เรื่อยไปในโตเกียว 23 : ปัจฉิมบท

ในที่สุดซีรีส์ 「เรื่อยไปในโตเกียว」ก็เดินทางมาถึงบทสุดท้ายพอดี พร้อมกับการสำเร็จการศึกษาของเราที่ประเทศญี่ปุ่น (สักที เย่ๆ)

เป็นธรรมเนียมที่เวลาเราจะจบการศึกษาในแต่ละระดับ (ตรี เคยทำไว้ที่ สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา, โท เคยทำไว้ที่ สำรวจตน…ก่อนสำเร็จการศึกษา (ภาค ป.โท) ) เราจะสรุปว่า ในแต่ละระดับทำอะไร และได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ดังนั้นสำหรับเรื่อยไปในโตเกียวตอนสุดท้ายนี้ ซึ่งเป็นตอนพิเศษ เราก็จึงถือโอกาสสำรวจตน หลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งก็เหมาะสมที่จะเป็นตอนจบสำหรับซีรีส์ชุดนี้ 〜

จริงๆ แล้วเราควรต้องจบซีรีส์นี้ก่อนวันที่เดินทางกลับไทย (28 มีนาคม 2560) แต่เนื่องจากความวุ่นวายจากการเก็บของกลับไทย, เก็บกวาดทำความสะอาดห้อง, วุ่นวายกับพิธีสำเร็จการศึกษา (26-27 มีนาคม) สภาพอินเตอร์เน็ทที่ไม่มีให้ใช้ (ย้ายไปอยู่บ้านพี่อาร์ตก่อนกลับ 24 มีนาคม, ตัดโทรศัพท์วันที่ 27 มีนาคม) พอกลับไทยปุ๊บ พอถึงที่กรุงเทพ ก็ไม่มีเวลาและพื้นที่สำหรับทำงาน พอกลับเชียงใหม่ (5 เมษายน) ก็ต้องเก็บกวาดทำความสะอาด Set Environment การทำงานพอควร จนกระทั่งมามีเวลาและมีอารมณ์เขียนก็วันนี้แหละ (10 เมษายน) ดังนั้นก็ขออภัยในความช้าด้วยนะครับ (ขออภัยตัวเองนี่แหละที่ทำไม่ครบตามกระบวนการ ฮาาา)

***************************************************************************

Chapter 1

บทนี้จะสรุปเหตุการณ์สำคัญ กิจกรรมที่ทำในแต่ละช่วงเวลาตลอดสามปีที่ญี่ปุ่น…

27 มีนาคม 2557 : เดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น ตื่นเต้นกับซากุระบาน (ติดตามได้จาก เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 1 : สัปดาห์แรก)

เมษายน 2557 : เริ่มเปิดเทอม เริ่มทำวิจัย เขียนแผนวิจัย รู้จักเพื่อนใหม่ในแลป แกงค์เพื่อนคนจีน

พฤษภาคม 2557 : เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น

มิถุนายน 2557 : กลับไทยครั้งที่หนึ่ง เพื่อมางานรับปริญญา ป.โท

กรกฎาคม 2557 : Submit งาน JCDCGG2014, Research Boot Camp ที่ Hiroshima

สิงหาคม 2557 : เทอมแรกในญี่ปุ่นพอดี กล้อมๆแกล้มๆ พอได้ เริ่มมีเพื่อนคนญี่ปุ่นในแลป (ติดตามได้จาก เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 4 : หนึ่งภาคเรียนในโตเกียว)

กันยายน 2557 : ไป Hiroshima, JCDCGG2014, ติด F ครั้งแรกกับฮิโรชิมาพาซวย

ตุลาคม 2557 : เริ่มมีเพื่อนคนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นนิดนึง

ธันวาคม 2557 : สอบ N4 ครั้งแรก (แล้วก็ตก) เรื่อยไปในโตเกียว 7 : สอบภาษาครั้งแรกในญี่ปุ่น (Mock JLPT), เล่นสกีครั้งแรก

มกราคม 2558 : ช่วย Grad School จัด conference, Submit งานไป EuroCG 2015

กุมภาพันธ์ 2558 : เที่ยวกับ สนร. (ดูงานรถไฟ), พรีเซนต์งาน Taiwan-Japan Joint workshop, ได้รางวัล Best Research Award

มีนาคม 2558 : ช่วยซุปจัด International Conference ของ illusion, ไป EuroCG ที่สโลวีเนีย , ตะลุยซากุระทั่วโตเกียว, Submit Paper ตอน ป.โท part หลัง, แกงค์เพื่อนคนจีนสลายวง (เพื่อนกลับจีนไปแล้ว)

เมษายน 2558 : แรกพบชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น (เก๋ พี่เอ พี่ภา กุ๊กกิ๊ก กอล์ฟ), Submit paper แรก

พฤษภาคม 2558 : ไปช่วย สนร. จัดสัมมนานักเรียนทุน เรียน รอด รอบรู้ ในประเทศญี่ปุ่น, ไปเป็นอาสาสมัครค่ายภาษาอังกฤษ, ไปดูเบสบอลครั้งแรก, Submit งาน AFGS

มิถุนายน 2558 : Submit งาน JCDCGG 2015, Paper ป.โท ที่ submit โดนรีเจค และอาจารย์ให้สู้กับ Editor

กรกฎาคม 2558 : จบคอร์ส Basic Japanese ของมหาวิทยาลัย, ตะลุยฮานาบิทั่วโตเกียว

สิงหาคม 2558 : กลับไทยเพื่อมา Conference AFGS, ทำเงิน 100 ยูโรหาย, พักผ่อนที่บ้านราวๆ หนึ่งเดือน, เริ่มทำงานวิจัยคู่ขนานเกี่ยวกับ Voronoi in Architecture

กันยายน 2558 : ไป JCDCGGG 2015 ที่เกียวโต เคลียร์ปมเรื่องอาจารย์ที่คิวชูได้สักที, เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นแบบ Intermediate Course แบบทรมานๆ, ไปช่วย สนทญ. จัดรับน้องคันโตหนึ่งฐาน

ตุลาคม 2558 : สมัครแข่ง Speech Contest ภาษาญี่ปุ่นสำหรับนักเรียนต่างชาติ, ได้ไปส่องโครงงานคณิตศาสตร์เด็กญี่ปุ่น

พฤศจิกายน 2558 : ไป TJIA E-Talk ที่เกียวโต, Submit งานไป SoCG ครั้งแรก

ธันวาคม 2558 : สอบ N4 ครั้งที่สอง (แล้วก็ตกอีก), แข่ง Speech Contest แบบรั่วๆ,  ตะลุย Illumination ทั่วโตเกียว

มกราคม 2559 : เจอเรื่องเฟล, Paper แรก Accept, Paper ที่ไป AFGS ได้ตีพิมพ์ในวารสารที่จีน (Invited Paper)

กุมภาพันธ์ 2559 : โดนรีเจคเปเปอร์ในงาน SoCG, เปเปอร์ใน JCDCGG2014 ได้ accept, ไปเที่ยวจีนกับเพื่อนคนจีน, เที่ยว Google Japan, ไปไต้หวันงาน Taiwan-Japan Joint Workshop, เริ่มงาน Voronoi and Architect ภาคสองกับทีมงานเพิ่มเติม

มีนาคม 2559 : ไป EuroCG 2016 ที่สวิตเซอร์แลนด์, ครอบครัวมาเที่ยวที่โตเกียว, ส่ง YRF ใน SoCG2016

เมษายน 2559 : เข้าทีมวิชาการของ TSAJ77, เริ่มเตรียมจัดประชุม TJIA2016, Submit Paper ที่แก้จาก SoCG,  Sit in วิชาเรียน ป.ตรีของที่นี่, Paper ป.โทได้ Accept อย่างเป็นทางการ

พฤษภาคม 2559 : สมัครทุนสนับสนุนไปเสนอผลงานที่จีน

มิถุนายน 2559 : ซุปไปทำวิจัยที่อิตาลีสองเดือน, ไป SoCG 2016 ที่อเมริกา

กรกฎาคม 2559 : สอบ N4 รอบที่สาม (แล้วก็ผ่านสักที) เรียนภาษาญี่ปุ่นเดือนสุดท้าย เลิกเรียนหลังจากหมดเทอม เพราะต้องเตรียมเขียน Thesis, สมัคร JSPS, เที่ยว Shizuoka กับชัยและเพื่อนคนจีน, เที่ยว Gunma กับ สนร.

สิงหาคม 2559 : ไปงาน ICGG ที่จีน, ไป Hiroshima Boot Camp พรีเซนต์งานเป็นภาษาญี่ปุ่นครั้งแรก

กันยายน 2559 : ไป JCDCGGG 2016, ไปเที่ยว Kanazawa และ JAIST, เริ่มเขียน Thesis

ตุลาคม 2559 : เป็นงูสวัด, ในหลวง ร.9 สวรรคต, จัดงาน TJIA 2016 และพรีเซนต์งาน Voronoi and Architect ภาคสอง, ปั่น Thesis

พฤศจิกายน 2559 : พรีเซนต์โปสเตอร์งานของมหาวิทยาลัย ได้รางวัลชมเชย แถมด้วยการเป็น Camera man ประจำงานสี่วันติดกัน, Paper โดนรีเจค, ปั่น Thesis

ธันวาคม 2559 : ปั่น Thesis โค้งสุดท้าย, JSPS โดนเท, ลองสมัคร Postdoc

มกราคม 2560 : ส่ง Thesis, Defend Thesis

กุมภาพันธ์ 2560 : เล่นสกีครั้งที่สอง, โดนเท Postdoc ต่างๆนานา, สอบ TOEFL ด้วยเงินของมหาวิทยาลัย, แพ้ละอองเกสรต้นสนครั้งแรก

มีนาคม 2560 : ไปงาน Taiwan-Japan Joint Workshop ส่งท้าย, Discuss งาน Voronoi and Architect ต่อ, Submit paper ที่โดนรีเจค หลังจากแก้อีกรอบนึง, Discuss งานใหม่กับอาจารย์ที่ Toyo, เก็บของย้ายกลับไทย, เที่ยวแถวบ้าน (Nakai) กับ สนร., Graduation Ceremony  เป็นตัวแทนของ ป.เอกขึ้นไปรับปริญญา

28 มีนาคม 2560 :  กลับไทย แลนดิ้งสู่สุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพ

รวมเวลา 3 ปี 1 วัน พอดีสำหรับการอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ~

***************************************************************************

Chapter 2

ในช่วงสามปีที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น ก็อยากสรุปโดยภาพรวมในหลายๆ เรื่อง แยกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

1. ด้านวิชาการ จากการเรียนในระดับ ป.เอก สิ่งที่ไม่เหมือนกับ ป.ตรี หรือ ป.โท คือ เราไม่ได้เป็นผู้นั่งเรียนในชั้นอีกต่อไป แต่เป็นการทำงานวิจัยที่เป็นงานวิจัยแบบจริงจัง (มีคอร์สที่ไป sit in หลักอยู่หนึ่งคอร์สคือ Computational Geometry จาก supervisor)

งานวิจัยที่เริ่ม เป็นงานวิจัยที่เริ่มจากคำถามที่ตัวเองสงสัยส่วนตัว อาจารย์ไม่ได้มีปัญหานี้มา เริ่มตะลุยงานแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันกับอาจารย์ ดังนั้นมันก็จะไม่มีปัญหาไหนที่มีอยู่ที่ตรงกับปัญหาของเรา 100% แน่ๆ ในช่วงระยะแรกๆ ที่เริ่มทำก็มืดมิดไปหมด แม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะ attack ปัญหายังไงดี แต่ก็เป็นปัญหาที่ท้าทายมากในการไปในทิศทางที่ควรจะเป็น มานั่งคิดดู เราเริ่มปัญหาจากการสงสัยว่า ผิวของขนุนจะเหมือนกับ Voronoi diagram ไหมน้า… ปัญหานี้สามารถแตกขยายไปใน part ที่เป็นงานทางคณิตศาสตร์ที่ลึกลงไปเรื่อยๆ และพยายามเชื่อมด้วยความรู้ทาง bio ซึ่งพอจบงานแล้วก็รู้สึกว่า เออ ปัญหามันสวยดีเหมือนกันนะ >_< แถมยังมีประเด็นให้วิจัยในเชิงลึกต่อไปได้อีกมากทั้งสองด้าน

ประสบการณ์การเรียนที่นี่ ทุกอย่างต้องอ่านจากเปเปอร์ จากหนังสือ อ่านเสร็จคิดงานเพื่อไป Discuss งาน ซึ่งการ Discussion กับอาจารย์ก็จะเป็นการนำเสนอความคืบหน้าจากที่อ่าน ช่วงแรกๆ ตอนที่เริ่มทำงานก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ก็ต้องอ่านเปเปอร์ อ่านหนังสือเยอะ แล้วไปเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็จะชี้หรือตบให้เข้าร่องเข้ารอยตามแนวทางงานวิจัยที่น่าจะเป็น พอเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็ต้องเป็นช่วงคิดงานของเรา ก็ต้องนั่งคิดงาน เขียนโปรแกรม แล้วเอาผลให้อาจารย์ดู ซึ่งโดยปกติแล้ว Discussion งานกับอาจารย์จะทำสัปดาห์ละสองครั้ง แถมด้วยสัมมนาทุกสัปดาห์ (แต่พรีเซนต์อาจจะไม่ใช่ทุกสัปดาห์)

ดังนั้นจากการเรียนแบบนี้ ทำให้นิสัยในการทำงานเปลี่ยนไปมากจาก ป.ตรีและ ป.โท ตั้งแต่เรื่องวินัยในการทำงาน การยึดความรู้ที่มาจากเปเปอร์ หนังสือภาษาอังกฤษ (ไม่มีหนังสือภาษาไทยเล่มไหนที่ใช้ได้เลยในการทำงาน ป.ตรี) ทักษะการอ่านเปเปอร์หรืออ่านหนังสือก็เปลี่ยนไปมาก

เนื่องจากงานหลักๆ เป็นงานที่ต้อง programming เยอะ ดังนั้นจากการเรียนมาสามปี ก็คิดว่าทักษะการ Programming น่าจะเพิ่มขึ้น และมองอะไรเป็น algorithm ขึ้นเยอะ ซึ่งถ้าให้ไปสอนหนังสือ ณ ตอนนี้เราก็จะสอนได้จากประสบการณ์ที่ใช้ในงานวิจัย ซึ่งคิดว่าเรื่องที่น่าจะสอนได้ตามประสบการณ์ก็คงเป็นพวก Geometry, Mathematical Programming, Computational Geometry ล่ะ

สิ่งที่ได้มาจากการเรียน ป.เอกอีกอย่างคือ อาจารย์จะยุให้ไปงาน Conference เยอะมาก ตอนแรกอาจารย์จะเป็นคนบอกว่า ตอนนี้มีงานอันนี้ๆ นะ ไปไหม แต่ภายหลังเราก็กลายเป็นคนหางานให้อาจารย์ดูว่าอยากไปงานนี้ จะดีไหมๆ จนอาจารย์บอกว่าไม่มีตังแล้ว (ฮาาาา) เป็นความโชคดีที่เป็นลูกคนเดียวของอาจารย์ ทำให้เงินต่างๆ ตกมาที่เราเลย (โฮะๆๆ) ด้วยการไป Conference บ่อยๆ (และ Conference ที่อาจารย์เลือกให้ไปเป็นงานระดับต้นๆ ของสาย) ทำให้เราได้ทักษะหลายๆ อย่างเพิ่มขึ้นมาก ตั้งแต่การเขียน (เขียน abstract, extended abstract), การนำเสนอผลงาน ไม่ว่าจะพรีเซนต์ในสัมมนา งาน conference ทำให้ปัจจุบันนี้เราคุ้นชินกับการพรีเซนต์ละ แบบว่า ถ้าสั่งวันนี้ ให้พรีเซนต์พรุ่งนี้ ก็สามารถเนรมิตงานให้ได้เลย (แต่อย่าเลยนะ เหนื่อยไป ถถถ) รวมถึงการไป conference บ่อยๆ ทำให้เราสามารถ judge งานได้ เช่น งาน conference นี้ดี งานนี้ห่วยไม่น่าไป เปเปอร์อันนี้ไม่ค่อยโอเค ฯลฯ

ทักษะสำคัญอีกอย่างที่ได้จากการเรียนคือ ทักษะการเขียน รวมถึงการเขียนเปเปอร์ ตอนเริ่มเรียน ป.เอกใหม่ๆ อาจารย์ให้ส่ง monthly report ทุกสองเดือน ดังนั้นเราจึงได้ฝึกเขียนบ่อยมาก ถึงแม้ซุปเราจะเป็นคนญี่ปุ่น แต่เป็นคนญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญเรื่องภาษาอังกฤษในงานวิชาการพอสมควร และเขียนเปเปอร์เยอะ ทำให้ซุปแนะเรื่องเปเปอร์ได้เยอะมาก รวมถึงกลยุทธ์ในการเลือก journal,  submit paper (เช่น เวลาเขียนแบบ A ไป ซุปจะบอกว่า แบบ A เนี่ย ถ้าเขียนไป reviewer จะเอาไปกองไว้ แล้วถ้ามีเวลาค่อยมาหยิบอ่าน ดังนั้นให้ปรับเป็นแบบนี้ๆ, หรือตอนเปเปอร์โดนรีเจคด้วยความผิดที่เราไม่ผิด แสดงว่าเราเขียนไม่ชัดเจน ถ้าจะลดเวลาการ submit  ให้แก้ เขียนตอบ แล้วส่งไป journal เดิมอีกครั้ง ฯลฯ) ซึ่งจากการเขียนเยอะแยะก็ทำให้ทักษะการเขียนดีขึ้นเมื่อเทียบกับตอนเริ่มเรียน ป.เอกใหม่ๆ และด้วยกลยุทธ์ของอาจารย์เกี่ยวกับ Monthly report ทำให้เราประหยัดเวลาในการเขียนเปเปอร์หรือเล่ม Thesis ได้มากเลยทีเดียว

คิดว่าประสบการณ์จากการเรียน ป.เอก จะช่วยให้เราทำงานได้อย่างราบรื่นได้ไม่มากก็น้อย..

มุมมองสำคัญจาการเรียนที่ญี่ปุ่น น่าจะทำให้เราปรับเปลี่ยนวิธีการสอน จากการสอนแบบจดกระดานให้เด็กฟังอย่างเดียว เป็นการเรียนกึ่งๆ Project-based และเน้นการ discussion-สัมมนา ลงมือปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ คงต้องลองปรับใช้กับการทำงานของเราในอนาคต รวมถึงวิธีการดูแลเด็กๆ ทำโปรเจค ทำวิทยานิพนธ์ ก็คงจะเน้นให้มีสัมมนากลุ่มวิจัยกันบ่อยๆ ลากไปงาน conference บ่อยๆ ~ (นักเรียนในอนาคตของเราก็อย่าเพิ่งหนีเราน้าาา T-T)

ท้ายสุดสิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงท้ายคือ เรื่องการมีความคิดเป็นของตัวเอง (อันนี้ซุปก็พูดเองเลย ถถถ) ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่รู้ประสีประสาอะไร เราก็ยัง follow ตามอาจารย์เรื่อยๆ จนมาถึงจุดๆ นึงที่อาจารย์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง หรืออาจารย์ไม่มีประสบการณ์ในด้านที่ต้องทำ เราก็ต้องศึกษาแล้วข้ามผ่านจุดนั้นไป จนถึงจุดที่เริ่มแย้งอาจารย์ได้ (ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่า ดีแล้ว ถถถ+)

 

2. ดัานสังคมและอารมณ์ ที่นี่เรามีเพื่อนหลากหลายกลุ่มหลายชาติมาก เพื่อนกลุ่มแรกที่เจอคือเพื่อนคนจีน ที่เจอจากคลาสภาษาญี่ปุ่น ถึงแม้เราจะได้ยินข่าวจากที่ไทยเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีน แต่เราก็พบว่า เพื่อนคนจีนนี่แหละที่ดีและจริงใจ ซึ่งก็ยังติดต่อกับเพื่อนอยู่ทุกวันนี้

เพื่อนกลุ่มที่สองคือเพื่อนในแลปทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ ตั้งแต่อิตาลี บังกลาเทศ บราซิล จีน เวียดนาม ซึ่งโดยปกติคนที่เรียนที่ญี่ปุ่นก็จะรู้กันเรื่องสังคมในแลป แต่ก็โชคดีที่ได้เจอเพื่อนและสังคมที่ดี ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัว และใช้ชีวิตในห้องวิจัยได้อย่างมีความสุข

เพื่อนกลุ่มที่สำคัญที่สุดคือ แกงค์เพื่อนคนไทยที่ชมรมส้มตำไทยในประเทศญี่ปุ่น เป็นแกงค์ที่เริ่มจาก เก๋ ลากทุกคนที่รู้จักมาเจอกันในวันที่เก๋มาโตเกียว จากนั้นก็มีอีเวนท์ต่างๆ มากมายที่ทำให้เจอกัน เม้าท์กัน มีอะไรก็ช่วยกันทุกๆเรื่อง ในเวลาที่เรามีปัญหาก็ได้เพื่อนๆ พี่ๆ ในแกงค์นี่แหละที่คอยรับฟัง ให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือ ซึ่งก็บอกตรงๆ ว่ารักแกงค์นี้มากกกกก ❤

นอกจากกลุ่มหลักๆ แล้ว เราก็ยังเจอเพื่อนๆพี่ๆ น้องๆ กลุ่มอื่นๆ เช่น แกงค์เด็กไทยในเมได ซึ่งมีกันไม่มาก แต่ก็เฮฮาปาร์ตี้ในยามที่มีเวลามาเจอกัน แกงค์ฝ่ายวิชาการ TJIA ที่ถึงแม้จะอยู่ต่างมหาลัย แต่ก็เฮฮาและทำงานด้วยกันได้แบบสนุกสุดๆ เพื่อนจากคลาสภาษาญี่ปุ่น เช่นเพื่อนคนเยอรมัน ที่ไม่เคยเยาะเย้ยหรืออารมณ์เสียเลยเวลาที่เราตอบผิดหรือเป็นตัวถ่วงในคลาสภาษาญี่ปุ่น สมาชิกทำงานวิชาการ Voronoi and Architect ที่เสียสละเวลามาทำเรื่องสนุกๆ แบบมีสาระและไร้สาระ (ซึ่งเรากำลังติดค้างเปเปอร์อยู่ T_T) รวมถึงเพื่อนคนญี่ปุ่นอื่นๆ ที่เจอจากใน campus บ้าง กิจกรรมต่างๆ บ้าง ก็ทำให้การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นผ่านไปอย่างดีงาม

สรุปคือ สามปีนี้เจอแต่เพื่อนที่ดี ทำให้ชีวิตดี 🙂

3. เรื่องภาษา

เริ่มต้นตอนที่ไปเรียนใหม่ๆ ภาษาอังกฤษก็พอสื่อสารได้ ภาษาญี่ปุ่นด๋อยมาก โชคดีที่ในแลปมีบรรยากาศกึ่ง international และญี่ปุ่น ที่บังคับให้เราต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น (คุยกับคนญี่ปุ่น) และใช้ภาษาอังกฤษ (เวลาคุยกับอาจารย์ หรือเพื่อนต่างชาติ เช่นเพื่อนอิตาลี หรือบังกลาเทศ) ด้วยนิสัยขี้เม้าท์ของเรา เลยเป็นตัวเร่งให้เราฝึกภาษาต่างๆ ได้คล่องขึ้นทั้งสองภาษา (เช่น สามารถเม้าท์ชาวบ้านเป็นภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว ถถถ+) ซึ่งหลังจากกลับมาแล้วเราก็จะยังฝึกภาษาญี่ปุ่นต่อไป (ส่วนภาษาอังกฤษมันต้องฝึกตลอดอยู่แล้ว) และอยากเรียนภาษาที่สี่คือภาษาจีน (ทำให้เกิดความสำนึกในเรื่องที่เคยเรียนตอนประถมที่ทิ้งมันไปหมดแล้ว T_T)

4. เรื่องวัฒนธรรม มุมมองต่อโลกภายนอก

การไปเรียนต่างประเทศของเรานั้น ไปด้วยทุน พสวท. ต่างประเทศ ซึ่งเป็นทุนของรัฐบาล สิ่งที่เราเข้าใจ (และคิดว่าเราอาจจะมโนไปเอง) คือ นอกจากการเรียนรู้เรื่องวิชาการแล้ว สิ่งที่รัฐบาลหรือประเทศชาติต้องการจากการไปเรียนคือ การได้ไปดูหรือซึมซับสิ่งที่ดีของประเทศที่ไปเรียน เอามาปรับใช้ในการทำงานเวลากลับมาที่ไทย

เหตุผลหนึ่งที่เราเลือกไปประเทศญี่ปุ่น แทนที่จะไปประเทศทางยุโรปหรืออเมริกาคือ เราคิดว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศในเอเชีย มีวัฒนธรรม แนวคิดต่างๆ ที่น่าจะใกล้เคียงกัน การเรียนรู้ประเทศที่มีความคล้ายๆ กันแต่เจริญกว่า น่าจะเห็นมุมมองที่น่าสนใจหลายๆอย่าง

สิ่งที่น่าจะติดตัวมาจากการมาอยู่ที่นี่ หลักๆ คงเป็นเรื่องการมีระเบียบ และความตรงต่อเวลา ซึ่งก่อนหน้านี้เราเป็นคนมีระเบียบบ้าง (บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี) แต่พอมาอยู่ ก็รู้สึกต้องปรับตัวและมีวินัยมากขึ้น เรื่องตรงต่อเวลากลายเป็นเรื่องที่เราเปลี่ยนไปหลังจากมาอยู่ที่นี่ อาจมีสายบ้าง (ถ้านัดกับคนไทย ถถถ+) แต่โดยรวมก็น่าจะดีขึ้นมากกว่าตอนอยู่ที่ไทย

หลังจากที่ไปอยู่มาสามปี ได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง เที่ยวเล่นหลายๆ ที่ เรียนรู้วัฒนธรรมหลายๆ ทาง เราก็เข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้นในเรื่องวัฒนธรรมที่นี่ สิ่งที่เคยมโนไว้หลายๆอย่างก่อนมาก็ไม่เป็นดังที่คิด กับญี่ปุ่น สิ่งที่อยากบอกสองอย่างคือ

  • ที่นี่น่าเที่ยว แต่อาจจะไม่ได้น่าอยู่มากนัก
  • ประเทศนี้เป็นประเทศที่ดี แต่ก็มีฮั่น(หลาย)อย่าง

ซึ่งคิดว่าคนที่มาอยู่ แค่มองตากันก็จะเข้าใจดี (แต่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ 555) ซึ่งเราคิดว่า มันไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายถ้าเราอยู่อย่างเข้าใจ

5. เรื่องงานเสริมหลักสูตร

สิ่งหนึ่งที่เราเชื่อมาโดยตลอดตั้งแต่เรียนระดับมัธยมคือ การทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาตัวเองในด้านทักษะการทำงาน ความคิด ประสบการณ์ ดังนั้นถึงแม้เราจะเรียน ป.เอก แต่เราก็พยายามหากิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจและน่าสนุกทำไปเรื่อยๆ ตราบที่มีโอกาสและเวลาจะทำได้ โดยเฉพาะกิจกรรมในต่างแดน

การอยู่ที่นี่เราก็ได้ทำกิจกรรมที่นี่บ้างตามสมควร เช่น จัด TJIA, ช่วยงานที่นู่นบ้างที่นี่บ้าง ก็ทำให้ได้สะสมประสบการณ์ต่างๆ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายอื่นๆ เยอะแยะมากมาย

6. อื่นๆ

การอยู่ที่นี่ได้เรียนรู้เรื่องราวหลากหลายมิติ หลากหลายอารมณ์ ได้เจออารมณ์ดีใจ มีความสุข เสียใจ ท้อแท้ นอยด์ โดนเท เหงา รู้สึกเป็น loser ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำหลายๆ อย่าง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ไม่ว่าเรื่องดี ก็เป็นพลังใจต่อไป เรื่องไม่ดี ก็ไว้ให้เรียนรู้ต่อไป ที่สำคัญคือได้เรียนรู้การทำงานอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเจออารมณ์แบบไหนเข้ามากระทบในชีวิต เราก็ต้องรักษาหน้าที่ของเราให้ดี (ซึ่งคือการเรียนการวิจัย)  ไม่ให้พังไปพร้อมกับอารมณ์แย่ๆ ที่เข้ามา ซึ่งที่ผ่านมาก็เอาตัวรอดผ่านมาได้อย่างปลอดภัย…

ท้ายสุดต้องขอบคุณทุกๆ ท่านที่คอยสนับสนุนในทุกๆเรื่อง ทั้งคำปรึกษาด้านวิชาการ ด้านดราม่า ด้านต่างๆ รวมถึงกำลังใจที่มีให้มาโดยตลอด จะจดจำในทุกการสนับสนุนที่มีให้ครับ

สรุปแล้ว ชีวิตสามปีที่นี่ ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ก็น่าจะถึงเวลาไล่ตามความฝันที่รอคอยมานานสักที แม้จะรู้สึกหวิวๆ ที่ต้องเข้าสู่ช่วงชีวิตการทำงานแล้วก็ตาม (ในขณะที่เพื่อนๆ ทำงานกันไปนานแล้ว)

ถึงแม้ว่าตอนนี้อนาคตของเราจะยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหนก็ตาม แต่เราก็จะพยายามทำให้เต็มที่ กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ อันไกล ก็ขอทุกคนช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

***************************************************************************

ปล. ส่งท้าย

ในช่วงที่เรากำลังเรียน ป.เอก ทุกคนก็จะชอบเรียกว่า ดร. ซึ่งเราก็จะต้องปรามไม่ให้ทุกคนเรียก เพราะมันยังไม่เป็น ดร. และมันจะขึด

แต่ถึงแม้เราจะจบ ป.เอก ที่มักจะถูกเรียกว่า ดร. ก็ตาม เราก็ขอปรามอีกครั้งไม่ให้ทุกคนเรียก ดร. นำหน้าชื่อเรา

การจบปริญญาเอกนั้น เป็นเพียงแค่การบอกว่าเราผ่านการศึกษาด้านวิชาการมาแล้ว มันไม่ใช่สถานะที่เราจะใช้ยกตัวเหนือคนอื่น การจบปริญญาเอกไม่ใช่เป็นผู้วิเศษแต่อย่างใด เราก็เป็นคนแค่ธรรมดาที่ก็อาจจะพลั้งเผลอทำอะไรผิดได้ ดังนั้นถ้าเราทำอะไรผิด ก็เตือนได้ตามปกติ อีกความรู้สึกคือ การเรียกเราด้วยคำว่า ดร. นำหน้า มันเป็นอะไรที่ดูห่างเหิน ดังนั้นจึงขอบอกไว้ ณ ตรงนี้ให้เข้าใจโดยทั่วกัน 🙂

***************************************************************************

จบแล้ว.. ขอบคุณที่ทนอ่านครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหรออออ)

ต่อจากซีรีส์นี้ จะเป็นอะไรก็ยังนึกไม่ออก ไว้นึกออกแล้วจะมาบอกกล่าวกันอีกทีเนะ ~

またね〜

 

 

โฆษณา

เรื่อยไปในโตเกียว 22 : สอบ TOEFL ในโตเกียว

ปล. ตอนนี้เป็นฉบับย่อ ก๊อปมาจากที่โพสต์ใน facebook จ้า

********************************************************

วันนี้เพิ่งไปสอบ TOEFL มา !!

สืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยของเรามีเงินให้นักศีกษา grad ไปสอบภาษาต่างประเทศอะไรก็ได้ เบิกได้ปีละครั้ง ปีที่แล้วเราเบิกค่าสอบ JLPT (ที่สอบไม่ผ่านมา) ส่วนปีนี้ ในโอกาสที่กำลังจะไม่มีสิทธิ์ให้ใช้ในไม่ช้า เราเลยต้องรีบเป็นปรสิตดูดค่าสอบจากมหาวิทยาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ในโอกาสนี้จึงสอบ TOEFL วัดความรู้ภาษาอังกฤษดีกว่า (แพงดี 5555) เนื่องจากเอกสารต้องส่งก่อนสิ้นเดือนกุมภา เราเลยดูเวลาแล้วพบว่าวันนี้เป็นฤกษ์ดีที่สุด (ที่จะเนรมิตเอกสารเบิกเงินทัน) เลยเลือกสอบวันนี้

เนื่องจากมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก (ตัดสินใจก่อนวัน Defend Thesis สามวันว่าจะสอบวันนี้) พอสอบ Thesis เสร็จก็มัวเอ้อละเหยไปวันๆ มาเริ่มนอยเอาก็สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ท้ายสุดก็ปลอบใจตัวเองไปว่า ประสบการณ์จากการอยู่ที่นี่จะไม่ทำให้ภาษาอังกฤษของเราพังไปนะ… แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เตรียมๆสอบอยู่บ้างนะ…

หลังจากดูสถานที่สอบ เป็นที่ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ แต่ก็อยู่แถวๆ Iidabashi วันนี้เลยแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า ตามกำหนดจะต้องไปรายงานตัวเข้าสอบ 9.30 แต่ด้วยความตื่นเต้น เราก็ไปถึงตึกสอบ แปดโมงครึ่ง – -” เป็นคนแรกที่ไปถึง ก็กินขนมปัง นั่งชิวๆ รอเวลาไป คนอื่นก็มากันเก้าโมง…

ประมาณเก้าโมงสิบห้า เจ้าหน้าที่ก็เรียกเราเข้าห้องสอบ (เพราะเรามาคนแรกไง 55555) ตอนแรกคิดว่าเป็นข้อดีที่มาไว เพราะจะได้ไม่โดนรบกวนสมาธิตอนสอบพูด ขั้นตอนวิธีสอบก็คล้ายๆกับตอนสอบที่ไทย ก่อนเข้าสอบก็โชว์เอกสารสำคัญ (คือ passport) แต่ที่นี่ก็ strict กว่าที่ไทยคือ มีการใช้เครื่องตรวจโลหะสกรีนก่อนเข้าห้องสอบด้วย ถ่ายรูปอะไรเสร็จ ก็นั่งรอเวลาที่คอมประจำตัว ตอนแรกเรากังวลว่า เราจะได้คอมเป็นคีย์บอร์ดภาษาญี่ปุ่นไหม (ซึ่งมันมีความแตกต่างกับคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษที่เราคุ้นเคยอยู่พอควร เป็นต้นว่าปุ่มเพิ่มขึ้น บางตัวเช่น @, :, ; ย้ายไปตำแหน่งอื่น) พอไปที่คอมปุ๊บก็โล่งอกเพราะคอมเราเป็นคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษ (แต่แอบดูคอมเครื่องอื่น บางเครื่องก็คีย์บอร์ดภาษาอังกฤษ บางเครื่องก็คีย์บอร์ดภาษาญีปุ่น) ซึ่งถ้าใครได้คีย์บอร์ดภาษาญี่ปุ่น เขาก็จะมีกระดาษ conversion คีย์บอร์ดให้ว่า ปุ่มนี้ เช่น @ ให้กดอะไรๆ ไป

รอจนเก้าโมงครึ่งก็เริ่มทำข้อสอบที่ Reading… ตอนซ้อมทำข้อสอบจากหนังสือ TOEFL ของ ETS (ที่ได้ฟรีมาจากน้องแนนตอนน้องแนนย้ายบ้าน จึงขอขอบพระคุณน้องแนนมา ณ ที่นี้ 😀 ) เราก็จับเวลา รู้สึกว่าทำ Reading ทัน สนุกสนาน ดีกว่าตอนสอบเมื่อสามปีก่อนเยอะเลย แต่พอมาถึงสถานการณ์จริงมันไม่ใช่แบบนั้น…

ถ้าเคยทำข้อสอบ TOEFL เนี่ย มันจะมีช่วงให้ลองไมโครโฟนเนอะครับ… เค้าก็จะให้เราพูด “Describe the city you live in” ตอนเราลองเราก็พรรณา อ่า เราอยู่โตเกียว โตเกียวเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น อยู่ทางตะวันออก บลาๆๆ ไป ด้วยความเป็นแรกก็จบไปตั้งนานละ แต่พอหลังจากที่คนอื่นเริ่มเข้ามา แล้วเรากำลังนั่งทำข้อสอบ Reading คนอื่นก็ลองไมโครโฟน (แต่จริงๆระหว่างนั้นเราใส่ headphone ด้วยแหละ) เราไม่แน่ใจว่าทุกคนเค้าเตรียมตัวมายังไง แต่ทุกคนพูดเหมือนกันหมดคือ

“I live in Tokyo. I live in Tokyo. I live in Tokyo”

ตัวเราก็ทำ reading ไป ส่วนคนที่พูดก็ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันตัด ซึ่งมันรบกวนสมาธิอยู่พอควร เจอ passage แรกก็เงิบไป ตั้งสติอยู่นาน ทำช้ามากกก แต่ระหว่างที่กำลังทำอยู่นั้น ที่พีคกว่าคือคนข้างหลังลองไมค์

“I live in Saitama. I live in Saitama. I don’t live in Tokyo.”

พอตานั่นพูดเสร็จปุ๊บ ตรูนี่คือสมาธิแตกกระเจิง ได้แต่ขำในใจ (หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันขำยังไงวะ แต่ถ้ามาอยู่ในสถานการณ์ที่ได้ยินทุกคนพูด I live in Tokyo แล้วจะเข้าใจเอง) ทำ passage แรกแบบมึนๆ อึนๆ ผ่านไปใช้เวลาไป 25 นาที (ซึ่งมันควรคุมให้ได้ 20, 20, 20) จึงทำให้ท้ายสุดกาข้อสุดท้ายของ passage สุดท้าย ข้อ 2 คะแนนไม่ทัน T_T (passage สุดท้ายข้อท้ายๆ ก็กามั่วๆ ไป ส่วนข้อสุดท้าย จริงๆ คลิกๆให้มัน จะทันแล้ว แต่เม้าส์มันลั่น ดันไปกดออก พอจะกดใหม่อีกทีก็หมดเวลาแล้ว อ๊าก)

หมด Reading ก็มาฟัง Listening ต่อ เค้าบอกว่าจะมีสอบสามรอบ รอบละ 10 นาที พอเข้ารอบหนึ่งเราก็ลืมไปว่ามันมีสามอันย่อย พอชุดแรกมาปุ๊บก็ทำไปละ 5 นาทีคิดว่าเหลือสบายๆ พอมีอันที่สองมาต่อแล้วขึ้นมาว่าเหลือสี่นาทีกว่าๆ คือคิดในใจ อ่าวเชี่ยละ -_-” ก็ก้มหน้ารับกรรมทำไป ช่วงหลังๆ ก็ดีขึ้นมา

สอบเสร็จพัก มีขนม ชากาแฟบริการอยู่ (เหมือนตอนสอบที่เกษมบัณฑิต) แต่ไม่มีอารมณ์กิน เข้าห้องน้ำเสร็จมาสงบสติหน้าคอมเตรียมสอบ speaking ต่อ เท่าที่สอบพูดอันนี้คิดว่าพอได้ (มั้ง) ดีกว่าตอนที่ซ้อมกับน้อง อ. ชาวบราซิลในแลปเมื่อวันก่อนมาก แต่ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจตัวเองอยู่ดี

Part สุดท้ายก็คือ writing เป็น part ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน เพราะคิดว่าประสบการณ์จากการเขียนเล่ม thesis ที่ผ่านมาน่าจะช่วยเกื้อหนุนได้

ข้อสอบข้อแรกก็มา ซึ่งจะให้เราสรุปว่า Reading กับ Listening มัน support หรือ contradict กัน (ซึ่งเราได้แบบ contradict) อันนี้แอบดูวีดีโอ tutorial มา ก็พอนึกออกว่าจะเขียนไปในทางไหน แต่ด้วยความสลิดบวกกับความมันส์ ก็เขียนไป 300 กว่าคำนิดๆ เหลือเวลาอีก 5 นาทีก็ตรวจทาน ซึ่งพอหมดเวลาตัดไป เพิ่งมามึ้งว่า เค้าให้เขียนใน range 150 – 225 คำนี่หว่า เลยแบบ อ่าวเชี่ยละ จะโดนหักคะแนนหรือไม่ตรวจไหมวะ – -”

ท้ายสุดมาทำข้อสุดท้ายที่เป็นเขียน ก็เขียนๆ ไป โจทย์ถามประมาณว่า ถ้าต้องให้เงินบริจาคการกุศล จะเลือกให้เงินบริจาคองค์กรที่ให้ข้าวปลาบ้านช่อง, องค์กรที่ให้เงินสำหรับทำธุรกิจเล็กๆ ตั้งตัว หรือองค์กรที่ให้ซื้อยา ซึ่งก็เขียนแถๆ ไปเกิน 300 คำตามที่เค้าต้องการ

สอบเสร็จก็เหนื่อย หมดแรงพอดี เนื่องจากศูนย์สอบอยู่ใกล้ร้านอาหารไทยที่มีบุฟเฟต์อาหารไทยตอนกลางวัน (เคยไปสองรอบตอนไปงานประชุม JCDCGGG) เลยแวะไป อ่าว สรุปไปถึงก็บ่ายโมงกว่าๆ กับข้าวบุฟเฟต์เริ่มหมดอีก เซ็งอีกนิดนึงเลย

สรุปคือ สอบรอบนี้ปัง…
.
.
ปังปิ๊นาศมาก T____T
หวังว่าคะแนนจะไม่เลวร้ายเกินไปนะ > _<

สรุป
1. การเข้าสอบก่อนก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีมากนัก
2. สมาธิสำคัญที่สุด โดยเฉพาะ passage เรื่องแรก

เรื่อยไปในโตเกียว 21 : TJIA ในความทรงจำ

เรื่อยไปในโตเกียวตอนนี้เขียนแบบไม่ยาวเท่าไหร่นัก แต่รวบรวมจากความทรงจำและความประทับใจ  🙂

เริ่มต้นต้องนั่ง Time machine ย้อนเวลาตอนมาอยู่ญี่ปุ่นตอนปีแรก เปรียบเทียบสามปีที่อยู่มา เราคิดว่าปีแรกที่มาถึงเป็นปีที่รู้สึกว่ามีความสนุกสนาน เจออะไรใหม่ๆ เยอะแยะมากมาย ที่นี่ก็มีสมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น รับน้อง (ซึ่งเราก็ได้ทำตัวกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง), Ski Trip (ที่ไปเล่นสกี มีคนสอนสกีให้ด้วย) งานกีฬา (ซึ่งไม่เคยได้ร่วมสักปี 555) และงานที่เราสนใจมากที่สุดคืองานวิชาการประจำปี

ตอนปีแรกที่มาถึง (2014) ช่วงประมาณกลางปี น้องแป้งที่เรารู้จักคุ้นเคยตั้งแต่ JSTP10 ก็มาหลอกล่อให้เราส่งงาน แต่ตอนปีนั้นถ้าจะส่งงาน ต้องส่งเปเปอร์ความยาวประมาณ 4-5 หน้าด้วย น้องแป้งบอกว่า เอางาน ป.โท ส่งก็ได้ แต่เนื่องจากในเวลานั้นเรารู้สึกว่า งาน ป.โทนี่ใช้ไปพรีเซนต์บ่อยแล้วในบรรดาพวกสัมมนาวิชาการ (เป็นต้นว่า JCDCGG2013 ที่ญี่ปุ่น งานแรก, MPSGC9 ที่มาเลเซีย งานที่สอง) กลัวเรื่องราวจะไม่สดใหม่แล้ว ปี 2014 เราเลยไปร่วมเฉยๆ เป็นผู้ฟัง (ซึ่งเป็นปีที่ฟังอะไรก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่)

13153_10152437713060811_2387429232146447313_n

TJIA2014 ที่โทได

 

สรุปปี 2014 เราก็ไปอยู่ยาวจนถึงตอน Banquet ที่ Banquet ก็เจอกับพี่ต้น ซึ่งพอคุยกันก็ อ้าวเฮ้ย นี่ทำวิจัยฟิลด์ใกล้กันนี่หว่า ! กับโจ ซึ่งก็ทำวิจัยใกล้ๆ กัน ก็เลยคิดว่ามีคนทำงานสายที่พอคุยกันรู้เรื่องแล้วบ้างนะ.. เราก็มาคิดว่า ปีหน้าถ้ามีจัดงานอีก ก็อยากส่งงานมาบ้างเหมือนกันนะ (แต่ที่คิดคือ อยากส่งแบบโปสเตอร์ เพราะว่าแบบ oral เราเก็บเนื้อหาไปส่งในงาน conference ต่างๆ ในฟิลด์เราที่เราจะไปดีกว่า)

เสร็จงานก็ผ่านไป.. เวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2015

ช่วงกลางๆ ปี เราก็เฝ้ารอเวลาอย่างเลื่อนลอย จนเริ่มได้ข่าวว่า TJIA เปลี่ยนงานจาก International Conference เป็น Educational Talk แล้วมันคืออะไรล่ะ? เราก็รอดูรายละเอียดมาเรื่อยๆ จนเริ่มมีประกาศรูปแบบงานที่ชัดเจนออกมา

 เอ้อ… ปีนี้ธีมดูน่าสนใจดีนะ !

แต่เนื่องจากเราเห็นว่า งานนี้ไหนๆ เค้าจัด Theme ที่ไม่เป็นทางการมากนัก และไม่ได้ serious ว่าผลที่จะไปนำเสนอจะต้องออกมาดีด้วย ถ้างั้น เรามาคิดใหม่ทำใหม่ ทำเรื่องที่ว่า ถ้าเสร็จก็ดี ถ้าเจ๊งก็ไม่เป็นไรดีกว่า งานนี้เราเลยลากน้องพัทร จาก architecture ที่เมจิ มาร่วมเป็นทีม คิดงานใหม่ๆ เพื่อจะไปพรีเซนต์แบบโปสเตอร์ที่เกียวโต ในที่สุดก็แถกันไปได้จนจบ เสร็จออกมาเป็นโปสเตอร์สวยงามพร้อมพรีเซนต์

12248131_10153157663395811_3273756834054160952_o

TJIA2015 ที่เกียวโต

 

รายละเอียดแบบละเอียดพร้อมทริปเที่ยวเกียวโต – นารา เราเขียนไว้ที่ เรื่อยไปในโตเกียว 16 ตอน ตะลุยคันไซฟรี ๆ กับ TJIA E-Talk 

ที่ TJIA2015 เราก็ไปเจอพี่ต้นอีกครั้งที่มาพร้อมกับเอี่ยม มาดูโปสเตอร์เรา พร้อมถามคำถามต่างๆ นานามากมาย (ก่อน TJIA2015 พี่ต้นชวนพูดที่ Lab ที่ไดอยู่ และก็เจอเอี่ยมอย่างเป็นทางการ)

เสร็จวันงาน TJIA2015 ระหว่างที่ไปนารากันกับน้องแป้งและน้องซัน เราก็เม้าท์กัน เราเองก็บอกน้องแป้งไปว่า ปีหน้าถ้าเค้าหาสตาฟจัดงานนี่บอกพี่นะ พี่อยากช่วยทำๆ (นี่เป็นพวกชอบหางานเข้าตัวเองมาก – -” )

เสร็จจาก TJIA2015 สักพักใหญ่ เวลาผ่านไปหลังจากเรากลับมาจากทริปเที่ยวจีนเดือนกุมภา เราก็ได้คุยกับพี่ต้นว่า เรามาร่วมทีมกัน research อะไรกันไหมครับ (หลังจากที่เคย discuss กันตอนไปแลปพี่ต้น) และท้ายสุดเราก็ได้คุยกันว่า งั้นเรามาลุยงานที่ทำค้างไว้จาก TJIA2015 กันดีกว่า จากนั้นก็เซ็ททีมกันสี่คน มีเรา พัทร เอี่ยม และพี่ต้น ก็ discuss งานกันไปตามแต่เวลาว่างจะมี… เป้าหมายของงานวิจัยที่จะทำคือ ส่งงาน TJIA2016 และผลิตมันเป็นเปเปอร์กันเลย !

เวลาก็ล่วงเลยผ่านมา ผ่านความหนาวเย็นของอากาศและจิตใจ ล่วงเลยมาจนถึง Spring 2016…

เรื่องเริ่มต้น TJIA2016

น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ สนทญ. เซ็ททีมหลังจากเลือกตั้งรับรองเสร็จแล้ว ตามที่เราเคยบอกน้องแป้งไว้ น้องแป้งในฐานะ สนทญ. เก่าผู้ซึ่งต้องหาคนทำงานให้รุ่นต่อไปก็ลากเราให้คุยกับน้องนัย นายก TSAJ77 ซึ่งน้องนัยก็แนะนำต่อไปให้กับ “น้องพิม” ซึ่งเป็นทีมวิชาการประจำปีนี้ คุยไปมาผ่านเฟสบุค อ้าว สรุปน้องซันก็ทำทีมวิชาการด้วย (ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าจะไปทำ IR)

วันประชุมสตาฟครั้งแรก เราก็ได้เจอกับน้องพิม เม้าท์กันไปมา อ่าว นี่รุ่นเดียวกันนี่นา… จากน้องก็เลยเป็นเพื่อนกัน วันประชุมวันแรกมีสมาชิกร่วมประชุมอยู่ไม่ถึง 10 คน มีพิมเป็นแม่งานใหญ่ของ TJIA ครั้งนี้ ในวงที่ประชุมกันครั้งแรกรู้สึกเกร็งมาก เพราะในวงเราไม่รู้จักใครเลยนอกจากน้องซัน T_T แต่ก็คิดว่าน่าสนุกที่ได้ทำงานกันในบรรยากาศใหม่ๆ บ้าง วันประชุมงานวันแรกก็คุยธีมกันว่า อยากจัดในรูปแบบ International Conference แต่ก็อยากให้มีความเป็นแบบ E-Talk รวมอยู่ด้วย คุยกันอยู่นานพอสมควร เลยแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ Proceeding Talk กับ E-Talk ตอนแรกสุดนี้เราก็อยากจับอะไรที่เป็นเรื่องวิชาการหน่อยๆ ทำนองว่า ติดต่อ, review, etc.. ก็เลยไปอยู่ทีม Proceeding

หลังจากนั้นสักพัก จากทีมที่แบ่งกันใหญ่ๆ สองทีม เนื่องจากงานเปรียบเสมือนดอกเบี้ย ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งงอกเงย ฝ่ายเราก็จึงเริ่มแตกกิ่งก้านสาขาเรื่อยๆ แรกสุดพิมอยากให้ไปช่วยทำเกี่ยวกับ VIP แต่เนื่องจากว่าเราคิดว่าเราไม่น่าถนัดพวกส่งจดหมายเป็นภาษาอังกฤษ เลยแนะนำให้น้องซันทำไป เราก็รอดจากงานใหญ่ๆ แล้วว เย่ ~ (แต่โดนบ่นพักนึง รู้สึกผิดไปแป้บๆ ที่โยนงาน)

หลังจากการประชุมครั้งแรก เราก็ต้องเริ่มหาคนมาร่วมทีม ก็ไปชวนพี่เอมาช่วยด้วย ชวนพี่เอเสร็จ สักพักใหญ่ๆ หลังจากการไปเที่ยวทริปไหนสักทริป ก็ชวนกอล์ฟมาร่วมทีมกันด้วย หลังจากที่ในทีมเราทุกคนช่วยกันหาดาวน์ไลน์ เอ๊ย ผู้ร่วมทีม ทีมเราก็ค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ จากทีมที่เริ่มจากไม่ถึงสิบคน มาเป็นราวๆ ยี่สิบคน

เรื่องกราฟฟิก

งานที่เราต้องทำในงาน conference ส่วนหนึ่งคือพวกการประชาสัมพันธ์ โปสเตอร์ รูปเล่ม งาน Media ต่างๆนานา เนื่องจากเราทำงานพวกนี้เป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว เป็นงานที่ทำแล้วไม่เครียดเท่าไหร่ เลยไม่ลังเลที่จะอาสาเป็นคนขอช่วยทำเอง 😛 ท้ายสุดงานด้านกราฟฟิกและประชาสัมพันธ์เลยตกมาที่เรา ตู้ม…

เนื่องจากงานคอนฯ นี้เป็นงานใหญ่ การที่เราจะทำงานกราฟฟิกคนเดียว ด้วยความสามารถของเราอาจจะพางานหายนะได้ ส่วนหนึ่งมีน้องนกจาก สนทญ. มาช่วยดูให้ แต่เนื่องจากน้องนกก็แลดูงานยุ่ง เราเลยน่าจะต้องหาคนมาช่วยดูเพิ่ม ซึ่งท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นน้องพัทร – -” ซึ่งน้องพัทรก็ตอบโอเค ปัญหาต่อมาคือเราน่าจะต้องหาทีมมาช่วยทำเพิ่ม ตอนแรกเราจะมีรุ่นน้องมาช่วยอีกคนนึง (คือน้องมั่น) แต่เนื่องจากน้องงานเข้ารัวๆ เวลาไม่ตรงกัน สรุปคือทีมกราฟฟิกเราทำงานกันสองคนนั่นเอง – -”

แรกสุดเราออกแบบคนเดียวก่อนที่มีน้องพัทรร่วมทีม ตอนที่ทำมันก็ไม่ได้คิด idea/ concept อะไรมากมายเท่าไหร่ แต่พอเริ่มเป็นทีมขึ้น มันก็ต้องคุยให้เป็นในแนวทางเดียวกัน งานกราฟฟิกที่ออกมาให้เห็นในวันงาน เป็นอะไรที่คุยกันและ discuss กันยาวนานมากๆ ตอนปี 2014 เล่มมันก็ academic มาก ปี 2015 มันก็แฟนซีสวยงามมาก แล้วปี 2016 ล่ะ เราจะทำยังไงดี -_- ช่วงเริ่มต้นน้องนกออกแบบโลโก้ ธีมสีต่างๆ มาไว้ให้แล้ว เราก็ต้องทำต่อไปจากธีมนั้น เป็นโจทย์ที่ยากมากที่จะต่อโจทย์จากของเก่ามาเป็นอันใหม่ให้ไม่แตกต่างกันมากนัก มีหลายครั้งที่ discuss กันยาวนานมากแต่นึกอะไรไม่ออกกันเลย

เวลาผ่านไปที่เราก็ต้องเริ่มเขียนฮะคุรง น้องพัทรต้องเขียนเล่ม thesis ก็จะมีช่วงที่เราไม่ว่าง น้องพัทรไม่ว่าง ไม่ว่างสลับกันไปมา จนช่วงที่ต้องปั่นเล่ม Abstract ท้ายสุด concept ก็ได้ด้วย deadline ที่กระชั้นชิดมาตลอด (สรุปคือ Deadline ชนะเลิศ ถถถถ) ปลายเดือนกันยายน เราก็หาเวลามาช่วยกันปั่นให้สำเร็จจงได้แบบหามรุ่งหามค่ำ… และท้ายที่สุดเล่ม Book of Abstract ก็เสร็จออกมาอย่างที่ทุกคนเห็น ซึ่งเล่มนี้ก็ผ่านการพิสูจน์อักษรจากสมาชิกในฝ่ายวิชาการมาพอสมควร (อาจมีตกหล่นบ้างก็ขออภัยมา ณ ที่นี้)

พอเล่มเสร็จ เราก็จะต้องออกแบบทุกอย่างให้สอดคล้องกันธีมของเล่ม ไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อ เกียรติบัตร ป้ายงาน อื่นๆ ซึ่งพอมาทำจริงๆ ที่จะให้งานออกมาดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ช่วงที่เตรียมทำเล่ม บางทีเสียเวลานั่งหาฟอนต์ที่สวยๆ กันหลายชั่วโมงเลยทีเดียว

img_1731

เล่มนี้ก็เสร็จมาได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ขอบคุณจริงๆ

 

จากการทำเล่มครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับการออกแบบเยอะมาก ได้ทำงานให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้นจากการเรียนรู้จากคนสาย Art ฝึกใช้โปรแกรมอย่างเชี่ยวชาญมากขึ้น และได้วิธีไว้เวลาไปทำงานอื่นๆ ต่อไป

เรื่องราวระหว่างเตรียมงาน

ในการเตรียมงาน TJIA เรามีนัดประชุมกันเดือนละครั้งเพื่อคุยกันว่า งานไปถึงไหนบ้าง มีปัญหาอะไรบ้างในแต่ละฝ่าย ช่วงแรกๆ เราอยู่ช่วยกับ Proceeding แต่พองานเริ่มงอกออกมา เราก็ต้องเฟดตัวจากงาน Proceeding อย่างเงียบๆ มาทำงานอื่นๆ

ระหว่างการเตรียมงาน ก็เริ่มมีการประสานงาน คุยงานกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เราไม่รู้จักใครในวง ก็เริ่มรู้จัก พูดคุยกันมากขึ้น จากกันคุยกันเรื่อยๆ ก็เริ่มเม้าท์กันเรื่อยๆ และสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีประเด็น discuss งานกันมากขึ้น ในทีมงานเราจะรู้กันดีว่า มีประเด็นหลายประเด็นที่เรียกว่าเป็นประเด็นวงแตก คือเอาไป discuss กันตอนไหน วงจะแตกทุกที (มีอยู่ครั้งนึงที่เอาเรื่องนี้มา discuss กันในชมรมส้มตำฯ สรุปคือ วงแตกเช่นเดียวกัน!! ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องกันไม่ทันเลย – -” ) แต่ถึงเราเถียงกันแรงขนาดไหน แต่จบก็คือจบ นอกประเด็นงานเราก็เม้าท์กันตามปกติ

เรื่องงานวิชาการ

ต่อจากที่เรา discussion กับพี่ต้น เอี่ยม และพัทร ที่เราจะส่งงานมาพูดที่ TJIA เราก็ discuss กันเรื่อยๆ ซึ่งหลังจากงาน TJIA ชัดเจนขึ้นว่าจะมีจัด E-Talk ร่วมกับ Proceeding เราก็คิดว่า เราส่งงานกันแบบ E-Talk ดีกว่า แต่เนื่องจากทุกคนมีภาระประจำของตัวเองกันอยู่แล้ว ช่วงหลังๆ เราก็เลยไม่ค่อยได้ discuss กัน นึกกันได้อีกที อ้าวเฮ้ย TJIA กำลังจะถึงแล้วนี่หว่าาา T_T

โชคดีที่เราคุยโครงคร่าวๆ กันในระดับหนึ่งพอจะชัดเจนแล้ว ถึงเวลาเราก็เลยทำตามที่คุยไว้ มีบั๊กบ้าง ผลออกมาไม่สวยบ้าง แต่ก็พอที่จะเอามาเล่าได้ใน TJIA ซึ่งเราคงจะมาลุยกันต่อหลังจาก Defend Thesis เราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เสร็จเป็นงานก่อนที่จะกลับไทยในลำดับต่อไป…

ดังนั้นในวันงานจริง นอกจากเราจะเป็นผู้จัดแล้ว เราก็ยังต้องเป็นผู้พูดด้วย ความจริงที่คุยกันเล่นๆ ตอนแรกเราจะไปพรีเซนต์กันทุกคน แต่ท้ายที่สุดเราก็ต้องพรีเซนต์คนเดียว (น้องพัทรไม่ว่างวันงาน พี่ต้นเป็น Chair Session ที่เราพูด เอี่ยมติดพูดอีก session นึง) วันใกล้ๆ งานก็ปั่นสไลด์อย่างฮาเฮกันเลยทีเดียว ~ แต่สุดท้ายก็เสร็จเรียบร้อยดี

ใน session นำเสนอนี่ก็ฮาเฮมาก เพราะเป็นปีแรกของ TJIA ที่มี session optimization พร้อมกันทุกเรื่องใน session เดียว! (พี่ต้นบอกมาแบบนี้ 555) สรุปก็เจอกับโจอีกครั้งหลังจากเจอใน TJIA2014 ซึ่งมาพูดใน session เดียวกับเรา และเนื่องจาก chair เป็น co-author ดังนั้นเราจึงไม่เจอคำถามจาก chair (ฮาาา ~) และเราก็สละสิทธิ์การประเมิน best presentation award ไปด้วย ให้อีกสองงานเค้าชิงกันเองต่อไป (ผลักภาระให้คนอื่น เย่) ที่แน่ๆ session เรา discuss กันอย่างสนุกสนานเฮฮา สมกับวัตถุประสงค์ของ E-Talk ที่อยากให้ได้ discuss กันในบรรยากาศที่เอื้อต่อการอภิปราย ~

เรื่องความประทับใจ

หลังจากทำงานเตรียมงานกันมาเรื่อยๆ ทำให้เรารู้สึกว่า เราโคตรโชคดีที่ได้ทำงานในทีมที่สุดยอด ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง และพยายามทำให้งานของตัวเองออกมาโอเคที่สุด จากตอนแรกเรารู้สึกเกร็งๆ จนท้ายที่สุดก็กลายมาเป็นทีมเดียวกัน ไปเที่ยวกินข้าวกัน ซึ่งในความรู้สึกก็คิดว่า วันงานมัน Smooth มากกว่าที่คิดไว้มากเลยทีเดียว ช่วงก่อนเตรียมงาน ในฐานะสตาฟ เราก็เครียดพอสมควร กลัวว่างานจะออกมาไม่ดี (ด้วยความเป็นคนขี้นอยด์) ฝันถึง TJIA ติดกันหลายวัน ซึ่งมาคิดว่าน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นงูสวัดในครั้งนี้ (ฮาาาาา ~)

งานผ่านไปแล้ว… กับระยะเวลาหกเดือนที่เตรียมงาน เป็นอีกงานที่รู้สึกใจหายหลังจากจบงาน บรรยากาศที่ต้องไปประชุมที่โทโคไดคงไม่มีแล้ว (นอกจากจะประชุมสรุปงานอีกรอบ) และต้องกลับเข้าสู่โลกความจริงของการเขียนฮะคุรงอย่างเต็มตัวสักที..

สำหรับเราแล้ว คิดว่าพิมเป็นเฮดที่สุดยอดมากๆ ต้องรับเรื่องต่างๆ รอบๆ ตัวมากมาย ถึงจะเจอปัญหามากมายแต่ก็ยังใจเย็นมากๆ ดีใจมากๆที่ได้มาทำงานร่วมกันนะ 😉

สรุปแล้ว TJIA2016 เราได้มีส่วนร่วมต่างๆ มากมาย ได้ทำในสิ่งที่อยากทำหลายๆ อย่าง ได้เจอเพื่อนใหม่ในงานวิชาการ รู้จักเพื่อนพี่น้องที่ลุยงานไปด้วยกัน ได้สนุกกับการทำงานเหมือนที่เคยได้ทำมาเมื่อนานมาแล้ว และในที่สุด มันก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่ดีมากของการมาเรียน ป.เอกที่ญี่ปุ่นของเรา

เรื่องที่ได้เรียนรู้

กับ TJIA2016 นี้เราได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เยอะแยะมากมาย เราคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเราในอนาคตมากมาย สำหรับเราแล้ว #มาTJIAแล้วได้

  • ได้เรียนรู้การทำงานที่สนุกสนาน เรียนรู้การบริหารจัดการต่างๆ (แอบครูพักลักจำจากพิม สะท้อนคิดว่าเมื่อก่อนนี่เราทำงานไม่ค่อยดีเลย – -” ) ซึ่งเราก็ต้องเรียนรู้ต่อไป
  • ได้ exp งานออกแบบ เรื่องทำกราฟฟิกในงานนี้ จากการได้ทำงานกับผู้มีประสบการณ์และมี sense มากกว่า ก็ทำให้เราได้ฝึกคิดเรื่องพวกนี้ที่เป็นระบบมากขึ้นมาก และมันก็เป็นอีกงานที่ทำให้เราได้สะสมประสบการณ์การออกแบบด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราทำเล่นๆ เป็นงานอดิเรก และคงไม่ทำเป็นเรื่องเงิน (เพราะฝีมือคงไม่ดีพอ และไม่กล้าให้คนอื่นตั้งความคาดหวังกับเรามากไปด้วย)
  • ได้ต่อยอดหัวข้องานวิจัยที่ทำเล่นๆ ให้มันจริงจังมากขึ้น หลังจากงาน Thesis เราเสร็จ คงจะได้ลุยต่อ และอาจจะเป็นอีกกลุ่มงานวิจัยที่เราจะทำหลังจากจบไปแล้วด้วย
  • ได้มิตรภาพจากทีมงานที่ทำงานด้วยกัน ในโอกาสนี้ถ้าทำอะไรให้ใครไม่พอใจยังไงไม่ว่าจะทางตรง ทางอ้อม ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ /|\

ข้อเสนอแนะสำหรับครั้งต่อไป

คิดว่าในปีต่อไป เราคงไม่ได้เป็นทีมจัดงานแล้วอย่างแน่นอน เราเลยอยากจะสะท้อนคิดสำหรับการจัดงานครั้งต่อไปนิดหน่อย

จากที่เราเป็นทางผู้ฟัง ผู้พูด และผู้จัดงาน conference เราคิดว่า งาน conference ที่ดีคืองานที่ทำให้ผู้เข้าฟังรู้สึกได้แรงบันดาลใจกลับไปหลังจากเสร็จงาน

โดยส่วนตัวแล้ว เราคิดว่า งานที่เป็นเชิงวิชาการตามมาตรฐานสากลแบบ Proceeding Talk ก็ควรดำเนินต่อไป เพราะเป็นการแสดงถึงศักยภาพของคนไทยเราว่า เราสามารถไปถึงมาตรฐานทางวิชาการแบบสากลได้ ในขณะที่การ discuss ในบรรยากาศที่เป็นกันเองสไตล์ E-Talk ก็จำเป็น เพราะทำให้เราได้อภิปรายและเปิดเวทีสำหรับสร้างงานใหม่ๆ ได้เยอะแยะมากมาย ถ้าเป็นไปได้เราก็ควรมีอะไรที่ทำให้คนฟังได้แรงบันดาลใจติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย….

ท้ายที่สุดนี้ ขอบคุณทุกอย่างที่ทำให้เราได้เจอกันที่ TJIA2014, 2015, 2016 ที่สอดคล้องกับ Theme ปีนี้ที่ว่า Exchange for Eternity การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อความรู้ “และมิตรภาพ” ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ยินดีและดีใจที่ได้เจอกับทุกคน 😀

img_1737

เรื่อยไปในโตเกียว 20 : ตะลุยอเมริกาไปกับ SoCG2016!!

ในสรุปชีวิตปี 2015 และเป้าหมายชีวิตปี 2016 หนึ่งในเป้าหมายด้านวิชาการของเราคือ การไปร่วมงาน SoCG หรือ The International Symposium of Computational Geometry ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดและเป็นงานระดับโหดที่สุดของงานวิจัยด้าน Computational Geometry ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะโดน Reject เปเปอร์ในงานประชุมหลักนี้ไป แต่ท้ายที่สุดเราก็ส่งงานไปนำเสนอใน Young Researcher Forum ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ไปนำเสนอผลงาน และที่สุดก็ได้ไปพรีเซนต์งานที่ SoCG สักที!!

เรื่อยไปในโตเกียวตอนที่ 20 นี้ เราจะมาตีแผ่ประสบการณ์การไปงานประชุมวิชาการ SoCG ซึ่งเป็นงานในฝันของเราที่คิดไว้ว่า ในช่วงการเรียน ป.เอก ต้องได้ไปสักครั้งนึง… และทำให้เราได้ออกโลกกว้างไปที่อเมริกาาาา !! ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวที่เกิดในอเมริกา แต่มันมีรากฐานมาจากงานที่ทำที่ญี่ปุ่น เราก็เลยตั้งอยู่ใน category เรื่อยไปในโตเกียวละกันน้าาาา ~ (แถตลอดดดดด)

หมายเหตุ.. บล๊อกตอนนี้ยาวมากก ถึงขนาดว่าตอนเขียนต้องแบ่งเป็นสองวัน ใช้เวลาวันละสี่ชั่วโมงกว่า ๆ ดังนั้นก็ค่อยๆ อ่านไปนะครับ >_< (กับการเรียนเอ็งตั้งใจแบบนี้ไหม)

*********************************************************************

บันทึกการเดินทางจากการประชุมวิชาการ The Computational Geometry Week 2016 (CGWeek 2016)
ณ Boston, USA 10 – 20 June 2016

เมื่อสมัยที่มาเรียนที่ญี่ปุ่นใหม่ๆ เรารู้จักงาน conference ทาง Computational Geometry (CG) อยู่งานเดียวคือ JCDCGG (ซึ่งทำให้เราได้มาเรียนที่นี่แหละ) ตอนปี 2014 จากการหาข้อมูลเล่นๆ ก็ไปเจอกับงาน SoCG ซึ่งเมื่อปี 2014 นั้น จัดที่เกียวโต ณ เวลานั้นเราก็ยังไม่รู้จักว่างานนี้มีความสำคัญและอลังการอย่างไร อีกอย่างเราก็เพิ่งมาเรียนที่ญี่ปุ่นใหม่ๆ ประกอบกับเป็นช่วงที่จะกลับมารับปริญญาที่ไทยพอดี (ราวๆ เดือนมิถุนายน) เลยไม่ได้มีความรู้สึกอยากไปงานนี้

เรารู้อีกทีหลังจากนั้น…ว่างานนี้ SoCG เป็นงานที่ใหญ่อลังการที่สุดในงานประชุมวิชาการด้าน Computational Geometry (แล้วก็เสียดายเพราะว่างานปี 2014 ถือว่าใกล้เรามาก และ rotation นานๆทีจะวนมาฝั่งเอเชีย) แต่ก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าควรไป.. จนกระทั่งเริ่มไป EuroCG ครั้งแรกตอนปี 2015 ตอนปี 2015 เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากส่งงาน SoCG ใน part Young Researcher Forum แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีไฟอยากส่งงาน ท้ายที่สุดก็เลยไม่ได้ไป….

เวลาผ่านเลยมาจนถึงกลางปี 2015 เมื่องานอันนี้ออกมาพอดี เลยคุยกับอาจารย์ว่า ลองส่งเปเปอร์เข้าไปดูไหม อาจารย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย เราก็จึงปั่นเปเปอร์ส่งไปงานนี้… และผลก็คือ โดนรีเจคนั่นเอง T_T

ก่อนอื่นต้องขอเล่าความพิเศษของงาน SoCG ซะก่อน… (อ่านว่า ซอสเซส…ซึ่งเราก็งงว่าทำไมอ่านเป็นแบบนั้น อ่านเป็น เอสโอซีจีมาตั้งนาน..)  งานนี้เป็นงานที่มีความพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงปีหลังๆ เพราะงานมี Session ประกอบภายในงานนี้เยอะมากจนหลังๆ เรียกว่าเป็น Computational Geometry Week เนื่องจากงานนี้เป็นงานกึ่งๆ math – computer science งานนี้เลยมีทั้งคนที่อยู่ทั้ง math และ computer science มาร่วมงานด้วย ด้วยความเป็น computer science ก่อนหน้านี้จึงผูกงานนี้กับ ACM ด้วย (ซึ่งเหมือนเป็นองค์กรใหญ่ที่จัดงานประชุมด้าน CS อย่างกะแบรนด์อะไรอย่างนั้น) … แต่เนื่องจากดราม่าและความติตส์ของ CG Community งาน SoCG เลยถอนตัวออกจาก ACM เมื่อสองปีก่อนมาแยกจัดเอง… (ให้อารมณ์ประมาณ UK ลาออกจาก EU นี่แหละ ถถถถ+)

ภายในงานก็ประกอบด้วยงาน Conference ที่เป็นการนำเสนอเปเปอร์ การนำเสนอส่วน Multimedia Session คือให้คนทำวีดีโอเข้าไปเปิดให้คนชมชิวๆ เหมือนเป็นภาพยนต์ทาง CG ไว้เปิดให้คนเข้างานไปชมตอนว่างๆ Workshop ย่อยในสายที่เกี่ยวข้อง ที่เปิดให้คนเสนอ workshop แล้วอาจจะจัดเป็นบรรยาย หรือพรีเซนต์งานย่อยๆ และเวทีที่เพิ่งจัดมาสี่ห้าปีที่ผ่านมาคือ Young Researcher Forum (YRF) คือให้นักวิจัยหรือเด็กรุ่นใหม่ที่พรรษายังไม่แก่กล้า มานำเสนอผลงานว่าตอนนี้ทำงานวิจัยอะไรอยู่ วัตถุประสงค์สำคัญคือ ดึงคนรุ่นใหม่ๆ เข้า CG Community นี้เยอะๆ (เค้ากล่าวว่า การให้คนรุ่นใหม่มาเห็นเวทีระดับใหญ่ๆ จะช่วยสร้าง motivation ในงานวิจัยสายนี้)

เราได้วางแผนกับอาจารย์ไว้แล้วว่า ถ้าเปเปอร์โดน reject จะลองส่งไปที่ YRF เพื่อจะนำความคิดเห็นหลังพรีเซนต์มาไว้ปรับแก้ใน thesis ของเราต่อไป… หลังจากโดน reject แล้วเราก็จึงส่งงานไปที่ YRF อีกรอบ และสุดท้ายก็ได้ไป SoCG2016 สักที !! โดยรอบนี้เราวางแผนโดยใช้เงินสนับสนุนของ พสวท. ผ่าน สนร. (เบิกได้คือค่าเครื่องบิน ค่าที่พักในระหว่างวันงาน และค่าลงทะเบียน)

หลังจากที่ได้ accept แล้วก็ได้เวลาทำวีซ่า !  ทำวีซ่าอเมริกาก็ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก เตรียมเอกสาร สมัครออนไลน์ สัมภาษณ์ ถึงแม้จะขวัญเสียจากการโดนลุงปั๊มนิ้วที่สถานทูตด่าก็ตาม (ก็พูดมาแบบฟังไม่รู้เรื่องนี้นา TT) แต่สุดท้ายก็ผ่านขั้นตอนต่างๆ ได้วีซ่าเรียบร้อย ~ ส่งเอกสารขออนุมัติจาก สนร. ซื้อตั๋วเครื่องบิน ซึ่งซื้อผ่าน campus support (บัตรเครดิตเราเป็นบัตรนักเรียน วงเงินไม่พอรูดค่าตั๋วเครื่องบิน T_T) ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี…

หลังจากได้รับอนุมัติแล้ว ก็ได้เวลาวางแผนกิจกรรมวิชาการและกิจกรรมทัศนศึกษาที่เกี่ยวข้อง เราก็อภิปรายกับชัย เพื่อนเก่าแก่ชาว JSTP ที่ตอนนี้ไปอยู่ที่ชิคาโก้พอดี.. เนื่องจากเครื่องต้องไปเปลี่ยนที่ชิคาโก้พอดี ด้วยจังหวะประจวบเหมาะต่างๆ เราเลยได้แวะอยู่ที่ชิคาโก้ประมาณสองวันเพื่อเคลียร์อาการ jetlag ก่อนไปงานประชุมที่บอสตันด้วยเลย ~ ได้เวลาก็เตรียมกระเป๋า เตรียมใจไปอเมริกาครั้งแรกพอดี

10 June 2016 : ออกเดินทาง ตะลุยแดนชิคาโก้

จากการจองตั๋ว ไฟลท์เดินทางของเราคือเย็นวันศุกร์ ที่สนามบินนาริตะ T_T รอบนี้ดูเวลาจะดีกว่ารอบไปสวิตคราวก่อน (รอบนั้นออกเช้าโคตรๆ) แต่เนื่องจากวันศุกร์เรามีคาบภาษาญี่ปุ่นตอนเก้าโมงถึงสิบโมงกว่า ครั้นไปเรียนแล้วกลับมาเอากระเป๋าที่บ้านก็ดูจะสวนทิศทางการไปสนามบิน เราเลยลากกระเป๋าเดินทาง กระเป๋ากล้อง เป้ ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยเลย ~ เรียนเสร็จแล้วไปนั่งชิวๆ ถึงสักเที่ยงๆ ก็ลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟที่สนามบินเลย

รอบนี้ก็ใช้เวลาเดินทางราวๆ 12 ชั่วโมงจากโตเกียวไปชิคาโก้ เราจึงเตรียมงานไปทำบนเครื่องบิน ซึ่งรอบนี้ที่เรานั่งไปคือ United Airlines รอบนี้ก็พลาดหลายๆอย่างในการเดินทางคือ เอาลิปมัน iPod ใส่กระเป๋าเป้ แต่ลืมหยิบใส่กระเป๋ากล้อง (ที่พกติดกับตัว) ถึงเวลาเดินทางจึงเกิดภาวะปากแห้ง เบื่อๆ แต่เนื่องจากนั่งข้างใน เลยขี้เกียจลุกไปเอาของในกระเป๋า ก็ต้องอดทนไป

บน United Airlines ก็เรื่อยๆ เฉยๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ อาหารเมื่อเทียบกับ ANA เราก็เชิดชู ANA แน่นอน… บนเครื่องก็อ่านหนังสือฆ่าเวลา ช่วงเวลาที่เบื่อๆ ก็เขียนเปเปอร์ไปได้ประมาณหน้ากว่าๆ >_< บางทีก็ slide ท่องศัพท์ N4 ในแอพไปเรื่อยๆ งีบๆ บ้าง ถึงแม้จะมี  turbulance เป็นระยะๆพอให้หวาดเสียว แต่ก็แลนดิ้งสู่ชิคาโก้ในที่สุด

อาหารบน United Airlines เฉยๆ ไม่ดีไม่ร้าย -,-

ด้วยเวลาที่ต่างกันราวๆ 10 กว่าชั่วโมง ออกจากโตเกียวห้าโมงเย็น ถึงชิคาโก้ก็บ่ายสอง -,- ท้องฟ้าสว่างสดใสมากกก… เราลงมาถึงสนามบิน Chicago O’Hare ก็มีเก๋ (แฟนชัย และเพื่อนของแอนนา และเก๋ฮวกแห่งโตเกียว) มารับที่สนามบิน ~ เพื่อความคุ้มค่า เราจึงซื้อบัตร 3 day pass แล้วก็นั่งรถไฟดินทางเข้าไปเจอกับชัยที่ในตัวเมืองชิคาโก้

สนามบินชิคาโก้โอแฮร์ และบัตรเวรตรา บัตรขนส่งมวลชนสามวันอันลิมิเต็ด

ในที่สุดก็ถึงตัวเมืองชิคาโก้แบบเบลอๆ ด้วยความต่างของเวลา เพลียๆ และง่วงนอนของเรา T_T ไปถึงก็เจอกับชัยที่เพิ่งออกจากแลปเขียนเปเปอร์พอดี ชัยและเก๋ก็เลี้ยงข้าวมื้อแรกด้วยอาหารจีนแถวๆ Millenium Park แต่ด้วยสัมภาระ ความง่วงความเบลอ กินเสร็จเลยกลับที่พักไปก่อน ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์จากชัยเช่นกัน ~

ชัยและเก๋ ผู้มีอุปการคุณในทริปนี้ ทั้งของกินที่ไม่ได้กินมานานแล้ว (หมูกรอบ เป็ดย่าง ฮือออออ)

กลับไปถึงที่บ้านชัย แถวๆ นั้นคือดีงามมาก วิวสวย ติดทะเล(สาบ) ถึงบ้านราวๆ สองทุ่ม แต่ท้องฟ้ายังไม่มืด แถวนั้นพระอาทิตย์ตกประมาณราวๆ สองทุ่มกว่าเกือบสามทุ่ม… เข้าบ้านเสร็จก็แวะซุปเปอร์มาเก็ตเตรียมอาหารเช้าในวันต่อๆ ไป ซึ่งพอเข้าซุปเปอร์มาเก็ตก็พบว่า ของถูกมากกกกก (เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น) อาบน้ำอาบท่า เคลียร์ของสักพัก ดื่ม Sleep Water ที่ขนมาจากญี่ปุ่น แล้วก็นอนตั้งแต่สี่ทุ่ม >_<

ย่านแถวๆ บ้าน ตึกแถวๆ ชิคาโก้

11 June 2016 : ทัศนศึกษาฮาเฮที่ชิคาโก้วันแรก

แน่นอน….เนื่องจากเวลาต่างกันขนาดนั้น.. สิ่งที่เกิดขึ้นคือ JETLAG! วันนี้ก็ตื่นเป็นระยะ ตั้งแต่ตีสี่ ตีห้า จนหกโมงเช้าก็เลยตื่นมันซะเลย – -” ทำแซนด์วิชแบบง่ายๆ กินกัน…

ช่วงก่อนทริป เรานึกได้ว่าเรารู้จักกับน้องแชมป์ รุ่นน้อง พสวท. (โอลิมปิก) ซึ่งรู้จักกันที่โตเกียวเมื่อมาอยู่ใหม่ๆ ผ่านทางเพื่อนคนจีน (คุณหลีเว่ย) ซึ่งตอนนั้นเราก็ปั่นจักรยานจากโอไดบะ ไปเที่ยวตลาดปลาทสึคิจิกันไป เนื่องจากน้องแชมป์อยู่บอสตัน เราเลยกะแวะไปทักทายหน่อย เผอิญน้องแชมป์มาชิคาโก้ช่วงนั้นพอดี เลยได้จังหวะประจวบหมาะ ลุยเที่ยวชิคาโก้พร้อมกันเลยในวันนี้..

เนื่องจากทริปนี้ เราเบิกเงินจากทุน เราจึงควรเรียนรู้สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ และพอจะนำมาใช้หลังจากจบได้ สิ่งที่เราวางแผนในทริปนี้นอกจาก conference ก็คือ การศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ! (ฟังดูเวอร์ไหม ถถถ) เนื่องจากเราอยู่ญี่ปุ่น เราเห็นสภาพของญี่ปุ่น การมาประเทศที่ต่างออกไปและได้ดูสิ่งที่ต่างออกไป น่าจะเปิดโลกทัศน์ได้มากขึ้น เราเลยวางแผนไปดูมหาวิทยาลัย (ซึ่งมันเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ก็จะยาก) หรือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ วันนี้ในแผนเราเลยเป็นการดูเรื่องราวทางการศึกษาเป็นหลัก..

เราออกจากบ้าน (ที่อยู่ห่างจากชิคาโก้ไปนิดนึง) เข้ามาในตัวเมืองเพื่อเจอกับน้องแชมป์ที่ Millenium Park หลังจากที่เจอกันแล้วก็แวะเดินเล่นแถวๆ Millenium Park นิดนึงก่อน น้องแชมป์ก็ชวนพวกเราไปนั่งเรือเลียบแม่น้ำชิคาโก้เพื่อไป Chinatown กัน

แวะไปกระโดดที่ถั่วแถว Millenium Park แล้วเดินเล่นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแถวๆ Millenium Park

เรานั่งเรือเริ่มจากแถวๆ ตึกของตาทรัมป์ (ผู้ชิงตำแหน่ง ปธน. สหรัฐคนใหม่) ค่าเรือก็ 7$ เปรียบเทียบการนั่งเรือก็เหมือนนั่งเรือเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา (ก่อนหน้านี้เราบอกว่านั่งเรือเลียบคลองแสนแสบ แต่ทุกคนในวงก็รุมประนามเราว่า เทียบได้ห่างชั้นกันมาก ถถถถถ) ระหว่างทางก็เห็นความสลับซับซ้อนของบ้านเมืองแถวชิคาโก้ จากใจกลางเมืองก็ค่อยๆ ออกไปสู่ย่านเมืองที่เบาบาง จนกระทั่งถึง Chinatown

นั่งเรือเลียบแม่น้ำชิคาโก้ ชมวิว ไปลงที่ Chinatown

ถึงที่ Chinatown ก็ราวๆ สิบเอ็ดโมงกว่า ๆ เกือบเที่ยงพอดี ก็ได้เวลาข้าวเที่ยง ! มื้อเที่ยงวันนี้ก็หนีไม่พ้นอาหารจีนอีกเช่นเคย (แต่เราชอบนะ โอเคเลย) เราก็แวะไปร้านก๋วยเตี๋ยวแถวๆ นั้น ทานเป็นมื้อเที่ยง เดินเล่นๆ รอบ Chinatown (ซึ่งอากาศร้อนนนน) เสร็จแล้วก็นั่งรถไฟ ตามแผนแล้วเราจะไป Museum of Science and Industry

Rice noodle และชาวคณะ

เนื่องจาก Museum อยู่ใกล้ University of Chicago และน้องแชมป์จะไปงานรับปริญญาเพื่อนที่นั่นพอดี เราเลยติดสอยห้อยตามเจ้าถิ่นเก่าไปชม U of Chi. ซึ่งระหว่างเดินอยู่ก็เจอพิธีรับปริญญาพอดีเลย

พิธีรับปริญญาที่นั่น เท่าที่เห็นดูก็มีความเรียบง่ายดี มีการตั้งเต็นท์กลางสนาม พิธีก็จัดกันกลางสนามนี่แหละ บัณฑิตยืนตรงกลาง มีที่นั่งให้ผู้ปกครองนั่งดูและให้กำลังใจ แต่ดูแล้วน่าจะร้อนนนนนนพอสมควร

U of Chi และพิธีรับปริญญาของที่นั่น

เดินออกจาก U of Chi เราก็พากันเดินไปที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมราวๆ บ่ายสองโมง อากาศก็มีความร้อน แต่เราก็ไม่ท้อถอย เดินกันไปจนถึง พอถึงพิพิธภัณฑ์น้องแชมป์ก็ขอตัวกลับไปที่ U of Chi (ขอขอบพระคุณน้องแชมป์มา ณ โอกาสนี้มาเดินมาส่งถึงพิพิธภัณฑ์) เราก็เดินชมพิพิธภัณฑ์ไป

จากการที่เราหาข้อมูล พิพิธภัณฑ์ที่นี่แปลงมาจากพื้นที่จัดงาน World Fair เมื่อนานมาแล้ว ตอนดูจากเว็บไซต์นี่มันดูเหมือนไม่ใหญ่มาก ที่นี่มีส่วนที่เป็นส่วนจัดแสดงพื้นฐานที่เข้าฟรี และส่วนที่จ่ายเงินเพิ่มเติม ซึ่งแน่นอน เราไม่จ่ายเพิ่ม (ด้วยความจน T_T) จากแผ่นที่ที่เห็นตอนแรก คิดว่าเดินแป้บๆ สักสองชั่วโมงน่าจะเสร็จ (ใช้มาตรฐานตึกแบบไทยไปตัดสินไง) แต่พอไปดูของจริงแล้ว…

“มัน ใหญ่ มาก”

ความใหญ่อลังการพอๆ กับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อุเอโนะ (ที่เราเคยคิดว่ามันเล็กจากภายนอก แต่พอเข้าไปจริงๆ แล้วมันใหญ่โคตรๆ ดูวันเดียวไม่หมด)

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์อันใหญ่โตโอฬาร…

ไปถึงเราก็ชมส่วนจัดแสดงต่างๆ ที่นี่ก็จะแบ่งห้องเป็นธีมต่างๆ ตามหัวข้อการเรียนรู้ ซึ่งมีการแสดงให้เห็นจริง ยกตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ Science Storm ที่โชว์ให้เห็นถึงแรงต่างๆ ในธรรมชาติ การเกิดฟ้าร้องฟ้าแลป ทอร์นาโด ก็มีการสาธิตแสดงให้เห็นจริงเลยทีเดียว !

ทอร์นาโดก็มาให้ดู มีการหมุนทรายให้ดูกันจะจะ ด้วย

อีกห้องที่น่าสนใจคือ ห้องเกี่ยวกับของเล่น ที่พิพิธภัณฑ์นี้แสดงให้เด็กๆ เห็นว่า กว่าจะมาเป็นของเล่นหนึ่งชิ้นนั้น ไม่ได้ว่าได้มาง่ายๆ การเริ่มต้นออกแบบก็ต้องใช้ CAD (Computer-Aided Design) เข้ามาช่วย การผลิตของหนึ่งชิ้นนั้นก็มาจากเครื่องจักรหลายๆ เครื่องที่ทำงานสัมพันธ์กัน ดังนั้นในห้องนี้เด็กๆก็จะได้เรียนรู้หลายหลาย ทั้งการนำคอมพิวเตอร์ แขนกล ระบบการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ อย่างเป็นระบบ

กว่าจะมาเป็นของเล่นให้เราชิว…ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย

ที่เป็นไฮไลท์หลักของการมาชมครั้งนี้ของเราคือ ส่วน Numbers in Nature ! ซึ่งในพิพิธภัณฑ์ก็แสดงให้เห็นถึง pattern ที่ปรากฏในธรรมชาติ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ในทางคณิตศาสตร์มากมาย ตั้งแต่ Fibonacci, Fractal ไปจนถึง Voronoi Diagram ซึ่งเป็นงานวิจัยหลักของเราด้วย… ในห้องพิพิธภัณฑ์ก็มีหลายๆ ส่วน ทั้งที่เป็นมีเดีย วัตถุจริง รวมถึงให้เราเล่นไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และวิเคราะห์ลวดลาย ที่น่าเวียนหัวกว่าคือมีเขาวงกตมาให้เราเดินเล่นแบบงงๆ มึนๆ อีกต่างหาก >_<

ส่วนจัดแสดงเรื่อง Numbers in Nature ช่างดึงดูดเรายิ่งนัก…

นอกจากส่วนนี้แล้ว เรายังได้เข้าชมอีกเยอะแยะมากมายอาทิ ส่วนแสดงเทคโนโลยีรถไฟ (ซึ่งอันนี้ขอยกให้ญี่ปุ่นชนะขาด เพราะรถไฟอเมริกานี่มันไม่เมพเท่าเลย ถึงแม้จะมีการตั้งแสดงตัวอย่างรถไฟวิ่งเล่นให้ดูก็ตาม แต่ที่ญี่ปุ่นก็มี พร้อมแสงสีเสียง ฮาาาา ~)  ส่วนแสดงเกี่ยวกับเทคโนโลยี DNA ส่วนนี้แวะเข้าชมสักพัก อาการ Jetlag ก็กลับมา ทำให้เราหนีไปงีบสักแป้บ ตื่นมาอีกที ชัยกับเก๋หาย เหหห ~ เราเลยไปชมส่วนอื่นๆ อีกหน่อย

ส่วนจัดแสดงรถไฟ และเทคโนโลยีพันธุกรรม

เดินขึ้นไปอีกชั้นก็มีเรื่องเทคโนโลยีการบิน ที่มีพื้นที่ให้เด็กๆ ลองเล่น Flight Simulator (แต่จ่ายตังเพิ่ม) รวมถึงเอาเครื่องบินจริงๆ ยกมาให้ดูกันเลยทีเดียว ! ท้ายสุดเราก็แวะไปดูเรื่องการส่งเสริมงานวิจัยของที่นี่ ซึ่งที่นี่ก็มีหน่วยงานสนับสนุนการวิจัยที่แข็งแรงมาก (โครงการ DARPA) เค้าก็ยก Timeline ตัวอย่างของการวิจัยที่สำคัญๆ มาให้ดูด้วย

Flight Simulator, เครื่องบิน และ DARPA

เดินเล่นไปแป้บๆ ก็ใกล้หมดเวลา เราจึงแวะไปช้อป ชม Museum Shop มาหน่อย ได้เสียเงินกับเสื้อยืดตามสมควร จากนั้นก็ออกเดินไปเล่นริมทะเลสาบชิคาโก้

พิพิธภัณฑ์ ที่จะเห็นว่า บริเวณข้างนอกที่ไม่ใช่ส่วนจัดแสดงก็จะมีกิจกรรมการทดลองมาให้ชมเป็นระยะๆ 

เดินออกมาจากพิพิธภัณฑ์ราวๆ ห้าโมงกว่า แต่ท้องฟ้าอย่างกับสี่โมงเย็น… ละแวกนั้นก็เป็นสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ จากการเดินมาตั้งแต่เช้า ประกอบกับ Jetlag ก็มีความเหนื่อย ง่วง เพลีย ด้วยบรรยากาศที่ดี เราก็ได้งีบหลับพักผ่อนนิดๆ พอเติมพลังงานนิดนึง ที่บริเวณนั้นเราก็เห็น skyline ของเมืองชิคาโก้ จากนั้นก็ย้อนกลับไปที่ Millenium Park อีกรอบเพื่อไปยิงบรรยากาศเวลาพระอาทิตย์ตก

บรรยากาศดีมีความสวย

เราก็แวะเดินเล่นรอบๆ Millenium Park อย่างละเอียด หลังจากที่ตอนเช้าเดินผ่านอย่าง skimming.. ก็ไปเก็บภาพถ่ายในสวย ชมบรรยากาศโดยรอบ และปิดท้ายด้วยน้ำพุ Buckingham Foutain ก่อนกลับบ้านวันนี้

Millenium Park ยามเย็น กับถั่ว น้ำพุน้ำพุ่งจากปาก และ Buckingham Foutain

12 June 2016 : ทัศนศึกษาฮาเฮที่ชิคาโก้วันที่สอง

หลังจากที่เดินอย่างรัวๆ ในวันแรก ปรากฏว่าวันที่สอง เท้าเราก็พัง เนื่องจากรองเท้าที่ใช้เป็นรองเท้าที่ซื้อใหม่สำหรับมาทริปนี้โดยเฉพาะ (กะซื้อมาแบบรองเท้ากันน้ำโดยเฉพาะเลย แต่ที่ไหนได้ ฝนไม่ตกเลยย..) แน่นอน รองเท้ากัด เท้าขึ้นตุ่มน้ำเลยทีเดียว… แต่เราไม่ท้อ (เพราะโอกาสมาตะลุยแบบนี้หาได้ยาก) เราก็ออกลุยไป หลังจาก Jetlag วันแรกแบบรุนแรง วันนี้เราก็เลยท่องเที่ยวแบบชิวขึ้น เริ่มต้นจากการเดินเลียบชายหาดน้ำจืด ให้คลื่นและลมพัดใส่เรา (ทดสอบด้วยการเอานิ้วแตะๆ ชิมเรียบร้อย)

บรรยากาศดี จึงขอจารึกไว้บนผืนทรายที่ชิคาโก้ ~

เราก็เดินไปชิวไป ระหว่างทางก็จะมีสวนเปิดกว้าง สังเกตว่าที่นี่จะเน้นบรรยากาศแบบ Green and Clean กล่าวคือ มีต้นไม้ที่ไม่ได้รกทึบเกินไป มีบริเวณสนามหญ้าที่ตัดเป็นประจำ เหมาะสำหรับให้คนมาวิ่งเล่น พักผ่อนหย่อนใจ วันที่เราไปนั้นเป็นวันอาทิตย์พอดี บริเวณนั้นก็มีการจัดบริเวณเป็น Kids zone ณ พื้นที่ Kids zone ก็จะให้เด็กเล่นกีฬา โดยเน้นเป็นกีฬาที่สร้างความสนุสนาน ไม่เน้นผลแพ้ชนะ เน้นให้เด็กได้เรียนรู้มากกว่า

ลานกีฬาสร้างปัญญา พัฒนาพัฒนาการเด็ก

เดินเรื่อยๆ ไปจนถึงชุมชนคนเวียดนาม ก็เลยแวะไปทานข้าวเที่ยงที่นั่น วันนี้เราก็จัดเฝอชามใหญ่อลังการมาก ประเภทที่ว่ากินแล้วจุกกันไปเลยทีเดียว… เสร็จแล้วเก๋แวะซื้อของที่ร้านเอเชียแถวนั้น ซึ่งมีให้เลือกเยอะและถูกกว่าที่โตเกียวมาก >_< จากนั้นแวะกลับบ้านไปเก็บของและพักผ่อนสักแป้บ..

เมนูเวียดนามในชุมชนคนเวียดนาม

ตื่นจากการพักผ่อน เราก็เดินทางไปยัง Hancock tower เพื่อไปชมวิวสูงของเมืองชิคาโก้ บนนั้นเราต้องสั่งเครื่องดื่มด้วย ก็เลยเป็นโอกาสดีที่ได้ลอง Root Beer แห่งชิคาโก้ เราก็ชิวๆ ถ่ายรูปไป ส่วนชัยก็มีความเมาๆ เบลอๆ – -” ชมวิวสักพักก็ลงมาจาก Hancock Tower เดินเล่นรอบๆ แวะ Uniqlo (ซึ่งได้เสื้อยืดมาสองตัว เพราะ Uniqlo ญี่ปุ่นมันไม่มี size ฮือออ) แล้วก็เดินเท้าไปต่อที่ Navy Pier

Hancock Tower  และวิวจากบนนั้นน ~

ไปถึงที่ Navy Pier บริเวณนี้เป็นท่าเรือเก่า ซึ่งแปลงโฉมมาเป็นสถานพักผ่อนริมทะเลสาบชิคาโก้ เราก็แวะกินข้าว ชมวิวที่นั่น ถ่ายรูปเดินเล่นสักพักก็กลับบ้าน… (ด้วยความอ่อนเพลีย TT) กลับมาก็เตรียมเก็บกระเป๋าไปบอสตัน ซ้อมพรีเซนต์ให้ชัยและเก๋คอมเมนต์ แล้วจึงหลับไปในเวลายามดึก…

Navy Pier และวิวโดยรอบ

13 June 2016 : ตะลุยบอสตันและ Campus Tour

วันนี้ก็ได้เวลาเดินทางจากชิคาโก้ไปยังบอสตัน ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของเราสักที! วันนี้ไฟลท์ของเราออกแต่เช้าตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า… แต่เราออกจากบ้านชัยตั้งแต่ตีสี่ด้วยบริการอูเบอร์ (ซึ่งก็ไม่เคยใช้ นี่แหละครั้งแรก ถถถ) ด้วยความที่กลัวว่าจะตกเครื่อง.. ไปถึงสนามบินปรากฏว่าเหลือเวลาสองชั่วโมงกว่า ก็นั่งเล่นชิวๆ ครั้นจะเล่นเนท เนทที่นี่ก็ให้แค่สามสิบนาที ที่เหลือจ่ายตัง (ซึ่งถามว่าเราจะจ่ายไหม ง่ายมาก ไม่ :P) ขึ้นเครื่องบินบินข้ามจากชิคาโก้ มาถึงบอสตันราวๆ สิบโมงกว่าๆ

13422270_10153568527780811_5862546161312279223_o

จะแลนดิ้งแล้ววว

มาถึงที่บอสตันปุ๊บ เราก็เดินทางจากสนามบินโลแกน ไปเก็บของที่ที่พักก่อน แน่นอนว่า เพื่อความคุ้มค่าในการมาอยู่บอสตันราวๆ 1 สัปดาห์ การซื้อตั๋ว 7 day pass ในราคา 20$ จึงคุ้มค่า (เพราะว่าเที่ยวเดินทางเที่ยวเดียวก็ 2.65$, วันๆนึงในการเดินทางไปประชุมก็ต้องไปกลับสองเที่ยว ไม่นับไป social event ต่างๆอีก…) ซึ่งที่นี่ก็ใช้บัตรชาลีการ์ด ใช้ได้ทั้งรถไฟ รถบัส ครบวงจร..

การมาพักที่บอสตันครั้งนี้ เราได้เข้าพักที่หอพักของมหาวิทยาลัย Northeastern (NEU) ซึ่งผู้จัดงานได้เตรียมที่พักให้เรา ที่พักที่นั่นราคาเพียงคืนละ 80$ (เพียง หรออออ.. ก็นั่นแหละ ถ้าไปโรงแรมข้างนอกก็ราวๆ สองร้อยกว่าเหรียญ ช๊อคกว่า – -“) ที่พักที่นั่นก็เป็นที่พักใหม่ที่ดูดีมาก ตอนเราจองจองห้องพักแบบ single แต่เตียงจัดให้มาเป็นคู่ซะงั้น (แต่ก็นอนคนเดียวแหละ) เป็นห้องที่แชร์ห้องน้ำกับห้องข้างๆ เวลาจะเข้าห้องน้ำก็ต้องเดินไปล๊อคประตูห้องน้ำของห้องฝั่งตรงข้าม.. ลองดูรายละเอียดของที่พัก ที่นี่เขียนไว้ว่าเป็น Summer Conference Guesthouse ก็คือจัดที่นี่ไว้ให้สำหรับงานประชุมโดยเฉพาะเลยทีเดียว (แต่อินเตอร์เนทบล๊อก Line, wechat, instagram จ้า… ไม่รู้ทำไมยังไง  >_< )

ตั๋วเจ็ดวัน และที่พักอันสะดวกสบายที่ NEU

ในการมาบอสตัน เราก็ได้ติดต่อไปหาน้องตี๋ พสวท. ชาว  math ที่เราเจอกันตอนไปช่วยทำปฐมนิเทศ พสวท. เมื่อสามปีก่อนที่บอสตัน ซึ่งวันนี้น้องตี๋ก็จะพาเราไปทัวร์ MIT และ Harvard มหาวิทยาลัยชั้นน้ำของโลก ซึ่งน้องตี๋มีความเชี่ยวชาญย่านนั้นพอสมควร… หลังจากเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย นั่งพักนิดหน่อยก็ได้เวลาตะลุย Campus Tour

หลังจากเจอน้องตี๋ ทักทายกันเสร็จแล้ว เราก็เดินเที่ยว และหาข้าวเที่ยงกินก่อน (เป็นข้าวเช้ารวดเที่ยงเลยทีเดียว) เราก็มาลองดูว่าโรงอาหาร MIT อาหารเป็นยังไง ก็ปรากฏว่าก็เฉยๆ …. เติมพลังเสร็จแล้วเราก็เดินเล่น ชมรอบๆ MIT (ซึ่งไม่ได้เป็น campus แบบรั้วรอบขอบชิดเท่าไหร่ อาณาบริเวณกว้างใหญ่พอควร)

มื้อเที่ยงที่ MIT ตะลุย MIT และมุมมหาชน (แต่เหมือนเค้ายังเก็บสถานที่จากงานรับปริญญาไม่เสร็จ เลยมีผ้าใบมาขึงไว้อย่างนั้น TT)

ระหว่างทางก็แวะร้านสหกรณ์ สอยของที่ระลึกไปตามควร ที่น่าสนใจคือเราได้ผ่าน MIT Museum ด้วยอยากรู้เลยเข้าไปดู (นึกว่าฟรี) แต่ก็ต้องจ่ายเงิน ถึงจะต้องจ่ายเงิน แต่เนื่องจากเราโชว์บัตรนักศึกษา (ซึ่งเป็นบัตรญี่ปุ่นของ ม.เราด้วยนะเออ) เราก็ได้ส่วนลด เราจึงได้ชม MIT Museum

เรื่อยไปใน MIT

ที่ MIT Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงงานวิจัยของ MIT ในหลายๆ เรื่อง เช่น เทคโนโลยีต่างๆ การสร้าง motivation เผยแพร่ความรู้ให้กับผู้เรียนทั้งในและนอก MIT, เทคโนโลยีช่วยงานด้านการวิจัย ฯลฯ ซึ่งจากการชมพิพิธภัณฑ์นี้ก็คิดว่า มหาวิทยาลัยบ้านเราน่าจะมีการย่อยงานวิจัยให้คนทั่วไปได้รับทราบในพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยด้วย (จะได้ไม่โดนใครมาว่าว่าเป็นงานวิจัยขึ้นหิ้ง ทั้งๆ ที่จริงๆแล้วงานวิจัยแต่ละงานก็มี contribution สู่สังคม หรือสู่วงการวิชาการที่แตกต่างกัน…)

นิทรรศการงานวิจัยของ MIT

ชม MIT จนอิ่มหนำสำราญแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยัง Havard University ซึ่งน้องตี๋โฆษณาว่าบริเวณมหาวิทยาลัยมีความสวยงาม เราก็ตามไปชม ซึ่งก็งามสมคำร่ำลือ.. ที่นี่เราก็มาตามล่าคุณดลฤดีหนีทุน เอ๊ยไม่ช่าย… ไปเดินเล่นรอบๆ campus รวมถึงแวะชมจตุรัสภูมิพล ซึ่งเป็นเมืองเกิดของในหลวงของเราด้วย

แวะชม Havard จับเท้าของ John Havard, เยี่ยมชมหน้าหอสมุด และจตุรัสภูมิพล

เดินไปให้รองเท้ากัดเรื่อยๆ จากนั้นก็ทานข้าวเย็นซึ่งก็คือ อาหารเวียดนามมมม ! แต่ก็อร่อยเช่นเดิม และปิดท้ายทัวร์ตี๋ในวันนี้ พร้อมเตรียมตัวสู่บรรยากาศงานวิชาการอันเข้มข้นในวันถัดไป

13442535_10153568550575811_6491807002508345614_o

อาหารเวียดนามกับผู้นำทัวร์วันนี้ ~

14 June 2016 : เดินเล่น งานกิน งานวิชาการต้องมา !

ในที่สุดก็มาถึงวันวิชาการสักที ! แต่กระนั้นก็ตาม งานนี้เปิดให้ลงทะเบียนตอนเที่ยงวัน ดังนั้นเราจึงพอมีเวลาในช่วงเช้าสำหรับเดินเล่นในเวลาอันสั้น แรกสุดเราวางแผนจะตื่นแต่เช้าาาา… แต่ท้ายสุดกว่าจะตื่นก็ราวๆ เก้าโมง ดังนั้นเราจึงมีเวลาไม่มากนัก เราก็จึงไปเดินเล่นใกล้ๆ แถวที่พัก

จาก NEU (Mass Ave.) ไปยังที่ conference ซึ่งจัดที่ Tuft Medical School เรานั่งรถไฟสายสีส้มไปที่ Tuft Medical Center สถานีอีกสถานีที่ติดๆกันคือ Chinatown ละแวกใกล้ๆ นั้นมีที่ให้เดินเล่นคือ Boston Common ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Freedom Trail ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวอีกจุดนึง… แต่กระนั้นก็ตามเราก็ไม่ได้ตาม Freedom Trail ..

Boston Common

เนื่องจากท้องฟ้าสวยสดใสมาก ทำให้การเดินชม Boston Common มีความฟินนนน… เราเดินเล่นในสวน Boston Common ระหว่างเดินก็เจอเด็กสองคนที่เทพมากเล่นดนตรีอยู่ เราก็เข้าไปดู ถ่ายรูปมาแว้บๆ ปรากฏว่าเค้ากำลังอัดวีดีโอโฆษณาอะไรกันอยู่ไม่รู้… (โชคดีไม่ได้ไปปั่นปวนกองเค้า ถถถ) สักพักก็เดินไปที่ริมแม่น้ำชาร์ล เริ่มเดินออกห่างไปเรื่อยๆ บรรยากาศสวยขึ้น จนเดินไปถึงสะพานข้ามแม่น้ำที่กำลังก่อสร้างปรับปรุงอยู่ บนสะพานหันย้อนกลับมายังฝั่งบอสตันนี่มีความสวยงามมากกกกก เราเลยชักรูปไปรัวๆ หลายสิบรูป เหลือบมองนาฬิกาอีกทีก็ใกล้ๆ เวลาลงทะเบียนเข้างานพอดี ครั้นจะเดินกลับก็อาจจะไม่ทัน เลยนั่งรถไฟกลับไปที่ Conference Venue

สวนและริมแม่น้ำ Charles

ตามตาราง เราก็ลงทะเบียนเข้างาน รับป้ายชื่อ ถุงยังชีพ และไปร่วม Welcome lunch กลางแจ้ง (ซึ่งจากที่มาอเมริกานี่ดูประเทศนี้ชอบแดดกันจริงงงง) welcome lunch นี้เป็น BBQ party คือเป็น hamberger party นั่นเอง… ไปถึงก็ตักอาหารตามระเบียบ ตักมาเสร็จไม่รู้ไปนั่งที่ไหน ไม่เจอใครคุ้นตาเลย เลยไปนั่งกับอาจารย์ชาวเยอรมันและ postdoc ชาวไต้หวันที่เยอรมัน (มหาวิทยาลัยบอนน์) ด้วยเลย

BBQ Party

นั่งกินข้าวไปก็มีสมาชิกมาสมทบเรื่อยๆ เราก็ทำความรู้จักไปเรื่อยๆ มีทั้งเด็ก ป.โทที่กำลังเริ่มมาทำวิจัยในฟิลด์ (งาน conf นี้สนับสนุนค่าเดินทางสำหรับนักเรียนที่เรียนในประเทศอเมริกาหรือแคนาดา) รวมถึงอาจารย์ต่างๆ ได้เวลาสักพักก็เข้าพิธีเปิดของงานกัน

ป้ายชื่อ และบรรยากาศของงาน

เปิดงานนี้ด้วย session Multimedia preview โดยให้คนที่นำเสนองานในเวที multimedia มาพรีเซนต์สั้นๆ สองนาทีว่าทำอะไรบ้าง ในงาน multimedia session จะเป็นวีดีโอ หรือการแนะนำเครื่องมือทาง CG ที่อาจมีคนคิดและมานำเสนอในงาน จากนั้นก็เข้าสู่การนำเสนอ paper ซึ่งก็เป็น session Voronoi Diagram ก็จึงเร้าความสนใจของเราได้มากเลยทีเดียว… และจากการบรรยายก็ปิ๊งไอเดียที่เกี่ยวข้องกับงานของเราอีกด้วย

Voronoi diagram session

ตอน Coffee break เราก็ไปหาขนมกิน ก็ไปยืนโต๊ะเดียวกับคุณชาวอิตาลี ก็เลยพูดคุยทักทายชิวๆ ไป คุยนู่นนี่ไปจนถึงเวลา ก็สลายวงไปเข้าห้องวิชาการต่อ

ตอนที่กำลังนั่งฟังบรรยายใน session ใหม่ เรารู้สึกเอะใจแปลกๆ อาจารย์ที่เป็น boss ของเฮียคนไต้หวัน เหมือนชื่อคุ้นๆ ยังไงไม่รู้…เฮียใต้หวันมาจากบอนน์ เปเปอร์ที่เราโดนรีเจคจาก SoCG แล้วแก้ส่งไปที่ journal มันโชว์ว่า มีอาจารย์จากที่บอนน์เป็น editor (คนรับผิดชอบเปเปอร์เรา) หรือว่า คนที่เราเจอบนโต๊ะกินข้าวคือ editor ที่กำลังจะต้องรีวิวเปเปอร์เราหรือเปล่า…

นึกได้ครานั้น ก็เปิดเมลล์ เชคเข้าไปในระบบ submit journal ที่เราส่งไป..
.
.
.
ชื่อเดียวกันเลย – -”
.
.
.
สรุปคือ อาจารย์คนที่ไปนั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกันตอนเที่ยง คือ editor paper ที่เรากำลังส่งไปนี่เองงง >_<
นั่นคือ พรุ่งนี้เรามี session พูด ต้องเตรียมจัดหนัก จัดเต็ม จัดให้เป๊ะละสินะ O_O…

หลังจากเสร็จงานวันแรก ทางคณะจัดงานก็ดำเนินการจัด Social Events ต่อ โดยจัดให้เราไปที่ Bar ในเมือง (ฟรี เย่) ไปถึงที่ร้านก็หาที่นั่ง เดินๆ หาที่นั่ง เลยได้นั่งกับทีมที่มาจากเกาหลี เราเลยได้ทำความรู้จักกับอาจารย์เกาหลี ซึ่งเป็น Local Organizer ด้วย (สรุปที่แกเป็น local organizer เพราะแกเอาเงินจากหน่วยวิจัยที่เกาหลีมาร่วมสนับสนุนด้วย ถถถถ) คุยไปคุยมาแกก็ถามละ อ้าว คนไทยหรออ เนี่ยๆ รู้จักกับอาจารย์คนไทยอีกคนที่จบจาก Tohoku นะ ตอนนี้กลับไปทำงานที่ กทม ละ บลาๆ ละอาจารย์แกก็ไปชวนอาจารย์จากเกาหลีอีกคนมา…

อาจารย์มาถึงก็แนะนำตัวกัน พอ อ.เห็นชื่อก็ อ้อออ สรุปเปเปอร์เป็นไงมั่ง ได้แก้ไหม… เราก็งงๆ ว่าเปเปอร์ไหนวะ… มาคิดอีกที อ่ออ เข้าใจละ อาจารย์เกาหลีนี่เองที่รีเจคเปเปอร์ตรู T_T (แต่ก็จริงอย่างที่เค้าคอมเม้นมา ซึ่งเราก็เอาคอมเม้นนี่แหละไปแก้ละส่งใหม่) เลยบอกไปว่า เอาไปแก้ละ submit ใหม่ละ – -”

ท้ายสุดอาจารย์ก็คุย ตัดพ้อประมาณว่า ญี่ปุ่นนี่ดึงเด็กต่างชาติไปหมดเลย ถ้าอีกหน่อยยูมีเด็กเก่งๆ ส่งมาให้บ้างนะ เราก็เห็นเป็นช่องทาง connection ในอนาคตก็เลยแลกนามบัตรไปกับอาจารย์ (รวมถึงอาจารย์ที่รีเจคเปเปอร์เราด้วย งืออ)

Social Events : อาหารดี ดนตรีไพเราะ (แต่เสียงดัง – -“)

เสร็จจาก Social Events ตามกำหนดการ หลายคนก็อยู่ต่อ แต่เนื่องจากวันต่อไปเราต้องพรีเซนต์งาน ก็เลยปลีกตัวกลับมาก่อน กลับมากับคนเกาหลีอีกคนที่เรียนต่อที่อเมริกา กับชาวเยอรมันที่ไปทำวิจัยที่ฮังการี ตอนแรกกลับมาถึง NEU กะจะซ้อมพรีเซนต์ แต่ปรากฏว่า สลบเหมืดจากเบียร์ที่กินไปพอควร และความเหนื่อยล้า… งั้นไว้ซ้อมพรุ่งนี้ก็แล้วกันนน…

15 June 2016 : งานวิชาการ นำเสนอผลงาน ทัวร์ดาดฟ้ากับ SoCG

หลังจากที่คืนก่อนหน้านี้ไม่ได้ซ้อม วันนี้เลยแหกขี้ตาตื่นมาแต่เช้ามาซ้อมพรีเซนต์ ซ้อมเสร็จก็เก็บของไปเข้างานโดยพลัน ไปถึงก็ไปเจออาจารย์เกาหลี ทำให้รู้ว่าเมื่อคืนหลังจากเสร็จที่บาร์ เค้าพากันไปต่ออีกบาร์นึง….อะไรจะสายโหดขนาดน้านนน…

ไปถึงที่งานเจอเฮียโพสด็อกไต้หวัน แกก็บอกว่า เนี่ย เมื่อคืนอาจารย์เกาหลีเลี้ยงเบียร์แหละเนี่ย เลยรู้ธรรมเนียมว่า ในวง ใครอาวุโสสุดจ่ายก่อน

ตอนเช้าวันนี้ก็เป็นการนำเสนอผลงาน ตามด้วย Invited Speaker ที่พูดเกี่ยวกับบทบาทของ CG กับงานด้านหุ่นยนต์ ซึ่งใน  talk นี้ก็รวมงานต่างๆ ที่น่าสนใจของแกด้วย เช่นหุ่นยนต์ทำกับข้าว ฟังดูอลังการมาก

บรรยายตอนเช้า สังเกตภาพซ้าย มีรูปรถติดที่ กทม. ด้วยเออ…

หลังจาก coffee break เราก็เป็นการนำเสนอผลงานจากคนที่ได้คัดเลือกเป็น best paper award และ fast forward ของ YRF ซึ่งก็เป็นคิวเราที่นำเสนอผลงานนั่นเอง เราก็พูดไปแบบรัวๆ ในเวลาหนึ่งนาทีเรียกลูกค้า >_< จากนั้นก็เป็น session พรีเซนต์ทั่วไป

ตอนเที่ยงวันนี้ ทางผู้จัดงานก็จัดข้าวเที่ยงฟรีให้เราอีกแล้ว เป็นติ่มซำ (ได้ข่าวว่าเพิ่งกินอาหารจีนมา ฮาาาา) เราก็นั่งโต๊ะกับอาจารย์เกาหลีอีกแล้ว นั่งกินอิ่มหนำสำราญแล้วเราก็รีบกลับมาเตรียมพรีเซนต์งานใน YRF ช่วงบ่ายต่อไป

Chinatown และต่ิมซำฟรีที่ Hei La Moon ~

ตอนบ่ายก็เป็นช่วง parallel session ระหว่าง YRF กับ 2 workshops ก็แล้วแต่ว่าใครอยากเข้า session ไหน ซึ่งคนก็กระจายๆ ห้องกันไป ส่วน  YRF ก็มีคนบ้างแต่ไม่มากเท่าไหร่… ถึงเวลาก็พรีเซนต์งาน รอบนี้ก็มีคำถามบ้าง ก็ตอบๆ ไป (แต่อาจารย์ที่เป็น Editor เปเปอร์เราไม่ได้มานั่งฟังนะ…)

Present งาน และ Workshop

หลังจากพรีเซนต์งาน จริงๆ มี YRF อีกยกนึง แต่เราเปลี่ยนไปนั่งฟัง workshop แทน ระหว่างรอ chair ห้อง YRF ของเราก็ให้ข้อเสนอแนะงานเราไป เราก็รับๆมาเป็นไอเดียสำหรับพัฒนางานของเราต่อไป

workshop ที่เราไปร่วมนั้น เป็นเรื่อง Geometric Modeling on Uncertain Data ก็มีความน่าสนใจดี ได้ไอเดียแปลกๆ ใหม่ๆ ในการใช้ CG จัดการข้อมูลจากการทดลองบ้าง ข้อมูลบน manifold บ้าง ฯลฯ

หลังจากเสร็จงานวิชาการ เช่นเดิมม ~ ทางคณะผู้จัดงานก็จัด Social Events อีกบนตึก Prudential ที่เรียกว่า Skywalk observatory ขึ้นไปปุ๊บก็ตื่นเต้นกับวิวของเมืองบอสตันโดยรอบ อาหารดีงามมาก อาทิ แซนวิชลอบสเตอร์ กุ้งมาเป็นตัว เค้กปู ฯลฯ เรียกได้ว่าฟินมาก ~ วันนี้เราก็นั่งโต๊ะกับชาวไต้หวันและชาวอเมริกาซึ่งเป็นเด็ก ป.โทที่กำลังเข้าใหม่ (และได้รับเงินสนับสนุนมาร่วมงานคอนนี่แหละ ~) เราก็ร่วมวงคุยกันเฮฮาจนเสร็จงาน เฮียโพสด็อกไต้หวันก็ไปต่อที่บาร์กับชาวเกาหลีอีกเช่นเคย (ซึ่งคืนนี้อาจารย์เกาหลีอาวุโสรองลงมาจ่าย ส่วนเฮียไต้หวันอาวุโสเบอร์สามรอดตัวไป ถถถถ+) ส่วนเราก็ขอบายก่อนละกันนน ตอนกลับก็กลับพร้อมกับเด็กไต้หวันและอเมริกา (ซึ่งรวมพลกันขับรถมาจาก NY) แยกย้ายกันที่สถานีรถไฟ

อาหารดี วิวงาม ดีงามพระราม n

16 June 2016 : งานวิชาการภาคต่อ Business Meeting เดินเล่นบอสตัน

หลังจากเริ่มปรับเวลานอนได้แล้ว เราก็เริ่มมีความตื่นสายขึ้นมานิดดดดนึง… แต่ก็ยังไปที่ Conference Venue ทันเวลาอยู่ดี ~

ใน Session ตอนเช้าก็เป็น Present Paper ลืมบอกไปว่า สำหรับคนที่เป็นนักเรียนที่นำเสนอใน part Proceeding เค้าก็จะมีแบบประเมินให้ผู้ฟังประเมินเพื่อให้รางวัล แบบประเมินก็มีสองช่องหลักๆ คือ ช่องที่ให้เลือกอันดับที่ กับช่องที่ให้คะแนน ซึ่งพอถึงเวลาที่เป็นนักเรียนนำเสนอผลงาน แชร์ประจำห้องก็จะเตือนให้เราประเมินและกรอกให้คะแนน โดยใบประเมินกรอกให้คะแนนนี้ก็จะส่งคืนในวันศุกร์

13482906_10153578501810811_9051813767557257689_o

Session วิชาการตอนเช้า

หลังจากเสร็จ Session ตอนเช้า ก็ได้เวลาข้าวเที่ยง (ที่ต้องจ่ายเองแล้ว ฮือออ) เนื่องจากเราไม่รู้ไปอยู่ตรงไหนดี ก็เลยเกาะ ๆ ไปกับกรุปชาวเอเชีย (มีเฮียโพสด็อกไต้หวันเป็นแกนนำ) กับสมาชิกชาวเกาหลี กำลังตั้งวงเตรียมออกไปทานอาหาร เราก็มีสมาชิกมาเพิ่มเป็นเซนเซญี่ปุ่น (ซึ่งเราเจอตั้งแต่ที่ EuroCG2015 แล้ว) ส่วนชาวเยอรมันที่ทำวิจัยในฮังการีก็มาร่วมวงด้วย ซึ่งแกนนำของเราก็ชวนกันไปกิน buffet Hotpot สไตล์จีน… เราก็งงๆนิดหน่อย เพราะปกติจะรู้สึกแปลกๆ เวลาจัด Shabu หรือปิ้งย่างมื้อเที่ยง ถึงจะรู้สึกงงๆ แปลกๆ แต่เค้าไปเราก็ไป (เรื่องบุฟเฟต์ขอให้บอก ถถถ)

Hotpot ที่นี่ก็มีความอร่อย เหมือนกับตอนกิน hotpot จีนที่โตเกียว ตอนกินก็รู้สึกอร่อยเพราะมีลูกชิ้นให้กินด้วย (อยู่ญี่ปุ่นหาลูกชิ้นกินยาก TT) ระหว่างกิน บนโต๊ะก็ช่วยกันสอนชาวเยอรมันใช้ตะเกียบ (เค้าบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ได้กินอาหารสไตล์แบบนี้) เสร็จจาก Hotpot เราก็ไปร้านชามุกต่อ (เนื่องจากพี่โพสด็อกได้คูปองเครื่องดื่มที่ Skywalk Observatory จากพี่ชาวเกาหลีเมื่อวาน วันนี้แกเลยจะต้องเลี้ยงคืน) ไปถึงก็เจอชาไทยไข่มุก ~ เราก็เลยจัดไปนิดนึงงง…

Hotpot Style จีนที่บอสตัน มีความอร่อย พูดแล้วก็อยากกินอีก >_<

กลับจากมื้อเที่ยงก็เข้า Session ต่อไป ตอนบ่ายดูไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจมากนัก ประกอบกับเป็นบ่ายวันพฤหัสบดี ได้เวลาส่ง Weekly E-mail ให้อาจารย์ เลยเข้าห้องไปนั่งฟัง YRF แล้วเอาคอมนั่งทำงานไปด้วย ฟังไปก็คิดงานตัวเองไป.. มีเรื่องฮานิดหน่อย ตอนเบรคบ่ายวันนี้มีฟุตบอลยูโร ห้องเบรคเลยเปิดฟุตบอลให้ดู ซึ่งพวกอาจารย์ก็ไปนั่งดูกันอย่างสนุกสนาน -,-

วิชาการภาคบ่าย และกองเชียร์ฟุตบอล

ปิดท้ายวันนี้เป็น Business Meeting ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะเข้าดีไหม แต่ในฐานะที่เราชอบฟังเรื่องแบบนี้ ก็เข้าไปฟังเป็นข้อมูล ใน Business meeting นี่มีความอึ้งนิดนึง เพราะก่อนงาน ทีมงานแจกเบียร์ให้คนละหนึ่งขวดเลยยยยย ~ (สรุปคือแกจะดื่มกันทุกเวลาทุกโอกาสเลยใช่มั้ยยย) ใน business meeting ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประกอบการงานประชุมวิชาการ (ซึ่งก็ดูทุกคนมีความสุขดี หลังจากถอนตัวออกจาก ACM) กำไรเหลือเฟือ ถึงขนาดมา support ยกเว้นค่าลงทะเบียนให้ Student ได้เลยทีเดียว…. ที่ฮาๆ ก็คือ PC Chair (Program committee) เอาตารางมาแจกแจงให้ดูว่า คนมักจะส่งงานกันเวลาไหนก่อน Deadline ซึ่งแน่นอน คนก็ย่อมส่งตอนใกล้ๆ Deadline อยู่แล้ว ถถถถ+ ส่วนการโดนรีเจคเป็นเรื่องปกติ เพราะปีนี้ Acceptance rate 38% (จากคนส่ง 160 กว่าเปเปอร์ accept  อยู่ราวๆ 60)

เบียร์ Business meeting และสถิติการส่งงานก่อนเดดไลน์ (งานนี้เป็นงานไม่ง้อคนส่ง ไม่เลื่อนเดดไลน์)

จากนั้นก็มีการ bid สถานที่ที่จะจัดในปี 2018 (2017 จัดที่บริสเบน อยากปายยยย) ในลิตส์ก็มี Budapest, Ljubljana (ที่เดิมกับที่เราไปเมื่อสองปีก่อนที่ EuroCG2015) และอีกที่ (จำไม่ได้แว้วว) ซึ่งผลโหวตก็มี Budapest กับ Ljubljana ท้ายที่สุดเค้าก็ให้โหวตอีกรอบ ซึ่งเราโหวตให้ Budapest เพราะว่า Ljubljana เคยไปแล้ว (เผื่ออีกสองปีข้างหน้ามีโอกาสไปอีก จะได้ไม่ไปซ้ำที่เดิม ฮาาาาา) และสุดท้าย Budapest ก็ชนะไป เย้ ~ แอบคิดว่าประเทศเราจะมีโอกาส bid กับเค้าไหม อย่างน้อยก็คงจะอีกสัก 50 ปีข้างหน้ามั้ง  😛

จากตารางหลังจากที่เสร็จ Business Meeting วันนี้น่าจะว่าง เลยชวนน้องแชมป์มาเดินเล่นละแวกบอสตันอีกวัน แต่วันนี้เราก็ไปกับสมาชิกแกงค์อาหารกลางวันด้วย เลยชวนกันไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากชาวไต้หวันทั้งสองอยากกินอาหารทะเล เลยกะเดินไปที่ร้านอาหารทะเลแถวๆ ริมอ่าว ละแวก Quincy Market พอไปถึงปุ๊บปรากฏว่าคิวยาว – -” ท้ายสุดเลยเดินหาร้านกินที่ Quincy Market นี่แหละ

วิวยามเย็น สังเกตเวลาว่าสองทุ่มกว่าละ ท้องฟัากำลังเพิ่งจะมืด

หลังจากเสร็จมื้อเย็น เราก็เดินเล่นละแวกนั้นสักพัก แล้วก็แยกย้ายกันกลับที่พัก ก่อนกลับก็ได้แวะหาซื้อยาแก้หวัดมารับประทาน เนื่องจากเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบายจากแอร์ในห้องพักที่ปิดๆเปิดๆเองแบบงงๆ (ปรับอะไรเองก็ไม่ได้ ยาก เลยช่างมัน – -“)

มื้อเย็นวันนี้ของเรา และละแวกรอบๆ แถวนั้น

17 June 2016 : งานวิชาการภาคเกือบจบ งานกินมาอีก

วันนี้ตามตารางก็เป็น SoCG วันสุดท้าย ก่อนที่วันต่อไปจะเป็น Workshop ร่วมกับ STOC (งานวิชาการเกี่ยวกับ Theory of Computing) ปรับเวลาชีวิตได้แล้วก็มีความสาย.. T-T แต่ก็ทันเวลาพอดี ถถถถ+ เข้าไปวันนี้ก็เป็นพูด Proceeding ตอนเช้า ต่อด้วย Invited Speaker

ตอนก่อนปิด Session เที่ยงมีประกาศรางวัลคนนำเสนอดีเด่น (แต่เจ้าตัวไม่อยู่ในห้อง ถถถถถ) เนื่องจากประชุม  business meeting เมื่อวานมีคนเวิ่นเว้อทำให้เลิกช้า วันนี้ Chair เลยเอาของเล่นมาโชว์จับเวลาให้ดู ให้พูดให้จบก่อนเวลาหมด ถถถถ+ (คือรูปข้างล่าง อันล่างขวานี่แหละ)

วิชาการ Session เช้า

วันนี้เป็นมื้อเที่ยงจ่ายเองอีกแล้ว.. เราก็ตามฝูงชนไปอีก แต่เนื่องจากแกงค์เดิมเรา ชาวไต้หวันกับอเมริกา ป.โท – เอก เผ่นไปเที่ยวฝั่งเคมบริดจ์กันแล้ว เราก็เลยเกาะๆ ไปกับเค้า ปรากฏว่าก็ไปเกาะกับกลุ่ม Prof. Erik และคุณพ่อของเขา (ซึ่ง Prof. Erik ก็จำเราได้ด้วย เพราะว่าแกมาบรรยายที่เมไดเมื่อราวๆ สามสัปดาห์ก่อน ตอนนั้นเราก็แนะนำตัวไปนิดหน่อย) ไปนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารมาเลเซียแถวๆ นั้น เนื่องจากไปกรุปใหญ่ จู่ๆ พอกินเสร็จ คนที่นั่งโต๊ะด้วยกันที่ทำงานที่บริษัททใหญ่ๆ สักที่นึง ออกเงินให้ บอกว่าเลี้ยงๆ เราก็งงๆ บ่นๆ นิดหน่อยกับคุณโพสด็อกไต้หวัน (ประมาณว่า ตรูไม่เห็นรู้จักสนิทเลย ทำไมมาเลี้ยงข้าวฟรี) แต่ก็ได้แต่ขอบคุณเค้าไป (และกินฟรีไป ถถถ)

วิชาการภาค SoCG หมดแล้ว ตอนบ่ายนี้เป็น Session พิเศษเฉลิมฉลอง Professor Bernard ที่อายุครบรอบ 60 ปี เราก็เข้าไปนั่งฟังเรื่องราวที่น่าสนใจ (อารมณ์คล้ายๆ กับตอนฉลอง Prof. Katoh ที่ JCDCGG2015 เลย) ลูกศิษย์หรือผู้ใกล้ชิดก็เล่างานของอาจารย์ให้ฟัง

ระหว่างนั่งฟัง เราก็นั่งข้างๆ อาจารย์ป้าคนนึง แกก็นั่งฟังไป พร้อมหยิบที่ถักนิตติ้งสีแดง – -” เราเลยแอบถามแกว่า ถักอะไรอะครับ แกก็บอกว่า อ๋ออ ถักถุงเท้าจ้ะ… เราก็นึกในใจ เหหหหห… ป้ามีความชิว… งั้นเราชิวบ้าง (แต่ไม่รู้ทำอะไรดี ก็นั่งฟังต่อไป 555) เราก็อยู่จนเลิกงาน เพราะเสร็จงานนี้ก็มีกินฟรี ~

Session บ่าย ขอถ่ายกับป้ายนิดนึงให้รู้ว่ามาถึงงานแล้ว

Session นี้สนับสนุนโดย Princeton University ดังนั้น เค้าจึงสนับสนุนตั้งแต่เบรคบ่ายยันมื้อเย็น ซึ่งก็สนับสนุนตั้งแต่เบียร์ตอนเบรคบ่าย – -”  จนถึงของกินมื้อเย็น มื้อเย็นก็เป็นอาหารแบบง่ายๆ ริโชคุเคชิกิ ก็กินไปนั่งคุยไปเรื่อยๆ กับอาจารย์เกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน จนถึงเวลาก็แยกกลับ NEU

ริโชคุเคชิกิมื้อเย็น

กลับจาก  NEU เฮียโพสด็อกชาวไต้หวันก็ชวนไปบาร์แถวๆ นั้น กับอาจารย์เกาหลี เพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณ Prof. จากเกาหลีทั้งสองคนที่เลี้ยงแกมาสองรอบ (โชคดีที่ไม่ตกถึงเฮียแก ถถถ) เราก็ตามๆ ไปด้วย ปรากฏว่าตรูนี่พลาด ลืมหยิบพาสปอร์ตไปด้วย – -” (อาจารย์เกาหลีอีกคนก็ลืม) ตอนเวลาจะเข้าบาร์ต้องโชว์ passport ไอ้นี่โชว์ไซริวการ์ดญี่ปุ่น แต่เค้าก็ไม่รับ… เลยเป็นตัวถ่วงทำให้ไม่ได้เข้าบาร์แรกไป >_< โชคดีที่บาร์ที่สองโอเคกับไซริวการ์ด เลยเข้าไปได้ นั่งดื่มเบียร์ไปแก้วนึง (ซึ่งกินฟรี เย่) แต่เนื่องจากเค้าเลี้ยงเบียร์ เลยเลยสั่งเฟรนช์ฟรายด์ไปเลี้ยงคืนแบบเด็กๆ ให้เรียบร้อย เนื่องจากอาจารย์เกาหลีจะบินเช้า เลยออกจากบาร์ไวนิดนึง ก็พากันกลับ NEU ก่อนจะเข้า session วิชาการวันสุดท้าย…

18 June 2016 : งานวิชาการส่งท้าย เก็บตกบอสตัน

13416825_10153578519430811_1704099565655120815_o

สะดุ้งตื่นมาตอนเช้าแบบงง ๆ ราวๆ ตีห้า เลยแชะรูปวิวมานิดนึง…

วันนี้ก็ตื่นสายขึ้นหลังจากปรับเวลาได้ (นิสัยเสียจริงๆ) เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่เป็น Joint Workshop ที่จัดร่วมกับงาน STOC  สถานที่จัดการประชุมเลยย้ายจากที่ Tuft Medical School ไปเป็นโรงแรม Hyatt แถวๆ MIT ซึ่งการเดินทางก็นั่งรถเมล์ไป…

เนื่องจากมีความไปสาย..นิดดดนึง ก็เลยไม่ทันรถเมล์ มึนๆ นิดนึงว่าจะไปยังไง เผิญไปเจอชาวอิตาลีที่เจอกันวันแรกที่เบรคพอดี เลยเกาะไปด้วยกันเลย พอไปถึงป้ายรถเมล์ จาการหาข้อมูลมาก่อน พบว่า เราก็ต้องเดินไปอีกราวๆ ยี่สิบนาที…

เดินไปเรื่อยๆ ก็ไม่ถึงสักที (ก็มันไกลลล..) แต่ระหว่างทาง วิวก็สวยดี ก็แวะถ่ายรูปมาบ้างตามระเบียบ…

วิวข้างทาง โรงแรม Hyatt และ STOC/SoCG

ที่งาน  Workshop ร่วมนี้ เป็นความร่วมมือของ Chair ของสองงานประชุม ที่จัดงานประชุมต่อๆกันพอดี คือ SoCG และ Joint Workshop หนึ่งวัน จากนั้นเป็น STOC. ตอนแรกเรากะจะอยู่ฟัง STOC แต่ก็เกรงว่าจะยาวมากเกินไป เลยตัดจบแค่ Joint Workshop พอ… การบรรยายก็เป็นการบรรยายหัวข้อที่เกี่ยวข้องทั้ง Computational และ Computational Geometry (ก็เพราะ SoCG นี่เคยมีต้นตอมาจาก STOC นี่นะ.. งานหลายเรื่องใน SoCG ก็ refers มาจากงาน STOC นี่นะ)

ภาคเช้าก็มีทั้ง workshop และ invited speaker ซึ่ง invited speaker ก็บรรยายเกี่ยวกับปัญหา optimization พอดี (ซึ่งเราก็กำลังต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ใน Thesis เราพอดี เลยดูมีประโยชน์) เสร็จจาก session นี้ก็เป็นการพักเที่ยง… ข้าวก็กินๆ แถวโรงแรมนี่แหละ (แต่จ่ายเองอีกแล้ว 20$ T__T) พักเที่ยงเสร็จแล้วก็เดินเล่นแถวๆ นั้นนิดหน่อย และเข้าฟัง Part บ่ายต่อ

Session เช้าบ่าย..

Part บ่ายก็เป็น Workshop ย่อยๆ เราก็เข้าไปฟังในหัวข้อที่เราสนใจ (Geometric Representations of Graphs) ก็มีประเด็นที่น่าสนใจต่างๆมากมาย ปิดท้าย Session ด้วย Open Problem session ซึ่งเราก็นั่งฟังคนเสนอปัญหา ในวงวิชาการเค้าก็เสนอปัญหาปลายเปิดสำหรับให้คนมาแก้ ในงานนี้ก็เสนอราวๆ เจ็ดแปดปัญหาได้ จากนั้นก็ถือว่าปิดงานวิชาการอย่างไม่เป็นทางการในเวลาหกโมงครึ่งงงง…

หลังจากงานเสร็จแล้ว เราก็ไปเดินเล่น เนื่องจากเพื่อนๆ เราก็กลับไปกันหมดแล้ว (ชาวไต้หวันและอเมริกากลับนิวยอร์คไปพรีเซนต์สัมมนา เฮียโพสด็อกไต้หวันชิ่งตอน Session บ่าย) เราเลยเดินเล่นชิวๆ ในเมืองบอสตันเป็นการส่งท้าย เราข้ามสะพานจากฝั่ง Cambridge ไปฝั่ง Boston เพื่อเดินเที่ยวชม Boston University ยามเย็น

วิวจากสะพานข้ามระหว่าง Cambridge และ Boston

วิวจาก Boston University

เราก็เดินเล่นรอบๆ Boston University ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินชิวๆ กลับ NEU แต่ฉับพลันก็นึกขึ้นได้ว่าน่าจะไปเก็บบรรยากาศเมืองบอสตันยามเย็นสักหน่อย เลยรีบนั่งรถไฟไปที่สะพานที่เดิมที่ถ่ายรูปมาเมื่อวันอังคาร แต่จำสถานีผิด – -” นั่งเลยไปหนึ่งสถานีลงที่แถว MIT พอดี เลยรีบๆเดินย้อนมา เกือบทัน แต่ก็ไม่ทันได้ช๊อตที่สวยๆ มาเลย แต่ก็ยังพอโอเคอยู่บ้างแหละ

ยามเย็น เบสบอลกำลังเลิก แสงสุดท้ายของวัน และยามค่ำคืน (เสียดายไปช้านิดนึง ไม่งั้นได้แสงสวยกว่านี้ TT)

เสร็จสมอารมณ์หมาย ก็นั่งรถไฟกลับ NEU กินข้าวกล่องแบบง่ายๆ จากซุปเปอร์ใกล้หอพัก เตรียมตัวเก็บกระเป๋า…

19 June 2016 : การเดินทางข้ามเวลา กลับมาโตเกียว

หลังจากผจญภัยเรื่อยไปในบอสตันมาเกือบสัปดาห์ ก็ได้เวลาสั่งลาสักที… เราก็เก็บกระเป๋าแบบชิวๆ Check out ออกจาก NEU ไปที่สนามบินโลแกนเพื่อกินข้าวเช้ารวดเที่ยงเพื่อไปเปลี่ยนเครื่องที่ชิคาโก้ก่อน… ระหว่างลงจากรถไฟรอ shuttle bus เราก็เจอกับคุณป้าถักนิตติ้ง เลยทักทายกันนิดนึง ก็เลยรู้ว่าป้าแกมาจากแคนาดา กำลังจะนั่งเครื่องกลับไป Toronto… ส่วนเราก็กลับโตเกียว TT

ระหว่างรอ boarding ก็ไปเจออาจารย์อีกคน นั่งเครื่องไฟลท์เดียวกันไปลงที่ชิคาโก้ ต่อเครื่องไปที่ Iowa. คุยไปคุยมาแกอยู่ University of Iowa เนื่องจากเรามีพี่หลิมอยู่ U. Iowa (อ่านว่า ไอโอว่า เราเคยอ่านว่าโลว่า ถถถ โดนพี่หลิมเพี๊ยกใส่ 😛 )  เลยบอกว่า เนี่ย ผมมีรุ่นพี่เรียน math อยู่ U Iowa อยู่ อาจารย์ก็เลยถามชื่อว่า เดี๋ยวจะไปส่องที่บอร์ด เพราะภาค CS อยู่ตึกเดียวกับ Math… สรุปเลยรู้จักอาจารย์ว่าเป็นใครยังไง

หลังจากถึงชิคาโก้ ก็สร้างความมึนงงเล็กน้อย ปกติเวลาเราเข้า immigration เราต้องเชคขาเข้า โดยปกติก็ต้องเชคปั้มตราตอนออกด้วยสิ… แต่พอเปลี่ยน terminal เดินข้ามฝั่ง ก็เจอเกทของเราพอดี ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย… ตอนก่อนเราเชคอินที่ Boston เราก็ถามพนักงานว่าทำ immigration ที่ไหน เค้าก็บอกว่าไปทำที่ชิคาโก้เลย…

IMG_2326

เดินทางข้ามฝั่งเพื่อเปลี่ยนเกท…

ไปถึงเลยถามพนักงานหน้าเกท พนักงานเอาพาสปอร์ตไปเชคๆ เอาไซริวการ์ดเชควีซ่าญี่ปุ่น ปิ๊บๆ เรียบร้อย พนักงานก็ยื่นพาสปอร์ตให้แล้วบอกว่าเรียบร้อย เสร็จแบบงงๆ แสดงว่าที่นี่จัดการเกสารผ่านระบบ online ได้เรียบร้อยมาก

ขากลับมาโตเกียว เรานั่ง codeshare ซึ่งนั่งผ่าน ANA ตอนแรกเราคิดว่าคนจะเยอะซะอีก ปรากฏว่า… คนมีนิดเดียว ที่ว่างโล่งมาก…. ท้ายสุดเราก็กลับมาสู่อ้อมกอดของ ANA สุดยอดสายการบินในดวงใจของเรา (เย้)

อาหาร ANA พร้อมไอศกรีม

เราเดินทางถึงโตเกียวในเย็นวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน เช้าวันอังคารที่ 21 มิถุนายน มีสอบใหญ่ภาษาญี่ปุ่นในคาบตอนเช้า T_T เนื่องจากภาษาญี่ปุ่นเราด้อยเร่งศึกษา หามีเวลาทบทวนไม่ เราก็จึงใช้เวลาบนเครื่องมาทบทวนมันแบบไฟลุกโชนนี่แหละ…. (รวมถึง การมาทริปนี้ เวลาเรียนเราหายไปสามคาบด้วย – -“)  อ่านบ้างหลับบ้าง ระหว่างอ่าน แอร์เดินผ่านก็สงสัยว่าอ่านอะไรค้าาา… ก็บอกไปว่า พรุ่งนี้มีเทสุโตะเดสสสส… แอร์ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากบอกว่า กัมบัตเตะคุดาไซเน้…..

ท้ายที่สุดเราก็แลนด์ดิ้งสู่นาริตะโดยสวัสดิภาพในเวลาราวๆ สองทุ่มกว่า (กว่าจะถึงบ้านก็ห้าทุ่ม สลบพอดี T_T) พร้อมอาการ Jetlag ที่ลากยาวมาทั้งสัปดาห์ รวมถึงการเปลี่ยนเวลานอนและเวลาตื่นของเราอย่างสมบูรณ์… (จากคนนอนดึกตื่นสาย กลายเป็น นอนไวตื่นเช้าแทน >_< ) ซึ่งเหมือนจะดี แต่เวลาชีวิตเปลี่ยนไปแบบงงๆ

ที่ว่างบนเครื่อง และอาหารมื้อท้ายสุดของทริปนี้ ~

***********************************************************************

まとめ

ปกติทริปประชุมวิชาการที่เราไปร่วม มักจะเป็นงานที่จัดช่วงปิดเทอม ดังนั้นภาระต่างๆ จะไม่มีความสุม เมื่อเทียบกับทริปที่ไปร่วมช่วงเปิดเทอม ถึงแม้ว่าตัวเราจะไม่มีภาระการเข้าเรียนแบบเด็ก ป.ตรี ป.โทแล้ว แต่ด้วยความเป็นเปิดเทอม เราก็ยังรู้สึกเหมือนมีงานมีภาระความเปิดเทอมมาผูกมัดเราอยู่บ้าง…

การมาร่วมงานที่เป็นงานใหญ่เบอร์หนึ่งของสายงานวิจัยนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า เราเป็นแค่เศษผงธุลีในวงการวิชาการ ที่จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองต่อไปอีกมาก… การจะไปอยู่บนโลกสากลได้นั้น งานเราต้องดี มี contribute ต่อวงการวิชาการ งานนี้เราได้มีโอกาสเห็นโลกที่กว้างใหญ่มาก และเป็นการเติมไฟของงานวิจัยเราให้ลุกซู่วๆ และตระหนักว่า มีงานมากมายรอเราอยู่ที่โตเกียว และหลังจากเสร็จการศึกษา

ในระหว่างการส่งเมลล์หาอาจารย์ใน Weekly Report อาจารย์ได้กล่าวท้ายอีเมลล์ไว้ว่า “Anyway, please be stimulated much by a high-level conference.” จากการมางานครั้งนี้ เราก็ได้ถูกกระตุ้นมากมายเลยทีเดียว เราได้แรงบันดาลใจในการทำงานวิจัยสายนี้ ทำงานของเราที่ดูน่าจะ unique ให้ดี งานนี้เราได้ไอเดียใหม่ๆ ที่จะไปเพิ่มเติมงานวิจัยเรา ได้ข้อแนะนำสำหรับปรับปรุงงานของเรา ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ในสายงานวิจัย ได้เพื่อนใหม่ๆเยอะมาก ได้รู้จักอาจารย์ ได้เครือข่ายวิชาการเยอะแยะ ซึ่งคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ในอนาคตได้ไม่มากก็น้อยเปรียบเทียบกับงานประชุมอื่นๆ (เช่น EuroCG/ JCDCGG) งานนี้มีความ unique ในแบบที่เราเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่รู้ว่า งานนี้มันพิเศษจริงๆ และรู้ว่า  CG Community เป็น Reseach Community ที่น่ารักและน่าอยู่มาก ณ ตอนนี้เราก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ field วิจัยนี้มากขึ้นกว่าเดิมแล้ว…

นอกจากเรื่องวิชาการ งานวิจัยแล้ว เรายังได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างระหว่างวัฒนธรรม การอยู่ญี่ปุ่นมาเป็นปีที่สามก็ทำให้เราซึมซับวิถีอะไรบางอย่างจากญี่ปุ่นไปพอสมควร …ที่ญี่ปุ่น คนในสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมค่อนข้างปิด การยิ้มทักทายกันที่นักท่องเที่ยวรู้สึกฟินๆ กันนั้น… บางทีก็มีความเป็นมารยาทแฝงอยู่ การทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ก็อาจจะไม่ได้ open มากเท่าไหร่ในความเป็นจริง (แนะนำเพจแหกกิโมโน เพื่อเพิ่มอรรถรส) ในขณะที่สังคมแบบตะวันออกหรืออเมริกามีความแตกต่างกันมากแบบคนละอย่างกันเลย… เราจำได้ว่าในวันที่ไปชิคาโก้กับชัยและเก๋ ระหว่างกำลังเดินไปรถไฟฟ้า คนที่เดินผ่านๆ เรา จู่ๆก็พูดชมเก๋ขึ้นมาว่า Your dress is beautiful. ซึ่งดูมีความแตกต่างจากสังคมญี่ปุ่นมาก ซึ่งถ้ามาทำแบบนี้ที่ญี่ปุ่นนี่ เราก็จะมองแล้วงงๆ ว่านี่เป็นใคร…รวมถึงอาจจะว่านี่โรคจิตหรือเปล่าด้วยซ้ำไป ไม่ได้บอกว่าญี่ปุ่นไม่ดีและอเมริกาดีนะ… แต่ด้วยความแตกต่างเหล่านี้เราก็ต้องพยายามหาจุดสมดุล เลือกเอาสิ่งที่ดี ๆ มาปรับเป็นสไตล์ของเราเองในแบบที่ชอบและเข้ากับสังคมที่อยู่ เราก็คิดว่าก็น่าจะดี…แหละมั้ง

สำหรับทริปนี้ ต้องกราบขอขอบพระคุณ

  • สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น (สนร.) ที่อนุมัติให้ไปร่วมงานประชุมครั้งนี้ ซึ่งเราคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ การทำวิจัย และการทำงานในอนาคต
  • พสวท. จากเงินที่ สนร. จะส่งไปเบิกในไม่ช้า (ส่งใบเสร็จแล้วให้พี่ สนร. เย่)
  • ซุปเปอร์ไวเซอร์ของเราที่สนับสนุนให้ไปงาน conference ต่างๆ มากมาย รวมถึงงานนี้ด้วย จากการมางานคอนครั้งนี้ ทำให้พบว่าซุปเราก็เด่นดังด้านนี้ ดูได้จากเวลามีคนถามว่าใครเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ พอตอบชื่อไปทุกคนก็จะ อ๋อออออออออ (ไม่รู้มางานนี้เราจะทำชื่อซุปเสื่อมเสียไหมน้า คงจะไม่ มั้งงง)
  • เก๋ และชัย เพื่อนที่แสนดีจาก JSTP10 ที่สนับสนุนที่พักที่ชิคาโก้
  • น้องแชมป์ พสวท. โอลิมปิก สำหรับการพาเที่ยวชมชิคาโก้และบอสตัน รวมถึงตอบปัญหาเวลามีปัญหา
  • น้องตี๋ พสวท. สำหรับทัวร์ตี๋ตะลุย MIT และ Havard และการตอบปัญหาเวลามีปัญหา
  • ขอบคุณตัวเองที่เอาตัวรอดมาจากการเจ็บเท้า ป่วยเล็กๆน้อยๆ ตลอดทริป ความไฟท์เอาชนะทุกสิ่ง

หวังว่าปีหน้าจะได้มีโอกาสไป SoCG ที่ Brisbane (โดยเฉพาะงาน part Proceeding) ถึงแม้อาจจะไม่มีแหล่งทุนสนับสนุน แต่จะพยายามหาโอกาสไปให้ได้ล่ะนะ ~

หลังจากใช้เวลาเรียบเรียงมานานนับสองวัน วันละหลายชั่วโมง กินเวลาชีวิตไปเยอะ ก็เขียนมาจนจบสักที (เย่)

ท้ายที่สุดนี้ ก็ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านมาจนถึงตอนนี้นะครับบ… (มีคนอ่านของแกด้วยหรออออ -,- )

***********************************************************************My supervisor said to me in the weekly report e-mail that “Anyway, please be stimulated much by a high-level conference.”

With SoCG, the highest level of Computational Geometry conference, I have learned a lot from this conference!! I got many ideas for my study, and some comments to my current work in YRF. I met my old friends and juniors in the trip. Also I made new friends from the conference (may be some research connections and collaboration in the future) .

I’ve realized that I am very tiny in the academic world. As my supervisor told, I am stimulated much from this conference. Many works are waiting me in Tokyo. T_T… Hope that I will have chances to join SoCG again (and give talk in the proceeding session) in the near future.

Finally, I would like to thank the 学生部 of Royal Thai Embassy in Japan (สนร.) for approvement and financial support of this trip via DPST.

***********************************************************************

Knowledge Management

บางคนอาจจะรู้สึกว่า เรื่องที่กำลังจะกล่าวนี้ เป็นเรื่องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือเปล่า แต่จากการที่เรามีประสบการณ์ไปงาน Conference มาบ้าง ทำให้เราเริ่มเรียนรู้วิธีการเรียนรู้จากงาน Conference สำหรับ KM ในตอนนี้ขอนำเสนอเรื่อง “ไป Conference อย่างไรให้ได้เรียนรู้” กัน

เรารู้กันว่า งาน conference เป็นงานนำเสนอผลงานวิชาการ หลายคนอาจเป็น requirement สำหรับใช้จบ อาจจะรู้สึกอยากพูดให้ผ่านๆ พ้นๆ ไป แต่จริงๆแล้ว ในความคิดของเรา งาน conference เป็นงานที่ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆได้เยอะมาก กระนั้นก็ตาม มันมีข้อควรคิด ข้อควรระวังในการเข้าร่วมงาน Conference ที่เราพอนึกออก ขอแยกเป็นข้อๆ ไว้ดังนี้

Disclaimer: ข้อเหล่านี้เป็นประสบการณ์ตรงของเราเอง คนอื่นอาจจะคิดเช่นเห็นต่างจากนี้ได้…

1. งาน conference ที่จะช่วยให้เราได้เรียนรู้ได้ดีที่สุดคือ งาน conference ที่เกี่ยวข้องกับสายงานวิจัยของตัวเอง เนื่องจากงานพวกนี้เป็นงานที่ใกล้งานวิจัยของเรา ดังนั้นเราก็จะมีความสนใจในประเด็นที่ใกล้ๆ กับงานที่เรากำลังทำอยู่ ดังนั้น การแสวงหาความรู้ ไอเดียเพิ่มเติม รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการ ก็น่าจะง่ายกว่าการไปนำเสนองานที่เป็นฟิลด์วิจัยที่ห่างจากของเราไป

2. แน่นอนว่าการไปงาน conference ครั้งแรกๆ ในฟิลด์ที่ลึกๆ เช่นนี้ มันต้องเกิความสับสน งง ฟังอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ไม่อิน ซึ่งเราคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ! เพราะทุกเรื่องที่นำเสนอในงานประชุมมันเป็นเรื่องใหม่ทั้งนั้น วิธีแก้ปัญหานี้คือ ก็เข้าฟังมันทั้งงงๆ สับสนๆ นี่แหละ เข้าครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่ามันอะไรฟระ.. พอครั้งที่สอง สาม สี่… โดยระหว่างนั้นเราพรีเซนต์งานด้วย เราจะเริ่มรู้สึกอินกับงาน conference มากขึ้น ด้วยความที่เราอินกับงาน เราก็จะอินงานที่อยู่ในฟิลด์ด้วย ทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนในฟิลด์วิจัย ซึ่งการมีความรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในฟิลด์วิจัย มันจะช่วยทำให้เราทำวิจัยได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น

3. พอเราเริ่มคุ้นเคยกับบรรยากาศงานประชุม เริ่มรู้สึกเป็นคนในสายวิจัยแล้ว เราจะเริ่มรู้ว่า งานทำนองไหนจะเติมเต็ม เสริมงานเรา ดังนั้นการสร้าง connection ก็จะค่อยๆ เป็นไปตามลำดับ ตามจำนวนครั้งความบ่อยที่ไปงาน conference

4. ทั้งนี้การไป conference นั้น ให้ได้เรียนรู้ได้บรรยากาศจริงๆ ก็ควรไปฟัง ไปเข้าร่วมงาน ถ้าไปเที่ยวก็ควรหาเวลาเที่ยวในช่วงที่ไม่มีงานวิชาการ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอาศัยความอึดของใครของมันถ้าจะไปเที่ยวช่วงหลังงานวิชาการ เราไม่ค่อยแนะนำให้ทำในทำนองว่า ไป conference เพื่อไปพรีเซนต์งานเพียงอย่างเดียว (พอไม่ใช่เวลาพรีเซนต์ก็ทัศนศึกษารัวๆ) เพราะมันเป็นการทิ้งโอกาสของการเรียนรู้ที่หายากจากการรวมอาจารย์ท๊อปๆ ในงานวิจัย การรวมทวยเทพในสายวิจัยในหนึ่งครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ดังนั้นหากมีโอกาส ควรเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

5. เรื่องการเลือกไปงาน conference ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ การหาข้อมูลเกี่ยวกับงาน conference เป็นเรื่องที่จำเป็นอยู่พอควร โดยส่วนตัวเราแบ่งระดับงาน conference ที่เราจะไปอยูสามระดับใหญ่ๆ

  • ระดับงานวิจัยในสาขาวิจัย (ตัวอย่างเช่น SoCG/ EuroCG/ JCDCGG) งานพวกนี้ควรไปเพื่อต่อยอดความรู้ของเราในสายวิจัย รู้จักคนในสายงานวิจัย สร้าง connection งานวิจัย
  • ระดับสาขาวิชาที่เรียน (ตัวอย่างเช่น งานประจำปี AMM/ APAM) งานพวกนี้ไปนำเสนอให้คนอื่นรู้ว่า เราทำอะไร คนอื่นเค้าทำอะไร ไปพบปะสังสรรค์กับคนที่เรารู้จัก
  • ระดับประชุมร่วมมหาวิทยาลัย หรืองาน Meeting ประจำปี (ตัวอย่างเช่น MPSGC (ที่เหมือนจะเจ๊งไปแล้ว) / Joint Workshop / TJIA) งานพวกนี้ไปเล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเราทำอะไร รู้จักเพื่อนใหม่ต่างมหาวิทยาลัย ส่วนมากงานพวกนี้จะจัดข้ามสายกันไม่มากเท่าไหร่

6. งานที่เราไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่คืองานที่ดูข้ามสาขาวิชากันมากๆ คนเรามีความสนใจที่ต่างกัน และโดยมาก เรามักจะฟังเรื่องที่เราสนใจอยากฟัง พอเรื่องที่ห่างไกลจากความสนใจ เราก็ไม่ค่อยสนใจ ลองคิดดูว่าถ้าในงานหนึ่งงาน มีเรื่องที่เราไม่สนใจเยอะมาก เราก็รู้สึกไม่อยากฟัง พอไม่อยากฟังก็รู้สึกว่า อยู่ไปก็เท่านั้น บรัยส์….ไปเที่ยวดีกว่า ก็เหมือนเราเอาเวลา เอาเงินงบประมาณไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์นั่นเอง

7. มี conference มากมายที่ผู้จัดดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ ควรเชคปูมหลัง ประวัติความเป็นมา องค์กรที่จัด ความน่าเชื่อถือต่างๆ ทุกครั้งก่อนเข้าร่วมงาน conference

เรื่องง่ายๆ เหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว แต่เราคิดว่าเราเพิ่งนึกออกเป็นประเด็นที่พอจะสกัดออกมาได้จากประสบการณ์ส่วนตัว เผื่อไว้เป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ ที่คาดหวังการเรียนรู้จากการร่วมงาน conference ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากไม่น้อยกับ KM ในตอนนี้นะครับ 🙂

เรื่อยไปในโตเกียว 19 : ตะลุยสวิตเซอร์แลนด์ไปกับ EuroCG2016!!

ในสรุปชีวิตปี 2015 และเป้าหมายชีวิตปี 2016 เราได้ตั้งเป้าหมายทางวิชาการเกี่ยวกับการไปประชุมวิชาการไว้ว่า จะพยายามปั่นงานข้ามปีให้เสร็จ แล้วส่งงานไป EuroCG2016 ที่สวิตเซอร์แลนด์แดนในฝันที่น่าไปสักครั้งในชีวิต !!  ในที่สุดเราก็ปั่นงานได้สำเร็จ submit ส่งไป แล้วก็ Accept ด้วย (เย่)

เรื่อยไปในโตเกียวตอนที่ 19 จะมาเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์การไปยุโรปครั้งที่สองของชีวิต และประสบการณ์ ข้อคิดจากการเข้าร่วมงานประชุม EuroCG2016 workshop ทาง Computational Geometry ระดับต้นๆ ของโลก (เพราะโลกนี้มันมีคนทำวิจัยสายนี้ไม่มากไง โถ่วววว) ถึงแม้เป็นเรื่องราวของสวิต แต่เนื่องจากจุดเริ่มต้นมาจากงานของโตเกียว เลยพอจะเขียนให้มันเป็นโตเกียวได้และ (ข้ออ้างเดิมๆ เหอะ)

ปล. บันทึกอันนี้ บางส่วนก๊อปมาจากสเตตัสเฟสบุคที่อัพไว้รายวัน หรือปรับ เพิ่มเติมรายละเอียด ถ้าคุ้นๆ บ้างก็ถือซะว่าอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมนะครัช

**********************************************************************

บันทึกการเดินทางจากการประชุมวิชาการ The 32th European Workshop on Computational Geometry 2016 (EuroCG2016)
ณ Lugano, Switzerland 28 March – 3 April 2016

งาน EuroCG เป็นงาน workshop เกี่ยวกับ computational geometry งานใหญ่งานหนึ่ง ซึ่งงานของสายนี้หลักๆ ที่รู้จักกันทั่วไป งานใหญ่สุดคือ CG week ซึ่งมีหลายๆ งานจัดพร้อมๆ กัน (SoCG ด้วย) ส่วนงานที่ดูจะรองๆ ลงมาก็ CCCG (Canada เป็นคนจัด) และก็ JCDCGG ที่ญี่ปุ่นเป็นคนจัด ส่วนงาน EuroCG นั้น สเกลก็ประมาณ CCCG/ JCDGG นี่แหละ

งานนี้คอนเซปต์คือ วิชาการก็ต้องเป๊ะตามมาตรฐานทั่วไป  แต่เป็นงานวิชาการที่ relax ลงมา คือไม่มี proceeding แต่มีการส่ง extended abstrat ซึ่งการจะรับหรือไม่รับก็มี reviewer คนในสายสามคนตัดสินงานเหมือนส่งใน journal แต่งานนี้ ผู้จัดจัดให้มี บรรยากาศที่เป็นกันเอง เพื่อให้คนทำงานสายนี้มาพูดคุย ทำความรู้จักสร้างความร่วมมืองานวิจัยกันไป ปีที่แล้วเราไปมารอบนึงที่สโลวีเนีย (อ่านย้อนหลังที่เรื่อยไปในโตเกียว 10 : สโลวีเนียยยย ~)  ความรู้สึกหลังจากกลับมา เนื่องจากเป็นชาวเอเชียจากประเทศโลกที่สาม เราเลยรู้สึกดูด้อยๆ ไม่ค่อยอยากไปอีก… แต่การไปงานประชุมวิชาการ น่าจะสร้าง motivation อะไรใหม่ๆ ได้บ้าง เราเลยอยากไปอีกสักปีนะ… แต่ตอนนั้นไม่มั่นใจว่าจะมีงานพอส่งไปหรือเปล่า… เพราะตอนกลับมาจากสโลวีเนีย เป็นช่วงงานกำลังจะเข้าสู่ทางตัน !

เหมือนฟ้าเป็นใจ หลังจากพบทางตันนิดๆ ทางตันก็ดันเราไปสู่ทางใหม่ ข้อสังเกตของปัญหาที่เกิดจาก numerical experiments ทำให้เจอข้อสังเกตทางทฤษฎี เลยได้งานทางทฤษฎีมา ซึ่งทำให้เราขยายทางตันไปได้อีกเยอะมาก….  หลังจากเราเริ่มงานใหม่เกี่ยวกับ SLVD recognition problem (รายละเอียดของงานอุบไว้ก่อน รอให้งานเสร็จแล้วจะมาเล่าแบบเต็มๆ) กลับมาจากที่ไทยรอบเดือนสิงหา เราก็วางแผนในการ submit paper SLVD recognition problem ไปที่งาน SoCG งานใหญ่อันดับหนึ่งของสาย (แล้วก็โดนรีเจคมา ฮือออ) ในช่วงที่คิดงานเกี่ยวกับ recognition problem ก็พอเห็นช่องทางที่จะขยับขยายงานไปสู่ปัญหาหลักที่สนใจ (คือประมาณผิวผลไม้ด้วย SLVD ก็จะเป็น SLVD approximation problem) เลยทำงานขนานไปในช่วงที่เขียนเปเปอร์อันนั้น

มีช่องทางใหม่ มีงานแล้ว เราก็เลยคิดในใจว่า น่าส่งดราฟท์ของ approximation problem ไป EuroCG นะ ได้แต่คิดในใจ จนจังหวะเหมาะๆ ราวๆ พฤศจิกายน หลัง TJIA E-Dok (เอ๊ย E-Talk) เลยเล่าให้ซุปฟังประมาณว่า

“เนี่ย ผมคิดว่าอยากจะส่งงานไป EuroCG นะครับ แต่น่าจะไม่ค่อยโอเคมั้งนะครับ เงินน่าจะอยู่ในช่วงเปลี่ยนปีงบประมาณพอดีเลย”

คิดในใจว่าซุปคงไม่ให้มั้ง… แต่ท้ายสุดซุปก็บอกว่า เอ่อ นี่คิดไว้ละว่าถ้าจะไป กะจะให้ใช้งบก้อนนี้ๆ น่าจะไม่มีปัญหา ส่งเลยสิ… งานเราเลยงอกในทันที (แต่งอกอย่างเต็มใจ ถถถ)

งานรอบนี้ปั่น manuscript ใช้เวลาหนึ่งเดือนนิดๆ (ปีก่อนสองเดือนแหนะ มีเวลาเหลือส่งไปให้ English check ตรวจงานให้ด้วย) แก้ๆ กันไปแบบด่วนๆ เผาๆ มาก ส่งไปทันเวลาพอดี (เอาจริงๆแอบลุ้นให้มันเลื่อนวันส่ง แต่แล้วก็ไม่เลื่อน T_T)

ก่อนวันไปเที่ยวจีน เราก็รอคอยมานานแสนนานนน… และในที่สุด

Accepttttttt!!!!  แต่มาพร้อมคอมเมนท์ว่า ยังเขียนไม่ดี บลาๆ คอมเม้นท์มารัวๆ มีเวลาแก้อยู่ประมาณสองสัปดาห์ เพื่อให้ทันเวลาเราก็ปรินท์ไปนั่งทำงานที่จีนเลยจ้าาาา…. (ทำงานกับคอม ที่ไหนก็ทำได้ แต่ก็แอบลุ้นว่าที่จีนจะบล๊อก hotmail ไหม ซึ่ง ไม่บล๊อก เย่) แก้งานส่งอาจารย์ มีเวลาเหลือส่งให้บริษัทตรวจภาษาดูให้ แล้วก็ submit ไปพอดี

จากประสบการณ์คราวก่อน รอบนี้เราก็ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรมได้ไวขึ้น แต่วีซ่านี่สิที่ช้า เพราะเราต้องใช้ passport ช่วงไปไต้หวัน ไหนงาน conference จะออกกำหนดการช้าอีก (ทำวีซ่าก็ต้องแนบตัวกำหนดการไปด้วย) พอกำหนดการออกปุ๊บ เราก็รีบไปสมัครเชงเก้าวีซ่าเลย ใช้เวลาราวๆ สองสัปดาห์พอดี (รอบนี้รุงรังเพราะลืมเอกสารรับรองจากอาจารย์ พอส่งไปรอบนึง เค้าให้ส่งไปใหม่ แก้จดหมายของอาจารย์ – -“) ได้วีซ่าอาทิตย์ก่อนเดินทางเลยทีเดียว…

ปีนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างปุบปับไวมาก ไม่ค่อยมีเวลาเตรียมตัว (โดยเฉพาะเรื่องเที่ยว) เตรียมแผนเที่ยวมั่วซั่วสองวันก่อนไป… ก่อนหน้านั้นถามข้อมูลโดยคร่าวจากน้องนุ ผู้ซึ่งเรียนที่สวิตมา ทำให้ทราบความจริงที่ช๊อคมากว่า ค่าครองชีพแพงงงงงงงงงงงงงง ประมาณว่า ข้าวจานนึงราวๆ 20 ฟรัง ซึ่งตีเป็นเงินแล้วราวๆ พันกว่าเยน (ตายยยยยยจ้า) นอกจากน้องนุแล้ว น้องวอร์ม วรรินทร์ ผู้เรียนต่อ ณ สวิต ก็แนะนำในสเตตัสที่เราถามเรื่องที่เที่ยวว่าไป Sonogno น่าจะดี (มีเวลาวันหลังจากแลนดิ้งแล้วนิดนึงให้พอเที่ยวได้) ก็เลยวางแผนไว้นิดนึง

แผนการเที่ยวก็เขียนๆ วางๆ ไว้จนเกือบถึงวันจะบิน…. แต่หาได้ fix แผนไม่… ที่ทำได้คือคำนวณค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ละเว้นเรื่องการเที่ยวไว้มาคิดสดเอา… วันเสาร์มีคุยงานวิจัยกับพี่ต้น (จากโทได) และพัทร (สถาปัตย์ชาวเมได) พี่ต้นเพิ่งกลับมาจากสวิตพอดี เลยแบ่งเหรียญมาให้เราจำนวนหนึ่ง…. โดยปกติแล้ว เราจะแลกเงินต่างประเทศจาก Sumitomo bank ที่ชินจุกุ แต่เนื่องจากทุกอย่างปุบปับไปหมด ไปถึงเย็นวันก่อนบิน ทุ่มกว่า ปิดแล้วจ้าาาา… ยืนเซ็งกับกำนัน สมาชิกคณะศรัทธา อยู่สักแป้บ (กำนันแวะมาเยือนโตเกียวพอดี) ท้ายสุดเราก็แลกเงินจากร้านแถวๆชินจุกุ เงินในร้านแรกไม่พอ เลยต้องไปแลกต่ออีกร้าน จนได้ครบมา 800 ฟรัง พร้อมเดินทางในที่สุด

ก่อนเดินทาง เนื่องจากแผนเที่ยวตอนแรก (วันสุดท้ายหลังประชุมเสร็จ) กะจะไปเมืองเล็กๆ Campione แถวอิตาลี ก่อนวันที่จะไป คุยกับโลเรนโซ ชาวอิตาลีโต๊ะข้างในแลป โลเรนโซไม่ค่อยรู้เรื่องเมืองนั้น เลยไปถามพ่อแม่ให้ (พ่อแม่โลเรนโซมางานรับปริญญาโลเรนโซพอดี) สรุปคือ พ่อแม่โลเรนโซไม่ค่อยแนะนำเมืองนั้น เลยแนะนำให้ไปอีกเมืองนึง

คืนวันก่อนเดินทาง นึกได้ว่าต้องคิดเรื่องเที่ยวแล้ว เลยแชทถามน้องวอร์ม น้องวอร์มก็แนะนำให้ไปมิลาน หาข้อมูลดูแล้วก็โอเค ราคาไม่แพง เดินทางสะดวก ก็เลยปักหมุด… คิดเล่นๆ ว่ามีใครรู้จักอยู่แถวมิลานบ้าง…. ก็เลื่อน feed เจอจินเพื่อน ม.ปลาย Gifted Math รุ่นแรก คู่เต้นลีลาสตอน ม.6 (ที่เราทำให้จินได้คะแนนไม่ดี 5555) ซึ่งเรียนและทำงานอยู่ที่มิลานด้วยพอดี!!! อย่างนี้ต้องเจอกันและเม้ากันสักหน่อย เราก็เลยแชททิ้งไว้ก่อน

28 March 2016 ออกเดินทาง 

ไฟล์เดินทางของเราคือสิบโมงเช้า ที่ “นา ริ ตะ” มีความไกลจากโตเกียว เพื่อความปลอดภัยเราจึงควรถึงสนามบินราวๆ แปดโมง… หมายความว่าเราควรออกจากบ้านหกโมง… หมายความอีกว่าตื่นตีห้า… แต่กว่าจะวางแผนทุกอย่างเสร็จ นอนไม่หลับ… กว่าจะได้นอนก็ตีสี่ T_T สรุปคือนอนได้แป้บๆก็เก็บของ ออกเดินทาง (โชคดีมีสมาชิกผู้เข้าพัก SnC Resort พอดี เลยพากันตื่นได้)

จากประสบการณ์เดินทางครั้งก่อน ทำให้เราคิดว่า เราต้องเตรียมงาน หรือกิจกรรมไปนั่งทำบนเครื่องฆ่าเวลาด้วย รอบนี้เราจึงเตรียมหนังสือบุนโป N4 ไปนั่งทบทวนซะ (เพราะอาจารย์ที่สัมภาษณ์วันสอบวัดระดับ ไล่ให้ไปทวนมาก่อนเข้าคลาสใหม่) นอกจากหางานไปทำแล้ว การเตรียมลิปมัน ก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

หลังจากขึ้นเครื่องปุ๊บก็ นอนนนนน – -” นอนได้สักพัก บนเครื่องก็เสิร์ฟอาหารเที่ยง รอบนี้เราบินไปกับ Swiss International Airlines ซึ่งเป็นเครือ Star Alliance สะสมไมล์กับ ANA ได้ (เลยยิ้มกระหย่องย่องยิ้มเลยทีเดียว) อาหารก็มาตรฐานทั่วๆ ไป

พอกินข้าวเสร็จ ก็แอบงีบ สักพัก ตื่นมาเริ่มเบื่อ ก็ดูการ์ตูนในทีวีบนเครื่อง (Peanut the movie) ดูจนจบก็ได้เวลาเอางานมาทำ ด้วยการทำแบบฝึกหัดในหนังสือบุนโป ต่อด้วยเขี่ยอ่านคันจิ จำศัพท์ ทำสักพักใหญ่ๆ ก็เบื่อ เบื่อก็นอน ตื่นมาเขียนงานนู่นนี่นั่น เป็นวัฎจักรจนกระทั่งอาหารมื้อที่สองมาเสิร์ฟ ได้เวลาจะถึงสักที (เย่)

อาหารทั้งสองมื้อบนเครื่อง

ก่อนลงจากเครื่อง คุณลุงที่นั่งข้างๆ เรา นั่งอยู่ตั้งนานเพิ่งมาชวนคุยตอนจะลงเครื่อง ลุงแกมาเที่ยวหลายเมือง เห็นเรานั่งอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นเลยถามไถ่ คุยกันไป ปิดท้ายด้วย กัมบัตเตะเนะ… เดินทางจนถึงปลายทาง ก็ได้เวลาเปลี่ยนเครื่องที่ Zurich เราก็ต้องรีบเดินๆ เพื่อเปลี่ยน terminal ไป Lugano ต่อ จาก Zurich บินไป Lugano ใช้เวลาราวๆ 45 นาที ด้วยเครื่องบินลำน้อย ประมาณ 100 ที่นั่ง

ระหว่างทางก็ดูวิวที่แสนสวยงาม กับภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ และฝ่าเข้ากลุ่มเมฆหมอกสู่ Lugano โดยสวัสดิภาพ…

วิวจากบนเครื่องบิน พร้อมช๊อคโกแลตที่ได้ในวันอีสเตอร์พอดี !

แต่คิดหรอว่าชีวิตเราจะราบรื่นง่ายๆ เพราะเมื่อเท้าก้าวสู่ Lugano เรื่องโบห์มๆ มากมายก็เกิดขึ้นทันที !!

เครื่องบินเล็กๆ กับสนามบินอันมุ้งมิ้ง 

เริ่มแรก เราคิดว่ารอบนี้ เราทำการบ้านมาดีนิดนึง ที่นั่นหาเนทใช้ไม่ได้แน่… ตอนอยู่ที่ญี่ปุ่น เราเลยโหลด google map offline เก็บไว้ในโทรศัพท์ละ มั่นใจมากว่าคราวนี้ไม่หลงแน่นอน

ลงมาจากสนามบิน Lugano ซึ่งเล็กน่ารักมาก ก็เดินไปสถานีรถไฟ ประมาณยี่สิบกว่านาที เดินไปถึงสถานีรถไฟ รถไฟที่จะเข้าเมืองจอดพอดี ไม่ทันซื้อตั๋ว รถไฟก็บ๋ายบายไปซะแล้ว รออีกครึ่งชั่วโมง

รถไฟจะไปลูกาโน่ โย่วๆ กว่าจะซื้อตั๋วได้ – -“

กำลังจะซื้อตั๋ว ในตัวมีแต่แบงค์ แต่ตู้ซื้อตั๋วรับแต่เหรียญ เลยเดินหาดูว่ามีที่ไหนแลกเหรียญบ้าง เจอป้าแก่ๆจูงหมา พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ด้วย จะขอแลกเหรียญ สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แต่ในที่สุดก็รู้เรื่องแหละ ป้าแกก็มาช่วย

ค่าตั๋ว 4.4 ฟรัง มีเหรียญในมืออยู่ 3 ฟรัง (จากที่ได้จากพี่ต้นตอนวันเสาร์ 13 ฟรัง) กำลังงมๆ กับตู้กับป้า มีครอบครัวเดินผ่านมาพอดี ป้าเลยคุยให้ เค้าเลยเอาเหรียญ 2 ฟรังให้ละบอกว่าไม่เป็นไร งมตู้ซื้อตั๋วกับป้าจนซื้อได้ ขอบคุณก็ขอบคุณแบบงงๆ กะจะหาอะไรขอบคุณป้า ก็ไม่มีอะไรติดตัว มีแต่เหรียญญี่ปุ่น กะจะ ให้ป้าเป็นที่ระลึก แต่ป้าแกเอาเงินในมือเราที่เป็น 0.6 ฟรังไปแทน งงๆ

วิวจากสถานีรถไฟ และเมืองอันว่างเปล่าในวัน Easter T__T

ขึ้นรถไฟเสร็จถึงตัวเมือง จาก google map บอกว่าให้นั่งรถบัสลงไปอีกหน่อย แต่เราดูระยะทางแล้ว กะเอาว่าเดินเอาน่าจะได้ ลืมคิดไปว่ามีกระเป๋าลาก กระเป๋าเป้ และกระเป๋ากล้อง อีรุงตุงนังลากลงดอย ถนนบ้านเมืองนี้ก็ดีเกิน เป็นบล๊อกๆ ขรุขระ ลากกระเป๋าไม่ smooth อีก กลัวล้อพังเลยแบกมันลงไปจากดอย ละเดินไปโรงแรมพอดี ถึงโรงแรมเกือบๆสองทุ่ม (คิดในใจว่า ถ้ารู้งี้นะ ตรูยอมนั่ง shuttle bus ส่งถึงโรงแรมเลยดีกว่า ฮือออ)

check in คุณเจ้าหน้าที่เค้าท์เตอร์ใจดี เราก็รีบเคลียร์ค่าโรงแรมก่อน (ตอนแรกเจ้าหน้าที่บอกว่ามาเคลียร์ตอนเชคเอ้าท์ก็ได้ แต่อยากจัดการให้เสร็จก่อน เลยจ่ายๆเลย) ค่าโรงแรมห้าคืน 400 ฟรัง บวก tax เมืองอีก 16.25 ฟรัง เนื่องจากความโบห์มเรื่องเหรียญ เลยกะจะแตกแบงค์ใหญ่ เจ้าหน้าที่ไม่มีทอน เลยเอาแบงค์ 20 ฟรังจ่ายให้

ที่โบห์มสุดๆ คือการเจอว่า แบงค์ 20 ที่คิดว่าเป็น 20 ฟรัง ที่แลกมาจากชินจุกุ มันคือแบงค์ 20 โครน (20 ฟรัง ~ 2300 เยน แต่ 20 โครน ~ 300 เยน ดรวกส์ -.-)  ตอนแลกก็ไม่รู้ว่าแบงค์มันเป็นยังไงเลยไม่ได้เชคดีๆ เลยคิดว่ากลับถึงโตเกียวไปจะไปโวยวายที่ร้านเป็นอันดับแรก

ถามเจ้าหน้าที่โรงแรมว่า จากโรงแรมไปสถานีรถไฟยังไงให้ใกล้ เจ้าหน้าที่บอกว่า นั่งรถบัสได้นะ (แล้วเราลากกระเป๋าเพื่ออออ -.-“) มาดูอีกทีคิดว่าขากลับยอมขึ้น shuttle bus จาก รร มาสนามบินดีกว่า ไหนๆ ก็(น่าจะ) เบิกเงินกับเซนเซได้

เคลียร์อะไรเสร็จหมดละ หิวสุดๆ แต่ระหว่างทางร้านรวงปิดหมดเพราะอีสเตอร์ คุณเจ้าหน้าที่เลยแนะนำให้เดินไปย่าน shopping ใกล้ๆ น่าจะเปิด แต่พอไปถึง… There exists unique mac donald ที่เปิดอยู่ คนเต็มร้าน…

12513723_10153416409320811_5176532316236509461_o

เพื่อนคู่ใจในยามที่ทุกที่ปิดหมด T__T 14 ฟรังเองงงงงง (หรอออ)

ได้เวลาอันสมควร ก็รีบกิน รีบกลับมา รีบอาบน้ำ เตรียมตัวนอน และเตรียมตัว jetlag ในวันถัดไป…

29 March 2016 ตะลุย Milan และ Welcome party

จากการมาครั้งก่อน ทำให้เราคิดไว้ว่า เราต้อง jetlag แน่ๆ ถ้าอีกวันจะไปงานวิชาการเลย เราอาจจะไม่รอดในงานวิชาการได้ เลยขอเซนเซมาก่อนล่วงหน้าวันนึงแบบนี้นี่แหละะะะ (แต่จริงๆ ก็แอบแซะไปเที่ยวได้ครึ่งวัน ฮี่ๆ)

เราส่ง message หาจินคืนวันก่อนเดินทาง เชคข้อความจากจินได้ตอนไป Zurich พอดี เลยสรุปว่านัดเจอกันวันนี้ที่จะไป Milan แต่จินว่างตอนบ่าย ดังนั้นเราก็เลยตะลุยฉายเดี่ยวก่อนตอนเช้า แล้วค่อยเจอกันตอนบ่ายอีกที…

12916237_10153416437120811_2537699602098124404_o.jpg

ข้าวเช้าฟรี (จากภาษีที่ตรูจ่ายให้โรงแรมไงเฟร้ยยยย)

ตื่นเช้าหลังจากเกือบ jetlag (รอบนี้ดีกว่ารอบปีที่แล้วที่ตื่นมาทุกชั่วโมง รอบนี้ชิวมาก) กินข้าวเช้าจากโรงแรม (เพราะฟรี เย่) วันนี้ตอนกลางวันว่าง ระหว่างรอ welcome party ตอนเย็น เลยออกไปเที่ยวมิลานที่อิตาลี (นั่งรถไฟจาก Lugano ประมาณชั่วโมงนิดๆ) ตั๋วไปมิลาน 16 ฟรัง (แต่ถ้าซื้อไปกลับเลย จ่ายแค่ 30 ฟรัง) ยังไงเราก็ต้องกลับอยู่แล้ว ก็ซื้อแบบไปกลับซะเลย…. ก่อนไปก็แลกเงินจากฟรังเป็นยูโรเรียบร้อยที่สถานี..

 

おはようございました。

ตอนหาข้อมูลก่อนมาเกี่ยวกับมิลาน เราได้เรียนรู้จากพี่เป้ในเว็บไซต์เด็กโบห์มดอทคอม http://www.dek-d.com/studyabroad/16394/ ว่า

สุดท้ายพี่เป้อยากขอเตือนเรื่อง “มิจฉาชีพ” อีกที โดยเฉพาะรอบๆ ดูโอโมนั้น เรียกได้ว่ามีมิจฉาชีพคอยจับตามองเราอยู่ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะพวกคนผิวดำที่พยายามจะเข้ามาหาและเอาสายสิญจน์หรือเชือกเล็กๆ มาผูกข้อมือของเรา ซึ่งเราอาจจะงงๆ ว่า อะไรเนี่ย มาผูกทำไม แต่ความงงนั้นก็จะงงยิ่งกว่าเดิม เพราะหลังจากผูกเสร็จแล้ว พวกคนผิวดำนั้นก็จะร้องเอาเงินจากเรา ซึ่งถ้าเราไม่ยอมจ่าย พวกนั้นก็จะตะโกนเรียกเพื่อนคนผิวดำเหมือนกันให้มาขู่บังคับให้เราจ่ายให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นคนผิวดำเดินตรงมาที่เราเพื่อจะผูกเชือกที่ข้อมือให้น้องๆ รีบเดินหนีเลยนะคะ

นั่งรถไฟไปถึงมิลาน ระหว่างข้ามพรมแดนก็สัมผัสความแตกต่างระหว่างสองประเทศได้อยู่เบาๆ พอถึงสถานีก็สัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวเล็กๆ จากการอยู่ประเทศที่มีความปลอดภัยมากอย่างญี่ปุ่น และการมาสวิส (ไม่นับไทยนะ อันนั้นต้องระวังสุดๆ) พบเจอผู้คนที่ดูน่าสงสัยเป็นโจรมากมาย ก็เดินมองรอบ 360 องศาตลอดเวลา จะเผลอถ่ายรูปชิวๆ ไม่ได้แล้ว

12672140_10153416439655811_1691869903486034707_o

สถานีรถไฟข้ามเมืองจากลูกาโน อารมณ์หัวลำโพงนี่แหละ

จากการวางแผนการเที่ยว เราก็ซื้อตั๋ววัน 4.5 euro ไว้เลย ซื้อตั๋วเสร็จแขวนกล้องถ่ายรูป ตำรวจก็มาเตือนไว้ก่อนว่า ห้ามถ่ายรูปในสถานีใต้ดินนะ เราก็ ครับๆ (เออ ตรูเพิ่งรู้เลยทีเดียว) เสร็จแล้วก็นั่งรถไฟลุยไปตามแผนเล้ยยย

ในแผน ตอนแรกเราจะไป Duomo ก่อน แล้วเดิน หรือนั่งรถไปชมปราสาท Castello แต่เนื่องจากนัดจินที่ Duomo เลยปรับแผนเป็นไปปราสาท Castello ก่อน

12916898_10153416440480811_3529636760575494836_o

แรกสุดก็ไป Castello ก่อน ก็ดูดีมีความอลังการ ถ่ายรูปมาแชะๆ เดินเล่นไปในสวน ก็แอบเห็นคนที่ดูเหมือนอาจจะเป็นมิจฉาชีพ…. เราก็มองซ้ายขวา ละรีบๆ เดินไปถ่ายรูปชิวๆ

ปราสาท และประตูชัย

ตอนขากำลังจะออกจาก Castella ไปขึ้นรถไฟ เราก็เดินชิวๆ ไปทางที่ไม่ค่อยมีคน ในที่สุด เราก็เจอชาวผิวดำถือด้ายสายสิญจ์มองๆ มาที่เราละ  นั่นไง ตามที่พี่เป้บอกไว้เป๊ะๆๆ จากนั้น เราก็เลยดูว่า มันจะทำยังไงกับเราต่อ ก็เลยเดินต่อไป… มันก็เดินตรงเข้ามาหาเราในทันที เห็นท่าไม่ดีเราเลยรีบวิ่งตัดขวาออกไปเล้ยยยย… ในที่สุด เลยวิ่งไปทางที่คนกำลังข้ามถนนพอดี…. ทีนี้แหละต่อมระแวงก็เข้ามา เดินสามก้าวหันซ้ายขวา เดินสามก้าวหันซ้ายขวาเลยทีเดียว

12891793_10153416458620811_536073507976763656_o

หนีจากมิจฉาชีพ ก็มาเจออะไรแบบนี้แหละนะ

จาก Castello นั่งรถไฟไป Duomo ดูแล้วมันช่างอลังการรร ใหญ่เกินคิดฝันน สิ่งอัศจรรย์มีมากมายเพียงใด… (พอละ เดี๋ยวยาวเกิน – -“) ราวๆ เที่ยงกว่าๆ เดินไประแวงไป เพื่อความปลอดภัยเราเลยยืนไปถ่ายรูปแถวๆ ที่มีตำรวจอยู่เยอะๆ แต่พอเห็นตำรวจก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะช่วยเราได้ไหม เพราะตำรวจสามัคคีชุมนุม เม้ามอย สูบบุหรี่กันชิวๆ ถ่ายรูปเล่นสักพักก็หาอะไรกินแถวๆ นั้น

ปราสาทและย่านช๊อปปิ้งใกล้ Duomo

ดูราคาอาหาร ก็เลยสั่งพิซซ่า Margarita มากิน ซึ่งเป็นพิซซ่าที่ราคาถูกที่สุดในเมนู ปรากฏว่าจานใหญ่เท่าบ้าน กินชิ้นแรกก็โอเคอยู่นะ แต่พอเริ่มชิ้นที่สอง สาม สี่นี่เลี่ยนสุดๆ กว่าจะยัดห่าจนหมดจานได้นี่พะอืดพะอมอยู่พอสมควร เป็นไม่กี่ครั้งที่กินอาหารแล้วลำบากใจจริงๆ

อาหารเที่ยง เที่ยวรอบเมือง และเจอจิน

กินเสร็จก็ไปเจอจินตามที่นัดไว้ เม้ากันตามประสาไม่ได้เจอกันนานมาก จินก็เป็นเจ้าบ้านที่ดี พาทัวร์กิน และเดินรอบๆ ใจกลางเมืองมิลาน ด้วยความเนียนกับเจ้าถิ่นมาก ทำให้เราไม่เจอใครเข้ามากวนเลย เย่

ได้เวลาพอสมควรจนบ่ายแก่ๆ เราก็แยกย้ายกัน และ กลับมา Lugano ตอนสี่โมงเย็น เพื่อกลับมาร่วมงาน Welcome party…

กลับมาถึง Lugano ตอนห้าโมงกว่าๆ ก็เดินเล่นรอบๆ อ่าว รอเข้างาน Welcome party ซึ่งพบว่า อากาศดีเลยทีเดียว และซึ่งมีความสวยมากกกกกกก… (ใครจะรู้ว่า มันเป็นวันเดียวของทริปที่อากาศดี หลังจากนั้น ฝนตกรัวๆ เลยทีเดียว) เนื่องจากหลังจากเราเปิดกระเป๋าเมื่อวาน ทำให้พบว่า ลืมเอากางเกงขาสั้นใส่นอนมา T-T ระหว่างทางก็เลยต้องหากางเกงขาสั้นไปด้วย ท้ายสุดมาได้ที่ H&M ราคาราวๆ 14.8 ฟรัง คำนวณราวๆ 1800 เยน (ราคาก็พอๆกับญี่ปุ่นมั้ง พอรับได้) ได้เวลาอันสมควรก็เข้างาน Welcome party

ความสวยงามรอบๆ อ่าวลูกาโน ซึ่งหาได้วันเดียวในทริปทั้งหมดที่ไป – -“

เราก็เข้าสู่งาน welcome party จากการมาปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกมีความคุ้นเคยมากขึ้น คนที่เจอปีที่แล้วก็มาก็พอจำได้ คุณมาเทียส คุณมาเซล ที่อยู่ Tokohu ซึ่งเจอกันครั้งแรกที่ JCDCGG2014 ก็มาเช่นเดิม (ปีที่แล้วคุณมาเทียสเป็นแชร์ตอน session ของเรา) เจอชาวแคนาดามาจาก Waterloo เลยบอกว่า มีเพื่อนเรียนอยู่ที่ Waterloo นะ อยู่ที่ quantum institute เพื่อนก็บอก อื้มมม ศูนย์ควันตัม เงินเค้าเยอะนี่นะ (นึกถึงที่ภูเล่าให้ฟังเลย ถถถถ)

ตามสไตล์ปาร์ตี้ยืนกิน (ริโชขุเคชิกิ ตามสไตล์ภาษาญี่ปุ่น เหมือนที่ไปแข่งสุนทรพจน์มาไง เหอๆๆ) ก็ทำให้เดินวนไปวนมา ไม่ค่อยรู้จักใครก็ยืนฟังเค้าพูด พยักหน้าหงึกๆ อื้อๆ ไปตามนั้น

เดินๆ หมุนโต๊ะไปสักพักก็เจอคนหน้าเอเชียๆ โดนเซนส์ก็คิดว่าคงไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา คุยกันก็เลย อ้าว เป็นชาวอินโดนีเซียที่ไปเรียนที่เนเธอร์แลนด์นี่เอง เป็นลูกศิษย์เจ้าของตำรา Computational Geometry เล่มที่ทุกคนในสายควรต้องอ่าน (เล่มปกเหลืองน้ำเงิน) คุยไปคุยมา สำหรับเรา เค้าก็รู้ในนามลูกศิษย์อาจารย์คนแต่งหนังสือ Spatial Tessellation ที่ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับ Voronoi diagram ต้อง refers เล่มนั้นเช่นกัน (แอบภูมิใจ ซุปเราก็มีความดัง ถถถถถถ) ยืนคุยสักพักอาจารย์ที่ปรึกษาของชาวอินโดนีเซียก็มายืนคุยด้วย ปรากฏว่ายืนคุยกับอาจารย์ยาวเลย เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นและ polite form (เพราะอาจารย์แกมา workshop แถวญี่ปุ่นบ่อยๆ แกเลยหัดภาษาญี่ปุ่นเองจากมือถือเลย) แกก็เขี่ยมือถือให้ดูแอปภาษาญี่ปุ่นที่แกเรียนมา คุยไปมา อาจารย์แกบอกว่าเคยมาที่ไทยอยู่สองวันที่ กทม. หลังจากกลับมาจากเสียมเรียบ แต่แกมาตอนเดือนธันวา 2013 ช่วงขบวนพาเหรดเดินกันสนุกสนานใน กทม. พอดีเล้ยยยย… สู้เข้าไปอย่าได้ถอยจ้าาาาาา….

อาหารการกินใน Welcome party

ได้เวลาอันสมควร ปาร์ตี้เลิก คุยกับชาวอินโดนีเซีย ปรากฏว่าพักโรงแรมเดียวกัน เลยเดินกลับไปพร้อมๆกัน พร้อมกับการรีเซทสมองให้หายจากการ jetlag และเมื่อยขาจากการยืนนานๆ สักที….

12898192_10153416489865811_3768186386549835651_o

รวมแพคเกจของแจกจากงาน EuroCG2016

30 March 2016 งานประชุมวันแรก

เนื่องจากตอนจองโรงแรม เราได้เชคสถานทีเรียบร้อยแล้ว เราจึงเลือกโรงแรมที่ถูกที่สุด และใกล้กับมหาวิทยาลัยที่สุด ซึ่งมันก็สะดวกสบายมาก เดินแค่ 5 นาทีจากโรงแรมก็ถึงมหาวิทยาลัยเรียบร้อยกับบรรยากาศฝนพรำทั้งวัน !มาถึงก็เตรียมตัวเข้าสู่พิธีเปิด และบรรยาย keynote session แรก

มหาวิทยาลัยในวันที่ฝนสุยๆ

ปีนี้รู้สึก comfortable กว่าปีที่แล้วมาก จำได้ว่าปีที่แล้วไปเป็นคนเอเชียอยู่คนเดียว เราก็ไม่ค่อยรู้ว่าจะคุย สนทนา discuss ยังไง (ไม่นับเซนเซคนญี่ปุ่น เซนเซญี่ปุ่นเราไม่ค่อยกล้าคุยเท่าไหร่) แต่ปีนี้มีชาวอินโดฯ ซึ่งเป็นชาวอาเซียนรวมใจอาเซียนเรามาร่วมใจด้วย เลยคุยกันได้สนุกสนานหน่อย อีกอย่างอาจจะเป็นเพราะว่ามาปีที่แล้วรอบนึง หลายๆ คนก็เลยพอจำเราได้แล้ว ก็ทักทายกันไป (อาจจะเป็นเพราะหัวข้อวิจัยมันดูประหลาด apply มาก ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ที่ดูทฤษฎีจัดๆ)

เปิด session แรกก็พิธีเปิด อธิการบดีก็มากล่าวเปิด ก็อารมณ์แบบที่ไทยนี่แหละ ต่อด้วย keynote speaker ซึ่งพูดเกี่ยวกับเรื่อง motion planning ของหุ่นยนต์

ปีนี้ที่มีเพิ่มเข้ามาคือ Fast Forward Session ปกติถ้ามีหัวข้อพูดเยอะๆ เวลาพูดเค้าจะแบ่งเป็นห้องย่อยๆ parallel sessions ซึ่งบางทีการเลือกเข้าฟังแต่ละห้อง อ่านจาก abstract  อาจจะไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าไม่ใช่คนในหัวข้อวิจัยเฉพาะ ด้วยเหตุผลนี้จึงมี session Fast Forward ซึ่ง Session นี้ คนจัดงานจะให้แต่ละคนเตรียมโฆษณางานของตัวเอง โดยส่ง slide ไปล่วงหน้า ไม่เกิน 2 slide พอถึงเวลา สตาฟก็รวมไฟล์มาให้เรียบร้อย คนพูดแต่ละคนก็จะมีเวลาพรีเซนต์คนละหนึ่งนาที โฆษณาเรียกลูกค้ากันไป เสร็จแล้วก็คลิกต่อเป็นสไลด์อื่นๆ (ซุปเราเคยบอกว่า งานนี้สมัยที่ซุปไปร่วมเมื่อสี่ห้าปีก่อนก็มี session นี้)

จากการที่เราเห็น เป็นครั้งที่สองที่เห็นอะไรทำนองนี้ (ครั้งแรกเห็นตอนซุปเราจัดงานที่มหาลัย แต่ตอนนั้นไม่ได้เข้าใจเหตุผล เลยไม่ได้คิดอะไรมาก เดาว่าซุปอาจจะได้แรงบันดาลใจจากงานนี้) ดูจากรูปแบบนี้ เราชอบมากกก แต่ละคนก็ฮาร์ดเซลล์ ขายของ โฆษณางานตัวเองกันไป มีแบบที่เตรียมมาเฮฮาขำๆ ก็มี เช่นตัวอย่างอันนี้

12961406_10153428781185811_3684833849344127525_o12901063_10153428777900811_7030217772855915772_o

เรียกได้ว่า Trash O-metic นี่เป็นงานโฆษณาที่เรียกเสียงฮือฮาได้มาก เราเห็นแล้วชอบมากๆ (แต่งานวิชาการอันนี้ไม่ได้ไปฟังนะ เพราะฟังอีกห้อง parallel กันพอดี) เรียกได้ว่า ทุกคนปรบมือให้เลยทีเดียวหลังคนนี้ขายของเสร็จ

เอาเข้าจริง session นี้ มันก็เป็นการฝึกให้เราย่อยงานของตัวเอง และพูดงานตัวเองให้น่าสนใจ ให้คนอื่นรู้เรื่องในเวลาจำกัด ซึ่งอีกหน่อย เราคิดว่า เราจะเอากลับไปใช้บ้างเวลาต้องจัดงานประชุมวิชาการ

จากนั้นก็เข้าสู่ parallel session ก็พรีเซนต์ห้องย่อยไป จนถึงตอนพักเที่ยง ปีนี้โต๊ะกินข้าวเที่ยงก็เป็นโต๊ะแบบยืนกินเลย ระหว่างหาโต๊ะกินข้าวกับชาวอินโดฯ ก็มีอีกคนเดินมา ปรากฏว่าเป็นคนเวียดนามที่ไปอยู่ที่ฝรั่งเศส กลายเป็นโต๊ะอาเซียนรวมใจเลยทีเดียว ยืนกินข้าวสักแป้บมีเซนเซจากญี่ปุ่น จากไซตามาได เดินมาทักเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยจ้าา.. เราก็ตอบๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น สองคนที่เหลือชาวเวียดนามและอินโด ก็ทำหน้างงๆ กัน… สุดท้ายก็ยืนกินข้าวกันกลุ่มนั้นล่ะ เป็นว่าเซนเซญี่ปุ่นที่มางาน เห็นละก็ อ้อออ ลูกศิษย์สุกิฮาร่าเซนเซนี่นะ (มีความกดดัน ห้ามโชว์โง่เลยทีเดียว ถถถถ)

ที่กินข้าว และข้าวเที่ยงวันนี้

ตอนบ่ายก็มีพรีเซนต์งานต่อ จนเสร็จตอนเย็นมี business meeting ตอนแรกกะว่าจะไม่เข้า (เหมือนเราไม่เกี่ยว) แต่เห็นเค้าไปฟังก็เลยไปนั่งฟังดู ก็น่าสนใจดี การประชุม business meeting เป็นการประชุมเกี่ยวกับการจัดงาน conference ครั้งนี้ ครั้งที่ผ่านมา และครั้งหน้า ก็ได้เห็นมุมมองการบริหารจัดการงานประชุมที่น่าสนใจ เค้าก็ชี้แจง พวกการเงิน รายละเอียด excursion พรุ่งนี้ และโชว์พวกสถิติเช่น submission กี่เปเปอร์ accept กี่เปเปอร์ เปเปอร์ที่โดน reject ไปเพราะอะไร (เช่นเป็น paper math เพียวเกินไป/ งาน trivial เกินไป) เจ้าภาพครั้งต่อไปก็มาเล่ารายละเอียดครั้งหน้า ซึ่งจะไปจัดที่สวีเดน ที่ Malmo ต้นเดือนเมษายนปีหน้า เอาจริงๆ ก็มีความอยากไปนะ หลังจากเข้าฟัง business meeting แล้วเหมือนรู้สึกเป็นคนในวงการมากยิ่งขึ้น แต่…ปีหน้าคงจะไม่ได้ไปแล้ว เงินน่าจะหมด และน่าจะหาที่เบิกไม่ได้แล้วล่ะ T__T

จากนั้นก็เป็นช่วงการ bid หาเจ้าภาพของปี 2018 ซึ่งมี candidate สองเจ้าคือ Berlin กับ Utrecht แต่ละเมืองก็เตรียมข้อมูลมาพรีเซนต์ ซึ่งดูเหมือน Berlin จะเตรียมมาดีกว่า ก็เลยชนะโหวต ได้เป็นเจ้าภาพปี 2018 ไป (แอบยกมือให้อยู่แหละ)

หลังจากเลิกงาน เราคุยกับคุณชาวอินโดเมื่อวานละว่า แถวนี้มีร้านอาหารไทยแหละ (เราดูรีวิวจาก youtube NinebeerJP มา และจากการเดินผ่านในวันแรก) ก็เลยคุยกันว่าเดี๋ยววันนี้จะไปลองกิน เลยชวนคุณชาวเวียดนามไปด้วย ก็เลยเป็นชาวเอเชีย ฝ่าฝนพากันไปกินอาหารไทย

อาหารไทยที่นี่ที่ไปกินเป็นสไตล์แบบข้าวราดแกง (เอาจริงๆ สั่งแบบปกติก็ได้ แต่เราก็ไม่ได้กินสไตล์ข้าวราดแกงมานานแล้ว ก็โอเค) รสชาติก็ใช้ได้เลยทีเดียว กินๆ ยืนๆ คุยๆ กันพักใหญ่ๆ เราก็แยกย้าย กลับโรงแรมมาเตรียมซ้อมพรีเซนต์วันพรุ่งนี้ คุณอินโดเดินเล่นต่อ (เพราะพรีเซนต์ไปแล้ว) คุณเวียดนามก็กลับโรงแรมไป (จริงๆ ก็อยากเดินเล่น แต่อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกแฉะแหมะมาก)

อาหารไทย ร้านสุทินไทย อร่อยดี ไม่ได้กินข้าวราดแกงมานานแล้วว กินชาเขียวแบบหวานๆ ที่ป้าเจ้าของร้านเข้าใจว่าเป็นชาชิงโชคคุณตัน >_<

31 March 2016 พรีเซนต์งาน Social Events และ Banquet Party

วันนี้ตื่นแต่เช้าก็ฝนตกอีกแล้ว ในใจคิดว่าอย่าตกเลยยยย เพราะงานประชุมมี social events วันนี้ แต่ฝนมันจะตกจะห้ามได้ไงนะ T_T

เริ่มต้นมางาน ก็มี keynote speaker บรรยายเรื่องเกี่ยวกับ route planning เป็นปัญหาเกี่ยวกับ Computational geometry ที่น่าสนใจมาก เป็นปัญหาในทำนองว่า มีรถแบบชาร์จไฟฟ้าได้ ปัญหาคือ ถ้ามีการเดินทางจากเมืองนึงไปอีกเมืองนึง โดยมีเงื่อนไขว่า รถจะไปได้ด้วยไฟฟ้าปริมาณนึง เมื่อถึงจุดๆนึงต้องชาร์จไฟฟ้า ซึ่งมีจุดชาร์จไฟฟ้าตั้งอยู่ที่บริเวณๆ นึง การชาร์จหนึ่งครั้งต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ๆ เครื่องชาร์จแต่ละเครื่องมีเงื่อนไขต่างกันไป เลยเป็นที่มาของ route planning นั่นเอง

เสร็จบรรยายรวมก็ต่อด้วย Fast Forward session วันนี้เป็นคิวเราที่ต้องพรีเซนต์ เมื่อคืนก็ซ้อมไปหลายรอบอยู่เหมือนกัน ทั้ง fast forward session และงานพรีเซนต์… ไปถึงก็ขายของเต็มที่ ไม่รู้เรียกลูกค้าได้ไหม…

เข้า session present งาน ห้องเราก็เกี่ยวกับ Voronoi diagram หมดเลย ฟังดูก็สนุกสนานดี  คนแรกที่พรีเซนต์ พูดเกี่ยวกับ Laguerre Voronoi diagram ใช้นิยามตั้งต้นเหมือนๆ กันเลย (เพราะเค้าเป็นลูกศิษย์ของ Aurenhammer คนเริ่มต้นนิยามของ Laguerre Voronoi diagram เลย) เลยเป็นเรื่องที่ฟังแล้วพอรู้เรื่องบ้าง

จากนั้นถึงคิวเราพรีเซนต์ก็ฝากกล้องให้เพื่อนชาวอินโดช่วยถ่ายรูปให้ พรีเซนต์รอบนี้รู้สึกชิวๆ ไม่มือไม้สั่น เทคนิคที่เจอคือ ทำตัวชิวๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก คิดว่าเดี๋ยวก็จบๆ อย่าตื่นเต้น มันก็ไม่ตื่นเต้นเอง (เอ๊ะไอ้นี่) เตรียมพรีเซนต์มา 13 นาทีเป๊ะ แต่พูดจริงรู้สึกว่ามันไวมาก… ดูเวลาอีกที อ่าว เหลืออีกสามสี่นาที เพื่อให้ตรงตามเวลาก็เลยถ่วงเวลาไปนิดนึงงง จบตามเวลาพอดี

พรีเซนต์เสร็จก็เป็นช่วงคำถาม สรุปไม่มีคนถาม – -” หลังๆ เวลาพรีเซนต์แล้วไม่มีคนถามนี่ไม่ดีใจแล้วนะ… กลับรู้สึกไม่แน่ใจว่า เราพูดไม่รู้เรื่อง เรื่องไม่น่าสนใจ ภาษาอังกฤษเราห่วย หรือยังไงกัน… เอาว่ะช่างมันนนนนน

มาดูกล้องรูปที่เพื่อนถ่ายรูปให้ ปรากฏว่าเพื่อนกดผิดปุ่ม – -” ไม่มาสักรูป มีเวลาอยู่นิดๆ เลยไปจัดฉากถ่ายรูปนิดนึง แอบขอเค้าเปิด projector ก็ปรากฏว่าสตาฟไม่รู้ว่าเปิด projector ยังไง เราก็บอกว่า เอ้ออ ไม่เป็นไรก็ได้ครับ เค้าก็พยายามจนได้ เลยถ่ายรูปมาได้นิดนึง (คราวนี้เพื่อนไม่พลาดละ)

12891592_10153428814045811_5679384619782456584_o

พรีเซนต์แบบจัดฉากนิดหน่อย

 ข้าวเที่ยงวันนี้ย้ายมากินที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย เดินเข้าไปก็หยิบๆ เลือกๆให้แม่ค้าตัก ออกมาก็มีคนนับจำนวนตามที่แขวนป้ายชื่อ (คิดว่าคนจัดงานจะให้มหาวิทยาลัยนับหัวอีกที) เลยคิดว่าคงอดตักเพิ่มรอบสองละ TT ละก็อดตักเพิ่มจริงๆ ไม่ค่อยอิ่ม แต่ก็พยายามให้อิ่มก็ได้ ฮือ กินข้าวเสร็จสักแป้บ เพื่อนเวียดนามก็เอาคำถามมาถาม ประมาณว่า เขียนข้อความแบบนี้ๆ ยังไงให้ rigorous ดี เลยช่วย discuss ไป คุยไปคุยมาเข้า session หลักพอดี เลยวงแตกไป

12901412_10153428815665811_425005146130186954_o

มื้อเที่ยงที่ดูดี มีความน่ากิน

ตอนบ่ายมี present งาน ต่อด้วย session ที่น่าสนใจคือ “Open problem session” เริ่มต้นมาก็ลากเครื่องปิ้งแผ่นใสมาเล้ย (คิดถึง ไม่เจอมันนานมากก) เจ๊พิธีกรก็พยายามจะไม่ใช้ไมค์ แต่ก็มีป้าอีกคนไฝว้ว่า นี่เจ๊จะตะโกนตลอดงานเลยหรอออ… เจ๊พิธีกรเลยบอกว่า เนี่ย ไมค์นี้จะวิ่งไปให้ทุกคนไง…

Session นี้ พิธีกรก็จะไซโค ให้คนมาเสนอปัญหาที่สนใจ ที่อาจจะยังไม่ได้แก้ หรือขยายปัญหา ก็มีคนโพสปัญหาที่น่าสนใจหลายๆ ปัญหา ดูเป็น community ที่น่ารักมาก เจ๊พิธีกรมีไซโคด้วย เป็นต้นว่า มีใครอยากอาสาสมัครมาเสนอปัญหาไหมค้าาาาา…. แบบว่าบางคนที่แกรู้จักก็แบบ เนี่ย มาธอน ไม่มีปัญหาเลยหรอออ…. แก้ปัญหาหมดได้เลยหรออ ออกมาสิค้าาาา… อะไรทำนองนี้ ก็เฮฮากันไป วันนี้สรุปๆ คร่าวๆ ตามเวลาก็ได้ประมาณ 5-6 ปัญหาเลยทีเดียว

Open Problem Session  แบบคลาสสิก

เสร็จจาก session นี้ก็เป็น Social Events คือ hiking ที่ Cabonera แถวๆ นั้น เราเห็นไว้ละว่าจะปีนเขาในเว็บ และในเว็บงานประชุมมีข้อมูลการปีนเขาเตรียมให้โหลดใน gps เราเลยดาวน์โหลดเก็บไว้ก่อนมางานประชุมวิชาการ (เรื่องเที่ยว เรื่องไร้สาระต้องมาก่อน ถถถ)

เสร็จจากงานวิชาการ ก็แวะเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรมก่อน เอาจริงๆ คือเอากระเป๋าไปเปลี่ยนของข้างใน เอาของวิชาการออก เหลือของไปเที่ยว  lol อุปกรณ์กล้องพร้อม!! แล้วก็จึงเดินไปจุดนัดหมาย… เดินจากโรงแรมไปจุดนัดหมายไปกับเพื่อนชาวอินโด ระหว่างทางก็เจอเพื่อนชาวเวียดนามเดินมาป๊ะกันพอดี เลยเดินไปพร้อมๆ กันที่จุดนัดพบของคนจัดงาน

ระหว่างทางเดินไปจุดนัดหมาย

ไปถึงก็นั่ง funicular (นึกถึงก็อารมณ์รถรางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพสมัยก่อน ที่มีข่าวรถรางตกดอยเมื่อราวๆ สิบปีก่อนน่ะ) ขึ้นไปก็ตามๆ เค้าเดินป่าเดินดอยไป… อากาศสบายๆหน่อยแต่ท้องฟ้าขมุกขมัว

Funicular

เดินไปสักพักก็เหนื่อย เลยเดินไปขบวนท้ายๆ กับเพื่อนอินโด เวียดนาม มีสมาชิกชาวเยอรมัน เซอร์เบีย โปแลนด์ และ prof. ที่เป็นแชร์ฯ มาเดินด้วย เดินไปเหนื่อยไป เทียบระดับก็ประมาณขึ้นเขา Takao นั่นแหละ…

ระหว่างทางและทัศนียภาพรอบๆ 

ตอนไปเดินในป่า ให้ความรู้สึก Silent hill มาก ใบไม้ร่วงหมด คิดในใจว่าถ้ามาฤดู Autumn น่าจะฟินมาก ใบไม้คงสีสวยงาม แต่มาตอนนี้เหลือแต่กิ่งก้าน ส่วนใบร่วงกองกันไป

กำลังเดินจะเสร็จฝนก็ตกพอดี แถมกระเป๋าที่เอามา ซื้อจากถนนคนเดินเชียงใหม่ก็แอบมีปัญหา ตัวล๊อกหลุด – -” เลยต้องตุเลงๆ เดินไป เดินขึ้นๆ ลงๆ หอบแฮ่กๆ แต่ท้ายที่สุดก็สามารถเดินไปถึงที่ที่จัด banquet party ได้อย่างปลอดภัย

วิวจากข้างบน ถ้าฟ้าใสก็คงสวย T__T

ที่ร้านอาหาร ถ้าอากาศดี เราจะได้ชมวิวเมือง Lugano ที่สวยมากๆ ข้างนอก แต่เผอิญว่าฝนตก T___T เลยต้องเข้าไปในตัวตึก ไปถึงเรายืดยาดถ่ายรูปนู่นนี่ ให้คนอื่นเข้าไปก่อน ไปถึงที่นั่งเต็มหมดละ เลยได้ไปนั่งกับชาวอิตาลีและเนเธอร์แลนด์แทน สมาชิกโต๊ะอาหารก็ฮามาก อารมณ์ประมาณว่า โต๊ะอื่นเสริ์ฟไวน์กัน เหลือโต๊ะเรา ขอแล้วขอไม่ได้ เฮียแกก็บ่นๆ แบบฮาๆ ปรากฏว่าอาหารงานเลี้ยงเป็นแบบยุโรปสไตล์มากก มาชั่วโมงละ 1 จานจริงๆ (ในขณะที่ปีที่แล้วเป็นบุฟเฟต์ ตักรัวๆ เย่) อาหารเริ่มเสิร์ฟทุ่มสิบห้า อย่างที่บอกว่าค่อยๆ มาชั่วโมงละจาน กว่ากินเสร็จก็สามทุ่มกว่าๆ (อาหารมาสามจาน บวกขนมที่ตามมาไวกว่า)

อาหารจานละหนึ่งชั่วโมง

กินเสร็จก็ถ่ายรูปนิดๆ แล้วนั่ง funicular กลับลงมาข้างล่าง ระหว่างนั่ง funicular ก็คุยกับชาวอิสราเอล (เพราะเห็นพรีเซนต์เรื่อง fair division น่าจะเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวกับงานวิจัยเสริมของเราพอดี) เลยแลก contact กันไว้ หลังจากนั้นก็เดินกลับโรงแรม และทำท่าจะสลบในที่สุด

12891560_10153428890950811_4128931280459500743_o

วิวยามดึก ไม่ค่อยเห็นอะไรถึงแม้จะใช้ Tripod แล้ว นั่นแหละ ถ้าฟ้าใสคงจะสวยกว่านี้ T_T

1 April 2016 งานประชุมวันสุดท้าย ตะลุย Bellinzona

วันนี้ก็เป็นวันประชุมวันสุดท้าย และฝนก็ยังคงตกอยู่เหมือนเดิม T_T

หลังจากที่เราพรีเซนต์งานเสร็จแล้ว ก็ไม่ค่อยเหลืออะไรพีคๆ แล้ว (เมื่อปีที่แล้วเราพรีเซนต์วันสุดท้าย น้ำตาจิไหล รู้สึกเหนื่อยยาวไปถึงวันสุดท้าย) วันสุดท้ายเราเลยนั่งฟังจนครบหมด

11257238_10153428904770811_5734975292511637825_o

พรีเซนต์รับ April fool day เจ๊แกเล่นมุขมา แชร์เลยเล่นมุขกลับไปว่า นี่แสดงว่าเรื่องที่พูดทั้งหมดนี่จะเชื่อไม่ได้เลยนะ ถถถถ

งานเลิกราวๆ บ่ายสองโมงกว่าๆ พอดี เพื่อนชาวอินโดก็กะจะเดินเล่นๆ แถวเมืองลูกาโน ส่วนชาวเวียดนามก็จะแวะหาซื้อของฝากแถวในเมือง เราแพลนไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะออกไปนอกเมืองบ้าง เลยแยกจากกันและเดินทางไปยัง Bellinzona ตามที่พ่อแม่โลเรนโซแนะนำไว้

เรานั่งรถไฟไป Bellinzona!

ที่ Bellinzona มีปราสาทเก่าแก่ที่เป็นมรดกโลกของ Unesco ดังนั้นในเมื่อมันไม่ไกลมาก ก็เดินทางไปดูมันหน่อยละกัน….

เราเดินทางไปถึง ก็เที่ยวชมปราสาท ซึ่งที่นี่ขึ้นฟรี (ไม่เหมือนที่สโลวีเนีย เก็บตัง ฮืออ) บนปราสาทก็มีเด็กเล่นๆ เป็นเหมือนประมาณพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวเมืองนั่นแหละ (ดูดีเนอะ) ที่นี่จะมีปราสาทติดกันอยู่สามหลัง แต่แค่หลังเดียวก็ชื่นชมความสวยงามจนเวลาล่วงเลยไปมาก ก็ต้องบ๋ายบาย เตรียมตัวกลับลูกาโน

Bellinzona และบรรดาปราสาท

ก่อนกลับเมืองนึกขึ้นได้ว่าพ่อฝากหาซื้อมีดของสวิตพอดี แต่กว่าจะฮู้คิง น้ำปิงก็ปอแห้ง ร้านรวงปิดหมดแล้ว แถมร้านมีดที่หาก็ไม่มีอีกต่างหาก… (สุดท้ายเลยกดสั่งอะเมซอนที่ญี่ปุ่นเอา ฮาาาาา)

นั่งรถไฟกลับลูกนาโน่ นี่เค้าดราม่าอะไรก๊านนนน

คำนวณเวลากลับมาถึงลูกาโน พระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี ได้เวลา Golden time เลยตั้งขาตั้งกล้องถ่ายรูปริมอ่าวลูกาโนในวันที่ขมุกขมัวเช่นกัน…

Lugano ในเวลา Golden time

ถ่ายรูปไปๆ ท้องร้องโครกๆ หิวสุดๆ ได้เวลาถ่ายรูปเสร็จกะจะหาอะไรดีๆ กินสักหน่อย เห็นราคาปุ๊บก็ร้องบรัยยยยส์…. เดินเข้าเบอร์เกอร์คิงไปเลย T.T กลับมาโรงแรมก็สลบ… เก็บกระเป๋าก็ผลัดไว้วันถัดไปละกัน

12961305_10153428953390811_8407269050839895757_o

ฝากท้องด้วยเบอร์เกอร์คิง = =”

2 April 2016 กลับโตเกียวสักที 

วันนี้ตามแผนแรกสุด เราต้องออกจากโรงแรมเจ็ดโมงครึ่ง เพื่อให้ถึงสนามบินราวๆ เก้าโมงครึ่ง (เครื่องออกราวๆ สิบโมง) ตอนแรกจะนั่งรถไฟ แต่เนื่องจากดูจากขามาแล้ว น่าจะลำบาก และดูลุ้นๆ ไปนิด เลยเปลี่ยนเป็นให้ shuttle bus มารับแทน จ่ายเพิ่มจากค่ารถไฟสี่ห้าฟรัง (ซึ่งเอาจริงๆ เบิกเงินอาจารย์ได้อยู่ละ ทำไมไม่มาแต่แรกกกก) ตื่นสายขึ้นได้ด้วย (รถมารับเก้าโมงตรงพอดี ชีวิตดีกว่าครึ่งชั่วโมง) จากความเอ้อละเหยมื่อคืน ไม่ได้เก็บกระเป๋า เราเลยต้องรีบเก็บกระเป๋ารัวๆ เช้าวันนี้เลยแหละ (โชคดีที่ไม่ลืมของอะไร)

จาก Lugano!

ขากลับก็นั่งเครื่องบินกลับจากลูกาโนมา Zurich มีเวลาเปลี่ยนเครื่องแป้บๆ ระหว่างรอเข้าเกทก็เจอแกงค์คุณมาเทียส คุณมาเซล กลับโตเกียวไฟลท์เดียวกันพอดี! แถมด้วยเซนเซญี่ปุ่นอีกคนด้วย

บนเครื่องรอบนี้ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาก กินๆ เล่น plant VS zombie ใน iPad, เขียนดราฟท์งานเล่นๆ งีบ เล่นสุโดคุ สลับๆ กันไป จนในที่สุดเครื่องก็แลนดิ้งมานาริตะ ก็ได้เวลากลับบ้านมาเจอครอบครัวที่รออยู่ที่ห้องพอดี! (เป็นลูกเนรคุณมาก ปล่อยพ่อแม่เที่ยวโตเกียวก่อนตั้งต่วันที่ 30 เพราะตอนแรกไม่คิดว่าจะได้มางานคอนนี้นี่แหละ ถถถ)

กลับมาถึงราวๆ สิบโมง ก็สลบยาวไปจนถึงห้าโมงเย็น ตื่นมาสิ่งที่ทำอย่างแรกคือ ไปชินจุกุแล้วไปร้านแลกเงิน! เลยบอกเค้าไปว่าแบงค์ผิด บลาๆ เค้าก็น่าจะรู้ว่าผิดจริง เลยเปลี่ยนแบงค์ให้เป็น 20 ฟรัง ด้วยความที่เรากลัวจะสับสนเรื่องเงินแบบตอนเงินยูโรอีก เลยรีบแลกๆ คืนไปให้เรียบร้อย ก็นับว่าเป็นการจบทริป EuroCG 2016 อย่างสมบูรณ์!

***********************************************************************

สรุป ทริปครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของการเดินทางไกล ครั้งที่สองของ EuroCG เป็นการประชุมที่รู้สึกสนุกกว่าครั้งที่แล้วมาก รู้สึก comfortable มากขึ้นมาก ได้พูดคุย รู้จักผู้คนเยอะแยะมากมาย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเยอะแยะ ได้เห็นสังคมวิชาการที่ดูเป็นสังคมวิชาการจริงๆ แบบที่ไม่ค่อยมี commercial เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้เห็นเวทีวิชาการระดับนานาชาติของจริง เห็นมุมมองแปลกๆ ใหม่ๆ ที่น่าจะเอามาใช้กับทั้งงานวิจัย งานจัดการประชุม และการจัดการอื่นๆ

การเดินทางครั้งนี้ เราเคยมีประสบการณ์หลายๆ อย่างมาก่อน ทำให้รับมือกับปัญหาต่างๆ ได้บ้าง (ยกเว้นปัญหาที่เกิดจากความเบลอของตัวเอง แก้ไม่หายสักที ฮืออ) แต่กระนั้นก็ตาม ก็มีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้อีกมากเลยทีเดียว

ที่สำคัญที่สุด การมาร่วมงานประชุมวิชาการ ทำให้เรารู้สึกมีความอินในหัวข้องานที่ทำอยู่ และรู้สึกว่าเป็นคนที่อยู่ในฟิลด์วิจัย และเนื่องจากงานของเรามันดู unique แบบไม่ค่อยมีใครทำแบบเรา ทำให้เรามีแรงบันดาลใจอยากสร้างงานวิจัยที่น่าสนใจในมุมมองใหม่ๆ ให้เป็นไปในแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เหมือนที่เซนเซคามิยาม่าที่คิวชู ที่เคยปฏิเสธเราไว้

Many researchers study the stable matching problem  in Economic, Mathematics, Computer Science.  So, you have to find “your own color”.

วันนี้เราพอจะเข้าใจแล้วว่า การหา “your own color” มันจะเป็นประมาณไหน… อย่างน้อยการมางานครั้งนี้ ทำให้จุดประกายความคิดเกี่ยวกับงานวิจัยของเราในอนาคตได้เลยทีเดียว…

ในที่สุดก็จบตอนสักที… ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านนะครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหราาาาาาา…)

***********************************************************************

KM (Knowledge Management) ประจำตอน

เนื่องจากมีความขี้เกียจเขียน และรายละเอียดอยู่ตอนเยอะพอสมควร KM วันนี้เลยขอสรุปโดยย่อๆ ถึงเรื่องดีๆ ที่น่าเอามาใช้ต่อ

  • Fast forward session ที่กล่าวไว้ข้างบน เป็นเรื่องที่น่าสนใจ การฝึกพูดอะไรที่ดูยากๆ ให้คนนอกฟิลด์วิจัยรู้จักในเวลาอันสั้น ดูเป็นเรื่องที่น่าท้าทายมาก
  • Open Problem session ในวงวิชาการ การแลกเปลี่ยนความเห็น โยนปัญหา ช่วยกันคิด แทนที่จะแข่งกันคิด น่าจะเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคมได้ดีเลยล่ะ

เรื่อยไปในโตเกียว 18 : เที่ยว Google Japan!

ในโลกยุคปัจจุบัน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Google! แทบจะเรียกได้ว่า Google เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราก็ว่าได้เลยทีเดียว… Google เป็นบริษัทใหญ่ต่างชาติสุดเมพ ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราสุดอลังการของที่ทำงาน ดังนั้นคงไม่มากนักที่เราจะได้มีโอกาสได้เข้าไปชมบรรยากาศของ Google

แต่เนื่องจากเราได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างมากจากพี่แน๊ค ผู้ซึ่งที่ทำงานที่ Google เราจึงได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาดู Office ของ Google สาขาญี่ปุ่นว่าเป็นยังไงบ้าง

เรื่อยไปในโตเกียวตอนที่ 18 (หืม ตอนที่ 18 ละหรอ เขียนไปได้ไงฟระ) จะมาเล่าสู่กันฟังถึงบรรยากาศที่น่าทำงานของบริษัท Google สาขาญี่ปุ่นกันให้อิจฉาเล่น ๆ 😛 …

*********************************************************************

ย้อนกลับไปใน “เรื่อยไปในโตเกียว ตอนที่ 16” (ต้องอ่านย้อนไปนิดดดนึง) เราได้ไปชูป้ายไฟและฟังบรรยายจากพี่แน๊ค หลังจากเสร็จงาน เรากับน้องน้ำตาล ก็ไปแวะคุยกับพี่แน๊ค ก่อนกลับก็บอกพี่แน๊คว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเที่ยวชมดู Google นะครับ  lol

จนกระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา (เดือนมกราคม) เป็นช่วงที่เวลาเหมาะสมแล้ว พี่แน๊คก็ส่งสารชวนไปชมบริษัท Google สาขาญี่ปุ่น (ปกติที่นี่ คนทำงานสามารถเชิญแขกมาชมได้ ไม่ควรเกินสองคนต่อเดือน) ตัวเราซึ่งจริงๆมีอีเวนท์ที่กำลังจะเข้ามาพอดี แต่พอได้รับเทียบเชิญนั้นแล้ว เราก็รีบทิ้งงานทุกอย่างเพื่อจะไปชม Google เลยทีเดียว! (เวอร์ไปไหม ฮาาาา) ในการนี้หลังจากเชคเวลาว่าง เชคจังหวะอันประจวบเหมาะดูแล้ว ก็เลยตกลงปลงใจว่า เราจะไปเยี่ยมชม Google กันในวันที่ 28 มกราคมครับ ! ซึ่งพี่แน๊คก็ส่งเมลล์ยืนยันเวลา และรายละเอียดอีกทีนึง

วันนี้ตื่นเช้าออกไปที่ Roppongi Hill Mori Tower ซึ่งเดินทาจากบ้านเราได้ด้วย Oedo ต่อเดียว (สบายมากก) ไปถึงก็เจอมุมคุ้นเคย ก่อนที่จะเข้าไปที่ตึก Mori Tower

ตึก Roppongi Hill Mori Tower พร้อมสัตว์คู่บ้านคู่ตึก (หืมมม)

การจะเข้าตึก Mori Tower นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จากการพิจารณาดูแล้ว ตึกนี้ก็เป็นตึก Office หรูระดับ Hi-ends เลยทีเดียว ที่ตึกถึงขนาดต้องมีป้ายว่า ห้ามมาชมวิวนะ (อันนี้ไม่แน่ใจป้าย เท่าที่จำได้อะนะ) ซึ่งมีการตรวจตราอย่างเข้มงวดมาก… ก่อนจะเข้าโซนสำนักงาน เราต้องแลกบัตรเข้า สำหรับกรณีเป็นแขกไปเยี่ยมชม Google เราต้องได้รับ Invited e-mail สำหรับเข้าตึกก่อน เราก็นำอีเมลล์ เลข Reservation number ไปให้เจ้าหน้าที่ที่เค้าน์เตอร์ เพื่อรับบัตรสำหรับไปที่ตึก

IMG_5661

เนื่องจากพี่แน๊คติดธุระนิดหน่อย เราจึงไปช้านิดนึง ตอนแรกกะจะไปรอข้างบน แต่ก็งงเอง (อ่านจากอีเมลล์ที่ได้มา เค้าให้ไปที่ชั้นไหนไม่รู้ อ่านไปงงไป ขึ้นๆลงๆลิฟท์ สุดท้ายเลยรอที่ Lobby เลย ฮาาา) พอเจอพี่แน๊ค ทักทายอะไรเสร็จแล้ว พี่แน๊คก็พาไปชม Google สาขาญี่ปุ่น

เริ่มต้นที่ชั้น 27 ก่อนอื่นเราต้องไปรับบัตร Visitor ก่อน เจอปุ๊บเราก็ได้เจอกับตุ๊กตา Android รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมเครื่องต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมของ Google ที่วางใกล้ๆกันก็เป็นตู้เกมส์จาก Akihabara ซึ่งตอนแรก CEO Google ซื้อไว้ กะจะส่งไปที่อเมริกา แต่สุดท้ายส่งลำบาก เลยทิ้งมันไว้ที่นี่เลย (ฮาาา)

น้องด๋อย จักรยานสำหรับ Street map และตู้เกมส์จากอะกิบะ

พี่แน๊คก็พาชมโรงอาหารของ Google ก่อนเลย ซึ่งหลักๆ ที่นี่มีโรงอาหารอยู่สามที่ ! ดังที่เราได้ยินกันมาว่าสวัสดิการของพนักงาน Google ดีมาก!  ดังนั้นพวกโรงอาหารเหล่านี้ก็บริการฟรี กินได้ไม่อั้น รวมถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่คัดสรรกันมาสำหรับพนักงาน Google

IMG_5664.JPG

ตู้กดน้ำแบบ Nomihoudai กดได้เลย เย่

หลังจากชมชั้นแรกเสร็จ พี่แน๊คกก็พาเราขึ้นไปชมชั้นต่อๆไป ซึ่งโดยภาพรวม แต่ละชั้นประกอบด้วยโต๊ะทำงาน (ตรงนี้เนื่องจากเราเข้าไปไม่ได้ เราเลยไม่ได้ถ่ายรูปมามากนัก) ห้องประชุม ซึ่งตึกชั้นนึงห้องประชุมประมาณยี่สิบสามสิบห้องได้! (ถึงกระนั้นก็ตาม พี่แน๊คก็ยังกล่าวว่า ห้องประชุมพวกนี้บางทีก็ไม่ค่อยพอนะ!!!) แต่ละชั้นก็จะมีธีมและการตกแต่งที่แตกต่างกันตามท้องเรื่อง เช่น ธีมพืชพรรณธัญญาหาร  ธีมประเทศญี่ปุ่น ธีมเรียวคัง และแทบจะทุกมุมตึก ก็จะพบกับ Micro Kitchen ก็จะมีพวกขนมขบเคี้ยว กาแฟ ผลไม้ อาหารเล็กๆน้อยๆให้กินไปทำงานไป ตามนโยบายของผู้บริษัทที่อยากให้ทุกคนได้ทำงานอย่างมีความสุข lol

Micro Kitchen ที่มีให้บริการทุกมุมของ Office

บรรยากาศซึ่งมาในธีมภูเขาไฟฟูจิ พร้อมด้วย Interaction ปลาคราฟท์บนพื้น (พี่แน๊คกล่าวว่าปกติปลามันจะมารุมๆ ที่เท้าเวลาเราเหยียบ แต่ทำไมคราวนี้มันไม่มา – -“)

ในระหว่างที่เดินชม เราก็เห็นบรรยากาศของการทำงาน มีทั้งผู้คนที่นั่งทำงานที่โต๊ะตามปกติ ผู้คนกำลังนั่งประชุมในห้องประชุม ผู้คนสุมหัวนั่งทำงาน เปลี่ยนบรรยากาศออกมาทำงานข้างนอกบ้าง  ทำงานที่ห้องเงียบๆ บ้าง ซึ่งที่นี่ก็มีพื้นที่สำหรับให้ได้ทำงานและพักผ่อนหลายๆ รูปแบบ

IMG_5671

เบื่อทำงานที่โต๊ะ ที่ห้องประชุม ก็ออกมาทำงานข้างนอกก็ได้นี่นะ 😀

เราก็เดินชมขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงโรงอาหารที่สอง ซึ่งธีมเป็นโรงอาหาร International ที่โรงอาหารนี้ก็มีพื้นที่กว้างๆ สำหรับจัด Party ในเย็นวันศุกร์ และเครื่องเล่นเล็กๆน้อยๆ เป็นการผ่อนคลายบรรยากาศ

IMG_5672

ตู้เกมส์บอล และเกมส์บนโต๊ะสำหรับเปลี่ยนบรรยากาศ

ที่นี่ก็มีโซนบริการยืมเครื่องคอมพิวเตอร์ บริการซ่อมบำรุงเครื่อง ที่อลังกว่าก็เห็นว่าพนักงานสามารถมาหยิบอุปกรณ์เครื่องใช้คอมพิวเตอร์ได้เลยตามที่ต้องการ แต่…ที่นี่เค้าจะเขียนราคารายชิ้นติดไว้ด้วยนะ ไม่ใช่ว่าขายหรอก…แต่เป็นการกระตุ้นเตือนให้มีจิตสำนึกสำหรับการหยิบเอาไปใช้อย่างรู้คุณค่า

หยิบของทุกคราวคำ สูจงจำเป็นอาจิณ (กลอนโหดไปมั้ย ฮื้ออออ)

เราก็ไปชมชั้นอื่นๆ ซึ่งก็ได้เห็นวิวอันแสนอลังการของมหานครโตเกียว เห็นทั้ง Tokyo Tower, Odaiba, ภูเขาไฟฟูจิ และรอบๆมุมอื่นเลยทีเดียว

IMG_5674

Tokyo Tower จากตึก Mori Tower

เราข้ามฝั่งไปอีกโซนนึง (ตึกชั้น 43, 44 อยู่อีกโซนลิฟท์) เพื่อไปชมบรรยากาศ office โซนนั้น สำหรับโซนชั้น 43-44 เป็นโซนสำหรับโปรแกรมเมอร์ ดังนั้นการออกแบบตกแต่งก็จะเป็นแนวๆ ธรรมชาตินิดนึง และแวะไปดูโรงอาหารอีกที่ของที่ Google ซึ่งดูเป็นโรงอาหารที่คึกคักที่สุดละ บริเวณแถวๆ นั้นก็มีพื้นที่สำหรับสันทนาการ เครื่องเล่นเกมส์พร้อมบริการแก่พนักงาน

IMG_5678

นั่นแหละฮะ…เราสามารถเล่นเกมส์อะไรก็ได้นะครับ แต่ที่มุมห้องมีป้ายติดไว้อยู่ว่า มันเป็นความรับผิดชอบของทุกคนที่จะใช้ของ แล้วเก็บให้เข้าที่เข้าทางให้เรียบร้อยนั่นเอง…

เราไปช่วงมื้ออาหารพอดี (เย่) เลยได้กินข้าวเที่ยงหนึ่งมื้อที่ Google ในช่วงที่กำลังเราถังแตกพอดี (ฮาาาาา).. หลังจากเดินชมโรงอาหารทั้งสามแล้ว เราก็เลยไปทานที่โรงอาหารแรก (อ่าว 555)

IMG_5679

อาหารสุดอร่อยสนับสนุนโดย Google 

ระหว่างกินข้าวเที่ยงก็พูดคุยกับพี่แน๊คในหลายๆ เรื่อง ที่นี่พนักงานก็เข้างานหรือออกงานได้ตามความเหมาะสม (แต่เอาจริงๆก็อย่าให้งานเสียหายอะนะ) เรื่องวัฒนธรรมองค์กร ที่ Google ก็ไม่จำเป็นต้องมีการอบรมวัฒนธรรมองค์กร แต่ก็มีอบรมเล็กๆน้อยๆ หนึ่งวัน จากที่เราสังเกต บริษัท Google สาขานี้ก็ดูมีชาวต่างชาติซะเยอะเลยทีเดียว ซึ่งก็มีชาวญี่ปุ่นอยู่ก็พอสมควร (แต่คนไทยมีอยู่ราวๆ ห้าหกคน ในตอนที่ตักอาหารก็เจอคนไทยที่ทำงานที่นั่นด้วยอีกคนนึง) เท่าที่ดู บรรยากาศการทำงานที่นี่ดูผ่อนคลายอยู่พอสมควร [นิยามคำว่า ผ่อนคลาย เราจะไปพูดในส่วน Knowledge Management ประจำตอน] จะเทียบว่าผ่อนคลายกว่าแบบญี่ปุ่นไหม เราตอบไม่ได้ เพราะเราเองไม่เคยสัมผัสบรรยากาศ office ญี่ปุ่นเหมือนกัน

กินเสร็จก็ได้เวลาแยกย้าย พี่แน๊คกลับไปทำงานต่อ ส่วนเราก็กลับมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อมาฟังคุณนาคายาม่าสอบ Defend Thesis ป.เอก (ช่วงนี้เป็นเทศกาลสอบ Thesis จบของเด็กที่นี่) ก็แวะถ่ายรูปกับน้องด๋อยก่อนกลับไป..

น้องด๋อย และหลักฐานว่าเรามา Google แล้วนะ ถถถ

ก่อนเข้าสู่ Knowledge Management ประจำตอน เราต้องกล่าวขอบพระคุณสำหรับโอกาสดีๆ ที่ได้รับในครั้งนี้จากพี่แน๊ค การมาเที่ยว Google Japan ครั้งนี้ ก็ทำให้เราได้เปิดหูเปิดตา เห็นบรรยากาศของการทำงานแบบบริษัท ซึ่งตัวเราไม่เคยสัมผัสมาก่อน (ก่อนหน้านี้อยู่ในโลกวิชาการมาตลอด เคยไปดูงาน AIG ตอนอยู่ปีสี่ ป.ตรี อยู่ครั้งเดียว) ได้มาเห็นบริษัทที่สนับสนุนให้พนักงานทำงานอย่างผ่อนคลาย เพื่อให้เกิดความ productive ในการทำงาน ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่คงหาไม่ได้ง่ายๆ แน่ๆ ส่วนตัวเราได้เรียนรู้ความเมพของพี่แน๊คหลายๆ อย่าง และจะพยายามเอามาปรับใช้ให้เข้ากับตัวเราต่อไป…

…KM (Knowledge Management) ประจำตอน…

จากการไปเที่ยว Google Japan วันนี้ ก็ได้เห็นความหรูหราอลังการของบริษัทระดับโลก !! ซึ่งเราก็อยากสะท้อนคิดในมุมมองของเราหลายๆ ประเด็น (ทั้งที่เกี่ยวกับการไปดูวันนี้ และสิ่งที่อยู่ในใจ) ดังนี้

1. ผ่อนคลาย ที่กล่าวไว้ในข้างบน หลายคนอาจจะคิดว่า คำว่าผ่อนคลายคือ นั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องทำอะไร เลิกงานเสร็จไม่ทำอะไรแล้ว ในที่นี้เราอยากจะขยายความคำว่าผ่อนคลายไว้ให้ชัดเจน

เราได้ยินจากพี่แน๊คหลายครั้งเกี่ยวกับ Work-life balance ในการทำงาน ในความเข้าใจของเรา เราคิดว่าในหนึ่งวัน เราไม่ได้จะต้อง focus อยู่แต่งานอย่างเดียว แต่เราควรหาเวลาให้ตัวเราพักผ่อนบ้าง เช่น ในหนึ่งวัน เราควรหาเวลากินอะไรที่ดีๆ นิดนึง หาเวลาออกกำลังกาย หาเวลาสุนทรีกับชีวิต หางานอดิเรกทำ ตัวเราเชื่อว่า การเปิดช่องว่างให้ได้พักผ่อน ก็จะเป็นการเปิดช่องให้ไอเดียดีๆ แล่นเข้ามาในหัวได้

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องที่ใกล้เคียงกัน เกี่ยวกับการทำงานให้สนุกและ Productive ขอยกตัวอย่างใกล้ตัวของเรา นั่นคืออาจารย์ที่ปรึกษาเรา (ทั้ง ป.โท ที่ไทย และ ป.เอกที่ญี่ปุ่นเอง…) เราคิดว่าเราโชคดีมากที่เราได้อาจารย์ที่ปรึกษาที่เข้าใจในเรื่องนี้ และพยายามสนับสนุนให้เราได้เรียนรู้อะไรพวกนี้เช่นกัน

อาจารย์ที่ปรึกษาของเราตอน ป.โท มีงานอดิเรกคือการวิ่ง หลายคนอาจจะรู้สึกว่าอาจารย์ชิวมาก แต่เราไม่รู้สึกอย่างนั้น เราคิดว่าอาจารย์สามารถหา work-life balance ได้ดี เพราะในเวลาที่เป็นการทำงาน อาจารย์ก็เต็มที่มากๆ เช่นกัน กับการคุมวิทยานิพนธ์ของเรา ก็เหมือนกับเราทำงานและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน และให้อิสระกับเราในการตัดสินใจ ทำให้การทำวิทยานิพนธ์ตอน ป.โท เป็นช่วงเวลาที่สนุก จนถึงตอนนี้เราก็ยังปรึกษาอภิปรายงานกับอาจารย์ข้ามประเทศอยู่

ส่วนอาจารย์ที่ญี่ปุ่น… ซุปเราเป็นคนที่ทำงานเยอะมากๆ ในหนึ่งวัน ซุปก็จะต้องทำงานวิจัยของตัวเอง สอนหนังสือ บริหารเงินวิจัย แต่งหนังสือ เป็น Deputy director ของสถาบันวิจัย คุมวิทยานิพนธ์เรา ตรวจงานเราแบบละเอียดยิบ (บ่อยครั้งเราได้อีเมลล์ส่งถึงมือตอนเที่ยงคืน – -“) แต่ซุปเราก็เป็นคนที่สบายๆ ลั้ลลา ใจดี และไม่เข้มงวด (นี่ทำให้เราต้องมีรับผิดชอบด้วยตนเองเพิ่มขึ้นมาก)

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ Grad School เรามี Colloquium ประจำเดือน รอบนี้ซุปเรามาแปลก ซุปเราเตรียมอุปกรณ์ทำค๊อกเทลพร้อมมาก จากการคุยเลยรู้ว่า ซุปเราเรียนทำค๊อกเทลตั้งแต่เรียน ป.ตรีปีสอง (ซุปบอกว่า สมัยนั้นที่ญี่ปุ่น ที่โทได สโมสรนักศึกษานัดหยุดเรียนกันหนึ่งปี ช่วงที่เค้าประท้วงๆกัน ถ้าลองหาในประวัติศาสตร์ ซุปเลยรู้สึกว่าต้องหาอะไรเรียนซะแล้ว) นอกจากจะทำค๊อกเทลเป็น ซุปเรายังแบ่งเวลาไปเรียนทำโซบะ (เมื่อหลายๆปีก่อน) จนที่โรงเรียนทำโซบะเชิญให้เป็นโซบะเซนเซด้วย ! ซุปเราทำงานอย่างมีความสุข เลยได้งานใหม่ๆ ดีๆ ออกมา ซึ่งเราคิดว่าเป็นเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้อาจารย์คิดงานเจ๋งๆ ไปโชว์ในระดับโลกได้บ่อยๆ (Illusion of the year นั่นเอง)

เราเรียนรู้อะไรจากอาจารย์ของเรา… การที่เราแบ่งเวลาดีๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ สนุกไปกับการเรียนรู้ และสนุกไปกับงาน มันจะทำให้เราสามารถนำงานมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (ซึ่งสุดท้ายมันคงจะแยกจากกันไม่ออก) และสุดท้ายถ้าเราอินไปกับมัน เราน่าจะสามารถหาจุดสมดุลของมันได้ ทำให้ชีวิตสนุกสนาน และได้งานที่ productive เมื่อเทียบกับเวลา…

2. การมีวินัยในตัวเอง เท่าที่สังเกตที่ Google พนักงานไม่ได้อยู่ในกรอบที่รัดแน่นมากนัก แต่งกายไปทำงานชุดอะไรก็ได้ ไม่ต้องใส่สูทผูกไทด์ จะนั่งทำงาน เอาอะไรไปกินที่โต๊ะทำงานก็เชิญตามสบาย… จะไปทำงานกี่โมงก็ตามความเหมาะสม จะหยิบของกิน หยิบของไปใช้ก็เชิญ… จะเล่นเกมส์หลังกินข้าวก่อนทำงานก็ได้เลย มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ…

ฟังดูเหมือนเป็นอะไรที่น่ากลัวบริษัทจะเจ๊ง !! ซึ่งมันคงเจ๊งถ้าคิดตามแบบไทยๆ …

แต่ถ้าเราทุกคนมีจิตสำนึกร่วมกัน รู้จักหน้าที่ คิดถึงคนอื่น หยิบของไปเท่าที่จำเป็นจะใช้ มีความรับผิดชอบ รู้จักแบ่งเวลา หาสมดุลของชีวิต work-life balance ในข้อแรกที่กล่าวไว้ ความ flexible เหล่านี้มันจะเป็นอะไรที่ทำให้งานดู productive มากๆ และเป็นการสร้างสังคมการทำงานที่ดีและอยู่ร่วมกันได้

จากการสังเกตที่นี่ (เหมือนที่เคยเขียนไว้หลายๆ รอบ) ที่ญี่ปุ่นจะสอนให้ทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ไม่ทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อน ซึ่งจากการไปดู Google ที่นี่ก็พอเข้าใจได้ว่าเป็นยังไง (แต่คิดว่าคงเป็นที่ Google ทุกที่แหละนะ)

ของอย่างนี้ดูเหมือนมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่เมื่อนำมาดูกับที่บ้านเรา เรามักจะตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องมีกฎระเบียบมากมายหยุมหยิมคอยบังคับให้อึดอัดใจ…

ในความเห็นของเรา เรื่องนี้มองได้สองมุม…

  • จากมุมมองของคนปฏิบัติงาน เราอาจจะรู้สึกคล้อยตามนิทานเรื่อง มดน้อยจอมขยัน (ดูได้ในลิงค์นี้)
  • จากมุมมองของคนออกกฎระเบียบ เป็นเพราะเคยมีอะไรที่ทำให้เกิดความไม่ไว้ใจหรือเปล่า ?

ซึ่งก็ทิ้งไว้เป็นคำถามชวนคิดกันต่อไปก็แล้วกันว่า จะทำยังไงให้องค์กรที่เราอยู่เป็นองค์กรที่น่าอยู่…

3. บรรยากาศกับการทำงาน ต่อมาจากข้อ 2 การทำงานที่ productive ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเคร่งเครียดกับการทำงาน จดจ้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หน้าหนังสือเสมอไป… ในความคิดของเรา เราคิดว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพ มาจากบรรยากาศของการทำงาน เนื่องจากคนเราแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการหาสิ่งแวดล้อม บรรยากาศที่เข้ากับตัวเราก็ย่อมแตกต่างกัน บางคนนั่งทำงานห้องเงียบๆ บางคนชอบนั่งใต้ต้นไม้คิดงาน บางคนชอบนั่งที่ที่อึกทึกคึกโครมนิดนึงตามร้านกาแฟ ก็ได้ผลงานที่ดี บางครั้งการทำงานก็ต้องอาศัยพื้นที่สำหรับการ discussion กระดานใหญ่ๆ เขียนมันทั้งฝาผนัง หรือบางคนต้องการหลายๆบรรยากาศในการทำงาน ดังนั้นการออกแบบ จัดพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำงานในบริษัท สำนักงาน หรือภาควิชา เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ตัวอย่างง่ายๆ ของเราเอง เวลาเราทำงานศิลป์ (เช่นทำ slide สัมมนา ทำโปสเตอร์) เราก็ต้องการบรรยากาศแบบนึง (เสียบหูฟังเพลงไปทำงานไป) เวลาอ่านหนังสือ เขียนเปเปอร์ เราก็ต้องการบรรยากาศแบบเงียบมากๆ ตัดขาดทุกการติดต่อ (หอบหนังสือ กระดาษไปเขียนที่ห้องสมุดแบบไม่เอาคอม โทรศัพท์ไป) เป็นต้น

ในฐานะที่เราจบกลับไปต้องทำงานในส่วนงานด้านวิชาการ (อาจจะมหาวิทยาลัย หรือไม่ก็สถาบันวิจัย) เราก็อยากเสนอให้มีการจัดบรรยากาศที่หลากหลาย น่าทำงาน มีพื้นที่ทั้งให้ศึกษาด้วยตัวเอง พื้นที่ discussion มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน…

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะต้องคิดมากหน่อย ซึ่งเป็นโจทย์ที่น่าสนใจ คือ…

หน่วยงานราชการต่างๆ หามีเงินไม่ !!!! เลยมีปัญหาที่น่าสนใจว่า เราจะทำยังไงในการสร้างพื้นที่และบรรยากาศที่น่าทำงาน น่าเรียนรู้ จากพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดผลสูงสุด (ยังเป็นปัญหาปลายเปิดที่ทิ้งไว้ให้กับตัวเองในอนาคตตอนต้องกลับไปทำงาน)

4. ทุกอย่างมีราคาของมัน ที่ Google หรือบริษัทดีๆ ที่ไหนๆ ใครๆ ก็อยากทำงาน (จริงไหม) แต่การที่จะเข้าไปทำงานในที่ที่สิ่งแวดล้อมดีๆ สวัสดีการดีๆ บรรยากาศเหมาะ ๆ มันก็มีราคาของมันที่ต้องจ่าย ราคาในที่นี้คือความทุ่มเท ตั้งแต่การทุ่มเทก่อนที่จะได้เข้าไปทำงาน การทุ่มเทในขณะทำงาน ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง

หลังจากที่เพิ่งอกหักจาก N4 มา อันนึงที่เราเข้าใจตัวเองคือ เราก็ยังพยายามไม่พออยู่ดี… เงิน (ในที่นี้คือสิ่งที่เรามีอยู่ และความพยายาม) ไม่พอจ่ายกับราคาของที่จะได้มา ดังนั้นสิ่งที่จะต้องพยายามให้มากขึ้น แล้วเราจะสู้กันใหม่อีกยก ^o^

****************************************

สรุป การไปดู Google วันนี้ ทำให้ได้ผ่อนคลายจากการเจอสิ่งที่ทำให้ตัวเรารู้สึกไม่โอเคในช่วงเดือนที่ผ่านมา  ได้อิ่มอร่อยจากอาหารของ Google ที่สำคัญได้เรียนรู้ และสะท้อนคิดอะไรหลายๆอย่าง…

เขียนมายืดยาวแล้ว ได้เวลานอนเด็กดีสักที…

ขอบคุณทุกคนที่ทนอ่านครับ (มีคนอ่านของแกด้วยหรออออออ)

เรื่อยไปในโตเกียว 17 : แข่งสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่น

อาจารย์ช้างเคยโพสสเตตัสเฟสบุ๊คไว้ว่า “มากมายหลายสิ่ง ชีวิตจึงมีความหมาย”
เรามักเป็นคนที่ชอบหาเรื่องหางานเข้าตัวเสมอ… งานนี้ก็เช่นกัน เราก็หาเรื่องเข้าตัวอีกจนได้ ทำให้เรามีงานมากมายหลายสิ่งจริงๆ (แล้วชีวิตเราก็จึงมีความหมายใช่ไหม?)

เรื่อยไปในโตเกียวตอนนี้ จะมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การแข่งสุนทรพจน์ภาษาญี่ปุ่นครั้งแรก (และน่าจะครั้งเดียว) ตั้งแต่การหาเรื่องเข้าตัว จนกระทั่งงานแข่งผ่านไปได้ด้วยดี (หรอออออ)

********************************************************

หนึ่งในเป้าหมายประจำปีของเรา (Reference: Here) คือการยกระดับศักยภาพทางภาษาญี่ปุ่นของเรา แผนของเราในปีนี้คือต้องผ่าน N4 ให้ได้ (ซึ่งก็ยังไม่รู้ผลรอบที่เพิ่งสอบไป) ดังนั้นปีนี้ เราจึงพยายามกับภาษาญี่ปุ่น วิธีหนึ่งคือการเรียนภาษาญี่ปุ่นของที่มหาวิทยาลัย ซึ่งจริงๆ แล้ว Grad School ก็ไม่ได้บังคับเรา แต่เราอยาก เลยขอซุปไปเรียนด้วย ซึ่งซุปเราก็สนับสนุนมาโดยตลอด (เป็นต้นว่า เวลา meeting ประจำสัปดาห์แล้วซุปจะย้ายเวลา ซึ่งพอย้ายแล้วจะชนคาบภาษาญี่ปุ่น ซุปก็จะหลบเวลาคาบภาษาญี่ปุ่นให้ตลอด lol) จากเทอมแรกที่มาจนเทอมนี้ เราก็อัพคลาสขึ้นมาจากคลาสพื้นฐาน (Introductory 2 -> Beginner 1 -> Beginner 2) สู่คลาส Intermediate สักทีในเทอมนี้

ความรู้สึกครั้งแรกๆ ตอนเรียนคลาส Intermediate นี้คือ อึดอัดมาก ตอนเราเรียนคลาสพื้นฐาน เราไม่ได้ถูกบังคับให้จำคันจิ ในคลาสเซนเซก็จะชิวๆ คันจิก็จะมีฟุริงานะกำกับ (และเราก็ไม่พยายามจะจำมันด้วย) จนกระทั่งมาเทอมนี้…. หนังสือที่เรียนมีความยากแบบอัพสเต็ปมาก ด้วยเวลาเรียนที่เพิ่มขึ้น เนื้อหาที่ยากขึ้น และควิซ+สอบ ที่มาเป็นระยะๆ ทำให้บังคับให้เราต้องท่องคันจิบทละประมาณสี่สิบห้าสิบคำไปโดยปริยาย  ในห้องเรานี่แทบจะเป็นตัวถ่วงทำให้คลาสในห้องช้าเป็นประจำเลยทีเดียว TT ด้วยความช้าไม่รู้เรื่องของเรา ทำให้เรารู้สึกเหมือนแอบโดนเพื่อนร่วมคลาสเหยียดๆ อยู่บ้างช่วงต้นๆ (ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า) ด้วยภาวะแบบนี้ก็เลยบังคับให้เรายอมแพ้ไม่ได้!

วันหนึ่งในคลาสภาษาญี่ปุ่น มีสตาฟจาก International office มาประชาสัมพันธ์การแข่ง speech contest สำหรับนักเรียนต่างชาติของมหาวิทยาลัย ชิงถ้วยรางวัลอธิการบดี พร้อมเงินรางวัล (ที่หนึ่ง 50,000 เยน ที่สอง 40,000 เยน ที่สาม 30,000 เยน ที่สอง 20,000 เยน และรางวัลของ Campus mate) เราก็ได้รับใบสมัครมาด้วย เซนเซที่สอนในคลาสก็ประชาสัมพันธ์ไปว่าใครสนใจก็สมัครเลย… เราก็ชิวๆ คิดว่า หน้าอย่างตรู แค่พูดภาษาญี่ปุ่นธรรมดาให้มันโอเคก็ยากแล้ว นี่จะไปพูด speech เลยหรออออออ คงไม่ดีกว่า

ตอนบ่ายหลังจากกลับมาจากคลาสภาษาญี่ปุ่น เราก็ไปที่แลป เล่าให้น้อง ป.โท ฟัง นางๆ ก็บอกไป สมัครสิๆ ไม่รู้พูดจริงหรือพูดเล่น เราก็คิดดูก่อนละกัน… เนื่องจากเราเป็นพวกคล้อยตามง่าย เราก็ เอ๋ สมัครดีไหมน้า… เงินรางวัลก็ล่อตาล่อใจอยู่นะ อีกอย่าง เราก็เคยมีประสบการณ์อะไรพวกนี้มาบ้างตอนเรียน ม.ปลาย ป.ตรี (ขยายความตรง Remark 1) เลยคิดว่า ประสบการณ์พวกนี้จะหนุนนำมาปรับใช้ได้บ้างแหละนะ… คิดไปคิดมาจนใกล้วัน Deadline รับสมัคร ไปปรึกษาซุป ซุปก็ เอาสิๆ น้องในแลปก็เชียร์ เราก็เลย เอาวะ สมัครก็สมัคร

ตอนเลือกหัวข้อ Speech เราก็นึกไม่ออก จะเลือกหัวข้ออะไรดี ธีมของงานแข่งขันคือ 異文化体験から学んだもの―母国・日本・そして未来へ― สำหรับการพูด 5 นาที จากความเข้าใจคือ เป็นการเปรียบเทียบวัฒนธรรมของประเทศเรา กับญี่ปุ่น พร้อมกับการนำปรับใช้ในอนาคต ประสบการณ์สมัยไปฝึกพูดที่สโมสรฝึกพูดเชียงใหม่ เคยมีผู้วิจารณ์กล่าวกับเรา (หลังจากเสร็จงาน) ว่า เวลาเราพูด ควรเลือกหัวข้อที่ให้ความรู้แก่ผู้ฟัง แทนที่จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียว (ตอนนั้นที่ไปฝึกพูด เล่าให้ฟังเรื่องประสบการณ์รับน้องขึ้นดอย ตามสไตล์ที่เรากำลังเห่อๆ ช่วงเป็น Freshy ปี 1) ในการเลือกหัวข้อครั้งนี้ เราเลยอยากเลือกหัวข้อที่ดูแปลกใหม่ มาจากประสบการณ์ของเราที่คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น และเสนอแนวคิดที่น่าสนใจด้วย…

เนื่องจากเราชอบไปงานประชุมวิชาการมาก (เพราะแอบได้เที่ยวด้วย และกินฟรีด้วย อิอิ) เราเลยมองเห็นมุมนึงที่เกิดจากการประชุมวิชาการ ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างที่ไทยกับที่ญี่ปุ่นมาก เราเคยเขียนเรื่องนี้ไว้แล้วในเรื่อยไปในโตเกียว 2 ตอน บุฟเฟต์ญี่ปุ่น เนื่องจากคิดอะไรไม่ออกด้วย เลยหยิบเรื่องนี้มาใช้เลย – -” ส่วนประเด็นเกี่ยวกับสิ่งที่เอาไปใช้อนาคต เราก็คิดถึงเรื่องการวิจัยแนวพหุวิทยาการ (อันนี้เป็นความคับข้องใจส่วนตัวตอนไป AMM ที่กระบี่เมื่อสามปีก่อน เราคิดว่าปาร์ตี้ตอนจบงานน่าจะได้มีโอกาสรู้จักคนใหม่ๆ ในสายคณิตศาสตร์บ้าง แต่งานนั้นไม่ใช่อย่างนั้น เรานั่งแยกๆ โต๊ะ กินข้าว (ไก่ทะเล : ไปทะเลแต่ได้กินแต่ไก่ – -) กำลังจะได้ร้องคาราโอเกะแต่ฝนก็ตกซะก่อน…) งานเลี้ยงสไตล์ญี่ปุ่นน่าจะมีโอกาสได้เจอผู้คนใหม่ๆ เยอะกว่า มีโอกาสได้คุยกันมากขึ้น เกิดหัวข้อวิจัยใหม่ๆ ง่ายขึ้น เลยเลือกหัวข้อนี้

พอได้หัวข้อนี้แล้ว เราเลยเขียนแล้วสมัครไปในวันกำหนด Deadline พอดี – -” ไม่คิดว่าเค้าจะรับให้เข้าแข่งขันด้วย (สงสัยคนสมัครน้อย ใครสมัครก็รับหมด ถถถถ) หลังจากที่เราสมัครไป ทาง International Office ก็นัดมาประชุมผู้แข่งขัน และวันประชุมวันแรกก็มาถึง…

การประชุมของคนแข่งขันมีทั้งหมดสามครั้ง ครั้งแรกคือเพื่อปฐมนิเทศ เล่ากติกา แบ่งกลุ่ม ครั้งที่สองเป็นการชี้แจงทั่วๆไป นัดแนะนัดหมายรูปแบบ และครั้งที่สามคือ ซ้อมพิธีการ นัดหมาย อื่นๆ

ในการแข่งขันครั้งนี้ ผู้สมัคร (ซึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติ) จะถูกจัดเป็นทีม ในทีมจะมีคนแข่งขันหนึ่งคน และทีม Advisor ทีมละสามคน ทีม Advisor จะเป็นนักเรียนญี่ปุ่นที่จะคอยช่วยเหลือเรื่องภาษา สคริปต์ การพูด และช่วยประสานงานกับทางคนจัดงาน.. เราก็ถูกจัดทีม ซึ่งมีเด็ก ป.ตรีจากคณะกฏหมาย และคณะอักษรมาช่วยเราด้วย จากที่ดู ผู้แข่งขันก็มาจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลี อิตาลี ออสเตรเลีย (คนออสเตรเลียนี่เอาจริงๆ ก็ลูกครึ่งไทยมาเลเซียแต่ไปโตที่ออสเตรเลียนั่นแหละ)

วุ่นวะวุ่นวาย

หลังจากนั้นเราก็เริ่มร่างสคริปต์ กำหนดไอเดีย เขียนๆไป เนื่องจากทักษะภาษาญี่ปุ่นเราง่อยมาก ทีมงานของเราก็เลยต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคันจิ แกรมม่า เราก็โง่หมด TT จนสคริปต์เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ก็ควรเริ่มซ้อมได้แล้ว…

IMG_5547

ดราฟท์แรกๆ ของสคริปต์ แก้โดยน้องซันชิโร่และพี่กิฟท์

ท้ายที่สุด เราก็ได้หัวเรื่องสวยๆ คือ

パーティーが研究にもたらすもの:文化を比較して
จากงานเลี้ยงสู่งานวิจัย : เปรียบเทียบวัฒนธรรมที่ต่างกัน

ปัญหาของเราคือ เวลาของเราที่ไม่ค่อยจะมีตั้งแต่ไหนแต่ไร… เนื่องจากภารกิจหลักของเราคืองานวิจัย ป.เอก ดังนั้นงานพวกนี้เราจะไม่เอาไปกระทบเวลาวิจัยปกติ (วันธรรมดา ถึงประมาณหกโมงเย็น) ทำให้เราต้องเจียดเวลาว่าง ซึ่งเวลาว่างเราก็มีงานอื่นเข้าแทรกได้บ้างซึ่งพอจะ list ไว้ได้ดังนี้ (หรือจริงๆคือข้ออ้างนั่นแหละ  5555)

  • ระหว่างการเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็ต้องท่องคันจิ ทำการบ้านอันหลากหลายมากมาย (อาทิ เรียงความ เตรียมบทพูด)
  • Oct~Nov เนื่องจากเราจะไปงาน TJIA (14 พฤศจิกา) เราจึงต้องเตรียมงาน TJIA กับน้องพัทร ซึ่งจากการที่เราไม่เอาไปเบียดกับเวลาวิจัยปกติกัน เราเลยต้อง shift งานพวกนี้ไว้ในเวลาว่าง ซึ่งเราต้องใช้เวลาว่างวันเสาร์สำหรับการทำงาน พอมีงานนี้เข้าแทรก เลยต้องจัด slot เวลาดีๆ (ทำนองว่า กลางวันทำ speech ตอนเย็นลุย TJIA)
  • (19 พฤศจิกา) พรีเซนต์ Speech ของคลาสพูดภาษาญี่ปุ่น (ซึ่งต้องเป็นอีกเรื่อง ใช้ซ้ำกันไม่ได้ ฮือ) การท่องสคริปต์เป็นเรื่องที่หายนะมาก
  • Nov ปั่นเปเปอร์ submit งาน SoCG ซึ่ง deadline คือต้นเดือน 4 ธันวาคม (งานเขียนเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิมาก)
  • Dec (4 ธันวาคม) สอบ N4 เนื่องจากเป็นการสอบรอบที่สอง หลังจากตกไปครั้งนึงแล้ว ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ดังที่น้องซันชิโร่กล่าวไว้ว่า “ถ้ารอบนี้พี่ยังสอบไม่ผ่านอีก ก็เก็บกระเป๋ากลับไทยไปเลยฮะ! TT”
  • พ้นจากสอบ N4 อีกสัปดาห์เราก็ถูกเลื่อนสัมมนาขึ้น เพราะซุปเปลี่ยนวันเดินทางของแก ทำให้ศุกร์เดิมที่ต้องพูดสัมมนาโดนเลื่อนขึ้น งานเราก็เลยต้องเตรียม

ประชุมรวมครั้งที่สอง (เสาร์ 21 พฤศจิกา) มีการจับสลากเลือกลำดับการพูด ดวงของเราก็ได้ลำดับสุดท้ายเลยยยยยยยย….. กดดันที่สุด ตื่นเต้นที่สุดละ TT

เราก็ปั่นงานเรื่อยๆ วันเสาร์ที่ปาร์ตี้ชมรมส้มตำฯ (เสาร์ 28 พฤศจิกา) ก็กินอาหารไทยกันไป ระหว่างนั้นทุกคนก็ถามว่า พูดอะไร ไหนลองพูดให้ฟังสิ อ้าว ภาษาญี่ปุ่นยังไม่ได้ ลองเล่าแบบภาษาไทยให้ฟังหน่อย… ทุกคนก็ฟังเราเล่า (ซึ่งเราก็เล่าแบบไม่รู้เรื่อง ตามสไตล์คนพูดไม่รู้เรื่อง ฮือออ) บรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ก็ช่วยแก้ช่วยคอมเมนต์โครงเรื่องของเราไป…

หลังจากสคริปต์เสร็จ เราก็ควรเริ่มซ้อม แต่เราก็ยังไม่ค่อยมีเวลาซ้อม เลยทำได้แบบอ่านแบบติดๆ ขัดๆ จับเวลาไม่ได้สักที ส่วนนัดกับทีม เราก็ว่างแค่เวลาพักเที่ยงของวันที่เราไปเรียนภาษาญี่ปุ่น (ด้วยเราอยู่คนละ campus กับทีม ทำให้แอบลำบากอยู่พอควร) ภาวะแบบนี้เกิดมานานจนกระทั่งเดือนธันวาคมล่วงเข้ามา… สัปดาห์ใกล้สอบ N4 เราก็นอยด์มากๆ งดทุกอย่าง (ยกเว้นวิจัย) เพื่อ N4 เลยทีเดียว (ศุกร์ก่อนสอบ N4 มีสอบใหญ่ภาษาญี่ปุ่นด้วย) จนหลัง N4 เสร็จก็ได้เวลาลุยท่องบทสักที…

ระหว่างที่เราก็เตรียมบท เตรียมซ้อมไป วิธีนึงที่เราใช้เพื่อให้จำได้ในภาวะที่ไม่มีเวลาคือ ขอให้คนญี่ปุ่น (ก็ทีมงานนี่แหละ) ช่วยอ่านสคริปต์ เราก็อัดเสียง แล้วฟังในช่วงว่างๆ เช่น ขึ้นรถไฟฟ้า ดังนั้นตั้งแต่เดือนธันวามานี้ เราฟังบทพูดมาหลายร้อยรอบแล้ว TT วันที่ meeting กับอาจารย์ ก็คุยกับอาจารย์ว่า เราก็อยากซ้อมพูดให้ฟังเหมือนกัน อาจารย์ก็เห็นดีเห็นงามด้วย (ตอนแรกแกก็จะบอกว่า วันสัมมนาที่คุณพูด ก็ซ้อมอันนี้เลยก็ได้ แต่เราเห็นค้าน สัมมนาแลป งานหลักควรเป็นงานวิชาการ งานแข่งพูดเป็นเรื่องชิวๆ แทรกๆเอาก็ได้) เราเลยซ้อมให้อาจารย์ฟังในสัมมนาแลปด้วยเลย !

ที่แลป สมาชิกแลปก็เหมือนเห็นอีเวนท์นี้เป็นอีเวนท์สนุกๆเลย น้อง ป.โท ก็มาช่วยฟัง ทานากะซัง (ป.เอก ปีสามในแลป) ก็มาช่วยดูช่วยแก้สคริปต์ให้โอเคมากขึ้นเรื่อยๆ

(ศุกร์ 11 ธันวาคม) วันสัมมนาแลป ซ้อมแบบอ่านให้อาจารย์ฟัง ก็แบบกระท่อนกระแท่น แต่อาจารย์ฟังก็ว่าโอเค บทดีแล้ว ไปฝึกเพิ่มอีกหน่อย

(เสาร์ 12 ธันวาคม) ประชุมรวมครั้งที่สาม รู้ความจริงที่ช๊อคมากคือ ปีนี้การแข่งขันจะใช้ไมโครโฟนแบบขาตั้ง (ในขณะที่ปีอื่นๆ มีโพเดียม ทำให้แอบวางโพยได้) เอาจริงๆ เราก็ไม่อยากดูโพย แต่คิดว่ามันก็จำเป็นสำหรับเคสนี้แหละนะ T-T ประชุมครั้งนี้ทำให้เราลองดูแล้ว ตัดสคริปต์ออกไปอีก เพื่อให้ทันเวลา

พูดถึงการแข่งขั้นครั้งนี้…จริงๆตอนแรกเราก็คิดว่า เอ้อ ด้วยประสบการณ์ของเรา น่าจะพอได้รางวัลกับเค้าน้าาาา…ตอนแรกๆ คิดเลย เพื่อห้าหมื่น เพื่อห้าหมื่น… คิดได้ประมาณสองสามสัปดาห์แรกๆ แต่พอเริ่มทำไป เราก็เริ่มเห็นศักยภาพของเรา เราก็เลยเปลี่ยนเป็น แข่งเพื่อความสนุกและประสบการณ์เป็นหลักแทนแล้ว… แต่ยังไงก็ตาม เราต้องทำให้ได้ เพื่อท้าทายขีดความสามารถของเรา ! พอคิดได้แบบนี้ จากการที่ทำแล้วไม่สนุก ก็เลยเป็นการทำเพื่อความมันส์ ดังนั้นความเบื่อหน่ายที่เคยมีก็เริ่มหายไป เปลี่ยนเป็นความสนุกแทน

เราฝึกอ่าน ฝึกจำไปเรื่อยๆ ช่วงไหนว่างก็อ่านๆ สคริปต์ ช่วงที่นั่งรถไฟระหว่างแคมปัส กลับบ้าน ก็ฟังสคริปต์ ฟังไปท่องไปพลางๆ จนเริ่มโอเคขึ้น แต่ก็ยังจำได้ไม่หมดอยู่ดี…

ล่วงเลยมาสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง… เราก็ฝึกเยอะขึ้น แต่เวลาเราก็ไม่ได้มีมาก เพราะเราต้องโปรแกรมมิ่งงานวิจัยเราด้วยให้มีความคืบหน้าก่อนที่เราจะปิด discussion ประจำปีกับซุปในวันพฤหัส… (เป็นสัปดาห์ที่กลับจากแลปห้าทุ่มครึ่งหลายวันเลยแหละ) ดังนั้นเวลาซ้อมเราก็หายๆไปด้วย กลับบ้านมาก็หมดแรง ซ้อมได้สักชั่วโมงก็สลบเรียบร้อย T_T

สัปดาห์นี้เราก็เริ่มให้เวลามากขึ้น วันพุธ (16 ธันวา) แอบไปแลปช้าหน่อย เพราะนัดซ้อมกับทีมงานถึงบ่ายสองที่อีกแคมปัสนึง กลับมาก็เกือบๆเย็นๆ ละ เขียนโปรแกรมต่อ สลบไป… วันพฤหัส คุยงานกับอาจารย์เสร็จ เหนื่อยมาก เลยชิงกลับบ้านก่อน…

วันพฤหัส (17 ธันวา) ด้วยความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่สะสม ทั้งจากโปรแกรม คุยงานกับอาจารย์ และการซ้อม ทำให้เราหยุดทุกอย่างตั้งแต่หกโมงครึ่งและกลับบ้าน… บังเอิญว่าน้องไตเติ้ล ซึ่งมาญี่ปุ่นและตอนแรกวางแผนว่าจะไปพักที่บ้านกอล์ฟ ต้องย้ายมาที่บ้านเราพอดี เลยถือโอกาสได้ทำความสะอาดห้อง พักผ่อนจนพอใจ และได้เหยื่อมาฟังเราซ้อมพูดด้วยเลย (เย่)

วันศุกร์ (18 ธันวา) หลังจากเรียนคลาสญี่ปุ่นเสร็จแล้ว เราก็ซ้อมกับทีมงานของเรา ตอนแรกเราตั้งใจไม่อยากใช้โพย แต่จากการพยายามจำมาหลายๆ วัน มันไม่โอเค… เราเลยคิดว่ามันคงต้องจำเป็นใช้โพย ทีมงานก็เลยทำโพยแบบแนบเนียนให้อย่างสวยงาม (คือกระดาษดำทำเป็นเล่ม แล้วแปะโพยนั่นแหละ ถถถ) อยู่ซ้อม ผลัดกันไป ตั้งแต่เที่ยงครึ่งถึงบ่ายสามครึ่ง หมดแรงแบบสุดๆ อ่านอะไรจำอะไรก็ไม่เข้าหัว เราเริ่มเข้าใจว่า คนเราก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน…เลยต้องขอทีมกลับแคมปัสมาสัมมนาประจำเดือนของ Grad School…

เสร็จจากสัมมนา เราก็ซ้อมกับน้องๆ ในแลป ออกจากแลปไปชินจุกุ เพราะมีนัดไว้นิดหน่อย… กลับมาถึงห้องประมาณสองทุ่ม ตั้งใจว่าจะซ้อม แต่ก็สลบ งีบไปประมาณสองชั่วโมง… – -” ตื่นมาอีกทีสี่ทุ่มกว่าๆ เหมือนสมองเคลียร์ memory เรียบร้อย เราก็เริ่มซ้อม รอบแรกก็เลวร้ายหน่อย รอบที่สองก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง เราก็เริ่มซ้อมแบบดูสคริปต์ ให้เหมือนๆจริงมากขึ้น เตรียมชุดสูท นอนประมาณตีสองเลยทีเดียว

วันแข่ง

วันแข่งพูดนี่เป็นอะไรที่เหมือนตื่นเต้น แต่ก็ไม่ตื่นเต้น (เพราะชิวๆ) ตอนเช้ามีนัดคุยกันรวมๆ นิดหน่อย จากนั้นก็ให้แยกย้ายให้แต่ละทีมไปซ้อม ตอนซ้อมรอบแรกก็ดูแย่มาก ตื่นเต้นมาก พอซ้อมไปเรื่อยๆ ก็โอเคขึ้น จนถึงเวลาแข่งจริง..

ซ้าย : ที่เขียนในสูจิบัตร (ทีมช่วยเขียนภาษาญี่ปุ่นแบบสวยๆให้); ขวาบน :ทีมที่ปรึกษา : โนมุระซัง, วาคาโนะซัง, เรา, อะนันซัง; ขวาล่าง : สถานที่แข่งจริง

เริ่มต้นแข่งขัน ก็ดูบรรยากาศแอบๆเครียด มีผู้ฟังเต็มห้อง ที่สำคัญคือเซนเซที่สอนเราในคลาสก็มาฟังด้วย สิ่งหนึ่งที่เราอยากทำงานนี้ให้เต็มที่คือ แสดงศักยภาพให้เซนเซที่สอนเราเห็นว่าเราก็ทำได้นะ ! (เพราะเซนเซเป็นครู เวลาสอนก็รู้แหละว่าลูกศิษย์แต่ละคนเป็นยังไง ซึ่งเราก็เห่ยสุดในคลาสเรียนละ TT) ส่วนในแลป ก็มีโลเรนโซ สหายชาวอิตาลีข้างโต๊ะมาฟังด้วย (โลเรนโซเมพภาษาญี่ปุ่น JLPT รอบที่ผ่านมา สอบ N1 แหละ lol)

จากการสังเกต ทุกคนท่องจำมาได้หมด ไม่มีใครถือสคริปต์เลย T__T แต่ในเมื่อเราเตรียมมาเช่นนี้แล้ว ดังนั้น The Show Must Go On!!! ทุกคนก็ทำได้ดีมาก (ถึงแม้จะมีผู้แข่งขันคนนึงที่ตัดจบตอนพูดเพราะลืมบทก็เหอะ) จนมาถึงคิวเรา

ถึงคิวเรา ก็ขึ้นเวที ด้วยการร้างราเวทีมานาน ก็บอกได้เลยว่าตื่นเต้นมากกก…. เริ่มต้น ก็ให้ทีมที่ปรึกษาแนะนำตัวเรา ให้กำลังใจก่อน จากนั้นเราก็เริ่มพูด… เนื่องจากตื่นเต้นมาก ดังนั้นเราจึงต้องยิ้มเข้าข่ม สมกับยิ้มสยามไทย พอเริ่มพูด แรงที่ไหนมาก็ไม่รู้ทำให้แขนสั่น มือสั่น ขาสั่นแรงมากกกก… แต่ในเมื่อเราอยู่หน้าเวทีแล้ว เราก็ต้องลุยยยย! ท้ายสุดเราก็สามารถคุมสถานการณ์ได้ ถึงแม้มือสั่น ขาสั่น ระหว่างพูดก็แอบมีลืมสคริปต์ ก็ต้องจ้องมองเป็นระยะ บางทีก็พูดผิดพูดถูกอีกต่างหาก อ่านก็ยังอ่านผิดเลยบางที TT… แต่ท้ายที่สุดเราก็ดันได้จนจบ ครบเวลาพอดีเป๊ะ (ตอนซ้อมนี่เกินตลอดแหละ)

ลงจากเวทีก็รู้สึกยกฟูจิออกจากอกเลยทีเดียว… ถึงแม้จะไม่ค่อยโอเคถ้าเทียบกับคนอื่น แต่เราคิดว่า เราก็พอใจอยู่พอสมควร พอใจที่สามารถทำได้จนจบ

ซ้าย : ตอนซ้อมก่อนแข่ง (ลองดูสถานที่จริง); ขวา : เมจิโร่ และโลเรนโซ ตัวแทนกองเชียร์จากห้องแลป 803

หลังจากพูดเสร็จ ทุกคนก็พักผ่อนกันก่อน ก็มีคนมาชมว่าพูดโอเคเลย เซนเซที่สอนก็บอกว่า ดีมากกเลย สุดยอดด (สงสัยชมตามมารยาท) แต่ที่ทุกคนจำเราได้ก็คือตอนยิ้มนี่แหละ (ยิ้มสยามไทยชนะเลิศ) ตอนประกาศผล เราก็ไม่หวังอะไรอยู่แล้ว ก็ไม่ได้จริงๆนั่นแหละ (ถ้าได้สิแปลก 5555) คนชนะมาจากอิตาลี ซึ่งพอเราดูคนอิตาลีคนนี้พูดจบแล้ว ก็คิดในใจว่า เอ็งเอาถ้วยไปเลยจ้าาาาา.. (พูดดี Intonation ดี ลีลาเยี่ยม)  สรุปแล้วทุกคนที่ไม่ได้รางวัล ก็ได้บัตรแทนเงินสดสำหรับซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือทั่วญี่ปุ่นได้ในราคาสองพันเยนเป็นรางวัลปลอบใจ !

หลังจากแข่งเสร็จ เราก็เหนื่อยแล้ว อยากหาอะไรกินกันดีกว่า! ก็เลยชวนกันไปกินข้าวกันในทีม แต่บังเอิญว่า คนอื่นๆ ก็รวมกันไปหาอะไรกินกัน เลยไปร่วมวงกับเขาไปโนมิไกกันกรุปใหญ่เลยทีเดียว ! (ประมาณยี่สิบกว่าคน) ไปโนมิไกก็ไปรู้จักกับคนญี่ปุ่นที่เป็นทีมงานทีมอื่นๆ และคนแข่งอื่นๆ อีกเยอะแยะเลยทีเดียว… ทำให้เราได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นผ่านการดื่มเลยทีเดียวเชียว…

เสร็จโนมิไกรอบแรกกำลังจะกลับบ้าน ก็ถูกชวนไปรอบสองต่อ เราก็ปฏิเสธไม่เป็นก็ไปกับเค้าต่อ (แต่อันนี้วงเล็กละ ห้าคน) ไปก็ดื่มๆ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกมึนๆ เมาๆ เดินๆละเซๆ แต่ก็ยังคุมสติได้อยู่ดี (รู้สึกว่าตัวเองเมาแล้วพูดเยอะ) เสร็จงานก็กลับบ้านกลับช่อง มาจ้องฮอร์โมนตอนอวสาน เป็นการจบวันที่สนุกสนานเลยทีเดียว

IMG_5537

โนมิไกรอบสอง

ถึงแม้การแข่งขันครั้งนี้จะไม่ได้รางวัลกลับมา แต่จากการแข่งขันครั้งนี้ เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากเลยทีเดียว อย่างแรก เราได้เรียนรู้ทักษะภาษาญี่ปุ่นผ่านการเขียน อ่าน พูด ฟัง และดูเหมือนมันจะก้าวหน้าขึ้นมาอย่างมากในระยะเวลาประมาณสองเดือน อย่างน้อยเราได้รู้ว่า คันจิมันสำคัญ และเราเริ่มรำคาญการอ่านฮิรางานะยาวๆ ซะแล้วในเวลาที่อ่านสคริปต์ (แต่ก็ยังต้องเขียนฟุริงานะกำกับคันจิไว้อยู่ ) การแข่งครั้งนี้ทำให้เรารู้ข้อจำกัดตัวเอง และพยายามหาทางก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดตัวเอง จากตอนแรกอ่านไม่คล่อง อ่านไม่ค่อยได้ ฝึกฝน ทำเรื่อยๆ ก็อ่านได้คล่องในที่สุด (แต่ยังเสียดายที่จำไม่ได้หมด ซึ่งต้องใช้เวลาและทุ่มเทมากกว่านี้ TT) ที่สำคัญคือ ได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมายจากต่างชาติและคนญี่ปุ่นด้วย…

งานที่เยอะๆมากมาย มันก็เหนื่อยในตอนที่ทำ แต่พอผ่านมันไปได้แล้ว มันก็เป็นความฟินที่เราสามารถผ่านงานอันมากมายมหาศาลได้ด้วยดี… เหมือนที่อาจารย์ช้างเคยบอกว่า มากมายหลายสิ่ง ชีวิตจึงมีความหมาย การมีงานมากมาย ก็ทำให้ชีวิตเรารู้สึกมีคุณค่า และมีความท้าทายที่จะทำมันให้สำเร็จล่ะ !

ตอนนี้ก็หมดเวลางานมหาศาล เข้าสู่โหมดวิชาการเต็มตัวต่อไป (หลังจากนี้ก็ต้องปั่นงานเตรียม