกนึกไม่ออกว่าทำยังไงดี… ลืมบอกว่าตอนนั้นขึ้นรถไฟเรียบร้อยแล้วรอไปอยุธยา ก่อนหน้านั้นก็เลยอัพสเตตัสข้างล่างนั่นก่อน… เริ่มค่อยๆ คิด มาคิดว่า เอ๊ะ เราก็เก็บตั๋วรถเมล์ไว้นี่ว่า…มันน่าจะมีข้อมูลที่พอจะ track อะไรได้บ้าง… เลยหยิบๆ คุ้ยๆ ออกมาได้

11811425_10152977311095811_7297311114204408934_n

ตั้งสติได้ นึกอะไรไม่ออกเลยโทรไป 191 ก่อน…. (เวลาประมาณแปดโมงเช้านิดๆ) เล่าเหตุการณ์ให้ตำรวจฟัง ตำรวจก็แนะนำให้โทรไปที่ Hotline ขสมก หรือไม่ก็ จส 100 เนื่องจากเรากดเบอร์ ขสมก.ผิด เราเลยโทรไปที่ จส 100 ก่อน ก็เล่าให้ฟัง… จส 100 ก็โยนให้โทรไปที่ Hotline ขสมก.

เราก็โทรไปที่ Hotline ขสมก ปรึกษาว่าเกิดเหตุการณ์งี้ๆ เราควรจะติดต่ออะไรยังไงได้บ้าง Hotline ขสมก ก็บอกให้โทรไปเบอร์ A ที่เป็นสายตรง ต่อเบอร์ ขสมก. โทรไปก็สายไม่ว่างประมาณสามชาติครึ่ง เราเลยแบบว่า เชี่ยยยยย…. โทรไป Hotline ขสมก. ใหม่ ละก็ถามว่า จะติดต่อเบอร์ไหนได้บ้างอีกไหม โทรไปไม่ว่างตลอดเลย เค้าก็ให้เบอร์ B มา… เราก็โทรไปหาที่เบอร์ B… จากนั้นพอโทรหาเบอร์ B ได้ เราก็บอกว่าเกิดอะไรขึ้น บลาๆๆ อีคนรับโทรศัพท์ก็บอกเลยว่า นี่โทรเข้าสายตรงใช่ไหมค้า ให้โทรไปที่ Hotline ขสมก.ค่า เราก็กำลังจะบอกว่า Hotline ขสมก. บอกเบอร์นี้มา อีเจ๊คนรับโทรศัพท์ก็บอกอย่างเดียวเลยว่า ทำตามที่พี่บอกค่ะ บลาๆ ละก็วาง (ดวก) เออ เราก็โทรไป Hotline สายตรงใหม่อีกรอบ มานนนก็ให้เบอร์นั่นมาอีก เอาละทีนี้ตรูมีข้อมูลละ ก็โทรไปเบอร์ที่ Hotline ให้มา ก็เบอร์เดียวกันนั่นแหละ…อีเจ๊นั่นก็รับอีก ละก็พูดแบบเดิม คราวนี้ตรูดักเลย (ด้วยเสียงที่เริ่มมีน้ำโห) ว่า เมื่อกี่ที่ Hotline เพิ่งเอาเบอร์นี่ แล้วเค้าให้ผมโทรมาที่นี่แหละครับ คราวนี้อีเจ๊เงิบบบ… อีเจ๊เลยติดต่อให้คนอื่นรับเรื่องต่อไป… เราก็คุยกับคนที่รับเรื่อง ให้ข้อมูลว่า ขึ้นรถประมาณกี่โมง… กระเป๋าเป็นผู้ชายหุ่นอวบผิวคล้ำผมหยิกๆ นิดนึง.. ละก็อ่านที่ตั๋วว่าเป็นตั๋วยี่ห้ออะไร… อ่านตอนแรกอ่านไม่ออก มาอ่านออกๆ เดาๆ คำท้ายๆ ว่ายานยนต์ เลยไล่ๆ เรียงๆ ได้ชื่อมาพอดี เป็น nanaยานยนต์ (นามสมมติ)… พอรู้ชื่อก็เลยได้เบอร์ nanaยานยนต์มาพอดี คนนี้เค้าก็แนะนำให้ไปดักรอที่อู่รถเมล์ เริ่มมีความหวังขึ้นมาแล้วสินะะะ (กว่าจะถึงขั้นตอนนี้คือเก้าโมงกว่าๆ พอดี)

โทรไปหา nanaยานยนต์ เพลงรอสายมาเลย เพลงชาละวัน – -” โทรไปไม่มีใครรับ สักพักโทรใหม่ก็มีคนรับ เลยเล่าให้ฟัง… ปรากฏว่ามารู้ว่า บริษัท nanaยานยนต์นี่ไม่ได้วิ่งสาย 17 แต่คือขายตั๋วไปให้ผู้ให้บริการสาย 17 วิ่งไป – -” ถามข้อมูล ก็ไม่รู้ว่าขายให้ใคร (หืม) แต่ป้าแกก็ดีนะ…เราก็ถามแกประมาณว่า ละมีเลขอย่างนี้มันจะตามไม่ได้หรอ ป้าแกก็แนะนำว่า ให้ตามไปดักรอที่อู่รถเมล์เลย เราก็ เออออ ตอนนี้กำลังไปต่างจังหวัด น่าจะเข้ามาตอนเย็นๆ เลย…. ป้าแกก็ดีมากกเลยนะ บอกว่าจะลองโทรตามไป… พอเราเริ่มแกะเรื่องราวได้แล้ว เราก็โทรไปหา call center ทั้งหลายทั้งมวลให้ เหตุการณ์ทำนองโยนไปโยนมาก็เหมือนๆ เดิมนี่แหละ…เลยแม่งงง ไม่โทรละ… หลังจากนั้นป้า nanaยานยนต์โทรกลับมาพอดี ก็เหมือนจะช่วยอะไรเพิ่มเติมไม่ได้ แต่ก็แนะนำให้ไปดักรอนี่หล่ะ…

จากการเกิดเหตุการณ์นี้ ตัวเราทำอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าต้องพาอาจารย์ไปเที่ยวตามหน้าที่ที่กำลังดำเนินอยู่… เราเลยทำได้แค่เข้าไปบ่นในกรุปแชทเฟส somtum ของชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากว่าตอนนี้กุ๊กกิ๊กกลับมาแล้ววว กุ๊กกิ๊กเลยรับอาสาไปตามเงินหนึ่งร้อยยูโรให้ lol กุ๊กกิ๊กว่างหลัง 11 โมง กุ๊กกิ๊กก็นั่งรถจากอนุสาวรีย์แกะรอยไปที่อู่รถสาย 17 ให้เลย! ระหว่างนี้ก็เม้าไปกับลุงคนขับ ลุงคนขับก็โทรถามให้ถ้วนทั่วเลยล่ะ… จนกระทั่งกุ๊กกิ๊กไปถึงที่อู่ ที่อยู่เนี่ย กุ๊กกิ๊กก็ต้องรอเค้ามาส่งรถ จากข้อมูลที่เราบอกกุ๊กกิ๊ก ทำให้เราสามารถตัดเหลือสี่คันที่เป็นไปได้มาได้ดังในภาพที่สอง (กุ๊กกิ๊กส่งมา) รถค่อยๆ มาทีละคัน ก็ถามข้อมูลไป ระหว่างนั้นเราก็พาอาจารย์ปั่นจักรยานไปรอบๆอยุธยา (ร้อนโคตรรรรรรร เอาไว้จะไปเล่าใน issue ต่อไป) ก็เชคข่าวไปเรื่อยๆ (รอกุ๊กกิ๊กมาเสริมรายละเอียด) ท้ายที่สุดประมาณห้าโมงกว่าๆ ก็เหลือรถหนึ่งคัน คันสุดท้ายก่อนเข้ามาพอดี… เชคแล้ว เลขตั๋วเกือบใกล้ แต่ไม่เชิง… กุ๊กกิ๊กก็ถามให้เลย แต่ก็เหมือนว่าคนขึ้นเยอะช่วงเช้า จำอะไรไม่ได้เลย T.T

11824163_10153063135745949_1669601837_n

ข้อมูลที่กุ๊กกิ๊กได้มาจากการประมาณค่า และตัดชอยส์

ท้ายที่สุดก็ต้องทำใจ… แต่อย่างน้อยการได้พยายามจนถึงที่สุดมันก็ไม่ทำให้คาใจ ตอนนี้ปลงงงง เสียใจจจจ วันนี้เที่ยวไม่สนุกเลย….คิดเรื่องนี้ทั้งวัน…. เงินจำนวนนั้นพอมาคิดเป็นเงินก็หมื่นกว่าเยน ได้ค่าอาหารแบบประหยัดหนึ่งสัปดาห์ หรือจะกิน mk ที่นู่นก็กินได้ประมาณสี่มื้อกว่า… เรื่องนี้เราก็จะทำโทษตัวเองด้วยการตัดค่าขนมล่วงหน้าของตัวเองไปสมทบกับเงินที่หายไปก็แล้วกัน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

1. จะทำอะไรให้รีบๆ ทำ จะแลกเงินให้รีบๆ แลก ไม่ต้องมากังวลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะมันกลายเป็นเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย T_T (รีรอเพราะจะให้เรทมันดี แต่สุดท้ายหายเลยจ้าาาา)

2. ควรจะจัดการของให้ดีกว่านี้

ท้ายสุดนี้ขอขอบคุณ Kukkik Tatchamapan มากๆๆๆ (ไม้ยมก n ที) ที่ช่วยตามให้จนถึงที่สุด ซึ้งใจมากมาย T.T และทุกท่านที่คอยให้กำลังใจ รวมถึงลุงคนขับรถเมล์ ลุงที่อู่ ป้า nanaยานยนต์เป็นอย่างสูงง ที่ทำให้เห็นว่าคนไทยก็มีน้ำใจอยู่นะ

และที่สำคัญ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานราชการ ควรทำงานให้ดีกว่านี้ เป็นระบบ และเก็บข้อมูลให้มันดีกว่านี้หน่อยได้ม้ายยยยยย

บทเรียนนี้ราคา 100 ยูโร…..

โฆษณา

สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา (ภาค ป.โท)

ลุงหมัยเคยบอกว่า

“ความฝันเมื่อวันวาน คือความหวังของวันนี้ และเป็นความจริงของวันพรุ่งนี้”

……

เมื่อ 2 ปีกว่าๆ (22 กุมภาพันธ์ 2554) เคยเขียนสรุปผลจากการจบ ป.ตรีไว้ใน Note :

https://nutsnc.wordpress.com/2011/02/22/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%95%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8/

และมีท้ายประโยคเขียนไว้ว่า ..ไว้จบ ป.โท จะประเมินอีกรอบนึงนะ :D

ณ เวลานี้ส่งเล่มวิทยานิพนธ์เรียบร้อยแล้ว รออนุมัติจบอย่างเดียว… เลยได้เวลามาสะท้อนคิดว่า ในช่วงการเรียน ป.โทนี้เราทำอะไรไปบ้าง และสรุปว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากการเรียน ป.โท บ้าง

รอบ ป.โท นี้จะแยกเป็นสองส่วน คือ เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในชีวิตบ้าง (เวลาแค่ 2 ปีครึ่ง พอจะสรุปได้อยู่มั้ง) และ สรุปว่าได้อะไรจากการเรียน และควรพัฒนาอะไรต่อไป

***************************************************************************

Chapter 1….

หลังสงกรานต์ เมษายน 2554 : เริ่มเรียนปรับพื้นฐาน ป.โท

มิถุนายน 2554  : เปิดเทอม 1/2554, ละครดอกส้มสีทอง, เริ่มสอนน้องนุ๊กและมิจิ (จนถึงปัจจุบัน), เริ่มสอนน้องนาง

กรกฎาคม 2554 : วันรับน้องขึ้นดอย ม.ช. กลับบ้าน และเป็นไข้เลือดออก 1 สัปดาห์

ปลายกรกฎาคม 2554 : ลุงแก่งเสียก่อนวันสอบ

Midterm 1/2554 : ถอนกระบวนวิชาติด W ตัวแรก (Topology)

สิงหาคม 2554 : คะแนน Algebra ออกหลังวัน drop ด้วยความเลวร้ายที่สุด

สิงหาคม 2554 – Final กันยายน 2554 : Fight สองวิชาสุดชีวิต

ตุลาคม 2554 : เกรด ป.โท เทอมแรกออก เฉียดฉิวเกณฑ์ขั้นต่ำของทุน

ตุลาคม – พฤศจิกายน 2554 : น้ำท่วม Dead air ไม่ได้ทำอะไร (ไปช่วยทำหนังสือที่มงฟอร์ต ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ใช้อะไร)

ธันวาคม 2554 : เปิดเทอม 2/2554 เลือกอาจารย์ทำวิทยานิพนธ์

มกราคม 2555 : รับปริญญา ป.ตรี

กุมภาพันธ์ 2555 : Midterm 2/2554 เข้าสู่โหมดปกติ ชีวิตพอมีหวังเล็กน้อย

มีนาคม 2555 : ไม่มีอะไรพิเศษ, ช่วยทำคู่มือค่าย พสวท. ม.ช.

เมษายน 2555 : สอบ Final , ไปเป็นพี่เลี้ยงค่าย พสวท. มัธยมค่ายที่ 2, เกรดออกวันค่าย ทุกอย่างราบรื่น, เริ่มหัวข้อวิทยานิพนธ์ (ปิดทับหนอน)

พฤษภาคม 2555 : ไปเป็นพี่เลี้ยงค่าย พสวท. โบห์ม ที่ ม.ช., รับงาน Graphic Design งาน MPSGC 8th ที่จุฬาเป็นเจ้าภาพ, ประสานงานงานรับน้องบัณฑิตภาค

มิถุนายน 2555 : เปิดเทอม 1/2555, ขออาจารย์เปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์

กรกฎาคม 2555 : เริ่มเรียน Eng Baptist เทอมแรก, ช่วยงานปฐมนิเทศทุน พสวท, Midterm 1/2555, ชีวิตไปได้เรื่อยๆ, ไปค่ายบัณฑิต พสวท. (ดูงานหน่วยวิจัย) (อยุธยา)

สิงหาคม 2555 : ไปค่าย พสวท. ศูนย์จุฬา (พัทยา) , เริ่มลดน้ำหนักจริงๆ จังๆ ครั้งแรก

กันยายน 2555 : สอบ Final

ตุลาคม 2555 : Thesis กำลังเริ่มคืบหน้า, ไปร่วมกิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษ, ละครแรงเงา

พฤศจิกายน 2555 : เริ่มลงทะเบียน Thesis, Sit in Math 600 + สอบ + Quiz, ทำ Thesis เริ่มเขียนและรันโปรแกรม, เริ่มเป็น TA จัดตารางสอนตารางสอบภาค (ถึงปัจจุบัน), โดนเชือดวิชาสัมมนา 1, เรียนรู้ความเจ็บปวดจากการเป็นคนกลางของความขัดแย้ง (หลายล้อรอไลค์)

ธันวาคม 2555 : ร่วมงาน TJJCCGG ที่ มศว, ร่วมจัด MPSGC8th, สมัครทุนต่างประเทศ พสวท.

มกราคม 2556 : รับปีใหม่ด้วยสัมมนาครั้งที่ 2, สอบทุนต่างประเทศ พสวท., สมัคร AMM ที่กระบี่, เขียน Proceedings ประชุมวิชาการ (ส่งก่อน deadline สามชั่วโมง)

กุมภาพันธ์ 2556 : สัมภาษณ์ทุนต่างประเทศ พสวท., ประกาศผลทุนต่างประเทศวันที่ 28 กุมภาพันธ์, เป็นวิทยากรค่ายห้องเรียนพิเศษ ร.ร.สุรศักดิ์ กับแก๊งค์ชาวค่าย   (28 กุมภาพันธ์พอดี)

มีนาคม 2556 : เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น, ไปนำเสนอผลงาน งาน AMM ที่กระบี่, ไปนำเสนอผลงานและเป็นอาสาสมัครดูแลเด็กต่างชาติงาน วทท. เพื่อเยาวชน

เมษายน 2556 : กลับบ้านหลังสงกรานต์ เริ่มศึกษา Algorithm 2 ใน Thesis อย่างจริงๆ จังๆ

พฤษภาคม 2556 : ปฐมนิเทศทุนต่างประเทศ, เริ่มรันโปรแกรม Algorithm 2, เริ่มเรียน Kaplan TOEFL

มิถุนายน 2556 : รันโปรแกรมและเริ่มเขียนเล่มนิดหน่อย, รันโปรแกรมจบ ส่งงานไป Conference ที่ญี่ปุ่น, ช่วยงานปฐมนิเทศทุน พสวท,  เริ่มดู Hormones the Series, เตรียมตัวย้ายหอ, เริ่มต้นหามหาวิทยาลัย

กรกฎาคม 2556 : ทยอยย้ายหอไปอยู่กับพี่นิ่ม, เริ่มทำเล่ม Thesis, กลับบ้านยาวรับวันหยุด (งานไม่ค่อยได้ทำ), สอบ TOEFL ครั้งแรกในรอบสองปี , ร่อน E-mail หา Professor, เป็น TA Cal BSAC (ดูแลเด็กพิเศษหนึ่งคน)

สิงหาคม 2556 : ไปค่าย พสวท. ศูนย์จุฬา (นครนายก), ไปค่ายบัณฑิต พสวท. (ดูงานหน่วยวิจัย) (ชลบุรี), ปั่นเล่มเสร็จก่อนกลางเดือน (เกือบไม่ทัน), นัดวันสอบ, Professor คนแรกแนะนำคนที่สอง,

กันยายน 2556 : Defend Thesis, ไป Conference ที่ญี่ปุ่น, เตรียมตัวทำ proposal ป.เอกให้ Professor พิจารณา, แก้เล่ม, สอบ TOEFL ครั้งที่สอง,  เป็นวิทยากรค่ายห้องเรียนพิเศษ ร.ร.สุรศักดิ์ กับแก๊งค์ชาวค่าย  (เฟสสอง)

ตุลาคม 2556 : แก้เล่มเสร็จ ส่งให้บัณฑิต จบสมบูรณ์

ใช้เวลา 2 ปีกับ 6 เดือนสำหรับการเรียนปริญญาโท

***************************************************************************

Chapter 2….

สรุปภาพรวมดังนี้

1. ด้านวิชาการ ก็คงเหมือน ตอน ป.ตรีที่รู้สึกกลัวว่า ตอนจบไปจะมีความรู้ไหม…ณ เวลานี้ถ้าถามก็คงตอบได้แบบภาพรวม แต่ในรายละเอียดก็ต้องรื้อมาดูเป็นเรื่องๆ ไป (แต่คงใช้เวลารื้อไม่นานมาก) ถ้าต้องให้ไปสอนวิชา ป.ตรี…น่าจะสอนได้บ้าง แต่ต้องใช้เวลารื้อและจัดระเบียบความรู้อีกสักนิดนึง

ในภาพรวมเรื่องวิชาการถือว่า OK ขึ้นกว่า ป.ตรีมาก เห็นภาพรวมต่างๆ ได้ดี และหลายๆ อย่างเริ่มมี motivation ในหัวพอที่จะเล่า + โฆษณาชวนเชื่อกับเรื่องทางคณิตศาสตร์ได้บ้าง ความรัดกุมในการใช้คณิตศาสตร์เยอะขึ้นกว่าตอน ป.ตรีมาก

แต่การเรียน ป.โทเทอมแรกทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้ว ไม่ค่อยชอบอะไรกันแน่ (ใช้คำว่าไม่ชอบ เพราะสิ่งที่ชอบเอง บางครั้งก็ยังไม่แน่ใจว่าใช่ไหม -*-) และมีทิศทาง + ความคิดของตัวเองมากขึ้นว่าควรทำอะไรในอนาคตให้ชีวิตไปข้างหน้าได้

2. ดัานสังคมและอารมณ์ โชคดีที่มีเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันดี เฮฮาสนุกสนาน และ Roommate สุดฮา (ก่อนจะแยกย้ายตอนเดือนกรกฎาคม)  ทำให้การเรียน ป.โท มีความสุข เรื่องการทำกิจกรรมก็มีทำบ้างประปราย ทำให้ได้รู้จักกับเพื่อนๆ พี่ๆ จากภาคอื่นๆ ด้วย (เป็นผลพลอยได้จากการทำกิจกรรม) ซึ่งไม่คิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ตอน ป.โท

แต่ในช่วงสองปีนี้ก็ทำให้รู้ว่าเราแบกปัญหาชาวบ้านไว้เยอะอยู่ดี (จะพยายามเป็นผู้ฟังที่ดีต่อไป) หลายครั้งปากเสียปากไวไปมาก ต้องพยายามระวังวาจาให้มากขึ้นอีกหน่อย มีเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจหลายเรื่อง บางเรื่องเกิดความซวยจากการเป็นคนกลาง (รับฟังข้อมูลทั้งสองฝั่งและ overflow ไปเลย) โดยเฉพาะเรื่องที่บาดหัวใจเรามากที่สุด (หลายล้อรอไลค์) บางครั้งรู้สึกว่าเรายังไม่เป็นผู้ใหญ่พอสำหรับการตัดสินใจแก้ปัญหาแบบฉับพลัน

3. มุมมองโลกทัศน์ต่อโลกภายนอก การมีโอกาสมาเรียนที่กรุงเทพทำให้ได้มองโลกกว้างขึ้นมาก โลกไม่สวยเหมือนตอนอยู่เชียงใหม่ เห็นอะไรแปลกๆ มากมาย ที่ว่าถ้าอยู่เชียงใหม่ ชาตินี้คงไม่เห็น…ถือว่าคุ้มค่าที่มาอยู่ กทม. เราคงต้องเลือกส่วนที่ดีไปปรับใช้กับชีวิตต่อไป (สิ่งไม่ดีเก็บไว้เตือนใจว่าเราจะไม่ทำ)

4. ประสบการณ์อื่นๆ ประสบการณ์ความเลวร้ายบัดซบตอนปี 1 เทอม 1 ยังคอยหลอกหลอนและตราตรึงไว้ไม่ให้เดินซ้ำรอยนั้นอีก…เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าจริงๆ …ช่วงเวลาสองปีครึ่งนี้ นับเป็นช่วงสองปีที่เหมือนจะเจอทั้งจุดต่ำสุดในชีวิต และจุดสูงสุดในชีวิต ในรอบ 25 ปี (สงสัยได้แค่ local extreme ยังสรุปว่า global ไม่ได้เพราะยังไม่ตาย)

จุด peak ที่สุดของช่วง ป.โท คือการนั่งทบทวนบนเครื่องบินตอนไป conference ญี่ปุ่น ที่บินจากโตเกียวไปฟุกุโอกะ นั่งคิดอยู่คนเดียวว่าเราผ่านความเลวร้าย และผ่านจุดที่มีความสุข มันน่าตื้นตันใจจริงๆ (แต่สุดท้ายชีวิตก็ต้องสู้ต่อไป ไม่ว่าจะบวกหรือลบแค่ไหนเราก็ต้องสู้)

5. มุมมองด้านการศึกษา เริ่มมีวิธีแนวทางการสอนเป็นของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการสอนเด็กประถม (น้องนุ๊กและน้องมิจิ) ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้จิตวิทยาในการสอน การหากิจกรรมสนุกๆ แปลกๆ ใหม่ๆ (ทำให้ได้ไอเดียไปทำค่ายได้หลายอย่าง) การฝึกการอธิบายของที่เรารู้ทั้งรู้แต่เด็กไม่รู้ และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมาย สรุปคือทั้งได้สอน และได้เรียนในงานเดียวกัน…ซึ่งน่าจะมีประโยชน์ในอนาคตได้

2 ปีครึ่งกับ ป.โท เป็นอะไรที่ไวมาก

บางทีก็ยังงงๆ ว่าจบแล้วหรอเนี่ย… -*-

แต่ชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไปนะ…

ปิดท้ายด้วย

สิ่งที่ต้องปรับปรุงสำหรับระดับที่สูงขึ้นของตัวเอง

1. ความมีวินัย ในเรื่องตรงต่อเวลา …ปีหลังๆ เริ่มไม่ตรงต่อเวลาในการทำอะไรหลายๆ สิ่ง ดังนั้นคงต้องเริ่มฝึกกันอีกครั้งนึงล่ะ

2. ผลัดวันประกันพรุ่ง + ทำงานไม่สม่ำเสมอ… แก้ไม่ค่อยหาย หลังๆ เริ่มทำงานแบบ last minute -*- แต่มีวิธีปรับปรุงคือ ซอยงานใหญ่ให้เป็นงานย่อย แล้วค่อยๆ ทำ (ทำได้ตอนเขียนเล่ม thesis ^^) น่าจะทำเช่นนี้กับงานหลัก

3. อื่นๆ ยังนึกไม่ออก เอาเป็นว่าทำให้ดีที่สุด ท้อได้แต่ไม่ถอย 🙂

ไว้จบ ป.เอก จะประเมินอีกรอบนึงนะ :D

เด็กหอ : วันที่เราเติบโต…

24 สิงหาคม 2556 05.00 น.

[ยังไม่ได้นอน มัวแต่ดูหนัง แอบอู้งานตอนทำ Slide Thesis]

วันนี้นั่งดู Hormones Homeroom ระหว่างทำ Slide Defend วิทยานิพนธ์
ก็เห็นหมอก (ไมเคิล) ใน Hormone…เลยนึกถึงว่า เราเคยดูหนังเรื่องเด็กหอ ที่ไมเคิลเป็นวิเชียร เมื่อหลายปีก่อน

ในวันที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลมหาศาลได้แค่ปลายนิ้วคลิก
พลาดรายการทีวีช่องไหน ก็หาย้อนหลังได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาทีหลังจากออกอากาศ
“เด็กหอ” ก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่เราเพิ่งลองค้นหาดูเหมือนกัน…

ที่จำความได้…เวลานั้นที่บ้านเพิ่งจะติด Internet ADSL หลังจากที่ก่อนหน้านั้นใช้ Modem 56 kbs มาโดยตลอด
และ ADSL ยังติดตั้งยากลำบาก พ่วงมาพร้อมกับโทรศัพท์ด้วย….

เด็กหอ…ตอนที่ดูนั้น ดูที่โรงหนังพารากอนกับพี่นิ่ม ตอนปิดเทอมใหญ่ช่วงกำลังจะขึ้น ม.6 (ปี 2549)
ซึ่งช่วงตั้งแต่ ม.3 – 6 เป็นช่วงที่มาอยู่บ้านย่าทุกปิดเทอมใหญ่
ช่วงนั้นเป็นเหมือนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิตเหมือนกัน
เพราะ ณ เวลานั้น ยังไม่ได้เข้าค่าย Science Camp ที่ ม.ช.
ถึงแม้ใจจะค่อนข้างแน่วแน่ที่อยากจะเรียนคณิตศาสตร์ก็ตาม แต่ตอนนั้นก็ลังเลใจระหว่างที่เชียงใหม่ (โครงการพิเศษ) กับสอบ Admission ที่จุฬา

มันประจวบเหมาะอีกอย่างนึงที่ว่า เมื่อเวลานั้น พันธมิตรเริ่มก่อตัวขึ้นไม่นาน
จนมาถึงวันที่ดูเด็กหอรอบนี้ พันธมิตรก็ประกาศยุติบทบาททางการเมืองพอดี….
เวลานั้น Big Brother กำลังแข่ง Season 2 (หลังจากนั้นก็เจ๊งไป)

เป็นช่วงเวลาตั้ง 7 ปี…
7 ปีเลยหรอ….

7 ปีที่ผ่านมาเมื่อมองจากเวลานั้น เราผ่านอะไรมาเยอะแยะเหลือเกิน
เราได้ผ่านการคิดที่หนักอึ้ง ผ่านประสบการณ์ชีวิต ผ่านความผิดหวัง ความสำเร็จ และผ่านจุดพลิกผันในชีวิตมาหลายๆอย่าง
เราเติบโตขึ้นและได้เรียนรู้ว่าเราควรจะคิด ทำ แสดงออกทางความคิดอย่างไรให้มันเหมาะสม สมควร และราบรื่น

เป้าหมายในชีวิต ณ เวลานั้น กับเวลานี้ มันแตกต่างกันจริงๆ
บางทีย้อนกลับไปดู ก็ไม่เคยคิดไม่เคยฝันเหมือนกันว่าจะมาไกลขนาดนี้…
เวลานั้นยังมองภาพตัวเองไม่ออกว่า เราจะเป็นผู้ใหญ่ยังไง…อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง…
ตอนนั้นก็ไม่ค่อยคิดฝันมากว่าจะมาอยู่ กทม. จนกระทั่งเมื่อจบ ป.ตรีถึงได้มาเผชิญ (ความบัดซบ) ด้วยตัวเอง

เราเข้าใจอะไรๆ ว่า เรากำหนดอะไรในโลกนี้ (แทบจะ) ไม่ได้เลย
รวมถึงชีวิตเราด้วย….

แล้วเราควรจะปล่อยชีวิตนี้ให้ล่องลอยหรือเปล่า…มันก็ไม่ใช่
เพราะชีวิตก็ต้องมีทิศทางที่ control มันให้ไปในแนวทางที่ควรเป็น….

ทำทุกวันให้ดีที่สุดก็แล้วกัน….

อีกสัก 5-10 ปี (ถ้า wordpress ไม่พัง) มานั่งอ่าน blog อันนี้ใหม่
คงจะตลกความเวิ่นเว้อของตัวเองไม่ใช่น้อย

ป.ล. พอได้กลับมาดูเด็กหอ + Hormones
มันเป็นสไตล์พี่ย้งจริงๆ 🙂

ราตรีสวัสดิ์..

Reference : https://nutsnc.wordpress.com/2006/03/02/โลกใหม่ใน-กทม-ชั่วคราว
ป.ล. โพส diary อันนี้ตอนอยู่บ้านย่าที่ดอนเมือง (หลังจากตะลอนเข้าเมืองกรุง)
ซึ่งหลังจากปู่เสียตอนเดือนกันยายน ย่าก็ขายบ้าน….จากนั้นย่าก็เพิ่งมาเสียหลังวันขึ้นปีใหม่ 2555

เกรดไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

เห็นใครๆก็พูดถึงเกรดบน facebook

 

เกรดไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

การประสบความสำเร็จในการเรียนกับการประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตมันต่างกัน…

การเรียนช่วยให้คนทำงานได้ แต่กิจกรรมทำให้คนทำงานเป็น

 

ฯลฯ

คำคมพวกนี้เป็นประโยคฮิตที่ทุกคนมักจะโพสกันในช่วงที่เกรดออก

อืม…ฟังดูเข้าทีเหมือนกัน…

 

คำถาม

แต่บางทีประโยคเหล่านี้มันก็แค่ประโยคที่หลอกตัวเองหรือเปล่า?

———————————————————————————————————-

จริงอยู่ว่าเกรดนั้นไม่ได้การันตีว่าเราจะเก่งกล้าในการใช้ชีวิตแค่ไหน

แต่ถ้าจะว่าไป เกรดมันก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า

ในช่วงชีวิตช่วงนั้นๆ เราสามารถจัดสรรเวลาได้ดีแค่ไหน…

 

คนยุคใหม่ๆ จำนวนหนึ่งมักตั้งคำถามกับการเรียนในระดับอุดมศึกษาอยู่เสมอๆว่า

เรียนไปทำไม…

ทำไมต้องเรียนวิชานี้ด้วย..

ทำไมหลักสูตรนี้ต้องบังคับวิชานั้นด้วย…

 

หากเมื่อใดที่ตั้งคำถามแบบนี้

อาจจะถึงเวลาที่ต้องกลับไปย้อนพิจารณาตนว่าสิ่งที่เราเลือกเรียนนั้นมันใช่ตัวเราแล้วหรือยัง…

เราเลือกเรียนถูกที่ถูกทาง ตามที่เราอยากเรียนแล้วหรือยัง….

 

เพราะจริงๆ แล้วเราควรเรียนเพื่อเติมเต็มสิ่งที่เราอยากรู้

สิ่งที่เราคิดว่าหลังจากเราจบการศึกษาเราจะนำไปใช้ได้จริงในโลกแห่งความเป็นจริง

(ถึงไม่ได้ใช้ทางตรงก็อาจจะใช้ในทางอ้อมนั่นแหละ)

 

ถ้าเรามองอะไรได้แบบนี้…

เมื่อเกรดออก มันจะสะท้อนตัวเราในช่วงเวลานั้น

ว่าเราบริหารจัดการชีวิตได้ดีแค่ไหน

ถ้าเกรดไม่ดี เราควรต้องมาสะท้อนอีกว่า ตัวเราควรต้องปรับปรุงอะไรบ้างในครั้งต่อๆไป

 

ประโยคเหล่านั้นคงไม่ได้ช่วยอะไรได้ดีนอกจากการช่วยปลอบใจครั้งคราว…

ถ้าปลอบใจแล้วทำให้ตัวเราสบายใจขึ้น ก็ทำสักหน่อยก็ไม่แปลก

แต่หลังจากสบายใจแล้วต้องกลับมาคิดว่าเราผิดพลาดตรงไหน…

ไม่เช่นนั้นมันก็ทำให้เรามองภาพข้างเดียว…ในด้านที่นำความดีสู่ตนเอง…

 

ที่เล่าสู่กันฟังนี้ไม่ได้ว่าตัวเองเกรดดีเพราะตัวเราเองนั้นก็มีเกรดหลายๆ ตัวที่ปรากฏอยู่เหมือนกัน

โอเค! มันก็สะท้อนว่า ช่วงเวลาต่างๆ เราทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง…

แต่สุดท้ายโทษใครไม่ได้เลยนอกจากโทษตัวเอง…

มันก็ต้องยอมรับ ในเมื่อแก้อะไรไม่ได้ ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ต่อไป…

ก็ได้แต่เก็บบทเรียนต่างๆ ไว้แก้ไขในรอบต่อไป…

 

สุดท้ายถ้ามองอย่างเข้าใจ…

เกรดในการเรียน ก็สะท้อนเกรดการใช้ชีวิตของตัวเรา….

อยากให้เกรดการใช้ชีวิตเทอมหน้าของเราเป็นอย่างไร…ก็ต้องพยายามให้ดีขึ้น

 

เพราะเวลาสำเร็จการศึกษาออกไป…

มีคนมากมายรอบตัวเราที่พร้อมจะตัดเกรดให้เรา…

แถมกดเกรดเราด้วยซ้ำไป 😉

 

สู้ต่อไปนะ 🙂

อะไรที่ shaped เราให้เดินมาทางนี้บ้าง?

นานๆ เขียน blog (in wordpress) / note (in facebook) ทีนึง…ก็ขอจัดเต็มเบาๆ (ยังไงเนี่ย จัดเต็ม เบาๆ?)

น้องๆ กิฟเต็ดที่โรงเรียนจู่ๆ ก็ make admin page Gifted math ของโรงเรียน เลยค้นหารูปเก่าๆ หว่านลงไปในเพจ

พลันก็นึกย้อนกลับไปว่าอะไรที่ทำให้เราเดินทางมาสายนี้ได้บ้างหวังว่าบทความนี้อาจเป็นประโยชน์ให้กับการวางแผนอนาคตด้านการศึกษาของประเทศชาติได้ไม่มากก็น้อย 😛

ยาวหน่อย ทนอ่านก็ยินดีครับ..

 

ถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่อยากเป็นตั้งแต่ตอนเป็นเด็กคือครู ตอนเด็กเราชอบสอน ชอบพูด (มาก) ด้วยความชอบพูด ตอน ป.5 เลยไปสมัครเป็นนักเรียนเสียงตามสาย ตั้งแต่นั้นมาการอยู่ในโรงเรียน ตั้งแต่ประถมจนจบ ม.6 ก็ผูกพันกับเสียงตามสายของโรงเรียนมาโดยตลอด ที่เสียงตามสายโรงเรียนทำให้เราฝึกพูด ฝึกการอ่าน และการใช้ภาษาไทย ทั้งการใช้ที่ถูกต้องและการเกลาภาษาให้สละสลวย มีโอกาสได้ไปอบรมเยาวชนอ่านข่าว (ของช่อง 11) ไปทำหนังสือพิมพ์เยาวชน (ผู้สื่อข่าวกะทิข้น) จัดรายการวิทยุ (ของโรงเรียน ที่ไปร่วมกับวิทยุชุมชน) ไปประกวดแข่งพูดในวันไปรษณีย์สากล (ได้รางวัลชมเชยมาด้วย ^^) หลังๆ ก็ไปต่อยอดกับสโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ (แต่หลังๆ ไม่ได้ไปเพราะไม่มีเวลาแล้ว หลังจากเข้ามหาวิทยาลัย) ส่วนนี้เลยทำให้พูดได้แคล่วคล่อง มีบุคลิกภาพที่ดี  (แต่บางทีก็อาจจะปากไวปากเสียไปบ้าง – -“)

ย้อนกลับไปเรื่องความฝัน…เคยจำได้ว่าตอนเด็กอยากเป็นครูมาก (ถึงขนาดให้คุณป้ามานั่งฟังสอนหนังสือตอนเด็กๆ) พอโตขึ้นประมาณ ป.5 – ม.1 ดูเป็นช่วงที่เคว้งคว้าง ตอนนั้นอยากเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ (เพราะที่บ้านมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ตอนเด็กน้อย และดูเหมือนจะเป็นอะไรที่ทำเป็น) จนกระทั่งชีวิตเริ่มพลิกผันตอน ม.1 เทอม 2 เมื่อวันเลือกชมรม

ตอน ม.1 เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขกับการเรียนวิทยาศาสตร์มาก เพราะครูที่สอนวิทยาศาสตร์ (Refer ชื่อเลย ครูณัฐนรี ไทยาภิรมย์) ให้ทำ Lab เกือบทุกคาบ (สิ่งที่ทำหลังจากทำ lab คือต้องรีบเขียน report lab ส่งแข่งกับเพื่อน – -“) ตอนเทอม 1 ที่จำความได้ เข้าชมรม “คณิตศาสตร์แสนสนุก” ของครูแกม (ครูรัตนาภรณ์ วงค์ชัย) ที่มีสมาชิก 2 คน ! (เกือบโดนยุบชมรมแล้วไหมล่ะ)

**จำได้ว่าตอนนั้น Pk.Mac เข้าชมรมมายากลเคมี แล้วก็บ่นๆ อุบว่าอะไรกันเนี่ยย.. ตอนแรกนึกว่าจะได้ทดลอง แต่ต้องไปหา lab มาพรีเซนต์ซะงั้น 5555 (แอบพาดพิงเล็กน้อย)

พอเทอม 2 ก็มีการเลือกชมรมใหม่อีกรอบ ชะตาชีวิตพัดให้ไปอยู่ชมรม “คลีนิคทักษะวิทยาศาสตร์” ด้วยชื่อที่น่าสนใจมาก เราจึงเลือกชมรมนี้ ปรากฏว่าเมื่อเข้าชมรมนี้ก็ถึงขั้นตกใจ เพราะทั้งชมรมมีแต่พี่ ม.ปลาย (มี ม.ต้นอยู่สามคนแค่นั้นเอง คือ เรา กอล์ฟ และกาญจน์ (ปัจจุบันเป็นว่าที่ตำรวจแล้ว)  เมื่อก่อนสมัยตอน ม.1-2 คาบชมรมจะเข้าชมรมกันทั้งโรงเรียน))ด้วยความเป็นเด็กที่สุดก็จะได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษจากครูนงลักษณ์ เล็กศิริ (ครูนภ) ต้องบอกว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ได้รับโอกาสพิเศษมาก ๆ เพราะเราได้หยิบจับสารเคมีที่ดูน่ากลัว อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ประหลาดๆ กล้องจุลทรรศน์แบบไฟฟ้า (ซึ่งปกติห้อง lab ม.ต้นเป็นกล้องที่แสงเข้าด้วยกระจกแค่นั้นเอง – -) มีผ่าด้วง ดู anatomy เราก็รู้สึกตื่นเต้นมากในวัยเด็ก เวลาเข้าชมรมเราจะได้รับตราปั๊มและลายเซ็น เมื่อครบก็จะได้เกียรติบัตร (ของแค่นี้ล่อตาล่อให้เราอยากได้ !) ช่วงปิดเทอม summer เลยใช้เวลาหลังตอนเที่ยงไปทำ lab เพิ่มเติม (เพื่อหวังเกียรติบัตร 5555+) จากแลปเคมี และฟิสิกส์ ตอนนั้นเริ่มใช้ปิเปตครั้งแรกตื่นเต้นมาก ^^ และด้วยหวังเกียรติบัตร (โลภเนอะ) ก็เลยไปทำกิจกรรมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ด้วย (อยู่อะไรมั่งก็ไม่รู้ จำไม่ได้ละ 555) ชีวิตช่วงนั้นเลยจะคลุกคลีและชอบทางวิทยาศาสตร์มากเลยทีเดียว !

(ลืมโม้ไปเรื่องนึง ตอน ป.6 ก็ได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไปประกวดด้วยนะ เพื่อนร่วมทีมเราตอนนั้น ตอนนี้เป็นดาราหนังและนักร้องที่ดังไปแล้วว :P)

จุดหักเหจริงๆ มาอยู่ที่ตอน ม.3 ช่วงปิดเทอมก็รู้สึกชีวิตว่างๆ เลยคุยกับชัยวัฒน์ใน MSN (สมัยนั้น) ก็ชวนไปเรียนคณิตศาสตร์ที่บ้าน ม.อินทร์ส่ง (เป็นครูเก่าที่เกษียณไปนานแล้ว และสอนในราคาที่ไม่แพงเลย) ก็เลยไปเรียน เริ่มสนุกกับคณิตศาสตร์ ตอน ม.3 (ที่ทุกคนขู่กันไว้ว่า คณิตศาสตร์ ม.3 ปราบเซียนมาก นำทีมโดย ม.เสรี กิจสวัสดิ์ไพบูลย์) ด้วยความที่ถูกขู่ไว้ ก็ยิ่งลุยๆ (ม.3 เรียนคณิตศาสตร์กับครู CN’ Pink Surround จ้าาา) ตอน ม.3 ทำให้เราเห็นคณิตศาสตร์ในมุมมองที่ลึกซึ้งขึ้น (เพราะไปนั่งเรียนฟรีตอนเช้า ที่ ม.เสรีเปิดสอน) ประกอบกับตอนนั้นรุ่นพี่ที่โรงเรียน (พี่ศรัณย์ อาฮูยา) ไปได้เกียรติคุณประกาศ IMO ตอนปี 2546 ทำให้เริ่มอยากไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า (บ้าง) ทำให้เบนความสนใจจากวิทยาศาสตร์มาทางคณิตศาสตร์ก็ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

ชีวิตตอนนั้น ได้ยินโครงการ พสวท. มาบ้าง (แต่เนื่องจากถ้าอยู่ พสวท. ต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่ รร.ยุพราช) แต่ตอนนั้นไม่สนใจ ตอนนั้นไม่รู้จักโรงเรียนมหิดลวิทย์ รู้จักแต่เตรียมอุดมฯ เป้าหมายชีวิตอย่างนึงคือความอยากไปเรียนที่เตรียมอุดม แต่ที่บ้านก้ไม่อนุญาต..ก็เลยต้องอยู่ที่เชียงใหม่ต่อไป

ช่วงกำลังจะขึ้น ม.4 ได้ข่าวมาว่า Gifted ที่โรงเรียนจะเปิดรุ่นแรก ปีนั้นเปิด 3 กิ๊ฟ คือ ไทย คณิต และอังกฤษ ด้วยความคิดว่าคณิตเราไม่เจ๋งพอ กลัวสอบไม่ติด แต่เราพอจะมีความสามารถทางภาษาไทยอยู่บ้าง เลยสมัครกิ๊ฟเต็ดไทยไว้เลย พอถึงวันสอบปรากฏว่า คนสมัครกิ๊ฟเต็ดไทยมีน้อยมาก เปิดไม่ได้ จึงถูก transfer ให้เลือกสอบอันอื่นแทน ณ ตอนนั้นเลยเลือกสอบ Gifted คณิตแทน (จะติดไหม) สรุปว่าก็ติดแฮะ ! (ปีนั้นรับ 40 คนแหนะ ฮาๆ แต่สุดท้ายออกกันไปจนเหลือจนจบโครงการก็ 13 คน – -“) ชีวิตเลยเริ่มเจอคณิตศาสตร์ที่เริ่มหนักหน่วงขึ้น

กิ๊ฟเต็ดสมัยนั้นมีวิชาเพิ่มพูนประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ วันศุกร์สองคาบสุดท้าย เรียนร่วมกับเพื่อนๆโรงเรียนเครือข่าย สัปดาห์เว้นสัปดาห์ เริ่มเรียนด้วยวิชาระเบียบวิธีการพิสูจน์ อำนวยการสอนโดย ศ.ดร.สมพงษ์ ธรรมพงษา และคณะ (ตอนนั้นบอกตรงๆว่าไม่รู้เรื่อง !) ปีนั้นที่โรงเรียนเป็นปีที่หลักสูตรคณิตศาสตร์แปลกที่สุดเท่าที่เคยเจอมาแล้ว (ไม่คิดว่าจะเจอตอนนั้น และไม่รู้ว่าตอนนั้นทำไมครูจัดแบบนั้นได้ ?!?) ปลายเทอม 1 ก็สอบค่าย สอวน. แล้วก็ติดค่าย 1 ความฝันไปสู่ดวงดาวเริ่มมาแล้ว 🙂 แต่ด้วยความอ่อนหัด (ตั้งแต่เยาว์วัย ถึงทุกวันนี้?) ก็กลายเป็นดาวหางที่ตกลงไปจากค่าย 1 (5555+)

โครงการ Gifted เอง เวลานั้นบอกได้ตามตรงว่า ทำให้เรามุ่งมาเรียนทางภาควิชาคณิตศาสตร์ (แทนที่จะเบนไปทางสายการสอน : อันนี้พ่อ Induce ด้วยว่า ป.ตรีน่าจะเรียนทาง science ให้ logic ดีๆ ก่อน ซึ่งมาดูตอนนี้มันก็จริง!) ช่วงเวลานั้นได้เรียนรู้อะไรเยอะพอสมควร มีการแกะเปเปอร์จาก Mathematics magazine ด้วย ! บรรยากาศคล้ายกับวิชาสัมมนาตอนนี้ (แต่ตอนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่หรอกนะ) การได้เจอกับอาจารย์ผู้มีความรู้ ทำให้เราเห็นอะไรที่กว้างขึ้น และดูจะมีประโยชน์มากเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย

เป้าหมายการเลือกมหาวิทยาลัยตอนนั้น คิดถึงที่ ภาควิชาคณิต จุฬา (เทรนตอนนั้นไปจุฬา เพราะ Noomnim Chaidee เพิ่งสอบติดที่จุฬา) ก็ตั้งเป้าไว้เรื่อยๆ จนกระทั่ง….

สมัครค่ายฝึกวิจัยทางวิทยาศาสตร์ภาคฤดูร้อน สำหรับเยาวชนภาคเหนือ ครั้งที่ 25 (Science Camp)มีพี่ประธานค่ายคือ พี่ก้อง และพี่วิชาการคือพี่โจ (ที่รู้จักกับขวัญ ในค่ายนี้แหละ ฮิฮิ) ค่ายนี้ประชาสัมพันธ์โดยครูสุนิสา จินะชิต และส่งใบสมัครวันสุดท้ายของกำหนดส่งใบสมัคร – -” (ที่จำได้อีกอย่างคือ วันที่แนะแนวของ ม.ช. เราไปดูงานที่คณะวิทย์ด้วย ปรากฏว่าแอบไปถามพี่หทัย ที่ตอนนั้นเป็นพี่สโมเรื่อง scicamp นี้ด้วย ^^)  ค่ายนี้ทำให้เรารู้ว่าที่เชียงใหม่ คณะวิทยาศาสตร์ก็มีดีเหมือนกัน ด้วยบรรยากาศค่ายที่อบอุ่นทำให้เราเลือกที่จะสอบโครงการพิเศษของคณะวิทยาศาสตร์ ม.ช. แทน และตัดสินใจเลือกเรียน (ทั้งๆที่สอบได้แค่ วพ. ไม่ได้ทุนในตอนแรก) คำถามในห้องสัมภาษณ์โดย อ.มัลลิกาคือ คะแนนไม่ถึงทุนนะ ได้แค่ วพ. เอาไหม? คำตอบที่ตอบไปตอนนั้นคือ เอา ครับ ! รวมถึงคำถามน่ากลัวๆเช่น”เคยไหม สอบได้คะแนนน้อยขนาดนี้” (ตอนนั้นกลัวป้า 55555) เรียนคณิตชอบอะไร ตอนนั้นตอบว่าชอบพวก พีชคณิต พวกสมการ แล้วก็เจอคำถามต่อว่า แล้ว DE เป็นสมการพีชคณิตไหม ? เงิบเลยตอนนั้น 555555 ด้วยการมีที่เรียนตอนนั้นทำให้เป็นคนแรกที่มีที่เรียนของชั้น ม.6 (เพราะประกาศผลก็สิ้นเดือนพฤษภาคม สัมภาษณ์เดือนมิถุนา ประกาศผลปลายเดือนมิถุนา เซ็นสัญญาเดือนกันยา)

ด้วยความที่ไม่ต้องกังวลเรื่องที่เรียน ทำให้เราเริ่มมองหาอะไรทำ สิ่งที่เคยสมัครไปตอน ม.4 คือโครงการ JSTPตอนนั้นสมัครไปตอน ม.4 ติดรอบสัมภาษณ์ แต่ไม่ผ่าน (JSTP8) (เพราะสมัครสาย Bio)[note นิดหน่อยว่า ตอนแรกๆชอบเรียน bio มาก จนกระทั่งเจอเรื่อง Phylum ตอน ม.4 เทอม 2 เกรด bio ร่วงลงมาเหลือที่ 2 โลด ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็พยายามหนีหน้าออกมาจาก bio] รอบนี้เลยดูจุดอ่อนของครั้งก่อน และสมัครในสายคณิตศาสตร์ ด้วยการอยู่ Gifted และค่ายโอลิมปิกที่เจอ อ.จินตนา (ตอนนั้นเห็นรายชื่อใน list ของ mentor ในเว็บ) เลยคุยกับอาจารย์หาหัวเรื่องที่น่าสนใจ ปรากฎว่า ณ ตอนนั้นได้หัวเรื่อง “สมบัติทางพีชคณิตบางประการของ O(Zn)” ซึ่งเป็นงาน Algebra! (ตอนนั้นยังไม่เห็นความงามเท่าไหร่ เลยทำๆไปเรื่อยๆ จนเพิ่งมาเจอความงามที่น่าสะพรึงกลัวของ Algebra ตอนปี 3 เป็นต้นมา และทำให้พยายามจะลาขาดในที่สุด) สัมภาษณ์โครงการ JSTP10 ก็พบกับคณาจารย์จากจุฬา นำทีมโดย ศ.ดร.กฤษณะ เนียมมณี, รศ.ดร.ไพศาล นาคมหาชลาสินธุ์, ผศ.ดร.ณัฐพันธ์ กิติสิน และอื่นๆ ก็ผ่านเข้าโครงการ ทำวิจัย 1 ปี

ช่วงที่อยู่ในโครงการ JSTP เองทำให้เห็นว่าการเรียนทางนี้เราต้องทำวิจัย (ได้มุมมองเพิ่มขึ้นนอกจากการจะเรียนคณะวิทย์เพื่อสอนหนังสืออย่างเดียว) ที่จำได้คือค่าย 2 โดย รศ.ดร.พิเชษ ยิงในค่าย (และก็โดนยิงต่อตอนมาเรียน ป.โทที่จุฬาจนต้อง W Topology 55555555+) และค่าย 3 พบกับ ผศ.ดร.วัชรินทร์ วิชิรมาลา (ซึ่งตอนนี้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ป.โท!!!! โลกกลมมากจริงๆ ^_^)

จบ JSTP10 ถึงแม้จะไม่ได้ระยะยาว (แอบเฟลเบาๆ) แต่ปีนั้นเป็นปีที่ พสวท. ปี 1 ว่างลง 3 ตำแหน่ง ด้วยการนี้จึงไม่รอช้าที่จะสมัครและเข้า พสวท.ทดแทน… ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า พสวท. ให้อะไรบ้าง (เพราะมากมายเหลือเกิน) เส้นทางชีวิตก็เดินทางมาจนถึงปัจจุบันนี้…..

 

คำถาม 1. บทความนี้ให้อะไรแก่ผู้อ่านนอกจากการโว – -“

สิ่งที่อยากให้เห็นคือ วัยมัธยมเป็นวัยที่สำคัญ การได้รับ inspiration จากอะไรบางอย่างที่เหมาะสม และจังหวะชีวิต (อันนี้แล้วแต่ความบังเอิญ) จะทำให้ชีวิตเรามีเป้าหมาย และมีคุณค่าที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างในอนาคต จึงสำคัญมากกับการให้แรงบันดาลใจกับเด็กๆ ในสิ่งที่เขาชอบ…

คำถาม 2. ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะย้อนตรงไหนไหม อย่างไร

ถ้าถามคำถามนี้ มันก็มีหลายอย่างที่ว่า ถ้าย้อนกลับไปแล้วก็อยากทำอะไรหลายๆอย่างให้ดีกว่าเดิม แต่ตอนนี้มามอง สิ่งที่เราทำพลาด ก็มาเป็นสิ่งที่เราจะไม่ก้าวซ้ำในครั้งต่อๆไป…เรื่อง พสวท. เองเคยแอบถามตัวเองหลายๆ ครั้งว่า เราคิดถูกไหมที่ให้ พสวท. ผูกมัดเรา ซึ่งในบางอารมณ์ก็ขัดแย้งในใจว่าเราอยากเป็นแค่ครูทีสอนหนังสือธรรมดาๆ แค่นั้นเอง…แต่เมื่อเรามองประโยชน์ต่างๆ ที่เราจะได้รับ และสร้างสิ่งสร้างสรรค์ให้สังคม มันก็มหาศาลเหมือนกันนะ (และทำให้เราเห็นว่าตัวเราเองในอนาคตก็อาจจะพอมีพลังเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย)

ท้ายสุดก็ต้องขอบคุณคุณครู อาจารย์ ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านที่ช่วยจุดประกายชีวิตมาถึงทุกวันนี้ครับ

 

ชีวิตเดินไปข้างหน้า มองกลับหลังได้บ้างเมื่อคิดถึง…

สิ่งที่พลาดไปก็จะช่วยให้เราไม่ทำมันพลาดอีกในอนาคต….

 

ลองคิดเล่นๆท่าจะสนุกว่า ถ้าเราเปลี่ยนอะไรในอดีต จะทำให้ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างไร 😉

ชีวิตบัดซบ : ข้อคิดที่ได้จากเกรดภาคเรียนที่ 1/2554

สำหรับครั้งแรกของการเรียนระดับบัณฑิตศึกษา

เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นก่อนมิดเทอม (ซึ่งถูกปรับปรุงใหม่ตอนไฟนอล)

  1. ในห้องเรียนแล้วงงๆ อ๊ะ จด note ไว้แล้วเดี๋ยวกลับไปอ่านอีกทีนึง
  2. อ่านๆ เขียนๆ  ข้ามๆ ติดที่ตรงนี้อะ ข้ามไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาอ่านใหม่ (แล้วก็กลับมาอ่านไม่ทัน)
  3. แบบฝึกหัด ทำไม่ได้ เอาไว้ก่อน (แล้วก็กลับมาทำไม่ทัน)
  4. เอาวิชาที่ชอบก่อนละกัน ที่เหลือเอาไว้ก่อน (แล้วก็กลับมาลุยไม่ทัน)
  5. สร้างเมืองก่อนแล้วกัน FB สักหน่อยละเดี๋ยวค่อยอ่าน กะเวลาไว้แล้วน่าจะทัน

แต่จาก 1-5 เกิดเหตุการณ์

  • เป็นไข้เลือดออกก่อนมิดเทอม 2 สัปดาห์ (สัปดาห์ Climax ของแต่ละวิชา = =”)
  • ลุงเสีย ไปงานศพลุง 4 วันก่อนสอบ

สรุป มิดเทอมครั้งนี้เป็นมิดเทอมที่เลวร้ายที่สุดที่เคยเจอมา T___T และพบกับความ (W)onderful ไป 1 ตัว
ตัวที่เหลือหลังคะแนนออก (ซึ่งดรอปไม่ทัน) ก็นอยด์ได้ประมาณสัปดาห์สองสัปดาห์ (ถอดใจไปหลายสิบครั้ง ท้อแท้ไปหลายสิบหน)…
สุดท้ายยังไงก็ต้องสู้อยู่ดี

สรุปเลยละกัน

  1. การผลัดวันประกันพรุ่งทำให้เราซวยได้
  2. การไม่ได้ทำแบบฝึกหัด (เพราะคิดว่าจำเนื้อหาที่อ่านได้) เป็นการฆ่าตัวตายอย่างรุนแรง
  3. การอ่านเก็บๆตุนๆ ไว้ ทำแบบฝึกหัด discuss โจทย์ ช่วยให้เราจำอะไรได้ดีมาก
  4. การช่วยกันทำโจทย์กับเพื่อนๆ ทำให้การเรียนรู้มีสีสัน

สรุปเป็นข้อคิดสอนใจได้ดังนี้

  1. วิริยะอุตสาหะ นำมาซึ่งความสำเร็จ Labor Omnia Vincit
  2. ท้อแท้จะหงอย ท้อถอยจะแพ้
  3. เรียนรู้จากความผิดพลาด ดีกว่าผิดพลาดแล้วไม่เรียนรู้

สุดท้ายนี้ เทอมหน้า ประวัติศาสตร์ต้องไม่ซ้ำรอย (ที่แย่ๆ นะ) !

สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา

วันนี้วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554

ณ ขณะนี้มั่นใจได้ว่าจะสำเร็จการศึกษาในเทอม 2/2553

(ส่งเล่มโปรเจคฉบับสมบูรณ์ ได้รับประทับลายเซ็นจากอาจารย์แล้วเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และหน่วยกิตครบแล้ว!)

 

การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าเข้ามาเีรียน 4 ปี เรียนๆไป เดี๋ยวก็จบ…

แต่การจบออกไปมีหลายแบบ หลายเรื่องราว บางคนเอาประสบการณ์ต่างๆ ติดตัวออกไปบ้าง

บางคนจบออกไปแล้วเฉยๆ เพราะรู้สึกว่าเรียนมาตั้งนานได้แค่กระดาษแผ่นเดียว

เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า เรียนไปเรียนมาได้กระดาษแผ่นเดียว

จึงจะขอสรุปและสะท้อนตนเองว่า ที่เรียนไป 4 ปีที่ผ่านมา ได้อะไรบ้าง ในภาพรวม

 

1. ด้านสติปัญญา แน่นอนว่าเรียนผ่านมา 4 ปี ต้องเกิดปัญญา และองค์ความรู้ต่างๆ เป็นแน่แท้

แต่ที่สำคัญคือ การเปิดความคิดจากมัธยม สิ่งหลายสิ่งที่เราคิดว่าใช่ มันก็ไม่ใช่เมื่อเรียนอย่างชัดแจ้ง

ผลจากการเรียน 4 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีบางช่วงที่เกรดดูดี 😀 หรือบางช่วงก็เลวร้าย TT

แน่นอนว่ามีความคิดว่าเรียนๆไปอยากได้ A A A A แต่เมื่อเวลาผ่านไป A ก็ไม่สำคัญเท่าความรู้….

4 ปี ที่ผ่านมา สุดท้ายสิ่งที่ได้คือการจัด Logic ของความคิด

และความรู้ในเนื้อหาที่เรียน….เรียนๆไปไม่เข้าใจหรอกในตอนแรกๆ

แต่หลังจากเวลาผ่านไปก็จะค่อยๆตกผลึกแล้วเอาไปใช้ได้ สถานการณ์ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น

ตอนปี 3 จบ course Real Analysis มาก็เฉยๆ จำๆไปสอบ พอถึงเวลาที่ผ่านไป เริ่มต้องใช้บ่อยๆ ก็เริ่มหยิบๆปัดๆมาใช้

เคยปรึกษากับอาจารย์ว่า จบปี 4 ไปกลัวจะไม่มีความรู้จัง.. อาจารย์บอกว่ายังไงมันก็มี

แล้วมันก็มี…

สรุปก็คือ ความรู้พวกนี้มันต้องใช้เวลาตกผลึก แล้วมันก็จะเข้าใจเอง…..

 

2. ด้านสังคมและอารมณ์ เข้ามหาวิทยาัลัยก็มีเพื่อน เพื่อนหลายกลุ่มมากมาย

โชคดีที่ได้เจอเพื่อนที่ดีๆ ที่เข้าใจเรา ทำให้อยากทำอะไรก็ได้ทำ…ไม่ค่อยเหมือนกับเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ต้องเกรงใจคนอื่นๆ เพราะเดี๋ยวจะเกินหน้าเกินตา…สรุปว่าการจะทำอะไรต้องดูคน support ด้วย….และก็ต้องรู้เวลาด้วย…ซึ่งก็ดูดีขึ้นกว่าตอนเป็นเด็กน้อย….

กิจกรรมที่ทำในมหาวิทยาลัย : ผู้แทนชั้นปี 1-4, อุปนายก (จำเป็น) สโมสรนักศึกษาคณะ และประธานจัดอะตอมเกมส์ !

ประสบการณ์จากสามงานทำให้เรารู้ว่า การทำงานต้องอดทน อดทน และอดทน….

…อดทนต่อแรงเสียดทานจากภายใน ภายนอก…

…อดทนต่อความขัดแย้งที่ถูกกระทำมา หรือว่าเรากระทำมันเองโดยไม่รู้ตัว…

…อดทนต่อความจุกจิก เรื่องมาก ไร้สาระ บางประการจากคนอื่นๆ…

มีหลายเหตุการณ์ที่ถูกกดดัน…ไม่ขอฟื้นฝอยไว้ ณ ที่นี้ แต่มองย้อนกลับไป เหตุการณ์ที่กดดันเรา (ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงจากการทำงานที่ไม่ได้สร้างสถานการณ์) ทำให้เราอดทน….ความอดทนต่อสิ่งพวกนี้ทำให้ ณ ปัจจุบันนี้ มีความใจเย็นกว่าเดิมเยอะ และสามารถจัดการกับอารมณ์หงุดหงิด โมโห ของตัวเองได้ดีมากๆ (ถ้าเทียบกับช่วงเข้ามาใหม่ๆ หรือตอนมัธยมก็จะัชัดเจน)

ขอบคุณเพื่อนชั้นปี เพื่อนสโม เพื่อนภาควิชา เพื่อนคณะ ที่เข้าใจกันมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีทะเลาะหรือตกข่าวหลายๆเรื่องบ้างก็ตาม

 

3. มุมมองโลกทัศน์ต่อโลกภายนอก ยอมรับว่าช่วงที่อยู่ในระดับมัธยม อยู่ในโรงเรียน ความคิดค่อนข้างแคบ และเป็นไปตามเพื่อนๆ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เป็นโลกกว้างกว่าเดิม ทั้งอาจารย์ เพื่อนๆ การออกไปค่ายตามเขตรอบนอกเมือง ทำให้เห็นภาพว่า ในระหว่างที่เรากำลังมีความสุขอย่างสนุกสนานในรั้วมหาวิทยาลัย รับน้องกันม่วนๆ นั้น ยังมีคนอื่นที่ต้องทำงานๆๆ ประชาชนทั้งหลายกำลังส่งเสียเราเรียนอยู่ในทางอ้อม เด็กน้อยขาดโอกาสในการเรียนอีกมาก ดังนั้นจึงต้องก่อนที่จะมีความสุขก็ต้องคิดให้มากว่า เรากำลังมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นหรือไม่? สรุปก็คือ การเรียนที่ ม.ช. ช่วยทำให้เราเห็นภาพจริงของสังคมได้จริงว่า โลกที่แท้จริงเป็นยังไง…ทำให้ต้องตระหนักในหน้าที่ของตัวเองอีกเยอะ…เลยคิดว่าถ้า ป.ตรีไม่ได้เรียนที่นี่ ตอนนี้ก็อาจจะติดอยู่กับภาพมายาในโลกของความสุขสนุกสนานในรั้วมหาวิทยาลัยไป จนลืมดูโลกความเป็นจริงเลยก็ได้….

 

4. มุมมองต่อระบบการศึกษา ก่อนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยมีความอยากสอนเป็นทุนเดิม เลยมีโอกาสติวน้องบ้าง สอนพิเศษเล็กๆน้อยๆ บ้าง ยอมรับว่าเคยคิดว่า การเรียนรู้คือการรับรู้จากการสอน (แต่ความคิดที่ไม่เปลี่ยนคือต้องสอนให้เข้าใจถ่องแท้จริงๆนะ) แต่หลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย และหลังจากไปทำค่ายองค์รวมหลายๆค่าย ทำให้การคิดเปลี่ยนไปว่า การเรียนรู้คือการคิดแทน แทนที่จะให้ 100% หลังๆ ก็เลยเปลี่ยนเป็นกระตุ้นให้คิด 100% ผ่านคำถามนำแทน…ซึ่งลองแล้วมันก็เข้าท่าแฮะ! ดังนั้นอีกหน่อยถ้าได้ไปเป็นอาจารย์เข้าจริงๆ ก็คงจะใช้วิธีนี้แหละสำหรับสอนเด็กน้อยที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป ตอนนี้ประสบการณ์ชั่วโมงบินในการสอนก็เริ่มมีเยอะขึ้น ก็เริ่มปรับวิธีคิด วิธีสอนได้มากแล้ว 😉

 

5. มุมมองต่อกิจกรรมรับน้อง เมื่อเป็นน้องปี 1 ใหม่ๆ หรือขึ้นปี 2 เราเห็นว่าพี่ทำอย่างนี้ๆกับเรา เราก็คงต้องทำอย่างนี้ๆ ต่อไป จริงอยู่ว่าตอนที่เราได้ทำงานให้น้องปี 1 ก็คิดถึงเหตุผล แต่ความคิดหลายอย่างมันก็ยังไม่ดีพอ….เมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นภาพ ก็เลยคิดว่า มันไม่มีความจำเป็นที่ว่าพี่จะใหญ่กว่าน้อง แต่เราคุยกันด้วยเหตุผลกันดีกว่า….โชคดีที่คณะวิทย์ ม.ช. เรานี้คุยกันด้วยเหตุผลกันอยู่แล้วตั้งแต่เข้ามา เลยไม่ต้องมาต่อต้าน และถูกต่อต้านเรื่องรับน้องนี้ให้เป็นประเด็นรกสมองไป…

 

สุดท้ายนี้สิ่งที่ได้จากมหาวิทยาลัยจากการประเมิน 4 ปีที่ผ่านมา มีอะไรที่ได้ไปเยอะ

มีหลายสิ่งที่ไม่ได้ทำ บางเรื่องหมดเวลาแล้วสำหรับการจะทำ ฝากให้คนอื่นทำต่อ

บางเรื่องไว้ไปทำต่อในโลกที่กว้างขึ้น ก็คือระดับ ป.โท ที่กำลังจะเรียนต่อนั่นเอง !

อย่างน้อย ณ ตอนนี้ก็ทำให้สบายใจได้ว่า จบ 4 ปี ไป ไม่ได้แค่กระดาษแผ่นเดียว

แต่ 4 ปี มันก็หล่อหลอมให้ความคิดโตขึ้น (ตัวโตอยู่แล้วตามวัย)

 

สิ่งที่ต้องปรับปรุงสำหรับระดับที่สูงขึ้นของตัวเอง

1. ความตรงต่อเวลา ตอนสมัยปี 1 ใหม่ๆ เป๊ะมากๆ แต่พอเข้าปี 3-4 เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ช่วงหลังๆนี้รู้สึกเฉื่อยยยยยยยย ดังนั้นหวังว่าการไปเรียน ป.โท ที่ กทม. จะช่วยปรับจูนจังหวะชีวิตให้กลับมาปกติเหมือนเดิม

2. ผลัดวันประกันพรุ่ง นิสัยเดิมๆที่แก้ไม่หาย จะต้องพยายามๆๆทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน !

 

ไว้จบ ป.โท จะประเมินอีกรอบนึงนะ 😀